Category  |  ODB

คืนสุดท้ายของคุณย่า

ย่าของฉันมีกิจวัตรที่ทำเป็นประจำทุกคืนวันเสาร์ ก่อนเข้านอนเธอจะเตรียมเสื้อผ้าและรองเท้าเพื่อใส่ไปโบสถ์ตอนเช้าวันรุ่งขึ้น เธอจะไปร่วมนมัสการรอบเช้าเสมอ และต้องการเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อจะตื่นนอนและออกเดินทางแต่เช้าโดยไม่ล่าช้า ในคืนวันเสาร์หนึ่ง เธอต้องเข้าโรงพยาบาลกระทันหัน หลังจากนั้นพระเยซูทรงเรียกเธอและเธอก็จากไป เมื่อปู่ของฉันกลับจากโรงพยาบาล เขาก็พบเสื้อผ้าของเธอวางอยู่ เธอเตรียมพร้อมแล้วที่จะไปโบสถ์และพบกับพระเจ้าของเธอ

กิจวัตรของคุณย่าทำให้ฉันนึกถึงสติปัญญาของเพื่อนเจ้าสาวในคำอุปมาที่ปรากฏอยู่ในมัทธิวบทที่ 25 ในตอนนี้พระคริสต์ทรงบอกเหล่าสาวกของพระองค์ให้เตรียมพร้อมสำหรับการเสด็จมาของพระองค์ โดยตรัสว่า “จงเฝ้าระวังอยู่” เพราะไม่มีใครรู้ “กำหนดวันหรือโมงนั้น” ที่พระองค์จะเสด็จกลับมา (ข้อ 13) ดังนั้นจึงเป็นการดีที่เราจะเตรียมตัวไว้ให้พร้อม หากเรารอจนนาทีสุดท้ายถึงค่อยเตรียมตัว เราก็อาจจะเป็นเหมือน “คนโง่” (ข้อ 3) ที่น้ำมันหมดเพราะไม่ได้เตรียมน้ำมันสำรองมา หลังจากที่พวกเธอกลับไปเอาน้ำมันได้ไม่นาน เจ้าบ่าวก็มาถึง

เราอาจจะไม่จำเป็นต้องเอาเสื้อผ้าออกมาเตรียมเช่นเดียวกับย่าของฉัน แต่กิจวัตรของย่าแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาของเธอที่จะไปคริสตจักรและพบกับพระผู้ช่วยให้รอดของเธอ ขอให้เราใช้สติปัญญาเช่นเดียวกับเธอเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต คือการรับใช้พระเยซูเมื่อพระองค์ทรงนำเรา และเตรียมพร้อมสำหรับการเสด็จกลับมาของพระองค์

ทรัพย์สมบัติที่พระคริสต์ประทานให้

ไมเคิล สปาร์คส์เดินเข้าไปในร้านขายของมือสองและซื้อสำเนาปฏิญญาอิสรภาพของสหรัฐอเมริกาเป็นที่ระลึกในราคา 2.48 ดอลลาร์ ต่อมาเมื่อพิจารณาสำเนาแผ่นนั้นอย่างละเอียด เขารู้สึกว่าเอกสารนั้นดูผิดปกติจึงนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยประเมิน และได้รับการบอกเล่าว่านี่เป็นสำเนาปฏิญญาหนึ่งใน 36 ฉบับที่เหลืออยู่ จากทั้งหมด 200 ฉบับที่จอห์น ควินซี อดัมส์สั่งทำในปีค.ศ. 1820 ดังนั้นสปาร์คส์จึงขายสำเนาปฏิญญาที่เป็นของหายากนี้ได้ในราคาที่สูงถึง 477,650 ดอลลาร์!

แม้การได้ทรัพย์สมบัติที่มีค่ามาด้วยเงินเพียงเล็กน้อยจะเป็นเรื่องน่าประหลาดใจ แต่ยังมีสมบัติที่ดียิ่งกว่านั้นอีกมาก สมัยที่ผมเป็นเด็ก ผมได้ค้นพบสมบัติอันล้ำค่าหาที่เปรียบมิได้ และเป็นถาวรนิรันดร์ที่ผมได้มาโดยไม่ต้องควักเงินสักบาท แต่ผมไม่ได้พบมันในร้านขายของมือสอง

พ่อกับแม่บอกผมว่าชายคนหนึ่งชื่อเยซูได้ซื้อของขวัญชิ้นนี้ให้ โดยการสละชีวิตของพระองค์บนกางเขนเพื่อเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปให้กับผม จากนั้นก็บอกผมว่า ของขวัญชิ้นนี้เรียกว่าความรอด ซึ่งเป็นสัญญาประกันว่าผมจะได้รับสมบัติ คือ “ชีวิต...อย่างครบบริบูรณ์” บนโลกนี้ (ยน.10:10) และ “ชีวิตนิรันดร์...ในพระบุตร[ของพระเจ้า]” ร่วมกับพระเยซู (1 ยน.5:11) ผมยอมรับของขวัญชิ้นนั้นด้วยความเชื่อ

การได้พบสมบัติของโลกนี้ในราคาถูกนั้นน่าอัศจรรย์ใจ แต่นั่นยังเทียบไม่ได้กับทรัพย์สมบัตินิรันดร์ที่พระคริสต์ประทานให้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ละคนจะได้รับสมบัติชิ้นนี้มาต่อเมื่อเรา “เชื่อในพระนามของพระบุตรของพระเจ้า” คือ พระเยซู (ข้อ 13)

พระเยซู...เป็นทุกสิ่งของข้า

ด้วยการให้สัญญาณครั้งสุดท้ายของกรรมการตัดสิน เคเนดี้ เบลดส์ นักกีฬามวยปล้ำได้กลายเป็นแชมป์โอลิมปิคประจำปี 2024 เธอประสานมือชูขึ้นพร้อมกับมองไปบนสวรรค์และสรรเสริญพระเจ้า นักข่าวถามถึงพัฒนาการของเธอตลอดสามปีที่ผ่านมา แต่นักกีฬาชั้นยอดผู้นี้ไม่ได้พูดถึงการฝึกฝนทางกายของเธอเลยด้วยซ้ำ “ฉันแค่เข้าใกล้พระเยซูมากขึ้น” เธอกล่าว เธอประกาศว่าพระคริสต์ทรงเป็นกษัตริย์และพระองค์จะเสด็จกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับ
หนุนใจผู้อื่นให้เชื่อวางใจในพระองค์ “เป็นเพราะพระองค์” เธอกล่าว “นั่นคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ฉันทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ได้” ในการให้สัมภาษณ์อื่นๆเธอก็ประกาศอย่างตรงไปตรงมาว่า พระเยซูทรงเป็นทุกสิ่งสำหรับเธอและเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอได้รับสิ่งที่ดีในชีวิต

ความร้อนรนที่จะดำเนินชีวิตโดยมีพระเจ้าเป็นศูนย์กลางนี้สะท้อนถึงคำประกาศของดาวิดในสดุดี 63 ดาวิดโหยหาที่จะได้พบองค์พระผู้สร้างของท่าน โดยกล่าวว่า “ข้าพระองค์แสวงพระองค์ จิตวิญญาณของข้าพระองค์กระหายหาพระองค์” (ข้อ 1) ดาวิดได้ “เห็น” พระเจ้า และ “เห็นฤทธานุภาพ” และ “พระสิริ” ของพระองค์ (ข้อ 2) ท่านประกาศว่า ความรักมั่นคงของพระเจ้า “ดีกว่าชีวิต” (ข้อ 3) จากนั้นอธิษฐานว่า “เพราะพระองค์ทรงเป็นความอุปถัมภ์ของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เปรมปรีดิ์อยู่ในร่มปีกของพระองค์ จิตวิญญาณของข้าพระองค์เกาะติดอยู่ที่พระองค์ พระหัตถ์ขวาของพระองค์ชูข้าพระองค์ไว้” (ข้อ 7-8) เห็นได้ชัดว่าพระเจ้าทรงเป็นทุกสิ่งสำหรับดาวิด

ชีวิตของเราสามารถเป็นแสงนำทางให้ผู้อื่นเข้ามามีความสัมพันธ์กับพระเจ้า พระผู้ช่วยให้รอด เมื่อพระเยซูกลายมาเป็นเหตุผลและทุกสิ่งในชีวิตของเรา

จากพระสิริสู่พระสิริ

วาเลอรี่อาศัยอยู่ในเมืองชายฝั่ง เธอชอบอากาศที่อบอุ่น ชอบถ่ายภาพสัตว์ป่า และชอบแช่ตัวอยู่ในน้ำ เหนือสิ่งอื่นใด เธอชอบดูดวงอาทิตย์ขึ้นเหนือมหาสมุทร ทุกๆเช้าเธอจะตื่นขึ้นก่อนฟ้าสางเพื่อชมทิวทัศน์ของผืนน้ำ วาเลอรี่คาดการณ์ว่าเธอจะยังได้ชมพระอาทิตย์ลอยขึ้นจากผิวน้ำไม่น้อยกว่าสามร้อยครั้งต่อปีแม้สภาพอากาศหรือการเดินทางจะเต็มไปด้วยเมฆหมอกก็ตาม เธอไม่เคยเบื่อที่จะชมภาพเหล่านั้น ในสายตาของเธอภาพดวงอาทิตย์ขึ้นถือเป็นความรุ่งโรจน์ที่เธอไม่อยากพลาด

ในอพยพ 34 เราอ่านพบเรื่องใบหน้าที่ทอแสงของโมเสส ซึ่งสะท้อนถึงการเผชิญหน้าที่เต็มไปด้วยพระสิริอันทรงสง่าราศีระหว่างท่านกับ “พระเจ้า” (ข้อ 29-35) เปาโลกล่าวว่า ตั้งแต่พระเยซูเสด็จมา มีพันธกิจที่เต็มไปด้วยสง่าราศียิ่งกว่าสิ่งที่โมเสสประสบ (2 คร.3:7-8) เป็นพันธกิจของพระวิญญาณที่นำมาซึ่งความชอบธรรม (ข้อ 8-9) แผนการแห่งความรอดของพระเจ้านั้นมีรัศมีภาพอันถาวรซึ่งเหนือกว่าสิ่งใดๆที่มีมาก่อน (ข้อ 10) และเราเป็นส่วนหนึ่งของแผนการนั้น เปาโลกล่าวว่า “แต่เราทั้งหลายไม่มีผ้าคลุมหน้าแล้ว จึงแลดูพระสิริขององค์พระผู้เป็นเจ้า และตัวเราก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า” (ข้อ 18) พระสิริที่เพิ่มมากขึ้นนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการดีที่เราทำ แต่ขึ้นอยู่กับพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราเป็นเช่นเดียวกับเมฆซึ่งปรากฏในยามที่ดวงอาทิตย์ขึ้น ที่จะคอยสะท้อนถึงพระราชกิจอันทรงสง่าราศีที่พระองค์ทรงกระทำ ให้ได้มากขึ้นและดียิ่งขึ้นในแต่ละวัน

รักผู้อื่นโดยการอธิษฐานเผื่อ

“ผมไม่รู้ว่าวันนี้ชีวิตผมจะเป็นอย่างไรถ้าไม่มีคำอธิษฐานของแม่ ผมไม่คิดว่าผมจะยังมีชีวิตอยู่ด้วยซ้ำ” ราฮิมเพื่อนของผมกล่าว เขาเคยติดยาและถูกจำคุกในคดีจำหน่ายยาเสพติด วันหนึ่งขณะที่เราดื่มกาแฟด้วยกัน เขาได้เล่าถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเขาผ่านคำอธิษฐานของแม่ “แม้ผมจะทำให้เธอผิดหวังอย่างมาก แต่เธอยังคงรักผมโดยอธิษฐานเผื่อผม ชีวิตผมมีปัญหามาก ถ้าแม่ไม่อธิษฐานเผื่อผม มันคงจะเลวร้ายยิ่งกว่านั้นอีก”

พระธรรมซามูเอลในพันธสัญญาเดิมก็มีเรื่องราวของคนที่แสดงความสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าและผู้อื่นด้วยการอธิษฐานเผื่อ ในวันที่ซาอูลได้รับการเจิมตั้งให้เป็นกษัตริย์ที่เมืองมิสปาห์ ผู้เผยพระวจนะซามูเอลก็รู้สึกผิดหวังเช่นกัน เพราะประชาชนได้เชื่อวางใจและฝากความหวังของพวกเขาไว้กับผู้ปกครองที่เป็นมนุษย์ ไม่ใช่พระเจ้า

ในขณะที่ผู้คนมาชุมนุมกัน พระเจ้าทรงสำแดงความกริ้วของพระองค์ผ่านพายุนอกฤดู ซึ่งทำให้พวกเขาหวาดกลัวและรู้สึกเสียใจกับการตัดสินใจของตัวเอง (1 ซมอ.12:16-18) เมื่อคนเหล่านั้นขอให้ซามูเอลอธิษฐานแทนพวกเขา ท่านตอบว่า “ขออย่าให้มีวี่แววที่ข้าพเจ้าจะกระทำบาปต่อพระเจ้าด้วยการหยุดอธิษฐานเพื่อท่านทั้งหลาย” (ข้อ 23)

การตอบสนองของซามูเอลย้ำเตือนเราว่า การอธิษฐานเผื่อผู้อื่นนั้นเป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้พระเจ้าทรงเป็นที่หนึ่งในใจและในชีวิตของเรา เมื่อเรารักผู้อื่นโดยการอธิษฐานเผื่อพวกเขานั้น เราก็ได้เปิดประตูเพื่อจะเห็นและเป็นพยานถึงสิ่งที่พระองค์ผู้เดียวสามารถทำได้ และเราจะไม่อยากพลาดสิ่งนั้นแน่นอน

นอนไม่หลับหรือเปล่า

เพื่อนของผมปรับทุกข์ว่าเขานอนหลับได้ไม่ค่อยดีนัก การนอนไม่หลับของเขาเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่ยากลำบากของครอบครัวซึ่งทำให้เขาหลับไม่ลง เรื่องนี้เกิดขึ้นในวันที่ผมเตรียมหัวข้อพูดคุยจากสดุดี 3 ในชั้นเรียนรวีฯผู้ใหญ่วันอาทิตย์

ในสดุดี 3 กษัตริย์ดาวิดก็มีปัญหาครอบครัวเช่นกัน เป็นปัญหาที่คงจะทำให้พวกเราส่วนใหญ่นอนไม่หลับ อับซาโลมราชโอรสพยายามโค่นล้มการปกครองเหนืออิสราเอล แผนการของเขาคือกำจัดดาวิดและแย่งชิงบัลลังก์มาเป็นของตน

ดาวิดหมดอาลัยตายอยาก พระองค์หนีไปจากเยรูซาเล็มเมื่อผู้สื่อสารบอกว่า “ใจของคนอิสราเอลได้คล้อยตามอับซาโลมไปแล้ว” (2 ซมอ.15:13) ในสดุดี 3:1 ดาวิดบรรยายสถานการณ์ของตนว่า “ข้าแต่พระเจ้า ศัตรูของข้าพระองค์ทวีมากขึ้นเหลือเกิน” แต่ให้สังเกตวิธีที่ดาวิดค้นพบสันติสุข พระองค์ระลึกว่าพระเจ้าทรงเป็นโล่ป้องกันและทรง “ชูศีรษะ[ของดาวิด]” (ข้อ 3) เมื่อเรากังวลกับสถานการณ์นั้น ความช่วยเหลือที่เราทุกคนต้องการจะมาถึง ดาวิดสามารถจะ “นอนลงและหลับไป” พระองค์พบว่า “ข้าพเจ้ากลับตื่นขึ้น เพราะพระเจ้าทรงอุปถัมภ์ข้าพเจ้า” (ข้อ 5)

สำหรับเพื่อนของผมที่เผชิญกับช่วงเวลาที่หนักอึ้ง นี่คือข่าวดีอย่างยิ่ง และสำหรับเราทุกคนที่เผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากและค่ำคืนที่นอนไม่หลับ พระเจ้าของเราทรงปกป้องและประทานการพักผ่อนแก่เรา เมื่อเรามอบความไว้วางใจทั้งหมดแก่พระองค์ พระองค์จะทรงช่วยให้เรา “นอนลงและหลับไป” (ข้อ 5)

คำอธิษฐานของคุณยาย

ในงานรวมญาติของครอบครัวเมื่อหลายปีก่อน แม่ของฉันได้เล่าถึงข้อความที่ท่านเขียนเพื่อยกย่องคุณยายของท่าน ผู้หญิงที่ฉันไม่เคยพบแต่ได้ยินแม่พูดถึงบ่อยๆ แม่เขียนว่าท่านจำได้ว่าคุณยายซูซานตื่น “ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น” และอธิษฐานเผื่อครอบครัว ความทรงจำอันแจ่มชัดนี้ส่งผลกระทบต่อแม่ของฉัน และเป็นความทรงจำที่ฉันยังคงยึดเอาไว้ทุกวันแม้ฉันจะไม่เคยพบกับคุณทวดของฉันเลย

เรื่องเล่านี้ทำให้ฉันนึกถึงผู้หญิงที่พระธรรมสุภาษิต 31 บรรยายไว้ เธอดูแลครอบครัวด้วยวิธีการต่างๆมากมาย เธอลุกขึ้น “ตั้งแต่ยังมืดอยู่” (ข้อ 15) เธอทำหลายสิ่งเพื่อดูแลครอบครัวของเธอ เช่น เตรียมอาหาร ซื้อไร่นา ปลูกสวนองุ่น ทำการค้าที่ได้กำไร เย็บเสื้อผ้า และทำงานอื่นๆอีกหลายอย่างจนลุล่วง ซึ่งทั้งหมดล้วนทำเพื่อดูแลผู้คนที่เธอรัก และเธอยังหยิบยื่นสิ่งที่มีให้แก่ “คนยากจน [และ] ...คนขัดสน” (ข้อ 20)

ในช่วงเวลาที่พระธรรมสุภาษิต 31 ถูกเขียนขึ้นนั้นการช่วยดูแลครอบครัว ไม่ใช่เรื่องง่าย เห็นได้จากงานมากมายที่บรรยายไว้ในพระคัมภีร์ตอนนี้ และไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกันสำหรับคุณทวดของฉันซึ่งเกิดในช่วงทศวรรษที่ 1800 แต่การอธิษฐานเบาๆตอนเช้าตรู่และในตลอดทั้งวัน ทำให้ผู้หญิงเหล่านี้สามารถจดจ่อและได้รับการหนุนใจ ขณะที่พระเจ้าทรงช่วยพวกเธอให้ดำเนินชีวิตตามการทรงเรียกในการดูแลครอบครัวของตนเองและผู้อื่น

การขัดจังหวะที่ไม่คาดฝัน

มานูเอลไปโบสถ์สายและรถติดอยู่ตรงไฟแดง ขณะที่รอด้วยความร้อนใจ ลูกสาวของเขาก็สังเกตเห็นคนขับรถคนหนึ่งพยายามซ่อมล้อรถที่จอดเสียอยู่ “พ่อเปลี่ยนยางรถเก่งนี่ค่ะ” เธอพูด “พ่อควรจะช่วยเธอ” ตอนนี้มานูเอลสายมากแล้ว แต่เขารู้ว่านี่คือการทรงนำของพระเจ้า เขาจึงหยุดช่วยและได้ชวนคนขับรถคนนั้นไปโบสถ์ด้วย

เปาโลและสิลาสเผชิญกับการขัดจังหวะในกิจการบทที่ 16 พวกเขาพบทาสสาวคนหนึ่งที่มีผีเข้าและเอาแต่ร้องตะโกน (ข้อ 17) เปาโลไม่สนใจเธออยู่หลายวัน แต่ที่สุดแล้วท่านก็งุ่นง่านใจและสั่งผีนั้นว่า “ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอ็งจงออกมาจากเขา” (ข้อ 18)

เปาโลตัดสินใจที่จะรับใช้ผู้อื่นโดยไตร่ตรองแล้ว แม้จะสร้างความลำบากแก่ท่าน เมื่อท่านขับผีออกจากหญิงคนนั้นก็มีแต่จะทำให้เรื่องยุ่งยากขึ้น นายของเธอหมดโอกาสหาเงินจากเธอ ดังนั้น “เขาจึงจับเปาโลและสิลาส ลากมาถึงพวกเจ้าหน้าที่ยังที่ว่าการเมือง” (ข้อ 19) พวกเขาถูกโบยและขังคุกโดยไม่มีการไต่สวน (ข้อ 22-24)

การรับใช้พระคริสต์นั้นมีราคาที่ต้องจ่าย พระเยซูตรัสกับสาวกของพระองค์ว่าพวกเขาจะต้องรับเอากางเขนของตนและตามพระองค์ไป (มธ.10:38) นี่เป็นวิถีของพระเยซู คือเราจะถูกขัดจังหวะและบางครั้งอาจพบกับความทุกข์ยากเช่นเดียวกับองค์พระผู้ช่วยให้รอดของเรา แต่พระองค์เชื้อเชิญเราให้ยอมรับการขัดจังหวะที่ไม่คาดฝันเหล่านั้น แล้วคุณจะตอบสนองอย่างไรเมื่อเวลานั้นมาถึง

จับสุนัขจิ้งจอกตัวเล็ก

คุณยายของผมมักจะพูดว่า “สุนัขจิ้งจอกตัวเล็กนี่แหละที่ทำลายสวนองุ่น” ต่อมาแม่ของผมก็พูดเหมือนกัน และตอนนี้ผมก็พูดกับลูกๆด้วย แต่การระวัง “สุนัขจิ้งจอกตัวเล็ก” หมายความว่าอย่างไร

หลังจากที่เราปลูกต้นองุ่นแล้ว อาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่ามันจะออกผล ต้นองุ่นต้องการความอดทน การดูแล รดน้ำ ตัดแต่งกิ่ง และการปกป้องอย่างมาก แต่สุนัขจิ้งจอกที่แม้จะตัวเล็กก็ยังสามารถสร้างความเสียหายร้ายแรงได้ โดยการทำลายราก กินผลองุ่น หรือเคี้ยวลำต้น

ในบทกวีที่เป็นเรื่องราวความรักจากเพลงซาโลมอน ซาโลมอนเตือนว่า “จงจับสุนัขจิ้งจอกมาให้เรา คือสุนัขจิ้งจอกตัวเล็กที่ทำลายสวนองุ่น” (พซม.2:15) นักวิชาการบางคนเชื่อว่าสิ่งนี้หมายถึงปัญหาหรือพฤติกรรมที่ดูเหมือนเล็กน้อย แต่อาจคุกคามความสัมพันธ์ระหว่างชายหนุ่มกับหญิงสาวได้หากไม่ได้รับการแก้ไข

เช่นเดียวกับการเดินทางฝ่ายวิญญาณของเรา สิ่งเล็กน้อยเช่น ความขมขื่น (ฮบ.12:15) “คำหยาบคาย” (อฟ.4:29) หรือแม้แต่อิทธิพลที่เป็นอันตรายจากผู้อื่น (1 คร.15:33) อาจเล็ดลอดเข้ามาในชีวิตของเราโดยที่เราไม่ทันสังเกต

คุณยายของผมตระหนักว่าสิ่งเล็กน้อยอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้ และสติปัญญาของท่านได้ส่งเสียงดังมาถึงหลานๆ ขณะที่เราใช้เวลาในการอธิษฐานและอ่านพระคัมภีร์ พระวิญญาณจะทรงช่วยเรา “จับสุนัขจิ้งจอกตัวเล็ก” คือการล่อลวงใจ หรืออุปนิสัยที่อาจทำลายความสัมพันธ์ของเรากับผู้อื่น และทำลายการเดินไปกับพระคริสต์ของเรา

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา