ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Mike Wittmer

พระคุณนอกกรอบ

ทอมทำงานในสำนักงานกฎหมายซึ่งให้คำปรึกษากับบริษัทของบ็อบ ทั้งคู่กลายเป็นเพื่อนกัน จนวันหนึ่งทอมยักยอกเงินของบริษัทหลายพันเหรียญ เมื่อบ็อบรู้ เขาเสียใจและโกรธ แต่เขาได้รับคำแนะนำที่ดีจากรองประธานบริษัทของเขาซึ่งเป็นคริสเตียน รองประธานบริษัทเห็นว่าทอมละอายใจมากและสำนึกผิด เขาจึงแนะนำให้บ็อบถอนฟ้องและจ้างทอมทำงาน “ให้เงินเดือนมากพอที่เขาจะชดใช้คืนได้ แล้วคุณจะหาพนักงานที่สำนึกในบุญคุณและภักดีกว่านี้ไม่ได้อีก” บ็อบทำตาม และทอมก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

เมฟีโบเชท หลานของกษัตริย์ซาอูลไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ต้องตกที่นั่งลำบากเมื่อดาวิดขึ้นเป็นกษัตริย์ กษัตริย์ส่วนมากจะฆ่าเชื้อสายของราชวงศ์เก่า แต่ดาวิดรักโจนาธานผู้เป็นโอรสของซาอูล และปฏิบัติต่อโอรสที่ยังมีชีวิตอยู่ของโจนาธานเหมือนเป็นโอรสของพระองค์เอง (ดู 2 ซมอ.9:1-13) พระกรุณาคุณนี้ทำให้พระองค์ได้เพื่อนตาย เมฟีโบเชทประหลาดใจที่เขา “สมควรถึงตายต่อพระพักตร์พระราชาเจ้านายของข้าพระบาท แต่ฝ่าพระบาทก็ทรงแต่งตั้งข้าพระบาทไว้” (19:28) เขาภักดีต่อดาวิด แม้เมื่ออับซาโลมโอรสของดาวิดขับไล่ดาวิดออกจากเยรูซาเล็ม (2 ซมอ.16:1-4; 19:24-30)

คุณอยากมีเพื่อนตายสักคนไหม คุณอาจต้องทำอะไรที่ไม่ปกติธรรมดา เพื่อจะได้มาซึ่งเพื่อนคนพิเศษ เมื่อสามัญสำนึกบอกให้คุณลงโทษ จงเลือกพระคุณ ให้เขาได้รับผิดชอบ แต่จงมอบโอกาสที่เขาไม่สมควรได้รับเพื่อแก้ไขสิ่งผิดให้ถูกต้อง คุณอาจหาเพื่อนที่สำนึกในบุญคุณและอุทิศทุ่มเทกว่านี้ไม่ได้อีก จงคิดนอกกรอบ ด้วยพระคุณ

รูปเคารพสำรอง

แซมตรวจบัญชีเกษียณอายุของเขาวันละสองครั้งทุกวัน เขาใช้เวลาสะสมมาสามสิบปี และเมื่อราคาหุ้นในตลาดเพิ่มสูงขึ้นในที่สุดเขาก็มีเงินมากพอที่จะเกษียณ ตราบใดที่ตลาดหุ้นไม่ตกพรวดพราด ความกลัวนี้ทำให้แซมกังวลถึงเงินสะสมของเขา

แย่งซีนพระเยซู

เมื่อศิษยาภิบาลถามคำถามยากๆในชั้นเรียนเกี่ยวกับชีวิตของพระเยซู ผมรีบยกมือขึ้นเพราะเพิ่งได้อ่านมา และผมอยากให้คนอื่นในห้องรู้ว่าผมก็รู้เรื่องนี้ด้วย แต่คิดไปคิดมา ผมเป็นอาจารย์สอนพระคัมภีร์ แล้วถ้าตอบผิดผมคงอายแทบแย่! ผมเริ่มกังวลเพราะกลัวตัวเองจะเสียหน้า ดังนั้น ผมจึงลดมือลง นี่ผมรู้สึกไม่มั่นคงถึงเพียงนี้เลยหรือ

ยอห์นผู้ให้บัพติศมามีวิธีการที่ดีกว่านั้น เมื่อสาวกของท่านบ่นว่า ผู้คนพากันละทิ้งยอห์นและหันไปติดตามพระเยซู ยอห์นบอกว่า ท่านดีใจที่ได้ยินเช่นนั้น ท่านเป็นเพียงผู้ส่งสาร “ข้าพเจ้ามิใช่พระคริสต์ แต่ข้าพเจ้าได้รับพระบัญชา ให้นำเสด็จพระองค์...พระองค์ต้องทรงยิ่งใหญ่ขึ้น แต่ข้าพเจ้าต้องด้อยลง” (3:28-30) ยอห์นรู้ดีว่า เหตุแห่งการดำรงอยู่ของท่านคือพระเยซู “ผู้เสด็จมาจากสวรรค์” และ “ทรงเป็นใหญ่เหนือทุกสิ่ง” (ข้อ 31) พระบุตรพระเจ้าผู้ประทานชีวิตให้เรา พระองค์จะต้องได้รับเกียรติและสง่าราศีทั้งสิ้น

เมื่อเราดึงความสนใจมาที่ตัวเอง เราก็กำลังเบี่ยงเบนความสนใจของผู้คนออกจากพระเจ้า และเพราะพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดเพียงผู้เดียวและเป็นความหวังเดียวของโลก เกียรติยศชื่อเสียงใดๆก็ตามที่เราขโมยมาจากพระองค์จะกลับมาทำร้ายเราในที่สุด

ขอให้เราตัดสินใจถอยออกมา และหยุดแย่งซีนพระเยซู ซึ่งนั่นจะเป็นผลดีที่สุดทั้งต่อพระองค์ ต่อโลก และต่อตัวเราเอง

วิ่งเข้าหาความท้าทาย

ทอมไล่ตามเด็กหนุ่มที่กำลังขโมยจักรยานของเพื่อนเขา เขาไม่มีแผนอะไร เขารู้แค่ว่าเขาต้องเอามันคืนมาให้ได้ แล้วเขาก็ต้องประหลาดใจที่ขโมยสามคนนั้นมองมาทางเขา ปล่อยรถจักรยานนั้นและถอยออกไป ทอมรู้สึกทั้งโล่งใจและภูมิใจในตัวเองขณะก้มลงดึงจักรยานขึ้นมาพลางหันหลังกลับ ตอนนั้นเองที่เขาเห็นเจฟ เพื่อนกล้ามโตของเขาที่วิ่งตามมาติดๆ

คนรับใช้ของเอลีชาตกใจกลัวเมื่อเห็นว่าเมืองของเขาถูกศัตรูล้อมไว้ เขาวิ่งไปบอกเอลีชาว่า “อนิจจา นายของข้าพเจ้า เราจะทำอย่างไรดี” เอลีชาบอกเขาว่าไม่ต้องกลัว “ฝ่ายเรามีมากกว่าฝ่ายเขา” แล้วพระเจ้าทรงเบิกตาของคนรับใช้นั้น และเขาเห็นว่า “ภูเขาก็เต็มไปด้วยม้า และรถรบเพลิงอยู่รอบเอลีชา” (ข้อ 15-17)

หากคุณพยายามติดตามพระเยซู คุณอาจพบตนเองตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก คุณอาจเสี่ยงที่จะเสียชื่อเสียง หรือแม้แต่ความปลอดภัยของคุณเอง เพราะคุณมุ่งมั่นจะทำสิ่งที่ถูกต้อง คุณอาจนอนไม่หลับและสงสัยว่าเรื่องจะเป็นอย่างไรต่อไป จำไว้ว่าคุณไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว คุณไม่ต้องเข้มแข็งหรือฉลาดกว่าปัญหาที่อยู่ต่อหน้าคุณ พระเยซูทรงอยู่กับคุณและฤทธิ์อำนาจของพระองค์ยิ่งใหญ่กว่ากำลังของคู่ต่อสู้ทั้งสิ้น จงถามตัวเองด้วยคำถามของเปาโลว่า “ถ้าพระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายเรา ใครจะขัดขวางเรา” (รม.8:31) คำตอบคือ ไม่มี จงวิ่งเข้าหาความท้าทายตรงหน้าคุณพร้อมกับพระเจ้า

อยู่ในทางนั้น

ความมืดสลัวปกคลุมเมื่อผมเดินตามหลี่เป่าไปบนกำแพงที่ตัดเข้าไปในภูเขาทางตอนกลางของประเทศจีน ผมไม่เคยมาทางนี้ และผมมองเห็นได้แค่ก้าวถัดไป และไม่เห็นว่าพื้นดินทางด้านซ้ายสูงชันเพียงใด ผมกลืนน้ำลายและขยับเข้าไปใกล้หลี่ ผมไม่รู้ว่าเรากำลังจะไปที่ใดและจะต้องไปอีกนานแค่ไหน แต่ผมเชื่อใจเพื่อนของผม

ผมอยู่ในสถานะเดียวกับโธมัส สาวกผู้ดูเหมือนจะต้องการคำยืนยันอยู่เสมอ พระเยซูบอกพวกสาวกว่าพระองค์จะต้องไปเพื่อจัดเตรียมที่สำหรับพวกเขาและพวกเขาก็รู้จัก “ทางที่[พระองค์]จะไปนั้น” (ยน.14:4) โธมัสถามพระองค์ต่อว่า “พระองค์เจ้าข้า พวกข้าพระองค์ไม่ทราบว่าพระองค์จะเสด็จไปที่ไหน พวกข้าพระองค์จะรู้จักทางนั้นได้อย่างไร” (ข้อ 5)

พระเยซูไม่ได้ตอบข้อสงสัยของโธมัสโดยการอธิบายถึงที่ซึ่งพระองค์จะพาพวกเขาไป พระองค์ยืนยันกับสาวกอย่างง่ายๆว่า พระองค์เป็นทางนั้น และแค่นั้นก็เพียงพอแล้วพวกเราก็มีคำถามเกี่ยวกับอนาคตเช่นกัน ไม่มีใครในพวกเราที่รู้รายละเอียดของสิ่งที่อยู่ข้างหน้า ชีวิตเต็มไปด้วยเรื่องที่เรามองไม่เห็น ซึ่งก็ไม่เป็นไร การได้รู้จักพระเยซูผู้ทรงเป็น “ทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต” (ข้อ 6) นั้นก็เพียงพอแล้ว

พระเยซูรู้ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น พระองค์เพียงแค่ขอให้เราเดินใกล้ชิดกับพระองค์

การนมัสการอันบริสุทธิ์

โฮเซ่เป็นศิษยาภิบาลคริสตจักรที่มีชื่อเสียงในเรื่องจัดรายการและละครเวที ทุกอย่างไปได้ด้วยดีแต่เขากังวลว่าสิ่งที่คริสตจักรสาละวนอยู่จะกลายเป็นเรื่องของธุรกิจ คริสตจักรกำลังเติบโตตามที่ควรจะเป็นหรือเพราะกิจกรรมกันแน่ เขาอยากหาคำตอบจึงยกเลิกรายการพิเศษของคริสตจักรเป็นเวลาหนึ่งปี การประชุมนมัสการจะจดจ่อในการเป็นวิหารอันมีชีวิตที่ผู้มานมัสการพระเจ้า

การตัดสินใจของโฮเซ่อาจดูเกินกว่าเหตุแต่ลองพิจารณาสิ่งที่พระเยซูทำเมื่อพระองค์เข้าไปในบริเวณพระวิหาร สถานศักดิ์สิทธิ์ที่ควรเต็มไปด้วยคำอธิษฐานเรียบง่ายกลายเป็นธุรกิจการนมัสการ “ซื้อนกพิราบได้ทางนี้ ขาวเหมือนดอกลิลลี่อย่างที่พระเจ้าต้องการ” พระเยซูคว่ำโต๊ะพ่อค้าและห้ามคนซื้อสินค้าเหล่านั้น พระองค์พิโรธในสิ่งที่พวกเขาทำจึงตรัสถึงอิสยาห์ 56 และเยเรมีย์ 7 ว่า “นิเวศของเราเขาจะเรียกว่าเป็นนิเวศอธิษฐานสำหรับประชาชาติทั้งหลาย แต่เจ้าทั้งหลายได้กระทำให้เป็นถ้ำของพวกโจร” (มก.11:17) ลานสำหรับคนต่างชาติ ซึ่งเป็นสถานนมัสการพระเจ้าสำหรับคนเชื้อชาติอื่น ถูกเปลี่ยนให้เป็นตลาดนัดเพื่อหาเงิน

การทำธุรกิจหรือการสาละวนกับบางสิ่งไม่ผิด แต่ไม่ใช่จุดประสงค์ของคริสตจักร เราเป็นวิหารอันมีชีวิตของพระเจ้าและหน้าที่หลักของเราคือการนมัสการพระเยซู เราอาจไม่ต้องคว่ำโต๊ะเหมือนที่พระเยซูทำ แต่พระองค์อาจเรียกให้เราทำสิ่งที่แข็งกร้าวพอกัน

ยกเสียงสรรเสริญ

โดยทั่วไปคุณมักบอกได้ว่าแผนที่เริ่มต้นจากจุดไหนโดยดูจากจุดที่อยู่ตรงกลาง เรามักคิดว่าบ้านของเราเป็นศูนย์กลางของโลก เราจึงวาดจุดตรงกลางแล้วโยงไปที่อื่นๆจากจุดนั้น เมืองข้างเคียงอาจอยู่ห่างไปทางเหนือราว 80 กิโลเมตรหรือต้องใช้เวลาขับรถไปทางใต้ราวครึ่งวัน แต่เราอธิบายทุกอย่างอ้างอิงจากที่ที่เราอยู่ พระธรรมสดุดีวาด “แผนที่” จากบ้านของพระเจ้าในโลกนี้ตามพันธสัญญาเดิม ศูนย์กลางของภูมิศาสตร์ตามพระคัมภีร์จึงได้แก่ กรุงเยรูซาเล็ม

สดุดี 48 เป็นสดุดีบทหนึ่งที่ยกย่องกรุงเยรูซาเล็ม “นครแห่งพระเจ้าของเรา ภูเขาบริสุทธิ์ของพระองค์” แห่งนี้ “มองขึ้นไปก็ดูงาม เป็นความชื่นบานของแผ่นดินโลกทั้งสิ้น” (ข้อ 1-2) เพราะ “ภายในป้อมของพระเจ้าทรงสำแดงพระองค์” พระองค์ทรง “สถาปนาไว้เป็นนิตย์” (ข้อ 3,8) พระนามพระเจ้าเริ่มประกาศในวิหารของกรุงเยรูซาเล็มและแพร่ออกไปยัง “ที่สุดปลายแผ่นดินโลก” (ข้อ 9-10)

ถ้าคุณไม่ได้กำลังอ่านเรื่องนี้อยู่ที่กรุงเยรูซาเล็ม บ้านของคุณก็ไม่ได้อยู่ตรงศูนย์กลางของโลกพระคัมภีร์ แต่ที่ที่คุณอยู่ก็สำคัญยิ่ง เพราะพระเจ้าจะไม่หยุดพักจนกว่าคำสรรเสริญพระองค์จะไปถึง “ที่สุดปลายแผ่นดินโลก” (ข้อ 10) คุณอยากมีส่วนร่วมในการบรรลุเป้าหมายของพระเจ้าหรือไม่ จงนมัสการร่วมกับคนของพระเจ้าทุกสัปดาห์และดำเนินชีวิตที่ถวายเกียรติแด่พระองค์ทุกวัน พระนามพระเจ้าจะแพร่ไปจน “ถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก” เมื่อเราอุทิศถวายทุกสิ่งที่เราเป็นและเรามีอยู่ให้กับพระองค์ - MW

กำลังไป กำลังไป ไปแล้ว

แบงก์ซี ศิลปินผู้มักสร้างปัญหาทำเรื่องน่าตกใจอีกครั้ง ภาพวาดเด็กหญิงกับลูกโป่งของเขาขายได้ราคาหนึ่งล้านปอนด์ในงานของสำนักประมูลโซธบีย์ในกรุงลอนดอน เมื่อผู้ประมูลประกาศว่า “ขายแล้ว” มีเสียงเตือนดังขึ้นและภาพวาดก็เลื่อนลงผ่านเครื่องทำลายเอกสารที่ถูกติดตั้งไว้ในกรอบรูป แบงก์ซีลงภาพผู้ประมูลที่อ้าปากค้างเมื่อผลงานของเขาถูกทำลายผ่านทวิตเตอร์ พร้อมคำบรรยายว่า “กำลังไป กำลังไป ไปแล้ว”

แบงก์ซีสนุกกับการแกล้งคนมีเงิน แต่เขาไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ เพราะโดยความร่ำรวยเองมีผลร้ายซ่อนเอาไว้มากมาย พระเจ้าตรัสว่า “อย่าทำงานเพื่อเห็นแก่ทรัพย์ศฤงคาร...เจ้าจะเพ่งตาของเจ้าอยู่ที่ของอนิจจังหรือ เพราะทรัพย์สมบัติมีปีก แน่นอนทีเดียวมันจะบินไปในท้องฟ้าเหมือนนกอินทรี” (ข้อ 4-5)

มีไม่กี่อย่างที่ยั่งยืนน้อยกว่าเงินทอง เราทำงานหนักเพื่อให้ได้เงินมา แต่เราก็เสียมันไปได้หลายทาง การลงทุนที่ล้มเหลว เงินเฟ้อ ค่าใช้จ่าย ขโมย ไฟและน้ำท่วมก็ทำลายเงินทองได้ ถึงแม้เราจะเก็บเงินไว้ได้ แต่เวลาที่เรามีในการใช้จ่ายเงินทองก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียว ชีวิตเราก็ผ่านไปและสิ้นสุดลง

เราควรทำอย่างไร พระเจ้าตรัสว่า “จงดำเนินในความยำเกรงพระเจ้าวันยังค่ำ มีอนาคตแน่นอนทีเดียว และความหวังของเจ้าจะมิได้ถูกตัดออก” (ข้อ 17-18) จงลงทุนชีวิตของคุณในพระเยซู พระองค์เพียงผู้เดียวที่จะรักษาคุณไว้ได้ตลอดไป

คุณมุ่งหน้าไปไหน

ทางตอนเหนือของประเทศไทย ทีมฟุตบอลเยาวชนหมูป่าตัดสินใจไปสำรวจถ้ำ หนึ่งชั่วโมงผ่านไปพวกเขาจะเดินย้อนกลับ แต่พบว่าทางเข้าถ้ำถูกน้ำท่วม ระดับน้ำที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้พวกเขาต้องเดินลึกเข้าไปในถ้ำ วันแล้ววันเล่าจนในที่สุดพวกเขาติดอยู่ลึกเข้าไปถึงสี่กิโลเมตร สองสัปดาห์ต่อมาพวกเขาได้รับการช่วยเหลือโดยเหล่าผู้กล้าหาญ มีคนสงสัยว่าพวกเขาเข้าไปติดอยู่ลึกขนาดนั้นได้อย่างไร คำตอบคือ ทีละก้าว

ที่อิสราเอล นาธันเผชิญหน้าดาวิดเรื่องที่พระองค์ฆ่าอุรีอาห์ทหารผู้ภักดี เป็นไปได้อย่างไรที่ “ชายอีกคนหนึ่งตามชอบพระทัย” ของพระเจ้า (1ซมอ.13:14)จะเป็นฆาตกร ทีละก้าว ดาวิดไม่ได้ลุกขึ้นมาในบ่ายวันหนึ่งแล้วฆ่าคนอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย มีเรื่องเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น การตัดสินใจผิดหนึ่งครั้งนำไปสู่การตัดสินใจผิดครั้งต่อๆมา เริ่มด้วยการเหลียวกลับไปมองซ้ำจนกลายเป็นการจ้องมองด้วยตัณหา พระองค์ใช้อำนาจกษัตริย์อย่างผิดๆ โดยการส่งคนไปรับบัทเชบามา และพยายามปกปิดว่าเธอตั้งครรภ์โดยเรียกให้สามีของเธอกลับจากแนวรบ เมื่ออุรียาห์ปฏิเสธที่จะหลับนอนกับภรรยาในขณะที่เพื่อนทหารกำลังต่อสู้ในสงคราม ดาวิดจึงตัดสินใจฆ่าเขา

เราอาจไม่ได้ทำผิดด้วยการฆ่าคน หรือติดถ้ำเพราะการกระทำของตนเอง แต่เรากำลังมุ่งหน้าไปหาพระเยซูหรือไม่ก็ปัญหา ปัญหาใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่เกิดขึ้นทีละก้าว

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา