ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Kenneth Petersen

คำอธิษฐานที่สิ้นหวัง

ในปี 2011 แครี่ แพ็คการ์ดและลูกสาวของเธอกำลังเก็บของเพื่อย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่ จู่ๆแครี่ก็ล้มลงและหัวใจหยุดเต้น แพทย์ช่วยแครี่ให้ฟื้นขึ้นมาแต่เธอก็มีอาการแย่ลงตลอดทั้งคืน เคร็กสามีของเธอได้รับแจ้งให้โทรหาคนในครอบครัวเพื่อกล่าวคำอำลาเป็นครั้งสุดท้าย พวกเขาอธิษฐานแบบที่เคร็กเรียกว่า “คำอธิษฐานที่สิ้นหวัง”

เราอธิษฐานด้วยความสิ้นหวังในช่วงวิกฤติบ่อยแค่ไหน มารธากับมารีย์ทำเช่นนั้น พวกเธอส่งสารถึงพระเยซูด้วยความสิ้นหวัง บอกว่าลาซารัสน้องชายของพวกเธอ “ผู้ที่พระองค์ทรงรัก” กำลังป่วยหนัก (ยน.11:3) ในที่สุดเมื่อพระคริสต์เสด็จมาถึงลาซารัสเสียชีวิตไปสี่วันแล้ว มารธาบอกพระเยซูด้วยความปวดร้าวว่า “ถ้าพระองค์อยู่ที่นี่น้องชายของข้าพระองค์ก็คงไม่ตาย” (ข้อ 21) เธอรู้ว่าพระคริสต์ทรงรักษาคนป่วยให้หายได้ แต่ไม่นึกว่าพระองค์จะมีอำนาจเหนือความตาย แน่นอนว่าพระเยซูเรียกลาซารัสให้ฟื้นขึ้นจากความตาย ซึ่งเป็นภาพที่เล็งถึงการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์เองในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

แครี่เสียชีวิตแล้วอย่างเป็นทางการ แต่พระเจ้าทรงทำให้เธอกลับมีชีวิตอีกครั้งอย่างอัศจรรย์ จากเรื่องราวของทั้งแครี่และลาซารัส เป็นเรื่องง่ายที่เราจะพลาดประเด็นสำคัญที่ว่าพระเจ้าทรงมีพระประสงค์ที่เราไม่อาจรู้ได้ พระองค์ไม่ได้รักษาทุกคนหรือทำให้คนตายทุกคนกลับมีชีวิต แต่พระองค์ให้คำยืนยันที่เกินความเข้าใจแก่เราว่า “เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต ผู้ที่วางใจในเรานั้น ถึงแม้ว่าเขาตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก” (ข้อ 25) ในฐานะผู้เชื่อ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเรารู้ว่าเราจะได้อยู่กับพระเยซู นั่นอาจจะช่วยให้คำอธิษฐานที่สิ้นหวังของเราสิ้นหวังน้อยลง

พระเจ้าทรงเสียพระทัย

หลังเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในตุรกีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2023 มีภาพที่น่าสะเทือนใจปรากฏเป็นข่าวไปทั่ว คือภาพที่พ่อคนหนึ่งนั่งอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังขณะจับมือที่โผล่พ้นออกมาจากเศษหินเศษปูน เป็นมือของลูกสาวเขา เรามองเห็นขอบที่นอนที่ลูกสาวของเขาใช้นอน และเราเห็นนิ้วมือที่ไร้ชีวิตของเธอที่เขากำลังจับไว้ ใบหน้าของเขาดูเศร้าหมอง ความเสียใจของเขาสุดจะหยั่งถึง

ในใบหน้าที่เศร้าหมองของพ่อคนนี้ ผมมองเห็นสิ่งที่คล้ายคลึงกันในพระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ของเรา พระธรรมปฐมกาลบอกเราว่าพระเจ้าทรงเสียพระทัยที่ความบาปได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง “พระองค์ทรงปวดร้าวพระทัย” (6:6 TNCV) อิสยาห์ได้กล่าวถึงพระเมสสิยาห์ที่จะมาในอนาคตว่า “ท่าน...เป็น​คน​ที่​รับ​ความ​เจ็บปวด และ​คุ้นเคย​กับ​ความ​เจ็บ​ไข้” (53:3) พระเจ้าทรงเสียพระทัยเพื่อเราและทรงเสียพระทัยร่วมกับเรา พระองค์ประทับอยู่ข้างซากปรักหักพังแห่งชีวิตเรา และเอื้อมพระหัตถ์มาหาเรา “​เรา​คือ​พระ​เยโฮวาห์ ​พระ​เจ้า​ของ​เจ้า ยุด​มือ​ขวา​ของ​เจ้า​ไว้” (41:13)

ไม่ว่าคุณกำลังเผชิญกับหายนะใดอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ที่เศร้าสลด การสูญเสียคนที่รัก หรือแม้กระทั่งผลจากบาปของคุณเอง จงรู้ว่าพระเจ้าทรงเสียพระทัยไปพร้อมกับคุณ ไม่ว่าจะเป็นเหตุแผ่นดินไหวในรูปแบบใดที่ทำให้ชีวิตของคุณสั่นคลอน จงมองเห็นว่าพระเจ้าทรงเอื้อมพระหัตถ์มาจับมือคุณไว้ ไม่ว่าคุณจะโศกเศร้าเรื่องใดอยู่ในขณะนี้ ขอให้คุณได้ยินเสียงที่พระเจ้าแห่งความรักตรัสกับคุณว่า “อย่ากลัวเลย เราจะช่วยเจ้า” (ข้อ 13)

ชีวิตและความตายในพระคริสต์

ขณะเผชิญหน้ากับหน่วยยิงเป้า ฟีโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี้ใคร่ครวญช่วงสุดท้ายของชีวิตอย่างสงบ เขาเชื่อในพระเยซูและนับว่าเป็นหนึ่งในนักประพันธ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการวรรณกรรม พี่น้องคารามาซอฟ คือนวนิยายยิ่งใหญ่ของเขา ซึ่งสำรวจเรื่องของพระเจ้า ชีวิต และความตาย มีการพูดถึงดอสโตเยฟสกี้ว่า “เขาพูดถึงพระคริสต์ด้วยความปลาบปลื้มใจอย่างล้นพ้น” ปืนยาวถูกยกขึ้น “เตรียมพร้อม! …เล็ง...”

พระเยซูทรงกล่าวกับเหล่าสาวกและกับเราถึงคุณค่านิรันดร์ของชีวิต ขณะทรงบอกเป็นนัยถึงการประหารชีวิตพระองค์ เมื่อตรัสว่า “ถึงเวลาแล้ว” (ยน.12:23) ด้วยภาพของข้าวเมล็ดเดียว(ชีวิตของเรา)ที่เกิดผลมากมายจากการเสียสละตนเอง (ข้อ 24)นี้ พระองค์ทรงบอกเราว่าอย่ารักชีวิตนี้มากเกินไป เพราะผู้ใดที่เต็มใจสละชีวิตในโลกนี้ผู้นั้นจะพบกับ “ชีวิตนิรันดร์” (ข้อ 25)

การเป็นสาวกของพระองค์ต้องเสียสละ แต่เราพบความหวังในพระดำรัสของพระองค์ที่ว่า “ถ้าผู้ใดรับใช้เรา พระบิดาก็จะทรงประทานเกียรติแก่ผู้นั้น” (ข้อ 26)

ฟีโอดอร์อยู่ต่อหน้าความตาย แต่พระราชสาส์นจากพระเจ้าซาร์ถูกส่งไปในนาทีสุดท้าย เขาได้รับการอภัยโทษ และประสบการณ์นี้จะแผ่ซ่านอยู่ในผลงานทั้งหมดของเขาในเวลาต่อมา แท้จริงแล้วคำจารึกในหน้าแรกของนิยายเรื่อง พี่น้องคารามาซอฟ คือพระธรรมยอห์น 12:24 “ถ้าเมล็ดข้าวไม่ได้ตกลงไปในดินและเปื่อยเน่าไป ก็จะคงอยู่เป็นเมล็ดเดียว แต่ถ้าเปื่อยเน่าไปแล้ว ก็จะงอกขึ้นเกิดผลมาก”

พระเจ้าทรงอยู่กับเราตลอดชีวิต

งานวิจัยของชาวเดนมาร์กได้สำรวจพบเรื่องแปลกที่เราทุกคนเคยประสบมา นั่นคือการที่เรารู้สึกว่าตัวเราอายุน้อยกว่าความเป็นจริง การค้นพบนำเสนอความจริงที่ว่า ไม่ว่าเราจะอายุเท่าไร เราทุกคนจะมองตัวเองอ่อนวัยกว่าความเป็นจริง 20 เปอร์เซ็นต์เสมอ คนที่อายุห้าสิบปีมักจะจินตนาการว่าตัวเองอายุสี่สิบปี (สิ่งนี้ถูกนำไปเขียนเป็นเรื่องชวนขัน ที่มีเด็กคิดว่า “ว้าว ตอนนี้ฉันห้าขวบ แต่กลับรู้สึกแข็งแรงและดูเหมือนเด็กสี่ขวบ!)

ไม่จำเป็นต้องมีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพื่อจะอธิบายเรื่องซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนว่า เราทุกคนกำลังแก่ตัวลง และในพระคัมภีร์ก็ได้พูดถึงเรื่องนี้ จากสิ่งที่อิสยาห์พูดกับชนชาติอิสราเอลผู้แก่ชราและอ่อนล้า นักอรรถาธิบายพระคัมภีร์ท่านหนึ่งกล่าวว่า “พระสัญญานี้ที่มีต่ออิสราเอล ชนชาติที่อ่อนแอและแก่ชรา สามารถนำมาใช้กับผู้ติดตามพระคริสต์ที่สูงวัยได้ทุกคน”

ผู้เผยพระวจนะได้เตือนเราถึงการจัดเตรียมของพระเจ้าที่มีในตลอดชีวิตของทุกคนที่สัตย์ซื่อต่อพระองค์ “เราอุ้ม[เจ้า ]มาตั้งแต่กำเนิด ชู [เจ้า ]มาตั้งแต่ในครรภ์” (อสย.46:3)

ดังนั้นขณะที่เราหมกมุ่นและวิตกในเรื่องความแก่ชรานั้น เราก็ได้รับคำเตือนว่าพระเจ้ายังทรงอยู่กับเรา พระองค์ทรงสัญญาว่า “จนกระทั่งเจ้าแก่ เราก็คือพระองค์นั้น เราจะอุ้มเจ้าจนเจ้าถึงผมหงอก” (ข้อ 4) ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไร (หรือจะอ่อนวัยลง 20 เปอร์เซ็นต์ตามที่คุณจินตนาการไว้!) ขอให้ยึดมั่นในวันนี้ถึงพระสัญญาของพระเจ้าที่ตรัสว่า “เราได้สร้าง เราจะชูไว้ เราจะอุ้มและเราจะช่วยให้รอด” (ข้อ 4)

พระเจ้าผู้ทรงอยู่เหนือการหยั่งรู้

ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2023 กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ได้ทำการค้นพบที่น่าจดจำอีกครั้งหนึ่ง ข้ามขอบเขตจักรวาลที่มนุษยชาติได้เคยสำรวจ กล้องโทรทรรศน์ได้ค้นพบกาแลคซี่ใหม่อีก 6 แห่ง การค้นพบครั้งนี้ส่งผลอย่างมากต่อสิ่งที่เราเคยรู้เกี่ยวกับอวกาศ นักดาราศาสตร์คนหนึ่งกล่าวว่า “กลายเป็นว่าบางสิ่งที่เราค้นพบโดยไม่คาดคิดนี้ กลับสร้างปัญหาให้กับวิทยาศาสตร์” นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์พูดแก้ตัวว่า “การไม่รู้ไม่ใช่เรื่องผิด”

ดูเหมือนพระเจ้าทรงสำแดงเรื่องน่าประหลาดใจแก่เราอย่างต่อเนื่อง นานก่อนที่จะมีกล้องโทรทรรศน์อวกาศ ผู้พยากรณ์อิสยาห์เคยพูดโดยตรงกับนักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันว่า “ท่านไม่เคยรู้หรือ ท่านไม่เคยได้ยินหรือ พระเจ้าทรงเป็น...พระผู้สร้างที่สุดปลายแผ่นดินโลก” (อสย.40:28) ท่านได้พูดไว้ล่วงหน้าก่อนนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ว่า “ความเข้าพระทัยของพระองค์ก็เหลือที่จะหยั่งรู้ได้” (ข้อ 28)

แต่หากเราจะหยุดเพียงแค่นั้น เราก็จะพลาดความงดงามของข้อความนี้ทั้งหมด พระองค์ผู้ทรงอยู่เหนือการหยั่งรู้หาใช่พระเจ้าผู้ทรงห่างเหิน พระองค์ผู้ทรงสร้างกาแลคซี่ทั้ง 6 และธรรมชาติทั้งสิ้น (ข้อ 26) ทรงเป็นพระเจ้าองค์เดียวกับพระองค์ผู้ “ประทานกำลังแก่คนอ่อนเปลี้ย และแก่ผู้ที่ไม่มีกำลังพระองค์ทรงเพิ่มแรง” (ข้อ 29) พระเจ้าแห่งจักรวาลทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงช่วยให้คนที่หวังใจในพระองค์ “บินขึ้นด้วยปีกเหมือนนกอินทรี” (ข้อ 31) จงมั่นใจเถิดว่า พระเจ้าผู้ทรงอยู่เหนือการหยั่งรู้นี้คือพระเจ้าที่เรารู้จักผู้ทรงตรัสในชีวิตของเราด้วยฤทธิ์เดชและพลานุภาพ

มรดกแห่งความรักในพระเยซู

ในสวีเดนมีแนวคิดที่เรียกว่า “การเก็บกวาดก่อนตาย” แนวคิดนี้บอกว่าเมื่อเราแก่ตัวลง เราควรหยุดสะสม “สิ่งของ” แล้วเริ่มกำจัดข้าวของที่ไม่จำเป็นซึ่งสะสมมาตลอดชีวิต ที่จริงแล้ว “การเก็บกวาดก่อนตายของชาวสวีเดน” เป็นของขวัญแห่งความรักแก่ลูกหลานและเพื่อนๆ เพราะช่วยให้พวกเขาจัดการกับสิ่งที่เราทิ้งไว้ได้ง่ายขึ้น

ในฐานะผู้เชื่อพระเยซู เมื่อถึงช่วงวัยหนึ่งเราจะคิดเกี่ยวกับมรดกของเราซึ่งก็คือสิ่งที่ทำให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้ สิ่งนี้มักจะถูกตีกรอบในรูปแบบของเงินทอง การสืบทอด หรือการบริจาคเพื่อการกุศล และยังมีอีกหลายอย่าง แต่การมองดูพระเยซูในวาระสุดท้ายของพระองค์กับเหล่าสาวกอาจจะช่วยเราได้ “ที่ซึ่งเราจะไปนั้น ท่านจะตามเราไปเดี๋ยวนี้ไม่ได้ แต่ภายหลังท่านจะตามไป” (ยน.13:36) พระองค์ทรงใช้คำว่ารักสี่ครั้งในสองข้อนี้ (ข้อ 34-35) มรดกของพระองค์คือความรัก พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “เรารักเจ้าทั้งหลายมาแล้วอย่างไร เจ้าจงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น” (ข้อ 34)

อาจเป็นเรื่องดีที่เราจะลองทำ “การเก็บกวาดก่อนตายแบบชาวสวีเดน” บ้างในชีวิตของเรา กำจัดข้าวของที่ไม่จำเป็นและเหลือไว้เพียงของที่สำคัญที่สุดเท่านั้น แต่ที่จริงแล้วนี่ไม่ใช่เรื่องของสิ่งของหรือเงินทอง มรดกที่สำคัญที่สุดที่คุณสามารถทิ้งไว้เบื้องหลังคือความรักในพระเยซู เมื่อลูกหลานและเพื่อนๆระลึกถึงคุณในฐานะผู้ที่รักพระเยซู นี่คือของขวัญที่ดีที่สุด ซึ่งได้ให้คำนิยามใหม่กับสิ่งที่ “ทิ้งไว้เบื้องหลัง”

ภาพที่ดูเหมือนขัดแย้งของพระคริสต์

ไอแซค วัตต์ หนึ่งในบรรดานักแต่งเพลงนมัสการที่มีชื่อเสียงตลอดกาลได้แต่งเพลงชื่อ “เมื่อข้าเพ่งดูกางเขนประหลาด” เขาใช้กลวิธีทางวรรณศิลป์ที่เรียกว่าปฏิทรรศน์โดยใช้คำที่ขัดแย้งกันในการเขียนเนื้อร้องเช่น “กำไรสูงสุดของข้าคือการขาดทุน” และ “การหมิ่นความภาคภูมิทั้งสิ้นของข้า” (ถอดความจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ) บางครั้งเราเรียกคำตรงข้ามเหล่านี้ว่า ปฏิพจน์ คือ “การนำคำที่มีความหมายตรงข้ามหรือขัดแย้งกันมารวมเข้าด้วยกัน” เช่น “ดีอย่างเลวร้าย” และ “กุ้งเล็กขนาดใหญ่” ในเพลงของวัตต์มีการใช้กลวิธีนี้ในความหมายที่ลึกซึ้งกว่ามาก

พระเยซูทรงใช้คำที่ขัดแย้งกันบ่อยครั้ง พระองค์ตรัสว่า “บุคคล​ผู้ใดรู้สึก​บกพร่อง​ฝ่าย​วิญญาณ ผู้​นั้น​เป็น​สุข” (มธ.5:3) เพื่อบอกว่าผู้ที่ไม่มีความหวังจะได้รับมากกว่าที่พวกเขาเคยคาดหวังไว้ เมื่อคุณหรือผมอาลัยอาวรณ์กับการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักและเศร้าโศก พระเยซูตรัสว่าเรา “​จะ​ได้รับ​การ​ทรง​ปลอบ​ประโลม” (ข้อ 4) พระเยซูคริสต์ทรงแสดงให้เห็นว่าในอาณาจักรของพระเจ้ากฎเกณฑ์ของชีวิตทั่วไปใช้ไม่ได้

ข้อความที่ขัดแย้งเหล่านี้บอกเราว่าชีวิตในพระคริสต์นั้นท้าทายความคาดหวังทุกอย่าง พวกเราที่เป็นคนไม่สำคัญกลับได้รับการทะนุถนอมราวกับคนสำคัญ บนไม้กางเขนนั้นพระเยซูทรงสวมสิ่งซึ่งเป็นภาพที่ขัดแย้ง นั่นคือมงกุฎหนาม ไอแซค วัตต์ใช้สัญลักษณ์แห่งการเยาะเย้ยนี้มาทำให้งดงามสูงส่ง “ความรักและความเศร้าเช่นนี้มาบรรจบกัน/หรือหนามจะแต่งมงกุฎให้งามสง่าได้หรือ” ถ้อยคำนี้ทำให้เรารู้สึกซาบซึ้งแต่ไม่ลืมประโยคสุดท้ายของบทเพลงนี้ “ความรักพระองค์ประเสริฐนักหนา /เรายอมถวายทั้งใจและกาย”

เรื่องราวของพระเยซู

คนส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยินชื่อของเคท ฮานคีย์ แต่เธอเป็นผู้หญิงที่น่าทึ่ง เธอเป็นทั้งครู นักประกาศ นักจัดงานโรงเรียน มิชชันนารี และนักกวี เธอรับใช้พระเยซูอย่างสัตย์ซื่อในช่วงปี 1800 ที่ประเทศอังกฤษ ในปีค.ศ.1867 เคทป่วยเป็นโรคร้ายแรง ขณะที่เธอพักรักษาตัวนั้นเธอเขียนบทกวีเรื่องยาวซึ่งแบ่งเป็นสองส่วนคือ “เรื่องราวซึ่งเป็นที่ต้องการ” และ “เรื่องราวที่ถูกเล่า” บทกวีเล่าถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวอันลึกซึ้งของเธอกับพระเยซูและเหตุการณ์ในชีวิตของพระองค์

พระคัมภีร์ทุกตอนชี้ไปที่พระเยซูและเล่าเรื่องราวของพระองค์ ยอห์นเริ่มจดหมายของท่านด้วยการเตือนให้ผู้อ่านระลึกว่า พวกเขามีประสบการณ์ส่วนตัวกับพระเยซูมาแล้วอย่างไร “ซึ่งเราได้เห็นกับตา ซึ่งเราได้พินิจดู และจับต้องด้วยมือของเรานั้นเกี่ยวกับพระวาทะแห่งชีวิต” (1 ยน.1:1) อัครทูตเขียนว่า เพราะประสบการณ์ที่เรามีกับพระเยซู เราจึงเล่าเรื่องราวของพระองค์ได้ว่า “ชีวิตนั้นได้ปรากฏ และเราได้เห็น และเป็นพยาน” (ข้อ 2) ต่อมายอห์นเขียนไว้อย่างน่าประทับใจว่า “พระวจนะของพระเจ้าดำรงอยู่ในท่านทั้งหลาย” (2:14) หรือพูดได้อีกอย่างว่า เรื่องราวของพระเยซูคือเรื่องราวของเราด้วย เราถูกเรียกให้บอกเล่าเรื่องราวของพระคริสต์ตามประสบการณ์ที่เรามีกับพระองค์

นี่คือสิ่งที่เคท ฮานคีย์เขียนในบทกวีของเธอ ต่อมาภายหลังทั้งสองส่วนในบทกวีของเธอกลายมาเป็นเพลงนมัสการที่เราชื่นชอบ “ข้าชอบกล่าวเรื่องประเสริฐเลิศ” และ “โปรดบอกฉันถึงเรื่องก่อนเก่า” เราอาจทำเช่นเดียวกับเคทที่จะใช้คำพูดของเราเองเพื่อแบ่งปันเรื่องพระเยซูกับผู้อื่น เล่าถึงการที่พระองค์ทรงรักเรา มาหาเรา และช่วยกู้เราในรูปแบบที่พิเศษไม่เหมือนใคร

มุมมองที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา

ในปีค.ศ. 1968 อเมริกาติดหล่มอยู่กับสงครามในเวียดนาม ความรุนแรงทางเชื้อชาติปะทุขึ้นในเมืองต่างๆ และบุคคลสาธารณะสองคนถูกลอบสังหาร หนึ่งปีก่อนหน้านั้น ไฟไหม้ได้คร่าชีวิตนักบินอวกาศสามคนบนฐานปล่อยจรวด และความคิดที่จะไปดวงจันทร์ดูเหมือนเป็นความเพ้อฝัน อย่างไรก็ตาม ยานอะพอลโล 8 ก็ถูกปล่อยขึ้นไปได้สำเร็จก่อนวันคริสต์มาสไม่กี่วัน

นี่กลายเป็นภารกิจแรกที่มนุษย์ขึ้นโคจรรอบดวงจันทร์ นักบินอวกาศคือ บอร์แมน แอนเดอร์ส และโลเวลล์ ทุกคนเป็นผู้เชื่อซึ่งได้ทำการถ่ายทอดสดการอ่านพระวจนะตอนหนึ่งในวันก่อนวันคริสต์มาส “ในปฐมกาลพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน” (ปฐก.1:1) ในเวลานั้น นี่เป็นรายการออกอากาศทางทีวีที่มีผู้ชมมากที่สุดในโลก และผู้คนนับล้านได้ร่วมกันมองดูภาพของโลกในมุมมองเดียวกับที่พระเจ้าทรงเห็น ซึ่งได้กลายมาเป็นภาพถ่ายที่โด่งดังในปัจจุบัน แล้วแฟรงก์ บอร์แมนจบการอ่านด้วยประโยคที่ว่า “และพระเจ้าทรงเห็นว่าดี” (ข้อ 10)

บางครั้งเป็นเรื่องยากที่เราจะมองเห็นตัวเอง มองความยากลำบากทั้งหมดที่เราติดหล่มอยู่ แล้วยังมองเห็นสิ่งดีๆได้ แต่ให้เรามองย้อนกลับไปสู่เรื่องราวการทรงสร้างและเห็นถึงมุมมองที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา “พระองค์จึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์” (ข้อ 27) ให้เราจับคู่มุมมองนี้กับอีกมุมมองหนึ่งของพระองค์ที่ว่า “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก” (ยน.3:16) ในวันนี้ขอให้ระลึกว่าพระเจ้าทรงสร้างคุณ ทรงเห็นว่าดีโดยไม่คำนึงถึงความบาป และทรงรักคุณผู้ที่พระองค์ได้ทรงสร้าง

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา