มุ่งต่อไป
ในการประชุมของกลุ่มบุรุษคริสเตียน ผมได้คุยกับเพื่อนที่คบหากันมานาน ซึ่งคอยหนุนใจและให้คำปรึกษาผมมาตลอดหลายปี เขาพาชายหนุ่มจากประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้เชื่อใหม่มาด้วยสองคน ทั้งคู่รู้สึกซาบซึ้งในมิตรภาพอันสัตย์ซื่อ และความช่วยเหลือฝ่ายวิญญาณจากชายผู้นี้คลีดด์เพื่อนของผมอายุเกือบ 80 ปีแล้ว เขาพูดอย่างกระตือรือร้นว่า “ผมไม่เคยตื่นเต้นที่ได้รู้จักและรักพระคริสต์มากเท่ากับที่เป็นในวันนี้”
จุดอ่อนที่ทำให้ล้มลง
ในบทประพันธ์ จุดอ่อนที่ทำให้ล้มลงหมายถึงลักษณะนิสัยที่นำความหายนะมาสู่วีรบุรุษในเรื่องราวต่างๆ นั่นเป็นความจริงที่เกิดขึ้นกับอุสซียาห์ ซึ่งได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์ของยูดาห์เมื่อมีพระชนมายุได้ 16 พรรษา พระองค์ติดตามพระเจ้านานหลายปี และขณะที่พระองค์ทำเช่นนั้น พระเจ้าก็ทรงประทานความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ (2 พศด.26:4-5) แต่เหตุการณ์เปลี่ยนไปเมื่อ “พระนามของพระองค์ก็ลือไปไกล เพราะพระองค์ทรงรับความช่วยเหลืออย่างอัศจรรย์จนพระองค์เข้มแข็ง แต่เมื่อพระองค์ทรงแข็งแรงแล้ว พระองค์ก็มีพระทัยผยองขึ้น จึงทรงกระทำความเสียหาย” (2พศด.26:15-16)
โปรดติดตามตอนต่อไป
หนังสือเล่มที่ห้าของพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ คือพระธรรมกิจการ ได้บันทึกถึงการเริ่มต้นของคริสตจักรแห่งแรกภายใต้การนำของบรรดาคนที่พระเยซูทรงแต่งตั้ง นักวิชาการบางคนเสนอว่า เราอาจเรียกหนังสือเล่มนี้ว่ากิจการของพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ได้ เพราะฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงประทานให้กับบรรดาอัครทูต ทำให้พวกเขากล้าที่จะเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากทุกรูปแบบ
วานนี้ วันนี้ และวันพรุ่งนี้
ไม่นานมานี้ ผมเพิ่งรู้สึกว่ารูปภาพและของที่ระลึกทั้งหมดในห้องทำงานของผมล้วนแต่เป็นตัวแทนของอดีต ผมกำลังคิดว่าจะทิ้ง แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงทำให้ผมระลึกถึงผู้คน สถานที่ และเหตุการณ์ต่างๆ แต่อาจมีไว้เพื่อจุดประสงค์บางอย่างด้วย เพื่อไม่ให้ผมจมอยู่กับ “อดีต” ผมจำเป็นต้องค้นหาคุณค่าของสิ่งเหล่านั้นที่มีในปัจจุบันและอนาคต
บทเพลงจากการต่อสู้
ในภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับนักเล่นกีต้าร์ทั้งสามผู้เป็นตำนาน แจ็ค ไวท์ ได้พูดถึงหัวใจสำคัญของการแต่งเพลงว่า “หากคุณไม่มีการต่อสู้อยู่ภายในหรือรอบข้างคุณ จงสร้างมันขึ้นมา”
บทเพลงที่มีความหมายต่อเรามากที่สุด คือบทเพลงที่มาจากความรู้สึกส่วนลึกที่สุดของเรา บทเพลงสดุดี ซึ่งมักจะถูกเรียกว่า “หนังสือเพลงในพระคัมภีร์” หลายบทล้วนกลั่นออกมาจากการต่อสู้ดิ้นรน บทเพลงเหล่านั้นเข้าถึงความรู้สึกผิดหวังและความกลัวของมนุษย์ แต่ชี้ให้เราเห็นถึงความรักมั่นคงของพระเจ้าเสมอ
ในสดุดี 31 ดาวิดเขียนไว้ว่า “ข้าแต่พระเจ้าขอทรงพระกรุณาแก่ข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์กำลังทุกข์ใจ นัยน์ตาของข้าพระองค์ก็ร่วงโรยไปเพราะความระทม ทั้งจิตวิญญาณและร่างกายของข้าพระองค์ด้วย” (สดด.31:9) ท่านพูดถึงข่ายที่ดักท่านอยู่ (สดด.31:4) ความบาปของท่านเอง (สดด.31:10) การถูกเพื่อนๆ ทอดทิ้ง (สดด.31:11-12) และแผนปองร้ายชีวิตท่าน (สดด.31:13)
แต่ถึงกระนั้น ดาวิดไม่ได้หวังใจในกำลังของตนเอง แต่หวังใจในพระเจ้า“ข้าแต่พระเจ้า แต่ข้าพระองค์วางใจในพระองค์ ข้าพระองค์ทูลว่า ‘พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์’ วันเวลาของข้าพระองค์อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ขอพระองค์ทรงช่วยกู้ข้าพระองค์ให้พ้นมือศัตรู และผู้ข่มเหงของข้าพระองค์” (สดด.31:14-15)
พระธรรมสดุดีเชิญชวนให้เราเทหัวใจของเราออกต่อพระเจ้า เพราะพระองค์ทรงสะสมความดีไว้เพื่อผู้ที่วางใจในพระองค์ (สดด.31:19) -DC
เอาชนะข่าวร้าย
มีหลายคนบอกว่า “ใครจะให้เราได้เห็นสิ่งดีๆ บ้าง” (สดด.4:6) จากคำพูดนี้ดูเหมือนดาวิดกำลังอธิบายทัศนคติการมองโลกในแง่ร้ายที่มักเกิดขึ้นกับเราในโลกปัจจุบัน ข่าวหน้าหนึ่งและเรื่องราวที่ติดอันดับในอินเตอร์เน็ตหรือโทรทัศน์มักเน้นเรื่องอาชญากรรม อุบัติเหตุการเมือง เศรษฐกิจ และบุคคลสำคัญที่มีพฤติกรรมอันไม่เหมาะสม คำสนทนาของเราในที่ทำงานและที่บ้านมีแต่เรื่องปัญหาต่างๆ ที่ฟังแล้วท้อแท้ แล้วเราจะได้ยินเรื่องดีๆได้จากที่ไหน
ท่ามกลางปัญหาที่เกิดขึ้น ดาวิดหันหาพระเจ้าผู้ทรงบรรเทาความทุกข์โศกของท่าน(สดด.4:1) และทรงฟังคำอธิษฐานของท่าน (สดด.4:3)แทนที่ดาวิดจะตั้งความหวังไว้กับสิ่งดีชั่วคราวซึ่งมาจากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ท่านพบการหนุนใจที่ไม่สิ้นสุดในพระเจ้า“ข้าแต่พระเจ้าขอทรงเงยพระพักตร์ที่สว่างของพระองค์มาเหนือข้าพระองค์ทั้งหลาย”(สดด.4:6)ผลที่ได้คือความสุขใจที่เกินความมั่งคั่งหรือความสำเร็จในโลกนี้ (สดด.4:7)
ตลอดทั้งชีวิตของดาวิด ทั้งก่อนและหลังการเป็นกษัตรย์ของอิสราเอลท่านมีศัตรูอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อสิ้นวัน ท่านสามารถพูดได้ว่า“ข้าพระองค์จะเอนกายลงนอนหลับในความสันติข้าแต่พระเจ้าเพราะพระองค์เท่านั้นที่ทรงกระทำให้ข้าพระองค์อาศัยอยู่อย่างปลอดภัย”(สดด.4:8)
การใคร่ครวญความจริงในสดุดี 4 เกี่ยวกับความห่วงใยที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา ถือเป็นวิธีที่ดีในการเริ่มต้นและจบวันแต่ละวันของเรา - DCM
พลังของการสาธิต
กว่าสองทศวรรษที่ ไมค์ แฮนส์ นักนิเวศวิทยา ทำงานเพื่อช่วยให้เกษตรกรในอเมริกากลาง ยอมรับวิธีการเพาะปลูกที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม เพราะเป็นเรื่องยากที่จะให้พวกเขาเลิกทำการเกษตรแบบที่ทำกันมายาวนานอย่าง “การเผาป่าเพื่อเพาะปลูก” แม้พวกเขาจะรู้ว่าการทำเช่นนั้นเป็นการทำลายหน้าดิน และก่อมลภาวะทางอากาศก็ตาม
ไมค์ไม่เพียงพูดกับพวกเขาเท่านั้น เขายังสาธิตวิธีการที่ดีกว่าด้วยการฉายภาพยนตร์สารคดี “บนควันไฟ” ให้พวกเขาดูด้วย เขากล่าวว่า “ต้องสาธิตให้ดู คุณแค่สอนหรืออธิบายไม่ได้ ผู้คนจะต้องสามารถสัมผัส และเห็นด้วยตาตัวเอง”
เปาโลก็ใช้วิธีที่คล้ายกันนี้ เข้าหาผู้คนเพื่อแบ่งปันข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูคริสต์ ท่านเขียนถึงผู้เชื่อในเมืองโครินธ์ว่า “คำพูดและคำเทศนาของข้าพเจ้าไม่ใช่คำที่เกลี้ยกล่อมด้วยสติปัญญา แต่เป็นคำซึ่งได้แสดงพระวิญญาณและพระเดชานุภาพ เพื่อความเชื่อของท่านจะไม่ได้อาศัยสติปัญญาของมนุษย์ แต่อาศัยฤทธิ์เดชของพระเจ้า” (1 คร.2:4-5) เปาโลยังบอกพวกเขาอีกครั้งในจดหมายของท่านว่า “แผ่นดินของพระเจ้ามิใช่เรื่องของคำพูด แต่เป็นเรื่องฤทธิ์เดช” (ฮีบรู 4:20)
ขณะที่คุณใช้ชีวิตในแต่ละวัน จงทูลขอให้พระเจ้าทรงช่วยให้การกระทำของคุณสอดคล้องกับคำพูด เมื่อเรายอมให้พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์ผ่านตัวเรา นั่นคือการสาธิตอันทรงพลังที่ทำให้เห็นพระคุณและความรักของพระองค์ – DCM