แขกวันคริสต์มาส
คืนก่อนวันคริสต์มาสปี 1944 ชายที่ทุกคนเรียกว่า “บริงเกอร์เฒ่า” นอนใกล้ตายอยู่ในโรงพยาบาลของเรือนจำ รอการนมัสการวันคริสต์มาสที่นำโดยเพื่อนผู้ต้องขัง “เมื่อไรจะเริ่มร้องเพลง” เขาถามวิลเลียม แมคดูกอลที่ถูกจองจำด้วยกันที่เรือนจำมันต๊อกในสุมาตรา “อีกไม่นาน” แมคดูกอลตอบ “ดีเลย ฉันจะได้จินตนาการว่าเป็นเพลงของทูตสวรรค์”
ของขวัญจากเบื้องบน
จากเรื่องที่เล่าต่อกันมา ชายที่ชื่อนิโคลัส (เกิดในปีค.ศ. 270) ได้ยินว่าพ่อผู้ยากจน ไม่มีเงินเลี้ยงดูลูกสาวสามคนและยิ่งไม่อาจมีเพียงพอให้ลูกได้แต่งงานในอนาคต นิโคลัสอยากช่วยชายผู้นี้อย่างลับๆ จึงโยนถุงใส่ทองเข้าไปทางหน้าต่างที่เปิดอยู่ ถุงนั้นตกลงไปในถุงเท้าหรือรองเท้าที่ตากอยู่บนเตาผิง ชายผู้นั้นเป็นที่รู้จักในนามเซนต์นิโคลัส ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้มีซานตาคลอสในเวลาต่อมา
เมื่อฉันฟังเรื่องของขวัญที่มาจากเบื้องบน ฉันคิดถึงพระเจ้าพระบิดาผู้ประทานพระบุตรของพระองค์โดยความรักและกรุณาคุณ เพื่อเป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดผ่านการบังเกิดอย่างอัศจรรย์ จากพระธรรมมัทธิวพระเยซูเสด็จมาตามคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เดิมที่ว่า หญิงพรหมจารีจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และเขาจะเรียกนามท่านว่า อิมมานูเอล แปลว่า “พระเจ้าทรงอยู่กับเรา” (1:23)
ของขวัญจากนิโคลัสนั้นน่าชื่นใจ ของขวัญที่น่าอัศจรรย์มากยิ่งกว่าคือองค์พระเยซู พระองค์เสด็จจากสวรรค์มาเป็นมนุษย์ สิ้นพระชนม์และฟื้นจากความตายและเป็นพระเจ้าผู้อยู่กับเรา พระองค์ปลอบประโลมเมื่อเราเจ็บปวดและเศร้าใจ ทรงหนุนใจเมื่อเราท้อ และเปิดเผยความจริงเมื่อเราถูกล่อลวง
ที่กำบังพายุ
เล่ากันว่า ในปี 1763 ผู้รับใช้หนุ่มคนหนึ่งซึ่งกำลังเดินทางบนถนนริมผาในมณฑลซอมเมอร์เซต ประเทศอังกฤษ ได้เข้าไปในถ้ำเพื่อหลบฟ้าผ่าและฝนกระหน่ำ ขณะที่มองไปรอบถ้ำเชดดาร์ จอร์จ เขาได้ใคร่ครวญถึงของประทานที่เขาได้รับเมื่อพบที่ลี้ภัยและสันติสุขในพระเจ้า ขณะที่รออยู่ เขาได้แต่งบทเพลงนมัสการ “พระเยซูเปรียบดังศิลา” ซึ่งขึ้นต้นได้น่าจดจำว่า “พระเยซูเปรียบดังศิลา ซึ่งกำบังข้าให้พ้นภัย”
“แค่ที่ทำงาน”
ฉันมองดูเนินเขาสูงๆ ต่ำๆ สีเขียวในแลงคาเชอร์ทางเหนือของอังกฤษและเห็นรั้วหินที่มีไว้กั้นแกะกระจายอยู่ทั่วเนิน ปุยเมฆเคลื่อนที่บนฟ้าสดใสและฉันสูดหายใจลึกดื่มด่ำกับทัศนียภาพ เมื่อฉันพูดถึงทิวทัศน์งดงามให้คนที่ทำงานที่ศูนย์พักผ่อนที่ฉันไปพักฟัง เธอกล่าวว่า “ฉันไม่เคยสังเกตมาก่อนเลยจนเมื่อแขกของเราพูดให้ฟัง เราอยู่ที่นี่มานานและเราเป็นชาวสวน ที่นี่ก็เป็นแค่ที่ทำงานของเรา”
ติดอยู่กับเถา
ฤดูใบไม้ผลิหลังจากฤดูหนาวอันโหดร้ายที่เธอช่วยสมาชิกในครอบครัวผ่านความเจ็บป่วยยาวนาน เอ็มม่าได้รับการหนุนใจทุกครั้งที่เดินผ่านต้นเชอรี่ใกล้บ้านในเมืองเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ กลีบดอกสีขาวเบ่งบานต่อยอดจากกลีบดอกสีชมพู คนสวนผู้ชาญฉลาดได้นำกิ่งของดอกสีขาวมาทาบกิ่งกับต้นไม้ต้นนี้ เมื่อเอ็มม่าเดินผ่านต้นไม้พิเศษนี้ เธอคิดถึงถ้อยคำของพระเยซูที่ว่าพระองค์ทรงเป็นเถาและสาวกเป็นแขนง (ยน.15:1-8)
ชีวิตเปลี่ยนแปลง
สตีเฟนเติบโตขึ้นในแหล่งเสื่อมโทรมทางตะวันออกของลอนดอนและเริ่มก่ออาชญากรรมเมื่ออายุสิบขวบ เขาเล่าว่า “ถ้าทุกคนขาย ยาเสพติด ปล้น และคดโกง คุณย่อมเข้าไปมีส่วนด้วย ชีวิตก็เป็นแบบนี้” แต่เมื่ออายุยี่สิบปี เขาฝันและความฝันนั้นเปลี่ยนชีวิตเขา “ผมได้ยินพระเจ้าตรัสว่า สตีเฟน เจ้าจะต้องถูกจองจำเพราะฆ่าคน” ความฝันชัดเจนนั้นเป็นเหมือนคำเตือน เขาจึงมาหาพระเจ้าและต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด และพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขา
มุมานะเพื่อพระเจ้า
คนที่โตมาในอังกฤษในหมู่บ้านเดียวกับวิลเลียม แครีย์ (1761-1834) อาจคิดว่าเขาคงไม่ประสบความสำเร็จ แต่ทุกวันนี้เขาคือบิดาของมิชชั่นสมัยใหม่ พ่อแม่ของเขาเป็นช่างทอ เขาเป็นครูและช่างทำรองเท้าที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ เขาก็เรียนภาษากรีก ฮีบรู และละตินด้วยตัวเอง หลายปีผ่านไปเขาตระหนักว่า เขาใฝ่ฝันจะเป็นมิชชันนารีในอินเดีย แต่เขาเผชิญความยากลำบาก ทั้งลูกเสียชีวิต ภรรยามีปัญหาสุขภาพจิตและไม่มีการตอบสนองใดๆ จากคนที่เขาประกาศด้วยนานหลายปี
พบสันติสุข
"คุณคิดว่าสันติสุขคืออะไร” เพื่อนถามฉันขณะกินข้าวกลางวัน “สันติสุขหรือ” ฉันพูดอย่างแปลกใจ “ไม่แน่ใจ แต่ถามทำไมหรือ” เขาตอบว่า “ตอนที่คุณขยับเท้าไปมาตอนนมัสการที่คริสตจักร ผมสงสัยว่าคุณกังวลใจเรื่องอะไร คุณเคยคิดเรื่องสันติสุขที่พระเจ้าประทานให้คนที่รักพระองค์บ้างไหม”
แกะเชือก
องค์กรคริสเตียนแห่งหนึ่งมีพันธกิจส่งเสริมการคืนดีโดยการให้อภัย กิจกรรมอย่างหนึ่งของพวกเขาคือละครสั้น ในละครนั้น ผู้ที่ถูกทำร้ายจะถูกผูกติดโดยหันหลังชนกันกับผู้ที่ทำร้าย ผู้ที่ถูกทำร้ายเท่านั้นที่มีสิทธิ์แกะเชือก ไม่ว่าเธอจะทำอะไร คนคนนี้จะติดไปกับหลังของเธอตลอด หากเธอไม่ให้อภัย ซึ่งก็คือการแกะเชือก เธอจะหนีไปไหนไม่ได้
การให้อภัยผู้ที่มาหาเราด้วยความรู้สึกเสียใจสำหรับสิ่งที่เขาทำลงไป เป็นการเริ่มต้นกระบวนการปลดปล่อยทั้งเราและเขาจากความขมขื่นและความเจ็บปวด ที่ผูกติดอยู่กับตัวเราจากการกระทำผิดของเขา ในปฐมกาล เราพบเรื่องของพี่น้องที่แตกแยกกันนาน 20 ปี หลังจากที่ยาโคบขโมยสิทธิบุตรหัวปีของเอซาวไป พระเจ้าบอกยาโคบให้กลับไปยังบ้านเกิด (ปฐก.31:3) ยาโคบเชื่อฟังแต่ก็กังวล จึงส่งฝูงสัตว์ไปเป็นของกำนัลเอซาว (32:13-15) เมื่อพี่น้องพบกัน ยาโคบเข้าไปกราบเท้าเอซาวด้วยความถ่อมใจถึงเจ็ดครั้ง (33:3) ลองคิดดูว่ายาโคบจะประหลาดใจเพียงใด เมื่อเอซาววิ่งเข้ามาสวมกอดเขา และทั้งสองต่างร้องไห้ที่ได้คืนดีกัน (ข้อ 4) ยาโคบไม่ต้องถูกพันธนาการด้วยบาปที่เขาทำกับพี่ชายอีกต่อไป
คุณรู้สึกเหมือนถูกจองจำอยู่ในคุกของการไม่ให้อภัย หรือผูกติดอยู่กับความโกรธ ความกลัว หรือความละอายหรือไม่ จงรู้เถิดว่าพระเจ้าสามารถปลดปล่อยคุณผ่านทางพระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์เมื่อคุณแสวงหาความช่วยเหลือจากพระองค์ พระองค์จะช่วยคุณให้เริ่มต้นกระบวนการแกะเชือกและทำให้คุณเป็นอิสระ