ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Sheridan Voysey

คำแนะนำที่เปี่ยมด้วยปัญญา

เมื่อหลังคาของมหาวิหารนอทเทรอดามในปารีสเกิดไฟไหม้ในเดือนเมษายน ปี 2019 คานไม้และแผ่นตะกั่วโบราณเป็นเชื้อเพลิงที่ก่อให้เกิดเปลวเพลิงที่ร้อนจนวิหารไม่อาจทานทนได้ หลังจากยอดของมหาวิหารหักลง ทุกคนก็หันมาสนใจหอระฆัง หากโครงไม้ของระฆังเหล็กขนาดยักษ์ถูกเผาและพังลงมา จะทำให้หอคอยทั้งสองพังทลายลงไปพร้อมกัน ทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพังของมหาวิหาร

นายพลกัลเล็ต ผู้บัญชาการหน่วยดับเพลิงของปารีสสั่งให้ถอนกำลังเพื่อความปลอดภัยของพนักงานดับเพลิง และครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป เรมี่พนักงานดับเพลิงคนหนึ่งเดินเข้ามาด้วยความประหม่า “ด้วยความเคารพครับท่านนายพล” เขาพูด “ผมขอเสนอให้เราเอาท่อดับเพลิงขึ้นไปบนระเบียงหอคอย” เมื่อพิจารณาถึงความเปราะบางของตัวอาคารผู้บัญชาการจึงตัดความคิดนี้ออกไป แต่เรมี่ยังคงพูดต่อ ในไม่ช้านายพลกัลเล็ตก็ต้องตัดสินใจว่า จะทำตามคำแนะนำของพนักงานดับเพลิงชั้นผู้น้อยหรือปล่อยให้มหาวิหารมอดไหม้

พระคัมภีร์ได้พูดถึงการรับฟังคำแนะนำไว้มากมาย แม้ว่าบางครั้งเรื่องนี้จะอยู่ในบริบทของผู้อ่อนวัยต้องเคารพผู้อาวุโส (สภษ.6:20-23) แต่ส่วนใหญ่ไม่เป็นเช่นนั้น สุภาษิตกล่าวว่า “ปราชญ์ย่อมฟังคำแนะนำ” (12:15) เราชนะสงครามได้เพราะมีที่ปรึกษามาก (24:6) และมีเพียงคนโง่ที่ไม่สนใจคำแนะนำ (12:15) คนมีปัญญาฟังคำแนะนำที่ดี โดยไม่ขึ้นอยู่กับอายุหรือตำแหน่งของผู้ที่ให้คำแนะนำนั้น

นายพลกัลเล็ตยอมฟังเรมี่ หอระฆังที่กำลังไหม้ถูกฉีดน้ำดับได้ทันเวลาและมหาวิหารปลอดภัย ในวันนี้คุณมีปัญหาอะไรที่ต้องการคำแนะนำจากพระเจ้าบ้าง บางครั้งพระองค์ทรงนำผู้ที่ถ่อมใจผ่านคำพูดของผู้อ่อนวัย

ความสุขแท้

ในศตวรรษที่ 10 อับ อัลเราะห์มานที่ 3 เป็นผู้ปกครองเมืองกอร์โดบา ประเทศสเปน หลังจากห้าสิบปีแห่งการครองราชย์ที่ประสบความสำเร็จ (เป็นที่รักของประชาชน เป็นที่หวาดเกรงของศัตรู และเป็นที่เคารพของมิตรสหาย) อัลเราะห์มานใคร่ครวญถึงชีวิตของตน พระองค์กล่าวถึงเอกสิทธิ์ของตนว่า “ความมั่งคั่งและเกียรติยศ อำนาจและความพึงพอใจรอคอยให้เราเรียกหาได้ทุกเวลา” แต่เมื่อพระองค์นับจำนวนวันที่มีความสุขอย่างแท้จริงในช่วงเวลานั้น กลับนับได้เพียง 14 วัน ช่างมีสติอะไรเช่นนี้

ผู้เขียนพระธรรมปัญญาจารย์ก็เป็นผู้ที่มั่งคั่งและทรงเกียรติ (ปญจ.2:7-9) ยิ่งใหญ่และมีความสุข (1:12; 2:1-3) และพระองค์ประเมินชีวิตของตนอย่างมีสติพอกัน ทรงตระหนักว่าความร่ำรวยรังแต่จะทำให้พระองค์ต้องการมากขึ้น (5:10-11) ในขณะที่ความสนุกสนานก่อประโยชน์น้อยนิด (2:1-2) และความสำเร็จก็เป็นเรื่องของโอกาสพอๆกับความสามารถ (9:11) แต่การใคร่ครวญของพระองค์ไม่ได้จบลงด้วยความสิ้นหวังเหมือนอัลเราะห์มาน พระองค์เชื่อว่าพระเจ้าทรงเป็นแหล่งแห่งความสุขแท้ จึงทรงมองว่าการกินดื่ม ทำงาน และการทำดีเป็นสิ่งที่น่ายินดีเมื่อมีพระเจ้า (2:25; 3:12-13)

“โธ่เอ๋ย!” อัลเราะห์มานสรุปการคิดใคร่ครวญของตนว่า “อย่าได้เชื่อมั่นในโลกนี้!” ผู้เขียนปัญญาจารย์คงจะเห็นด้วย เพราะว่าเราถูกสร้างมาเพื่อนิรันดร์กาล (3:11) ความพึงพอใจและความสำเร็จในโลกนี้ไม่อาจเติมเต็มเราได้ แต่การสถิตอยู่ของพระเจ้าในชีวิตเรา ทำให้เรามีความสุขแท้ได้ในการกิน การทำงาน และการใช้ชีวิต

ผลกระทบของการเริ่มต้นใหม่

เมื่อไบรโอนีอายุสามสิบ เธอรู้สึกเศร้าใจที่ยังต้องทำงานขายที่เธอไม่เคยชอบ เธอตัดสินใจว่าถึงเวลาที่ต้องเลิกลังเลและมองหาอาชีพใหม่ สำหรับเดวิด เขายืนมองดูตัวเองหน้ากระจกในวันส่งท้ายปีเก่า และปฏิญาณว่านี่จะเป็นปีที่เขาลดน้ำหนักได้ และสำหรับเจมส์เขาเฝ้ามองแต่ละเดือนที่ผ่านไปโดยที่การระเบิดความโกรธของเขาไม่ได้ลดลงเลย เขาสัญญากับตัวเองว่าเดือนหน้าเขาจะพยายามมากขึ้น

หากคุณเคยปฏิญาณว่าจะเปลี่ยนแปลงเมื่อเริ่มต้นเดือนใหม่ ปีใหม่ หรือในวันเกิด คุณไม่ได้เป็นเช่นนั้นคนเดียว นักวิจัยถึงกับตั้งชื่อให้สิ่งนี้ว่า ผลกระทบของการเริ่มต้นใหม่ พวกเขาแนะนำว่าเรามีแนวโน้มที่จะประเมินชีวิตของเรามากขึ้นในวันเหล่านี้บนปฏิทิน และพยายามทิ้งความล้มเหลวของเราไว้เบื้องหลังเพื่อจะเริ่มต้นใหม่ เมื่อต้องการจะเป็นคนที่ดีกว่าเดิม เราจึงโหยหาการเริ่มต้นใหม่

ความเชื่อในพระเยซูพูดถึงความปรารถนานี้อย่างทรงพลัง และนำเสนอภาพว่าตัวตนที่ดีที่สุดของเราควรเป็นเช่นไร (คส.3:12-14) และทรงเรียกเราให้ทิ้งอดีตของเราไว้เบื้องหลัง (ข้อ 5-9) พระธรรมตอนนี้นำเสนอการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้เกิดจากแค่การตัดสินใจหรือการปฏิญาณ แต่โดยฤทธิ์เดชของพระเจ้า เมื่อเราเชื่อในพระเยซูเราได้กลายเป็นคนใหม่ และพระวิญญาณของพระเจ้าทรงทำงานในตัวเราเพื่อทำให้เราสมบูรณ์ (ข้อ 10; ทต.3:5)

การได้รับความรอดในพระเยซูเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่ดีที่สุด ซึ่งไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวันพิเศษบนปฏิทิน ชีวิตใหม่ของคุณสามารถเริ่มต้นได้เดี๋ยวนี้

บุตรแห่งคริสต์มาส

ลองนึกภาพพระองค์ผู้ทรงทำให้ต้นสนซีดาร์งอกออกมาจากเมล็ดพืชและเริ่มต้นชีวิตจากการเป็นต้นอ่อน ผู้ทรงสร้างดวงดาวยอมลงมาบังเกิดในครรภ์ของมนุษย์ ผู้ทรงเติมเต็มท้องฟ้ายอมลงมาเป็นเพียงจุดเล็กๆบนคลื่นอัลตร้า-ซาวด์ในยุคปัจจุบัน พระเยซูผู้ทรงสภาพของพระเจ้า ทรงยอมสละทุกสิ่งจนไม่เหลืออะไร (ฟป.2:6-7) นี่ช่างเป็นความคิดที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก!

ลองจินตนาการถึงฉากที่พระองค์ทรงบังเกิดในหมู่บ้านที่เงียบสงบ ท่ามกลางคนเลี้ยงแกะ ทูตสวรรค์ และแสงเจิดจ้าบนท้องฟ้า มีเสียงร้องของสัตว์เป็นเพลงกล่อมเด็กเพลงแรกของพระองค์ ดูสิ พระองค์ทรงเติบโตขึ้นทางด้านร่างกายและเป็นที่โปรดปรานของผู้คน เป็นเด็กหนุ่มที่ทำให้บรรดาอาจารย์ต้องประหลาดใจในการตอบสำหรับคำถามยากๆ ในฐานะชายหนุ่ม พระองค์ทรงได้รับการรับรองจากพระบิดาในสวรรค์ที่แม่น้ำจอร์แดน และในถิ่นทุรกันดารขณะทรงปล้ำสู้กับความหิวและการอธิษฐาน

ต่อจากนั้นพระองค์ทรงเปิดตัวพันธกิจที่พลิกโลกด้วยการรักษาคนป่วย สัมผัสคนโรคเรื้อน ให้อภัยผู้ที่ทำผิด ดูสิ พระองค์ทรงคุกเข่าอยู่ในสวนด้วยความทุกข์ทรมาน และพวกเขาจับกุมพระองค์ขณะที่สหายสนิทของพระองค์ต่างพากันหนีไป ดูสิ เขาถ่มน้ำลายรดพระองค์และตรึงพระองค์บนไม้กางเขน โดยทรงแบกบาปของมนุษย์ทั้งโลกไว้บนบ่า แต่ดูสิ เมื่อหินกลิ้งออกจากปากอุโมงค์ หลุมฝังศพก็ว่างเปล่า เพราะพระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่!

ดูสิ พระองค์ทรงถูกยกขึ้นสูงสุด (ข้อ 9) พระนามของพระองค์เต็มท้องฟ้าและแผ่นดินโลก (ข้อ 10-11) พระผู้สร้างดวงดาวองค์นี้ได้ทรงมาบังเกิดโดยเป็นจุดเล็กๆบนคลื่นอัลตร้าซาวด์ นี่แหละบุตรแห่งคริสต์มาสของเรา

ฉันเป็นพระหัตถ์ของพระองค์

เจีย ไฮ่เซียสูญเสียการมองเห็นในปี 2000 ส่วนเพื่อนของเขา เจีย เวินฉี สูญเสียแขนเมื่อตอนเด็ก แต่ทั้งคู่มีทางออกให้กับความพิการนี้ “ผมเป็นมือของเขาและเขาเป็นตาให้ผม” ไฮ่เซียกล่าว พวกเขาเปลี่ยนแปลงหมู่บ้านที่พวกเขาอยู่ในประเทศจีนร่วมกัน

ตั้งแต่ปี 2002 ทั้งคู่มีแผนปรับปรุงที่ดินร้างใกล้บ้าน ทุกวันไฮ่เซียจะขึ้นขี่หลังของเวินฉีเพื่อข้ามแม่น้ำไปยังที่ดินนั้น เวินฉีจะ “ยื่น” เสียมให้ไฮ่เซียด้วยเท้า ก่อนที่ไฮ่เซียจะเสียบถังน้ำเข้ากับไม้ที่อยู่ระหว่างแก้มและไหล่ของเวินฉี
ในขณะที่คนหนึ่งขุดและอีกคนก็รดน้ำ ถึงเวลานี้ทั้งสองคนปลูกต้นไม้ไปมากกว่าหมื่นต้น “เมื่อทำงานร่วมกัน เราไม่รู้สึกถึงความพิการเลย” ไฮ่เซียกล่าว “เราเป็นทีมเดียวกัน”

อัครทูตเปาโลเปรียบคริสตจักรเป็นร่างกาย แต่ละส่วนต้องการกันและกันเพื่อจะทำหน้าที่ ถ้าทั้งคริสตจักรเป็นตา จะไม่มีการได้ยิน ถ้าทั้งหมดเป็นหู ก็จะไม่มีการรับกลิ่น (1 คร.12:14-17) “ตาจะว่าแก่มือว่า “ข้าพเจ้าไม่ต้องการเจ้า!” ก็ไม่ได้” เปาโลกล่าว (ข้อ 21) เราแต่ละคนมีบทบาทในคริสตจักรต่างกันไปตามของประทานฝ่ายวิญญาณที่เรามี (ข้อ 7-11, 18) เช่นเดียวกับเจีย ไฮ่เซียและเจีย เวินฉี เมื่อเราผนึกกำลังกัน เราจะสามารถนำการเปลี่ยนแปลงมาสู่โลก

ชายสองคนผนึกกำลังกันเพื่อปรับปรุงที่ดินร้าง ช่างเป็นภาพการทำงานของคริสตจักรอย่างแท้จริง!

ข่าวดี

ในปี 1941 ในขณะที่การครอบครองของฮิตเลอร์แผ่ขยายไปทั่วยุโรป นักประ-พันธ์จอห์น สไตน์เบคได้ถูกขอให้ช่วยงานในสงคราม เขาไม่ได้ถูกขอให้ออกไปรบหรือไปเยี่ยมหน่วยรบแนวหน้า แต่ให้แต่งนิยาย ผลที่ได้คือ รักระหว่างรบ เป็นนิยายที่เล่าถึงดินแดนที่สงบสุขแต่ถูกรุกรานโดยระบอบการปกครองที่ชั่วร้าย หนังสือถูกพิมพ์โดยโรงพิมพ์ใต้ดินและแจกจ่ายไปทั่วทุกประเทศที่ถูกยึดครอง นิยายได้ส่งข่าวออกไปว่า ฝ่ายสัมพันธมิตรกำลังมา และโดยการเลียนแบบตัวละครในนิยาย ผู้อ่านสามารถช่วยรักษาอิสรภาพของพวกเขาได้ สไตน์เบคนำข่าวดีไปยังผู้คนที่อยู่ใต้การปกครองของนาซีผ่านนิยายรักระหว่างรบ ว่าเสรีภาพของพวกเขามาใกล้แล้ว

เช่นเดียวกับตัวละครของสไตน์เบค ชาวยิวในศตวรรษแรกถูกยึดครองอยู่ใต้การปกครองที่โหดร้ายของโรมัน แต่หลายศตวรรษก่อนนั้น พระเจ้าทรงสัญญาที่จะส่งพระผู้ช่วยมาปลดปล่อยพวกเขาและนำสันติสุขมาสู่โลก (อสย.11) ความชื่นชมยินดีระเบิดออกเมื่อพระผู้ช่วยมาถึง “เรานำข่าวประเสริฐนี้มาแจ้งแก่ท่านทั้งหลาย” เปาโลกล่าว “พระสัญญาซึ่งทรงประทานแก่บรรพบุรุษของเรา พระเจ้าได้ทรงทำให้สำเร็จตามนั้นแก่เรา...คือในการที่พระองค์ทรงให้พระเยซูกลับคืนพระชนม์” (กจ.13:32-33) โดยการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูและทรงนำการอภัยโทษมาให้แก่โลก การฟื้นฟูโลกได้เริ่มต้นขึ้น (ข้อ 38-39; รม.8:21)

ตั้งแต่นั้นมา ข่าวดีนี้ได้แพร่ออกไปทั่วโลก มอบสันติสุขและเสรีภาพแก่ทุกที่ที่ยอมรับข่าวดีนี้ พระเยซูทรงฟื้นคืนพระชนม์ เราได้เริ่มต้นที่จะมีเสรีภาพจากความบาปและความชั่ว เราเป็นอิสระได้โดยพระองค์!

วัตถุประสงค์ของการทนทุกข์

“ถ้ าเช่นนั้นคุณกำลังบอกว่ามันอาจไม่ใช่ความผิดของฉันก็ได้” คำพูดของผู้หญิงคนนั้นทำให้ผมประหลาดใจ พวกเรากำลังพูดคุยกันถึงสิ่งที่ผมแบ่งปันในเช้าวันนั้นตอนไปเป็นวิทยากรรับเชิญที่คริสตจักรของเธอ “ฉันป่วยเรื้อรัง” เธออธิบาย “ฉันอธิษฐาน อดอาหาร สารภาพบาปและทำทุกวิธีที่มีคนบอกว่าจะช่วยให้หาย แต่ฉันก็ยังป่วยอยู่ ฉันจึงคิดว่าคงต้องโทษตัวเอง”

ผมรู้สึกเศร้าใจกับคำสารภาพของผู้หญิงคนนั้น เธอได้รับ “สูตรสำเร็จ” ฝ่ายวิญญาณเพื่อใช้แก้ปัญหาที่มี แต่เธอกลับโทษตัวเองเมื่อสูตรเหล่านั้นใช้ไม่ได้ผล ที่แย่ไปกว่านั้นคือ สูตรสำเร็จที่ใช้รับมือกับการทนทุกข์เหล่านี้ถูกหักล้างไปแล้วตั้งแต่หลายยุคก่อน

พูดง่ายๆก็คือสูตรสำเร็จนี้บอกว่า หากคุณกำลังทนทุกข์นั้นแสดงว่าคุณมีบาป เมื่อโยบสูญเสียฝูงสัตว์ ลูกๆและสุขภาพ เพื่อนๆได้ใช้สูตรนี้กับท่าน “ผู้ที่ไร้ความผิดเคยพินาศหรือ” เอลีฟัสสงสัยว่าโยบมีความผิด (โยบ 4:7) บิลดัดยังบอกกับโยบอีกว่าลูกๆของท่านตายเพราะพวกเขาทำบาป (8:4) โดยไม่สนใจสาเหตุที่แท้จริงของภัยพิบัติที่โยบได้รับ (1:6- 2:10) พวกเขาซ้ำเติมด้วยเหตุผลที่ตื้นเขินสำหรับความเจ็บปวดที่โยบได้รับ แต่ต่อมาพวกเขาถูกพระเจ้าทรงตำหนิ (42:7)

การทนทุกข์เป็นส่วนหนึ่งของการมีชีวิตในโลกที่ชั่วร้าย เช่นเดียวกับโยบ การทนทุกข์สามารถเกิดจากสาเหตุที่เราอาจไม่มีวันได้รู้ แต่พระเจ้าทรงมีพระประสงค์สำหรับคุณที่ยิ่งใหญ่กว่าความเจ็บปวดที่คุณต้องสู้ทน อย่าหมดกำลังใจเพราะหลงเชื่อสูตรสำเร็จที่ตื้นเขินเหล่านั้น

เมื่อใดควรเสียสละ

ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2020 เมื่อวิกฤตการระบาดของโควิด 19 เพิ่งเริ่มต้น ความกังวลของนักหนังสือพิมพ์คนหนึ่งกระทบความรู้สึกของผม เธอสงสัยว่า พวกเราควรเต็มใจที่จะแยกตัว เปลี่ยนพฤติกรรมการทำงาน การเดินทางและการซื้อของเพื่อจะช่วยคนอื่นไม่ให้ป่วยไหม “นี่ไม่ใช่แค่การทดสอบเพื่อเก็บข้อมูลทางการแพทย์” เธอเขียน “แต่เป็นความเต็มใจของเราที่จะแยกตัวออกไปเพื่อผู้อื่น” แล้วในทันใดความต้องการทางด้านคุณธรรมก็กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่ง

อาจเป็นเรื่องยากที่จะคิดถึงความต้องการของผู้อื่นขณะที่เรายังกังวลเรื่องของตัวเอง ขอบพระคุณพระเจ้าที่ไม่ทรงปล่อยให้เรามีแต่ความตั้งใจในการช่วยเหลือผู้อื่นเพียงอย่างเดียว เรายังสามารถทูลขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้ทรงประทาน ความรักแทนที่ความเฉยชาของเรา ความปลาบปลื้มใจแทนความ
เศร้าโศก สันติสุขแทนความกังวล ความอดกลั้นใจ (อดทน) แทนที่ความหุนหัน ความปรานีเพื่อจะห่วงใยผู้อื่น ความดีเพื่อจะเห็นความจำเป็นของพวกเขา ความสัตย์ซื่อที่จะรักษาสัญญา ความสุภาพอ่อนน้อมแทนความก้าวร้าว และการรู้จักบังคับตนเพื่อดึงเราออกจากการยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง (กท.5:22-23) ขณะที่เรายังไม่สมบูรณ์ด้วยทั้งหมดนี้ พระเจ้าทรงเรียกเราให้แสวงหาของประทานแห่งคุณธรรมฝ่ายวิญญาณนี้อยู่สมอ (อฟ.5:18)

นักเขียนริชาร์ด ฟอสเตอร์ เคยอธิบายถึงความบริสุทธิ์ว่าเป็นความสามารถที่จะทำสิ่งที่จำเป็นต้องทำเมื่อถึงเวลาที่ต้องทำ เราจำเป็นต้องมีความบริสุทธิ์เช่นนี้ทุกวันไม่ใช่แค่เมื่อมีวิกฤตการณ์ แล้วเราจะสามารถเสียสละเพื่อผู้อื่นได้หรือไม่ พระวิญญาณบริสุทธิ์โปรดเติมเราให้มีกำลังที่จะทำสิ่งที่จำเป็นต้องทำ

ไร้ขีดจำกัด

ผมนั่งอยู่ที่ศูนย์อาหารในห้างสรรพสินค้า ร่างกายตึงเครียดและท้องปั่นป่วนเพราะกำหนดส่งงานที่ใกล้เข้ามา ขณะที่ผมแกะเบอร์เกอร์รับประทาน ผู้คนรอบตัววิ่งวุ่นกับงานของตน ผมคิดในใจว่าเราทุกคนมีขีดจำกัด จำกัดทั้งเวลา พลังงาน และความสามารถ

ผมคิดว่าจะเขียนรายการสิ่งที่ต้องทำใหม่และให้ความสำคัญกับสิ่งเร่งด่วนก่อน แต่ในขณะที่ผมหยิบปากกาออกมา ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในสมอง ผมคิดถึงพระเจ้าผู้เป็นนิรันดร์ ไร้ขีดจำกัด ผู้ทรงสามารถกระทำสิ่งที่ทรงปรารถนาให้บรรลุได้อย่างง่ายดาย

อิสยาห์บอกว่า พระเจ้าองค์นี้ทรงตวงน้ำทั้งสิ้นด้วยอุ้งพระหัตถ์ และบรรจุผงคลีของแผ่นดินโลกไว้ในถังเดียว (อสย.40:12) พระองค์ตั้งชื่อดวงดาวและกำหนดเส้นทางของพวกมัน (ข้อ 26) ทรงรู้จักผู้ครอบครองแผ่นดินโลกและดูแลการงานของพวกเขา (ข้อ 23) ทรงเห็นเกาะทั้งหลายเป็นเหมือนผงคลีและประชาชาติเป็นเหมือนหยดน้ำ (ข้อ 15) ทรงตรัสถามว่า “เจ้า​จะ​เปรียบ​เรา​กับ​ผู้ใด​เล่า” (ข้อ 25) อิสยาห์ตอบว่า “พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าเนืองนิตย์...พระองค์มิได้ทรงอ่อนเปลี้ยหรือเหน็ดเหนื่อย” (ข้อ 28)

ความเครียดและความกดดันไม่เคยส่งผลดีต่อเรา แต่ในวันนี้มันสอนบทเรียนที่ทรงพลัง พระเจ้าผู้ทรงไร้ขีดจำกัดไม่เหมือนกับผม พระองค์ทรงบรรลุทุกสิ่งที่ทรงปรารถนา ผมรับประทานเบอร์เกอร์เสร็จแล้วก็หยุดนิ่งอีกครั้ง และนมัสการพระเจ้าอย่างเงียบๆ

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา