รักเกินกว่าจะนับได้
“ฉันรักเธออย่างไร ฉันจะนับให้ดู” เป็นถ้อยคำจากบทกวีชื่อว่าซอนเน็ตจากโปรตุเกส ของเอลิซาเบ็ธ แบร์เร็ต บราวนิ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในบทกวีภาษาอังกฤษที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด โดยเธอได้เขียนให้กับโรเบิร์ต บราวนิ่งก่อนที่ทั้งสองจะแต่งงานกัน และเขารู้สึกประทับใจมากจึงสนับสนุนให้เธอตีพิมพ์งานรวมบทกวีทั้งหมด แต่เนื่องจากภาษาของบทกวีสื่อถึงอารมณ์อันอ่อนไหว และเธอต้องการสงวนความเป็นส่วนตัวไว้แบร์เร็ตจึงได้จัดพิมพ์ให้ดูเหมือนว่าเป็นบทกวีที่แปลมาจากผู้เขียนชาวโปรตุเกส
บางครั้งเราอาจรู้สึกเคอะเขินเมื่อเราแสดงความรักต่อผู้อื่นอย่างเปิดเผย แต่ตรงกันข้ามกับพระคัมภีร์ที่ไม่ได้ปิดบังการแสดงความรักของพระเจ้า เยเรมีย์ได้บรรยายความรักที่พระเจ้ามีต่อคนของพระองค์ด้วยถ้อยคำอันอ่อนโยนว่า “เราได้รักเจ้าด้วยความรักนิรันดร์ เพราะฉะนั้นเราจึงมีความรักมั่นคงต่อเจ้าสืบไป” (ยรม.31:3) แม้คนของพระองค์ได้หันหลังให้กับพระองค์ แต่พระเจ้าก็ทรงสัญญาว่าจะนำพวกเขากลับมาสู่สภาพดีและนำพวกเขาเข้ามาใกล้ชิดพระองค์ โดยตรัสว่า “เราจะมาเพื่อให้อิสราเอลได้พักสงบ” (ข้อ 2 TNCV)
พระเยซูคือการสำแดงขั้นสูงสุดถึงความรักของพระเจ้าที่นำเรากลับมาสู่สภาพดี โดยทรงมอบสันติสุขและการหยุดพักให้แก่ผู้ที่หันมาหาพระองค์ จากรางหญ้าสู่ไม้กางเขนและสู่อุโมงค์ว่างเปล่า พระเยซูทรงเป็นตัวแทนความปรารถนาของพระเจ้าที่จะเรียกผู้คนในโลกที่ดื้อดึงให้มาหาพระองค์ ให้คุณอ่านพระคัมภีร์ตั้งแต่ต้นจนจบแล้วคุณจะเห็นถึงความรักของพระเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่าจน “เกินจะนับได้” รักนั้นคงอยู่ชั่วนิรันดร์ และคุณจะไม่มีวันมาถึงจุดสิ้นสุดของรักนั้น
อัตลักษณ์ใหม่ในพระเยซู
“ผมไม่ใช่คนเดิมอย่างที่เคยเป็น ผมเป็นคนใหม่แล้ว” คำพูดธรรมดาๆจากลูกชายผมที่พูดกับนักเรียนในที่ประชุมของโรงเรียนนี้ บอกถึงการเปลี่ยนแปลงที่พระเจ้าทรงกระทำในชีวิตของเขา ครั้งหนึ่งเจฟฟรี่เคยเสพติดเฮโรอีนและมองตัวเองเป็นคนบาปและทำผิดพลาด แต่ตอนนี้เขามองตัวเองในฐานะลูกของพระเจ้า
พระคัมภีร์ตอนนี้หนุนใจเราด้วยพระสัญญาที่ว่า “ถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น” (2 คร.5:17) ไม่ว่าเราจะเคยเป็นคนอย่างไร หรือทำอะไรมาก่อนในอดีต แต่เมื่อเราวางใจในพระเยซูเพื่อจะได้รับความรอดและรับการอภัยโทษ ที่ทรงประทานผ่านทางไม้กางเขน เราจะกลายเป็นคนใหม่ ความผิดจากบาปของเราได้แยกเราออกจากพระเจ้าตั้งแต่ที่สวนเอเดน แต่บัดนี้พระองค์ทรง “ให้เราคืนดีกันกับพระองค์ทางพระเยซูคริสต์” และ “มิได้ทรงถือโทษ” ในการผิดของเรา (ข้อ 18-19) เราเป็นบุตรที่รักของพระเจ้า (1 ยน.3:1-2) ได้รับการชำระและถูกสร้างใหม่ให้เป็นเหมือนพระบุตรของพระองค์
พระเยซูทรงปลดปล่อยเราจากบาปและอำนาจแห่งการควบคุมของมัน และทรงนำเรากลับไปสู่ความสัมพันธ์ใหม่กับพระเจ้า ที่เราจะเป็นอิสระโดยไม่อยู่เพื่อตัวเราเองอีกต่อไป แต่ “จะอยู่เพื่อพระองค์ผู้ทรงสิ้นพระชนม์[เพื่อเรา]และทรงเป็นขึ้นมา” (2คร.5:15) ในวันปีใหม่นี้ ให้เราระลึกถึงความรักของพระองค์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงเรา ทำให้เรามีชีวิตในอัตลักษณ์ใหม่และมีเป้าหมายใหม่ ซึ่งจะช่วยให้เราสำแดงให้ผู้อื่นเห็นถึงองค์พระผู้ช่วยให้รอด ผู้ทรงสามารถทำให้เขาเป็นคนใหม่ได้เช่นกัน!
ดาวแห่งคริสตสมภพ
“ถ้าลูกหาดาวดวงนั้นเจอ ลูกก็หาทางกลับบ้านได้เสมอ” นั่นคือคำพูดของพ่อขณะสอนให้ผมมองหาดาวเหนือตอนผมเป็นเด็ก พ่อเคยรับใช้กองทัพในช่วงสงคราม และมีบางช่วงเวลาที่ชีวิตของพ่อขึ้นอยู่กับความสามารถในการ นำทางจากท้องฟ้าในยามค่ำคืน พ่อจึงต้องแน่ใจว่าผมรู้ชื่อและตำแหน่งของกลุ่มดาวต่างๆ แต่การสามารถหาดาวเหนือได้นั้นสำคัญที่สุด การรู้ตำแหน่งของดาวดวงนั้นหมายความว่าผมจะสามารถจับทิศทางได้ไม่ว่าผมอยู่ที่ไหนและไปยังที่ที่ผมต้องการจะไปได้
พระคัมภีร์กล่าวถึงดวงดาวอีกดวงที่มีความสำคัญยิ่งในชีวิต “โหราจารย์จากทิศตะวันออก” ซึ่งเป็นผู้รู้ (จากพื้นที่ของประเทศอิหร่านและอิรักรวมกันในปัจจุบัน)ที่เฝ้าดูหมายสำคัญบนท้องฟ้าแห่งการมาประสูติขององค์ผู้ซึ่งเป็นกษัตริย์ของพระเจ้าเพื่อประชากรของพระองค์ พวกเขาเดินทางมาที่กรุงเยรูซาเล็มแล้วถามว่า “กุมารผู้ที่บังเกิดมาเป็นกษัตริย์ของชนชาติยิวนั้นอยู่ที่ไหน เราได้เห็นดาวของท่านปรากฏขึ้น เราจึงมาหวังจะนมัสการท่าน” (มธ.2:1-2)
นักดาราศาสตร์ไม่รู้ถึงสาเหตุที่ทำให้ดาวแห่งเบธเลเฮมปรากฏขึ้น แต่พระคัมภีร์เปิดเผยว่า พระเจ้าทรงสร้างดาวดวงนี้ขึ้นเพื่อชี้ให้โลกได้เห็นพระเยซูผู้ทรงเป็น “ดาวประจำรุ่งอันสุกใส” (วว.22:16) พระคริสต์เสด็จมาเพื่อช่วยเราให้รอดจากบาปและนำเรากลับไปหาพระเจ้า จงติดตามพระองค์ไป แล้วคุณจะพบทางกลับบ้าน
อคติกับความรักของพระเจ้า
“คุณไม่เหมือนกับที่ผมคิด ผมคิดว่าผมคงจะเกลียดคุณ แต่ก็ไม่” คำพูดของชายหนุ่มดูรุนแรง แต่ที่จริงแล้วพวกเขากำลังพยายามแสดงความเมตตา ผมไปเรียนหนังสือที่ประเทศของเขา ซึ่งหลายสิบปีก่อนเคยทำสงครามกับประเทศของผม เราอยู่ในกลุ่มอภิปรายในชั้นเรียนเดียวกัน และผมสังเกตว่าเขาดูห่างเหิน เมื่อถามว่าผมได้ทำอะไรให้เขาขุ่นเคืองหรือไม่ เขาตอบว่า “เปล่าเลย...อันที่จริงคือปู่ของผมถูกฆ่าในสงคราม ผมจึงเกลียดประเทศและคนของคุณเพราะเรื่องนี้ แต่ตอนนี้ผมเห็นว่าเรามีอะไรเหมือนกันหลายอย่าง และนั่นทำให้ผมประหลาดใจ ผมไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมเราจะเป็นเพื่อนกันไม่ได้”
อคตินั้นมีมานานพอๆกับเผ่าพันธุ์มนุษย์ สองพันปีที่แล้วเมื่อนาธานาเอลได้ยินเรื่องของพระเยซูที่ทรงประทับอยู่ที่นาซาเร็ธเป็นครั้งแรก อคติของเขาเผยออกมาอย่างชัดเจน “สิ่งดีอันใดจะมาจากนาซาเร็ธได้หรือ” เขาถาม (ยน.1:46) นาธานาเอลอาศัยอยู่ในแคว้นกาลิลีเหมือนพระเยซู เขาอาจคิดว่าพระเมสสิยาห์ของพระเจ้าน่าจะมาจากที่อื่น แม้แต่ชาวกาลิลีคนอื่นๆก็ดูถูกนาซาเร็ธเพราะเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆธรรมดา
แต่สิ่งที่ชัดเจนยิ่งกว่าคือ การตอบสนองของนาธานาเอลไม่ได้ทำให้พระเยซูหยุดรักเขา และเขาได้รับการเปลี่ยนแปลงเมื่อมาเป็นสาวกของพระเยซู “พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า!” นาธานาเอลประกาศในเวลาต่อมา (ข้อ 49) ไม่มีอคติใดจะต้านทานความรักที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของพระเจ้าได้
ความพินาศถูกทำลาย
“เจ้าลูกนกจะบินพรุ่งนี้แล้ว!” คาริภรรยาของผมปลื้มใจในพัฒนาการของนกกระจิบที่อยู่ในตะกร้าซึ่งแขวนอยู่ระเบียงหน้าบ้านเรา เธอเฝ้าดูพวกมันทุกวัน คอยถ่ายรูปเวลาแม่นกเอาอาหารมาที่รัง
คาริตื่นแต่เช้าในวันถัดมาเพื่อจะไปดูพวกมัน เธอย้ายพืชสีเขียวที่คลุมรังอยู่ออกไปข้างๆ แต่แทนที่จะเห็นลูกนก ดวงตาของเธอก็พบเข้ากับดวงตาเรียวเล็กของงู งูเลื้อยลงมาตามผนังเข้าไปในรังนกและกินพวกมันทั้งหมด
คาริรู้สึกโกรธและใจสลาย ผมอยู่นอกเมือง เธอจึงโทรหาเพื่อนให้มาเอางูออกไป แต่ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว
พระคัมภีร์พูดถึงงูอีกตัวหนึ่งที่ทิ้งความพินาศไว้ในทางของมัน งูในสวนเอเดนหลอกลวงเอวาเกี่ยวกับต้นไม้ที่พระเจ้าห้ามไม่ให้เธอกิน “เจ้าจะไม่ตายจริงดอก” งูหลอก “เพราะพระเจ้าทรงทราบอยู่ว่า เจ้ากินผลไม้นั้นวันใด ตาของเจ้าจะสว่างขึ้นในวันนั้น แล้วเจ้าจะเป็นเหมือนพระเจ้า คือสำนึกในความดีและความชั่ว” (ปฐก.3:4-5)
ความบาปและความตายเข้ามาในโลกเพราะผลการไม่เชื่อฟังพระเจ้าของอาดัมและเอวา และการหลอกลวงจาก “งูดึกดำบรรพ์ ผู้ซึ่งเป็นพญามาร” นั้นยังดำเนินต่อไป (วว.20:2) แต่พระเยซูทรงมาเพื่อ“ทำลายกิจการของมาร” (1 ยน.3:8) และโดยพระองค์เราจึงได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับพระเจ้า วันหนึ่งพระองค์จะทรงสร้าง “สิ่งสารพัดขึ้นใหม่” (วว.21:5)
วิธีที่ไม่คาดคิดของพระเจ้า
ศิษยาภิบาลคนหนึ่งหรี่ตาเพ่งดูคำเทศนาที่ยกขึ้นมาจนชิดใบหน้าเพื่อจะมองเห็นคำบนหน้ากระดาษ เขาเป็นคนสายตาสั้นมากและอ่านทุกประโยคอย่างตั้งใจด้วยระดับเสียงเดียวกันที่ไม่ค่อยน่าสนใจนัก แต่พระวิญญาณของพระเจ้าทรงเคลื่อนไหวผ่านคำเทศนาของโจนาธาน เอ็ดเวิร์ดเพื่อจุดประกายไฟแห่งการฟื้นฟูของการตื่นตัวครั้งยิ่งใหญ่ครั้งแรก ที่นำคนนับพันมาเชื่อในพระคริสต์
พระเจ้ามักทรงใช้สิ่งที่ไม่คาดคิดเพื่อทำให้พระประสงค์อันสมบูรณ์ของพระองค์สำเร็จ การเขียนถึงแผนการที่พระองค์จะนำมนุษย์ที่ดื้อดึงเข้ามาผ่านการสิ้นพระชนม์ด้วยความรักของพระเยซูบนไม้กางเขนแทนเรานั้น เปาโลได้สรุปว่า “แต่พระเจ้าได้ทรงเลือกคนที่โลกถือว่าโง่เขลา เพื่อทำให้คนมีปัญญาอับอาย และได้ทรงเลือกคนที่โลกถือว่าอ่อนแอ เพื่อทำให้คนที่แข็งแรงอับอาย” (1 คร.1:27) โลกนี้คาดหวังว่าพระปัญญาของพระเจ้าจะมีลักษณะเหมือนกับของเราและจะมาพร้อมกับกำลังที่ไม่มีใครต้านทานได้ แต่พระเยซูเสด็จมาด้วยความถ่อมและอ่อนสุภาพเพื่อช่วยเราให้รอดจากบาป พระองค์จึงเป็น “ปัญญาและความชอบธรรมของเรา และเป็นผู้ทรงชำระเราให้บริสุทธิ์ และทรงเป็นผู้ไถ่เราไว้ให้พ้นบาป” (ข้อ 30)
พระเจ้าผู้เป็นนิรันดร์และกอปรด้วยพระปัญญารอบรู้ทั้งสิ้นได้ทรงกลายมาเป็นเด็กทารกที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่และทนทุกข์และสิ้นชีวิต และฟื้นคืนชีวิตเพื่อจะสำแดงด้วยความรักให้เราเห็นถึงหนทางกลับบ้านไปหาพระองค์ พระองค์ชอบที่จะใช้วิธีและคนที่ต่ำต้อยเพื่อให้สิ่งที่ยิ่งใหญ่สำเร็จ ซึ่งเราทำให้สำเร็จไม่ได้ด้วยกำลังของตัวเอง ถ้าเราเองเต็มใจ พระองค์ก็อาจจะทรงใช้เรา
ทุกอย่างขัดขวางฉัน
“เมื่อเช้านี้ข้าพเจ้าคิดว่าตนเองร่ำรวยมาก แต่ตอนนี้ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะมีสักดอลล่าร์หนึ่งไหม” อดีตประธานาธิบดีสหรัฐยูลิสซิส เอส.แกรนท์กล่าวถ้อยคำเหล่านั้นในวันที่เขาถูกหุ้นส่วนธุรกิจฉ้อโกงเงินออมทั้งชีวิตไป หลายเดือนต่อมาแกรนท์ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งที่รักษาไม่หาย ด้วยความกังวลในเรื่องการหาเลี้ยงครอบครัว เขาจึงยอมรับข้อเสนอจากนักเขียนมาร์ค ทเวนในการตีพิมพ์บันทึกความทรงจำของเขา ซึ่งเขาเขียนเสร็จหนึ่งสัปดาห์ก่อนเสียชีวิต
พระคัมภีร์บอกเราถึงอีกคนหนึ่งที่ต้องเผชิญความทุกข์อย่างแสนสาหัส ยาโคบเชื่อว่าโยเซฟบุตรชายของตน “ย่อยยับเสียแล้ว” โดย “สัตว์ร้ายกัดกินเขาเสียแล้ว” (ปฐก.37:33) ในเวลาต่อมาสิเมโอนบุตรชายก็ถูกจับไปเป็นเชลยในต่างแดน ขณะเดียวกันยาโคบกลัวว่าเบนยามินบุตรชายจะถูกพรากไปจากท่านเช่นกัน เมื่อรู้สึกหมดกำลัง ท่านร้องว่า “เราต้องทนความทุกข์เหล่านี้ทั้งหมด!” (42:36)
แต่มันไม่ใช่เช่นนั้น ถ้ายาโคบจะรู้สักนิดว่าโยเซฟบุตรชายของท่านยังมีชีวิตอยู่ และพระเจ้าทรงกระทำกิจอยู่ “เบื้องหลัง” เพื่อรื้อฟื้นครอบครัวของท่านขึ้นใหม่ เรื่องราวของพวกเขาแสดงให้เห็นว่าพระองค์เป็นผู้ที่เราไว้วางใจได้ แม้เมื่อเรามองไม่เห็นพระหัตถ์ของพระองค์ในสถานการณ์ของเรา
หนังสือบันทึกความทรงจำของแกรนท์ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งและครอบครัวของเขาได้รับการดูแลเป็นอย่างดี แม้เขาไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อเห็นสิ่งนี้ แต่ภรรยาของเขาได้เห็น การมองเห็นของเรานั้นจำกัด แต่ไม่ใช่สำหรับพระเจ้า และโดยการมีพระเยซูเป็นความหวังของเรา “ถ้าพระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายเรา ใครจะขัดขวางเรา” (รม.8:31) ขอให้เราวางใจพระองค์ในวันนี้
ของขวัญแห่งกำลังใจ
“ผึ้งของคุณกำลังทิ้งรังไปแล้ว!” ภรรยาของผมโผล่หน้าเข้ามาที่ประตูและบอกข่าวที่ไม่มีคนเลี้ยงผึ้งคนไหนอยากได้ยิน ผมวิ่งออกไปเห็นผึ้งเป็นพันๆตัวกำลังบินออกจากรังไปยังยอดต้นสนสูงและจะไม่มีวันกลับมาอีก
ผมไม่ทันได้สังเกตอาการบางอย่างที่บอกให้รู้ล่วงหน้าว่าผึ้งกำลังจะแยกรัง พายุที่เข้านานกว่าหนึ่งสัปดาห์ทำให้ผมไม่ได้ไปตรวจดู พอถึงเช้าวันที่พายุสิ้นสุดลงผึ้งก็จากไป รังผึ้งนี้เป็นครอบครัวใหม่และแข็งแรง อันที่จริงพวกมันกำลังแยกครอบครัวเพื่อจะสร้างรังใหม่ “อย่าโทษตัวเองเลย” คนเลี้ยงผึ้งที่มีประสบการณ์คนหนึ่งบอกผมอย่างอารมณ์ดีเมื่อเห็นความผิดหวังของผม “เรื่องนี้เกิดขึ้นได้กับทุกคน!”
การให้กำลังใจเป็นของขวัญอันล้ำค่า เมื่อดาวิดท้อแท้เพราะถูกซาอูลตามฆ่า โยนาธานซึ่งเป็นบุตรชายของซาอูลได้ให้กำลังใจดาวิดว่า “อย่ากลัวเลยเพราะว่ามือของซาอูลเสด็จพ่อของฉันจะหาเธอไม่พบ เธอจะได้เป็นพระราชาเหนืออิสราเอล และฉันจะเป็นอุปราช ซาอูลเสด็จพ่อของฉันก็ทราบเรื่องนี้ด้วย” (1ซมอ.23:17)
ถ้อยคำเหล่านั้นเป็นคำพูดอันน่าทึ่งที่แสดงถึงความไม่เห็นแก่ตัวของบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งที่สองรองจากราชบัลลังก์ น่าจะเป็นเพราะโยนาธานรู้ว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับดาวิด ท่านจึงพูดออกมาจากใจที่ถ่อมและเปี่ยมด้วยความเชื่อ
รอบตัวเรามีแต่ผู้คนที่ต้องการกำลังใจ พระเจ้าจะช่วยเราให้ช่วยพวกเขา เมื่อเราถ่อมใจลงต่อพระองค์และขอให้พระองค์รักเขาเหล่านั้นผ่านทางเรา
ความหวังที่เหนือกว่าผลที่ตามมา
คุณเคยทำอะไรด้วยความโกรธที่คุณรู้สึกเสียใจในภายหลังไหม ตอนที่ลูกชายผมกำลังต่อสู้กับการติดยา ผมตอบโต้การเลือกของเขาด้วยคำพูดที่เกรี้ยวกราด ความโกรธของผมมีแต่จะทำให้เขาท้อใจมากขึ้น แต่ในที่สุดเขาก็ได้พบกับเหล่าผู้เชื่อที่พูดถ้อยคำที่ให้ชีวิตและความหวังแก่เขา และในไม่ช้าเขาก็เป็นอิสระ
แม้แต่คนที่เป็นแบบอย่างในความเชื่ออย่างโมเสส ก็ได้ทำสิ่งที่ท่านเสียใจในภายหลัง เมื่อคนอิสราเอลอยู่ในถิ่นทุรกันดารและขาดแคลนน้ำ พวกเขาบ่นอย่างขมขื่น พระเจ้าจึงให้คำแนะนำที่เฉพาะเจาะจงกับโมเสสและอาโรนว่า “บอกต่อหินหน้าประชาชนให้หินหลั่งน้ำ” (กดว.20:8) แต่โมเสสตอบโต้ด้วยความโกรธ โดยยกตนเองและอาโรนในเรื่องการอัศจรรย์นี้แทนที่จะยกย่องพระเจ้าว่า “เจ้าผู้กบฏจงฟัง ณ บัดนี้จะให้เราเอาน้ำออกจากหินนี้ให้พวกเจ้าดื่มหรือ” (ข้อ 10) และในทันทีนั้นท่านก็ไม่เชื่อฟังพระเจ้าโดยตรง แล้ว “โมเสสก็ยกมือขึ้นตีหินนั้นสองครั้งด้วยไม้เท้า” (ข้อ 11)
แม้ว่าน้ำจะไหลออกมา แต่ก็มีผลที่ตามมาซึ่งน่าเศร้า ทั้งโมเสสและอาโรนไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในดินแดนที่พระเจ้าทรงสัญญากับประชากรของพระองค์ แต่พระองค์ยังทรงพระเมตตา โดยทรงให้โมเสสมองเห็นแต่ไกล (27:12-13)
เช่นเดียวกับโมเสส พระเจ้ายังทรงพระเมตตาต่อเราในถิ่นทุรกันดารแห่งการที่เราไม่เชื่อฟังพระองค์ พระองค์ทรงพระกรุณาประทานการอภัยและความหวังแก่เรา ผ่านการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นของพระเยซู ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนหรือทำอะไรลงไป หากเราหันไปหาพระองค์ พระองค์จะทรงนำเราไปสู่ชีวิต