เถาองุ่น
ฉันซื้อโคมไฟราคาถูกมาจากร้านขายของมือสอง ทั้งสี ขนาด และราคาเหมาะกับห้องทำงานที่บ้านของฉันมาก แต่พอกลับถึงบ้าน เมื่อฉันเสียบปลั๊ก ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไฟไม่ติด ไฟไม่เข้า
สามีของฉันบอกว่าไม่มีปัญหา “ผมซ่อมได้สบาย” เมื่อแกะโคมไฟออก เขาเห็นปัญหาทันที ปลั๊กไม่ได้เชื่อมต่อกับอะไรเลย เมื่อสายไฟไม่ได้เชื่อมต่อกับแหล่งพลังงานไฟฟ้า โคมไฟสวยที่ “เหมาะ” ก็ไร้ประโยชน์
เราเองก็เช่นเดียวกันพระเยซูทรงบอกสาวกของพระองค์ว่า “เราเป็นเถาองุ่น ท่านทั้งหลายเป็นแขนง ผู้ที่เข้าสนิทอยู่ในเราและเราเข้าสนิทอยู่ในเขา ผู้นั้นก็จะเกิดผลมาก เพราะถ้าแยกจากเราแล้วท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย” (ยน.15:5).
พระเยซูตรัสคำสอนนี้ในแถบที่มีการปลูกองุ่น สาวกของพระองค์จึงเข้าใจได้ง่าย ต้นองุ่นเป็นพืชที่มีความทนทานสูง กิ่งของมันรับการตัดแต่งมากๆ ได้ แต่กิ่งที่ถูกตัดขาดจากลำต้นจะเป็นเพียงไม้ไร้ค่าไร้ชีวิต ชีวิตเราก็เป็นเช่นนั้น
เมื่อเราดำรงอยู่ในพระเยซูและยอมให้พระคำของพระองค์อยู่ในเรา เราก็ได้เชื่อมต่อกับแหล่งชีวิต คือ พระเยซูคริสต์ พระองค์ตรัสว่า “พระบิดาของเราทรงได้รับเกียรติเพราะเหตุนี้ คือเมื่อท่านทั้งหลายเกิดผลมากท่านก็เป็นสาวกของเรา” (ข้อ 8) แต่การเกิดผลมากเป็นผลของการได้รับสารอาหารบำรุงทุกวัน พระเจ้าทรงจัดเตรียมอาหารที่มีคุณค่าให้แก่เราผ่านทางพระวจนะ และความรักของพระองค์ ดังนั้น จงเสียบปลั๊กให้ไฟเข้า!
เฝ้าดูโดยพระเจ้า
หลานชายตัวน้อยของเราโบกมือลาแล้วหันมาถาม “ทำไมย่าต้องยืนที่ระเบียงมองดูเราจากไปล่ะครับ” ฉันยิ้มให้เขากับคำถามที่ “น่ารัก” เพราะเขายังเด็กมาก ฉันพยายามหาคำตอบที่ดีตอบความสงสัยของหลาน “เป็นมารยาทจ้ะ” “ถ้าหลานเป็นแขก แล้วย่ามองดูตอนหลานไปแสดงว่าย่าเป็นห่วง” เขาครุ่นคิดแต่ยังไม่เข้าใจ ฉันจึงบอกความจริงเรียบง่ายว่า “ย่าคอยดูเพราะรักหลาน เมื่อเห็นรถหลานขับออกไปย่ารู้ว่าหลานกำลังกลับบ้านอย่างปลอดภัย” เขายิ้มและกอดฉันอย่างอ่อนโยน ในที่สุดเขาก็เข้าใจ
ความเข้าใจแบบเด็กๆของหลานทำให้ฉันนึกถึงสิ่งที่เราควรจดจำ คือที่พระบิดาในสวรรค์ทรงเฝ้าดูเราผู้เป็นบุตรที่รักของพระองค์เสมอ ดังสดุดี 121 ที่ว่า “พระเจ้าทรงเป็นผู้อารักขาท่าน พระเจ้าทรงเป็นที่กำบังที่ข้างขวามือของท่าน” (ข้อ 5)
สิ่งที่ให้ความมั่นใจกับคนอิสราเอลขณะพวกเขาเดินไปตามหนทางอันตรายเพื่อนมัสการพระเจ้าที่กรุงเยรูซาเล็มคือ “ดวงอาทิตย์จะไม่โจมตีท่านในเวลากลางวัน หรือดวงจันทร์ในเวลากลางคืน พระเจ้าจะทรงอารักขาท่านให้พ้นภยันตรายทั้งสิ้น พระองค์จะทรงอารักขาชีวิตของท่าน” (ข้อ 6-7) เช่นเดียวกันเมื่อเราเดินไปตามทางชีวิต บางครั้งเจอการคุกคามหรืออันตรายฝ่ายจิตวิญญาณ “พระเจ้าจะทรงอารักขาการเข้าออกของท่าน” เพราะเหตุใด ก็เพราะความรักของพระองค์ และเมื่อไร “ตั้งแต่กาลบัดนี้สืบไปเป็นนิตย์”(ข้อ 8)
มั่งมีจำเพาะพระเจ้า
พ่อแม่ของฉันโตมาในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ท่านจึงรู้ซึ้งถึงความลำบากตั้งแต่เด็ก ท่านจึงเป็นผู้ใหญ่ที่สละเวลา ความสามารถ และกำลังทรัพย์ให้คริสตจักร กลุ่มการกุศล และผู้ขัดสน พวกท่านใช้เงินอย่างฉลาดและให้ด้วยใจยินดี
ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู พ่อแม่ของฉันยึดมั่นคำเตือนของเปาโลที่ว่า “ส่วนคนเหล่านั้นที่อยากร่ำรวยก็ตกอยู่ในข่ายของการเย้ายวนและติดบ่วงแร้วและในความปรารถนานานาที่ไร้ความคิดเป็นภัยแก่ตัว ซึ่งทำให้คนเราต้องถึงความพินาศเสื่อมสูญ” (1 ทธ.6:9)
เปาโลให้คำแนะนำนี้แก่ทิโมธี ศิษยาภิบาลหนุ่มในเมืองเอเฟซัส ซึ่งเป็นเมืองที่มั่งคั่งและความมั่งคั่งก็เป็นสิ่งล่อใจ “ด้วยว่าการรักเงินทองนั้นเป็นมูลรากเหง้าแห่งความชั่วทั้งมวล” เปาโลเตือน “เพราะความโลภนี่แหละจึงทำให้บางคนห่างไกลจากความเชื่อ และตรอมตรมด้วยความทุกข์” (ข้อ 10)
ยาแก้ความโลภคืออะไร พระเยซูตรัสว่า คือการ “มั่งมีจำเพาะพระเจ้า” (ดู ลก.12:13-21) หากเราติดตามใกล้ชิดและรักพระบิดาในสวรรค์เหนืออื่นใด ความพึงพอใจของเราจะอยู่ในพระองค์ ดังในสดุดีที่ว่า “ขอทรงให้ข้าพระองค์ทั้งหลายอิ่มในเวลาเช้าด้วยความรักมั่นคงของพระองค์ เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะได้เปรมปรีดิ์และยินดีตลอดวันเวลาของข้าพระองค์” (สดด.90:14)
การชื่นชมยินดีในพระองค์ทุกวันจะปลดปล่อยเราจากความอยากได้ใคร่มีและให้เรามีความพึงพอใจ ขอพระเยซูไถ่ความปรารถนาในใจของเราและทำให้เรามั่งมีจำเพาะพระเจ้า - PR
อยู่ในเส้นทาง
เมื่อเดวิด บราวน์นักวิ่งตาบอดที่วิ่งเร็วที่สุดในโลก ในทีมพาราลิมปิคสหรัฐ วิ่งชนะ เขามอบเกียรติให้พระเจ้า และคำแนะนำของแม่ที่ว่า (“อย่านั่งเฉยๆ”) อีกทั้งเจโรม เอเวอรี่นักวิ่งระยะสั้นผู้มากประสบการณ์ ซึ่งเป็นผู้นำทางวิ่งแข่งของเขา เอเวอรี่ผูกนิ้วมือติดกับบราวน์ และนำเขาเข้าสู่เส้นชัย โดยคำพูดและการสัมผัส
“สิ่งที่ผมต้องทำคือฟังคำแนะนำของเขา” บราวน์กล่าว และบอกว่าเขาอาจ “หลุดโค้งไปไกล” ในการแข่งระยะ 200 เมตร ซึ่งลู่วิ่งเป็นทางโค้ง “วันแล้ววันเล่าเราวางกลยุทธ์ในการแข่งขันโดยการสื่อสาร ทั้งทางวาจาและทางร่างกาย”
ในการแข่งขันของชีวิต เราได้รับการทรงนำของพระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงช่วยเรา ทรงนำย่างเท้าเมื่อเราติดตามพระองค์ “ข้าพเจ้าได้เขียนข้อความนี้ถึงท่าน กล่าวถึงคนเหล่านั้นที่หลอกลวงท่าน” ยอห์นกล่าว (1 ยน.2:26) “และฝ่ายท่านทั้งหลาย การเจิมซึ่งท่านทั้งหลายได้รับจากพระองค์นั้นดำรงอยู่กับท่าน และไม่จำเป็นต้องมีใครสอนท่านทั้งหลาย เพราะว่าการเจิมนั้นได้สอนท่านให้รู้ทุกสิ่ง และเป็นความจริง และไม่ใช่ความเท็จ” (ข้อ 27)
ยอห์นย้ำความรู้เช่นนี้ต่อผู้เชื่อในสมัยของท่าน ซึ่งต้องเผชิญกับ “ผู้ต่อต้านพระคริสต์” ที่ปฏิเสธพระบิดาและไม่ยอมรับพระเยซูเป็นพระเมสสิยาห์ (ข้อ 22) ในวันนี้ เราก็เผชิญการถูกปฏิเสธเช่นกัน แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นผู้ทรงนำเราให้ติดตามพระเยซู เราวางใจการนำของพระองค์ ได้ทรงสัมผัสเราด้วยความจริงและทำให้เราอยู่ในเส้นทาง - PR
เก้าอี้มิตรภาพ
ในซิมบับเว่ทวีปแอฟริกา บาดแผลจากสงครามและอัตราการว่างงานสูงทำให้ผู้คนสิ้นหวัง จนกระทั่งพวกเขาได้พบความหวังในโครงการ “เก้าอี้มิตรภาพ” คนที่หมดหวังสามารถไปนั่งพูดคุยกับ “คุณยาย” ที่ได้รับการอบรมให้รับฟังคนที่มีภาวะซึมเศร้า หรือที่ภาษาโชนาเรียกว่า คูฟุงกิซิสซา หรือ “การคิดมากเกินไป”
โครงการเก้าอี้มิตรภาพเกิดขึ้นที่อื่นด้วย เช่น ซันซิบาร์ ลอนดอน และนิวยอร์ก นักวิจัยชาวลอนดอนกล่าวว่า “พวกเราตื่นเต้นมากกับผลที่เกิดขึ้น” ผู้ให้คำปรึกษาจากนิวยอร์กเสริมว่า “ไม่นานคุณจะรู้สึกว่าไม่ใช่เพียงแค่เก้าอี้ แต่กำลังพูดสนทนาอย่างอบอุ่นกับคนที่ห่วงใยคุณ”
โครงการนี้ทำให้คิดถึงความอบอุ่นและความอัศจรรย์เมื่อได้พูดคุยกับพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ โมเสสตั้งเต็นท์นัดพบเพื่อพูดคุยกับพระเจ้า ที่นั่น “พระเจ้าเคยตรัสสนทนากับโมเสสสองต่อสอง เหมือนมิตรสหายสนทนากัน” (อพย. 33:11) โยชูวาผู้ช่วยของโมเสสมักอยู่ในเต็นท์ อาจเป็นเพราะท่านให้ความสำคัญกับการใช้เวลากับพระเจ้ามาก (ข้อ 11)
ปัจจุบันนี้เราไม่ต้องมีเต็นท์นัดพบ พระเยซูทรงนำพระบิดาเข้ามาใกล้ ดังที่ทรงบอกกับสาวกว่า “เราเรียกท่านว่ามิตรสหาย เพราะว่าทุกสิ่งที่เราได้ยินจากพระบิดาของเรา เราได้สำแดงแก่ท่านแล้ว” (ยน.15:15) พระเจ้าทรงรอคอยเรา ทรงเป็นผู้เยียวยาจิตใจที่ชาญฉลาดและเป็นเพื่อนที่เข้าใจ จงพูดคุยกับพระองค์ในเวลานี้
ชะลอเวลา
หลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปหลังมีการประดิษฐ์นาฬิกาไฟฟ้าขึ้นในช่วงทศวรรษ 1840 ทุกวันนี้เราดูเวลาจากนาฬิกาอัจฉริยะ โทรศัพท์สมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์พกพา ทุกย่างก้าวชีวิตดูเหมือนจะเร็วขึ้น แม้แต่การเดิน “เล่น” ก็เร่งรีบขึ้น โดยเฉพาะชีวิตในเมืองซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพ นักวิชาการกล่าวว่า “เราก็แค่เคลื่อนไหวเร็วขึ้นและเร็วขึ้น และตอบสนองต่อผู้คนให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้” ศาสตราจารย์ริชาร์ด ไวส์แมน ให้ข้อสังเกตว่า “นั่นทำให้เราคิดว่าทุกสิ่งต้องเกิดขึ้นทันที”
โมเสส ผู้เขียนสดุดีที่เก่าแก่ที่สุดบทหนึ่ง ใคร่ครวญถึงเวลา ท่านเตือนเราว่าพระเจ้าทรงควบคุมย่างก้าวของชีวิต “พันปีในสายพระเนตรของพระองค์ เป็นเหมือนวานนี้ซึ่งผ่านไปแล้ว หรือเหมือนยามเดียวในกลางคืน” (สดด.90:4)
ดังนั้น เคล็ดลับในการบริหารเวลาคือต้องไม่เร็วหรือช้าเกินไป คือการใกล้ชิดพระเจ้าและใช้เวลากับพระองค์มากขึ้น จากนั้นพวกเราจึงก้าวไปพร้อมกัน แต่ก่อนอื่นเราต้องก้าวไปพร้อมกับพระองค์ ผู้ทรงสร้างเรา (139:13) และทรงทราบวัตถุประสงค์และแผนการในชีวิตของเรา (ข้อ 16)
เวลาของเราในโลกไม่ยืนยาวตลอดไป แต่เราสามารถจัดการเวลาอย่างฉลาด ไม่ใช่โดยการมองนาฬิกา แต่โดยการมอบแต่ละวันไว้กับพระเจ้า เช่นที่โมเสสกล่าว “ขอพระองค์ทรงสอนให้นับวันของข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะมีจิตใจที่มีปัญญา” (90:12) โดยพระเจ้า เราจะทันเวลาเสมอตั้งแต่บัดนี้และตลอดไป
นำโดยพระวจนะ
ที่สำนักข่าวบีบีซีในลอนดอน งานแรกของพอล อาร์โนลด์ที่ออกอากาศคือการทำ “เสียงเดิน” ให้กับละครวิทยุ ขณะที่นักแสดงอ่านบทในฉากที่มีการเดิน พอลที่เป็นผู้จัดการเวทีต้องทำเสียงจากเท้าให้เข้ากัน ระวังให้จังหวะเหมาะกับเสียงและบทสนทนาของนักแสดง เขาอธิบายว่า สิ่งที่ยากคือการยอมตามนักแสดงในเรื่อง “เพื่อเราสองคนจะทำงานร่วมกัน”
ทูลขอต่อพระเจ้า
เมื่อสามีของฉันได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง ฉันไม่รู้วิธีเหมาะสมที่จะอธิษฐาน “ทูลขอ” เพื่อเขา ฉันคิดเพียงว่าคนอื่นในโลกนี้มีปัญหาที่ร้ายแรงอย่างสงคราม การกันดารอาหาร ความยากจน ภัยธรรมชาติ แล้ววันหนึ่งขณะที่เราอธิษฐานตอนเช้า ฉันได้ยินเขาทูลขอด้วยใจถ่อมว่า “พระเจ้า ขอทรงรักษาผมด้วย”
รักคนแปลกหน้า
สมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวของฉันเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น เพื่อนคริสเตียนจึงบอกให้ฉัน “โน้มน้าว” เธอให้กลับมาหาพระเยซู ฉันพบว่าตัวเองเริ่มรักคนในครอบครัวอย่างที่พระคริสต์รัก รวมทั้งในที่สาธารณะที่ผู้คนจ้องมองเธออย่างเดียดฉันท์ที่เธอสวมเสื้อผ้า “แปลกประหลาด” บางคนถึงกับวิจารณ์อย่างหยาบคาย ชายคนหนึ่งตะโกนใส่เธอจากรถว่า “กลับบ้านไปซะ” โดยไม่รู้หรือไม่สนใจเลยว่าเธออยู่ที่ “บ้าน” อยู่แล้ว