ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Mike Wittmer

นิเวศแห่งการนมัสการ

เมื่อมีการทิ้งระเบิดใส่สภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษในสงครามโลกครั้งที่ 2 นายกรัฐมนตรีวินสตัน เชอร์ชิลล์บอกกับรัฐสภาว่าพวกเขาจะต้องสร้างสภาแห่งนี้ขึ้นใหม่ตามแบบเดิม ห้องประชุมจะต้องมีขนาดเล็กเพื่อให้การโต้แย้งยังคงเป็นไปอย่างใกล้ชิด และห้องจะต้องมีลักษณะยาวแทนที่จะเป็นแบบครึ่งวงกลมเพื่อนักการเมืองจะสามารถ “เคลื่อนไปรอบๆศูนย์กลางได้” การทำเช่นนี้เพื่อคงไว้ซึ่งระบบพรรคการเมืองแบบอังกฤษ ที่พรรคฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาหันหน้าเข้าหากันจากคนละฝั่งของห้อง ทำให้ต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนที่จะย้ายข้าง เชอร์ชิลล์สรุปว่า “เรากำหนดลักษณะอาคารของเรา และหลังจากนั้นอาคารจะกำหนดลักษณะของเรา”

พระเจ้าทรงดูเหมือนจะเห็นด้วย โดยเจ็ดบทในหนังสืออพยพ (บทที่ 25-31) เป็นคำสั่งเกี่ยวกับการสร้างพลับพลา และอีกหกบท (บทที่ 35-40) บรรยายว่าอิสราเอลได้ทำอย่างไร พระเจ้าทรงใส่พระทัยเรื่องการนมัสการของพวกเขา เมื่อผู้คนเข้าไปในลานพลับพลา แสงสีทองวาววับของผ้าม่านหลากสีของพลับพลา (26:1, 31-37) ทำให้พวกเขาตื่นตาตื่นใจ แท่นเครื่องเผาบูชา (27:1-8) และขันน้ำ (30:17-21) เตือนใจให้คิดถึงราคาของการอภัยโทษบาปของพวกเขา ในพลับพลามีคันประทีป (25:31-40) โต๊ะขนมปัง (25:23-30) แท่นเครื่องหอม (30:1-6) และหีบพระโอวาท (25:10-22) สิ่งของแต่ละอย่างล้วนมีความสำคัญอย่างยิ่ง

พระเจ้าไม่ได้ทรงมีคำสั่งโดยละเอียดเรื่องสถานที่นมัสการของเราเหมือนดังที่ทรงสั่งชนชาติอิสราเอล แต่การนมัสการของเราก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน ตัวของเราจะต้องเป็นพลับพลาที่แยกไว้เพื่อพระองค์จะประทับอยู่ภายใน ขอให้ทุกสิ่งที่เราทำนั้นย้ำเตือนว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ใดและทรงกระทำสิ่งใด

รูปเคารพ

บรรดาผู้ชายในกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์มีอายุเกือบจะแปดสิบปีกันแล้ว ผมจึงแปลกใจที่รู้ว่าพวกเขากำลังต่อสู้กับความต้องการทางเพศ การต่อสู้ที่เริ่มต้นในตอนที่พวกเขาเป็นวัยรุ่นนั้นยังคงมีอยู่เรื่อยมา ทุกวันพวกเขาต้องให้คำมั่นว่าจะเชื่อฟังพระเยซูในเรื่องนี้และขอการอภัยในเวลาที่พวกเขาล้มเหลว

เราอาจประหลาดใจที่ชายผู้รักพระเจ้าเหล่านี้ยังคงต่อสู้กับการล่อลวงอันเลวร้ายแม้ในช่วงบั้นปลายของชีวิต แต่บางทีอาจไม่ควรเป็นเช่นนี้ รูปเคารพคือสิ่งใดก็ตามที่คุกคามเข้ามาแทนที่พระเจ้าในชีวิตของเรา และสิ่งนั้นสามารถปรากฏขึ้นได้อีกหลังจากที่เราคิดว่ามันหายไปนานแล้ว

ในพระคัมภีร์ ยาโคบได้รับการช่วยเหลือให้รอดพ้นจากลุงของท่านคือลาบันและพี่ชายคือเอซาว ยาโคบกำลังกลับไปที่เบธเอลเพื่อนมัสการพระเจ้าและเฉลิมฉลองพระพรมากมาย แต่ครอบครัวของท่านยังเก็บพระต่างด้าวที่ยาโคบต้องนำไปฝังไว้ (ปฐก.35:2-4) ในตอนท้ายของพระธรรมโยชูวา หลังจากที่อิสราเอลมีชัยเหนือศัตรูและได้ตั้งรกรากในคานาอัน โยชูวายังต้องกระตุ้นเตือนพวกเขาให้ “ทิ้งพระอื่นซึ่งอยู่ในหมู่พวกท่านนั้นเสีย และโน้มจิตใจของท่านเข้าหาพระเยโฮวาห์” (ยชว.24:23) ส่วนมีคาลภรรยาของดาวิดก็ได้เก็บรูปเคารพเอาไว้ เพราะเธอนำรูปเคารพนั้นมาวางไว้บนเตียงเพื่อหลอกพวกทหารที่จะมาฆ่าดาวิด (1 ซมอ.19:11-16)

การมีรูปเคารพนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่ายกว่าที่เราคิด และพระเจ้าก็ทรงอดทนกับเรามากกว่าที่เราสมควรได้รับ การล่อลวงให้เราหันไปหารูปเคารพเหล่านั้นจะเกิดขึ้นกับเรา แต่การให้อภัยของพระเจ้ายิ่งใหญ่กว่า ขอให้เราเป็นผู้ที่ถูกแยกไว้เพื่อพระเยซู คือหันหลังให้กับบาปของเราและพบการอภัยในพระองค์

รักษาความเหนือกว่าฝ่ายวิญญาณ

ภาพยนตร์เรื่องร็อคกี้ เล่าถึงเรื่องของนักมวยไร้ประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยความตั้งใจที่ไม่มีวันยอมแพ้ เขาเอาชนะพละกำลังที่เหนือกว่าอย่างไม่น่าเป็นไปได้ และกลายเป็นแชมป์รุ่นเฮฟวี่เวท ในร็อคกี้ภาค 3 ร็อคกี้ที่เวลานี้ประสบความสำเร็จแล้วและฝังใจอยู่กับผลสำเร็จของตน การให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์รบกวนเวลาของเขาในโรงยิม แชมป์เปี้ยนเริ่มอ่อนกำลังและถูกผู้ท้าชิงเอาชนะน็อก ส่วนที่เหลือในหนังคือการที่ร็อคกี้พยายามจะฟื้นคืนความเหนือกว่าของตน

ในแง่ฝ่ายวิญญาณ กษัตริย์อาสาแห่งยูดาห์ได้สูญเสียความเหนือกว่า ในช่วงต้นรัชสมัยพระองค์พึ่งพาในพระเจ้าเมื่อต้องเผชิญกับกำลังที่เหนือกว่าอย่างน่ากลัว เมื่อกองทัพใหญ่ของคนคูชเตรียมโจมตี อาสาอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอทรงช่วยพวกข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์ทั้งหลายพึ่งพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายมาต่อสู้กับชนหมู่ใหญ่นี้ในพระนามของพระองค์” (2 พศด.14:11) พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของพระองค์ และยูดาห์เข้าสู้รบและทำให้ศัตรูแตกพ่ายไป (ข้อ 12-15)

หลายปีต่อมายูดาห์ถูกคุกคามอีกครั้ง ครั้งนี้อาสาผู้พึงพอใจไม่สนใจพระเจ้าและหันไปขอความช่วยเหลือจากกษัตริย์ของคนอารัม (16:2-3) ดูเหมือนว่าจะได้ผล แต่พระเจ้าไม่พอพระทัย ผู้เผยพระวจนะฮานานีทูลอาสาว่าเพราะพระองค์ไม่ทรงวางใจในพระเจ้าแล้ว (ข้อ 7-8)ทำไมพระองค์ไม่พึ่งพระเจ้าในตอนนี้เหมือนกับตอนนั้นเล่า

พระเจ้าของเราทรงพึ่งพาได้เสมอ “เพราะว่าพระเนตรของพระเจ้าไปมาอยู่เหนือแผ่นดินโลกทั้งสิ้น เพื่อสำแดงฤทธานุภาพของพระองค์โดยเห็นแก่ผู้เหล่านั้นที่มีใจจริงต่อพระองค์” (ข้อ 9) เมื่อเรารักษาความเหนือกว่าฝ่ายวิญญาณของเรา คือพึ่งพาในพระเจ้าอย่างเต็มที่ เราจะสัมผัสได้ถึงฤทธิ์อำนาจของพระองค์

ผู้เชื่อที่เกิดผลในพระคริสต์

ซินดี้ตื่นเต้นกับงานใหม่ของเธอในบริษัทที่ไม่แสวงผลกำไร นี่เป็นโอกาสที่จะได้สร้างความเปลี่ยนแปลง! แต่ไม่นานเธอก็พบว่าเพื่อนร่วมงานไม่ได้กระตือรือร้นเหมือนกับเธอ พวกเขาดูแคลนเป้าหมายของบริษัทและหาข้อแก้ตัวให้กับการทำงานอันย่ำแย่ของตน ในขณะที่มองหาตำแหน่งงานที่ทำรายได้มากกว่าจากที่อื่น ซินดี้ได้แต่คิดว่าไม่ควรสมัครงานนี้เลย สิ่งที่ดูดีเมื่อมองอยู่ไกลๆช่างน่าผิดหวังเมื่อเข้ามาใกล้

นี่เป็นปัญหาเดียวกับที่พระเยซูได้พบจากต้นมะเดื่อที่กล่าวถึงในข้อพระคัมภีร์ วันนี้ (มก.11:13) ขณะนั้นเป็นช่วงต้นฤดู แต่ใบของต้นมะเดื่อส่งสัญญาณว่าอาจจะมีผลออกแล้ว แต่ไม่เป็นเช่นนั้น ต้นไม้ผลิใบแต่ยังไม่ออกผล พระเยซูทรงสาปต้นไม้ด้วยความผิดหวังว่า “ตั้งแต่นี้ไปจะไม่มีใครได้กินผลจากเจ้าเลย” (ข้อ 14) เช้าวันรุ่งขึ้นต้นไม้นั้นก็เหี่ยวแห้งไปจนถึงราก (ข้อ 20)

ครั้งหนึ่งพระคริสต์ทรงเคยอดอาหารสี่สิบวัน ดังนั้นพระองค์ทรงรู้ว่าจะอยู่โดยไม่มีอาหารได้อย่างไร การสาปแช่งต้นไม้ไม่ได้เกิดจากที่ทรงหิว แต่เป็นการสอนด้วยตัวอย่าง ต้นไม้เป็นตัวแทนคนอิสราเอลที่ยึดติดกับศาสนาแท้จนหลงประเด็น พวกเขากำลังจะประหารพระเมสสิยาห์พระบุตรของพระเจ้า พวกเขาจะไม่เกิดผลไปอีกนานเท่าใด

เราอาจมองดูดีจากที่ไกลๆ แต่พระเยซูทรงเข้ามาใกล้เพื่อมองหาผลที่มีเพียงพระวิญญาณของพระองค์เท่านั้นที่ทำให้เกิดขึ้นได้ ผลของเราไม่จำเป็นต้องน่าประทับใจ แต่ควรจะเกิดขึ้นอย่างเหนือธรรมชาติ เช่น ความรัก ความชื่นชมยินดี และสันติสุขในช่วงเวลาที่ยากลำบาก (กท.5:22) เราสามารถเกิดผลเพื่อพระเยซูมากขึ้นได้โดยการพึ่งพาในองค์พระวิญญาณ

ความรักอันเหลือเฟือ

ผู้โดยสารที่นั่งข้างผมบนเที่ยวบินบอกว่าเธอไม่มีศาสนา และเธอได้อพยพมาอยู่ในเมืองซึ่งมีคริสเตียนจำนวนมาก เมื่อเธอเล่าว่าเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ของเธอไปโบสถ์ ผมจึงถามถึงประสบการณ์ของเธอ เธอบอกว่าเธอคงไม่สามารถตอบแทนความมีน้ำใจของพวกเขาได้ เมื่อเธอพาพ่อที่พิการมายังประเทศใหม่นี้ พวกเพื่อนบ้านมาช่วยสร้างทางลาดที่บ้านของเธอและบริจาคเตียงสำหรับผู้ป่วยรวมถึงอุปกรณ์การแพทย์ต่างๆ เธอบอกว่า “ถ้าการเป็นคริสเตียนทำให้คนจิตใจดีเช่นนี้ ทุกคนก็ควรเป็นคริสเตียน”

สิ่งที่เธอพูดตรงกับสิ่งที่พระเยซูทรงคาดหวัง! พระองค์ตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า “จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่าน ผู้ทรงอยู่ในสวรรค์” (มธ.5:16) เปโตรได้ยินพระบัญชาของพระคริสต์และถ่ายทอดต่อ “จงรักษาความประพฤติอันดีของท่านไว้ในหมู่คนต่างชาติ เพื่อว่าเมื่อมีคนติเตียนท่านว่าประพฤติชั่ว เขาจะได้เห็นการดีของท่าน และเขาจะได้สรรเสริญพระเจ้า” (1 ปต.2:12)

เพื่อนบ้านของเราที่ไม่ได้เชื่อพระเยซูอาจไม่เข้าใจในสิ่งที่เราเชื่อและทำไมเราจึงเชื่อเช่นนั้น อย่าวิตกในเรื่องนี้ เพราะจะยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจ นั่นคือความรักอันเหลือเฟือของเรา เพื่อนร่วมทางของผมประหลาดใจที่เพื่อนบ้านคริสเตียนของเธอยังคงเอาใจใส่เธอแม้ว่าเธอจะไม่ได้เป็น “หนึ่งในพวกเขา” (ตามคำพูดของเธอ) เธอรู้ว่าเธอได้รับความรักเพราะพวกเขาเห็นแก่พระเยซู และเธอขอบคุณพระเจ้า เธออาจจะยังไม่เชื่อในพระองค์ แต่เธอรู้สึกขอบคุณที่คนอื่นๆเหล่านั้นเชื่อในพระองค์

ต้อนรับคนแปลกหน้า

ในหนังสือชื่อเรื่องเศร้าทุกอย่างนั้นไม่ใช่ความจริง แดเนียล นาเยรีเล่าถึงการเดินทางอันน่าสะเทือนใจของเขากับแม่และน้องสาวจากการข่มเหงทารุณผ่านค่ายผู้ลี้ภัยจนกระทั่งปลอดภัยในสหรัฐอเมริกา สามีภรรยาสูงอายุคู่หนึ่งตกลงที่จะอุปการะพวกเขาแม้ทั้งคู่จะไม่รู้จักพวกเขาเลยก็ตาม หลายปีต่อมาแดเนียลยังคงไม่อาจลืมได้ เขาเขียนว่า “คุณเชื่อไหม พวกเขาทำอย่างนั้นโดยไม่เคยพบเราด้วยซ้ำ และถ้าเรากลายเป็นผู้ร้าย พวกเขาคงจะเสียหาย นั่นแทบจะเป็นความกล้าหาญ ความกรุณาและบ้าบิ่นอย่างที่สุดเท่าที่ผมคิดว่าจะมีใครเป็นได้”

กระนั้นก็ตามพระเจ้าทรงปรารถนาให้เราห่วงใยผู้อื่นในระดับนั้น พระองค์ตรัสกับคนอิสราเอลให้มีใจกรุณาต่อคนต่างด้าว “จงรักเขาเหมือนกับรักตัวเอง เพราะว่าเจ้าเคยเป็นคนต่างด้าวในแผ่นดินอียิปต์” (ลนต.19:34) พระองค์ทรงเตือนคนต่างชาติที่เชื่อในพระเยซูซึ่งก็คือพวกเราจำนวนมาก ว่าครั้งหนึ่งเรา “แยกจากพระคริสต์...และเป็นคนต่างด้าวอยู่นอกพันธสัญญาที่ทรงสัญญาไว้ ไม่มีความหวังและอยู่ในโลกโดยปราศจากพระเจ้า” (อฟ.2:12 TNCV) พระองค์จึงทรงบัญชาเราทุกคนที่เคยเป็นคนต่างด้าว ทั้งคนยิวและคนต่างชาติว่า “อย่าละเลยที่จะต้อนรับแขกแปลกหน้า” (ฮบ.13:2)

เวลานี้แดเนียลเป็นผู้ใหญ่และมีครอบครัวของตัวเองแล้ว เขากล่าวยกย่องจิมและจีน ดอว์สัน “ผู้เป็นคริสเตียนอย่างแท้จริง เพราะว่าพวกเขาได้ให้ครอบครัวผู้ลี้ภัยมาอาศัยอยู่ด้วยจนกว่าคนเหล่านั้นจะหาบ้านได้”

พระเจ้าทรงต้อนรับคนแปลกหน้าและทรงปรารถนาให้เราต้อนรับพวกเขาด้วยเช่นกัน

บทเรียนจากรอยแผลเป็น

เฟย์สัมผัสรอยแผลเป็นหลายแห่งบนหน้าท้องของเธอ เธอต้องทนกับการผ่าตัดอีกครั้งเพื่อเอามะเร็งหลอดอาหารในช่องท้องออกไป ครั้งนี้แพทย์ได้ผ่าหน้าท้องและทิ้งรอยแผลเป็นขรุขระซึ่งเผยให้เห็นถึงขนาดของการผ่าตัด เธอบอกสามีว่า “แผลเป็นแสดงให้เห็นความเจ็บปวดจากมะเร็งหรืออีกด้านคือการเริ่มต้นของการรักษา แต่ฉันเลือกให้รอยแผลเป็นเหล่านี้เป็นเครื่องหมายของการรักษา”

ยาโคบเผชิญทางเลือกที่คล้ายกันหลังจากปล้ำสู้กับพระเจ้าตลอดคืน ผู้จู่โจมจากสวรรค์ได้ถูกต้องข้อต่อสะโพกของยาโคบจนเคล็ด ท่านจึงหมดแรงและเดินโขยกเขยกอย่างเห็นได้ชัด หลายเดือนต่อมาเมื่อท่านนวดกล้ามเนื้อสะโพกของตนนั้น ฉันสงสัยว่าท่านจะนึกถึงอะไร

ท่านจะเต็มไปด้วยความรู้สึกเสียใจกับการหลอกลวงตลอดหลายปีของตนซึ่งบังคับให้เข้าสู่การปล้ำสู้ที่ส่งผลกระทบยาวไกลนี้หรือไม่ ผู้ส่งสารของพระเจ้าต่อสู้เพื่อเอาความจริงจากยาโคบ โดยปฏิเสธที่จะอวยพรท่านจนกว่าท่านจะยอมรับว่าตัวท่านเองเป็นใคร ท่านสารภาพว่าตนคือยาโคบผู้ที่ “จับส้นเท้า” (ดูปฐก.25:26) ท่านใช้เล่ห์เหลี่ยมกับเอซาวพี่ชายและลาบันพ่อตา ทำให้คนเหล่านั้นพลาดเพื่อตนจะได้เปรียบ บุรุษจากพระเจ้าบอกแก่ยาโคบว่าชื่อใหม่ของท่านคือ “อิสราเอล เพราะเจ้าสู้กับพระเจ้าและมนุษย์ และได้ชัยชนะ” (32:28)

ขาที่เขยกของยาโคบแสดงถึงความตายของชีวิตเก่าที่หลอกลวงและการเริ่มต้นชีวิตใหม่กับพระเจ้า เป็นจุดจบของยาโคบและการเริ่มต้นของอิสราเอล ขาที่ทำให้ท่านต้องพึ่งพาพระเจ้าผู้ซึ่งบัดนี้ได้เคลื่อนไหวด้วยฤทธิ์เดชภายในท่านและผ่านตัวท่าน

มีพระเจ้าก็เกินพอ

เอลเลนมีรายได้จำกัด เธอจึงดีใจที่ได้รับเงินโบนัสสำหรับคริสต์มาส ซึ่งนั่นก็น่าจะเพียงพอ แต่เมื่อเธอนำเงินไปฝากก็มีเรื่องให้ประหลาดใจอีก เจ้าหน้าที่บอกว่าธนาคารได้มอบของขวัญคริสต์มาสโดยฝากเงินค่าจำนองบ้านของเดือนมกราคมเข้าในบัญชีของเธอ ตอนนี้เธอกับเทรย์จึงสามารถจ่ายบิลต่างๆ และอวยพรผู้อื่นด้วยของขวัญคริสต์มาสชิ้นพิเศษได้! พระเจ้าทรงมีวิธีอวยพรเราเกินกว่าที่เราจะคาดคิด นาโอมีขมขื่นและใจสลายจากการเสียชีวิตของสามีและพวกลูกชาย (นรธ.1:20-21) สถานการณ์สิ้นหวังของนางได้รับการกอบกู้โดยโบอาส ญาติซึ่งแต่งงานกับนางรูธลูกสะใภ้ของนางและได้จัดหาบ้านให้พวกเธอ (4:10)

นั่นอาจเป็นทั้งหมดที่นาโอมีตั้งความหวังไว้ แต่แล้วพระเจ้ายังทรงอวยพรรูธและโบอาสให้มีบุตรชายหนึ่งคน ตอนนี้นาโอมีมีหลานชายที่จะช่วย “ชุบชีวิตของ[นาง]และเลี้ยงดู[นาง]เมื่อชรา” (ข้อ 15) นั่นก็น่าจะพอแล้ว เช่นที่หญิงชาวเบ็ธเลเฮ็มพูดว่า “มีบุตรชายคนหนึ่งเกิดให้แก่นาโอมี” (ข้อ 17) โอเบดน้อยเติบโตขึ้นและได้กลายเป็น “บิดาของเจสซี ซึ่งเป็นบิดาของดาวิด” (ข้อ 17) ครอบครัวของนาโอมีให้กำเนิดเชื้อสายกษัตริย์ของอิสราเอล ซึ่งเป็นราชวงศ์ที่มีความสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์! นั่นก็น่าจะพอแล้ว แต่ทว่าดาวิดยังได้กลายมาเป็นบรรพบุรุษของ...พระเยซู

ถ้าเราเชื่อในพระคริสต์ เราก็อยู่ในสถานะเดียวกับนาโอมี เราไม่มีอะไรเลยจนกระทั่งพระองค์ทรงไถ่เรา ตอนนี้เราได้รับการยอมรับอย่างเต็มที่จากพระบิดาผู้ทรงอวยพรเราเพื่อให้เราเป็นพรแก่ผู้อื่น ซึ่งนั่นก็มากเกินพอแล้ว

ต้อนรับกลับบ้านโดยพระเจ้า

หลังจากที่เชอร์แมน สมิธ รับดีแลนด์ แม็คคัลโลว์เข้าทีมเพื่อเล่นอเมริกันฟุตบอลให้มหาวิทยาลัยไมอามี่ เขาเริ่มรักเด็กคนนี้และกลายเป็นเหมือนพ่อที่ดีแลนด์ไม่เคยมี ดีแลนด์ชื่นชมในตัวเชอร์แมนมากและตั้งใจว่าจะเป็นเหมือนเขาในวันหนึ่ง สิบกว่าปีต่อมาเมื่อดีแลนด์ตามหาแม่ผู้ให้กำเนิดเขา เธอทำให้เขาตกใจมากเมื่อบอกกับเขาว่า “พ่อของลูกชื่อ เชอร์แมน สมิธ” ใช่แล้ว เชอร์แมน สมิธคนนั้นนั่นเอง โค้ชสมิธตกใจที่รู้ว่าเขามีลูกชาย และดีแลนด์เองก็ตกใจที่คนซึ่งเขาเทิดทูนเหมือนพ่อนั้นคือพ่อเขาจริงๆ!

ครั้งต่อมาที่พวกเขาพบกัน เชอร์แมนกอดดีแลนด์และพูดว่า “ลูกชายของพ่อ” ดีแลนด์ไม่เคยได้ยินคำนี้จากพ่อมาก่อน เขารู้ว่าเชอร์แมน “พูดด้วยความรู้สึกว่า ‘ฉันภูมิใจ นี่ลูกชายฉัน’” และเขาตื้นตันใจมาก

เราเองก็ควรรู้สึกตื้นตันใจในความรักอันสมบูรณ์ของพระบิดาในสวรรค์ของเรา ยอห์นบันทึกไว้ว่า “จงดูเถิด พระบิดาทรงโปรดประทานความรักแก่เราทั้งหลายเพียงไร ที่เราจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า” (1 ยน.3:1) เราเองก็ตกตะลึงไม่แพ้ดีแลนด์ผู้ซึ่งไม่เคยคิดว่าเชอร์แมนจะเป็นพ่อของเขา นี่เป็นเรื่องจริงหรือนี่ ยอห์นยืนยันว่าจริง “และเราก็ได้เป็นเช่นนั้น” (ข้อ 1)

ถ้าคุณเชื่อในพระเยซู พระบิดาของพระองค์ก็คือบิดาของคุณ คุณอาจรู้สึกว่าคุณกำพร้า โดดเดี่ยวในโลกนี้ แต่ความจริงคือคุณมีพ่อ พระองค์ผู้เดียวที่สมบูรณ์แบบ และพระองค์ทรงภูมิใจที่ได้เรียกคุณว่าเป็นลูกของพระองค์

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา