ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Mike Wittmer

บทเรียนจากรอยแผลเป็น

เฟย์สัมผัสรอยแผลเป็นหลายแห่งบนหน้าท้องของเธอ เธอต้องทนกับการผ่าตัดอีกครั้งเพื่อเอามะเร็งหลอดอาหารในช่องท้องออกไป ครั้งนี้แพทย์ได้ผ่าหน้าท้องและทิ้งรอยแผลเป็นขรุขระซึ่งเผยให้เห็นถึงขนาดของการผ่าตัด เธอบอกสามีว่า “แผลเป็นแสดงให้เห็นความเจ็บปวดจากมะเร็งหรืออีกด้านคือการเริ่มต้นของการรักษา แต่ฉันเลือกให้รอยแผลเป็นเหล่านี้เป็นเครื่องหมายของการรักษา”

ยาโคบเผชิญทางเลือกที่คล้ายกันหลังจากปล้ำสู้กับพระเจ้าตลอดคืน ผู้จู่โจมจากสวรรค์ได้ถูกต้องข้อต่อสะโพกของยาโคบจนเคล็ด ท่านจึงหมดแรงและเดินโขยกเขยกอย่างเห็นได้ชัด หลายเดือนต่อมาเมื่อท่านนวดกล้ามเนื้อสะโพกของตนนั้น ฉันสงสัยว่าท่านจะนึกถึงอะไร

ท่านจะเต็มไปด้วยความรู้สึกเสียใจกับการหลอกลวงตลอดหลายปีของตนซึ่งบังคับให้เข้าสู่การปล้ำสู้ที่ส่งผลกระทบยาวไกลนี้หรือไม่ ผู้ส่งสารของพระเจ้าต่อสู้เพื่อเอาความจริงจากยาโคบ โดยปฏิเสธที่จะอวยพรท่านจนกว่าท่านจะยอมรับว่าตัวท่านเองเป็นใคร ท่านสารภาพว่าตนคือยาโคบผู้ที่ “จับส้นเท้า” (ดูปฐก.25:26) ท่านใช้เล่ห์เหลี่ยมกับเอซาวพี่ชายและลาบันพ่อตา ทำให้คนเหล่านั้นพลาดเพื่อตนจะได้เปรียบ บุรุษจากพระเจ้าบอกแก่ยาโคบว่าชื่อใหม่ของท่านคือ “อิสราเอล เพราะเจ้าสู้กับพระเจ้าและมนุษย์ และได้ชัยชนะ” (32:28)

ขาที่เขยกของยาโคบแสดงถึงความตายของชีวิตเก่าที่หลอกลวงและการเริ่มต้นชีวิตใหม่กับพระเจ้า เป็นจุดจบของยาโคบและการเริ่มต้นของอิสราเอล ขาที่ทำให้ท่านต้องพึ่งพาพระเจ้าผู้ซึ่งบัดนี้ได้เคลื่อนไหวด้วยฤทธิ์เดชภายในท่านและผ่านตัวท่าน

มีพระเจ้าก็เกินพอ

เอลเลนมีรายได้จำกัด เธอจึงดีใจที่ได้รับเงินโบนัสสำหรับคริสต์มาส ซึ่งนั่นก็น่าจะเพียงพอ แต่เมื่อเธอนำเงินไปฝากก็มีเรื่องให้ประหลาดใจอีก เจ้าหน้าที่บอกว่าธนาคารได้มอบของขวัญคริสต์มาสโดยฝากเงินค่าจำนองบ้านของเดือนมกราคมเข้าในบัญชีของเธอ ตอนนี้เธอกับเทรย์จึงสามารถจ่ายบิลต่างๆ และอวยพรผู้อื่นด้วยของขวัญคริสต์มาสชิ้นพิเศษได้! พระเจ้าทรงมีวิธีอวยพรเราเกินกว่าที่เราจะคาดคิด นาโอมีขมขื่นและใจสลายจากการเสียชีวิตของสามีและพวกลูกชาย (นรธ.1:20-21) สถานการณ์สิ้นหวังของนางได้รับการกอบกู้โดยโบอาส ญาติซึ่งแต่งงานกับนางรูธลูกสะใภ้ของนางและได้จัดหาบ้านให้พวกเธอ (4:10)

นั่นอาจเป็นทั้งหมดที่นาโอมีตั้งความหวังไว้ แต่แล้วพระเจ้ายังทรงอวยพรรูธและโบอาสให้มีบุตรชายหนึ่งคน ตอนนี้นาโอมีมีหลานชายที่จะช่วย “ชุบชีวิตของ[นาง]และเลี้ยงดู[นาง]เมื่อชรา” (ข้อ 15) นั่นก็น่าจะพอแล้ว เช่นที่หญิงชาวเบ็ธเลเฮ็มพูดว่า “มีบุตรชายคนหนึ่งเกิดให้แก่นาโอมี” (ข้อ 17) โอเบดน้อยเติบโตขึ้นและได้กลายเป็น “บิดาของเจสซี ซึ่งเป็นบิดาของดาวิด” (ข้อ 17) ครอบครัวของนาโอมีให้กำเนิดเชื้อสายกษัตริย์ของอิสราเอล ซึ่งเป็นราชวงศ์ที่มีความสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์! นั่นก็น่าจะพอแล้ว แต่ทว่าดาวิดยังได้กลายมาเป็นบรรพบุรุษของ...พระเยซู

ถ้าเราเชื่อในพระคริสต์ เราก็อยู่ในสถานะเดียวกับนาโอมี เราไม่มีอะไรเลยจนกระทั่งพระองค์ทรงไถ่เรา ตอนนี้เราได้รับการยอมรับอย่างเต็มที่จากพระบิดาผู้ทรงอวยพรเราเพื่อให้เราเป็นพรแก่ผู้อื่น ซึ่งนั่นก็มากเกินพอแล้ว

ต้อนรับกลับบ้านโดยพระเจ้า

หลังจากที่เชอร์แมน สมิธ รับดีแลนด์ แม็คคัลโลว์เข้าทีมเพื่อเล่นอเมริกันฟุตบอลให้มหาวิทยาลัยไมอามี่ เขาเริ่มรักเด็กคนนี้และกลายเป็นเหมือนพ่อที่ดีแลนด์ไม่เคยมี ดีแลนด์ชื่นชมในตัวเชอร์แมนมากและตั้งใจว่าจะเป็นเหมือนเขาในวันหนึ่ง สิบกว่าปีต่อมาเมื่อดีแลนด์ตามหาแม่ผู้ให้กำเนิดเขา เธอทำให้เขาตกใจมากเมื่อบอกกับเขาว่า “พ่อของลูกชื่อ เชอร์แมน สมิธ” ใช่แล้ว เชอร์แมน สมิธคนนั้นนั่นเอง โค้ชสมิธตกใจที่รู้ว่าเขามีลูกชาย และดีแลนด์เองก็ตกใจที่คนซึ่งเขาเทิดทูนเหมือนพ่อนั้นคือพ่อเขาจริงๆ!

ครั้งต่อมาที่พวกเขาพบกัน เชอร์แมนกอดดีแลนด์และพูดว่า “ลูกชายของพ่อ” ดีแลนด์ไม่เคยได้ยินคำนี้จากพ่อมาก่อน เขารู้ว่าเชอร์แมน “พูดด้วยความรู้สึกว่า ‘ฉันภูมิใจ นี่ลูกชายฉัน’” และเขาตื้นตันใจมาก

เราเองก็ควรรู้สึกตื้นตันใจในความรักอันสมบูรณ์ของพระบิดาในสวรรค์ของเรา ยอห์นบันทึกไว้ว่า “จงดูเถิด พระบิดาทรงโปรดประทานความรักแก่เราทั้งหลายเพียงไร ที่เราจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า” (1 ยน.3:1) เราเองก็ตกตะลึงไม่แพ้ดีแลนด์ผู้ซึ่งไม่เคยคิดว่าเชอร์แมนจะเป็นพ่อของเขา นี่เป็นเรื่องจริงหรือนี่ ยอห์นยืนยันว่าจริง “และเราก็ได้เป็นเช่นนั้น” (ข้อ 1)

ถ้าคุณเชื่อในพระเยซู พระบิดาของพระองค์ก็คือบิดาของคุณ คุณอาจรู้สึกว่าคุณกำพร้า โดดเดี่ยวในโลกนี้ แต่ความจริงคือคุณมีพ่อ พระองค์ผู้เดียวที่สมบูรณ์แบบ และพระองค์ทรงภูมิใจที่ได้เรียกคุณว่าเป็นลูกของพระองค์

กษัตริย์สามพระองค์

ในละครเพลงยอดนิยมเรื่อง แฮมิลตัน พระเจ้าจอร์จที่ 3 กษัตริย์แห่งอังกฤษถูกนำเสนอในแนวขบขันว่าเป็นวายร้ายที่ฟั่นเฟือน อย่างไรก็ตามชีวประวัติใหม่ของพระเจ้าจอร์จบอกว่าพระองค์ไม่ใช่ทรราชย์ที่บรรยายไว้ใน คำประกาศอิสรภาพของแฮมิลตันหรือของอเมริกา หากพระเจ้าจอร์จเป็นเผด็จการที่โหดร้ายอย่างที่ชาวอเมริกันกล่าวว่าพระองค์เป็น พระองค์คงหยุดการเรียกร้องเอกราชของพวกเขาด้วยมาตรการทางทหารที่หนักหน่วงเพื่อหวังทำลายทุกสิ่ง แต่ก็ทรงยับยั้งไว้ด้วยภาวะจิตใจอย่างผู้ที่ “มีอารยธรรม นิสัยดี”

ไม่มีใครรู้ว่าพระเจ้าจอร์จทรงสิ้นพระชนม์ไปด้วยความเสียใจไหม รัชกาลของพระองค์อาจประสบความสำเร็จมากกว่านี้หรือไม่หากทรงแข็งกร้าวต่อประชาชนของพระองค์

นั่นไม่จำเป็นเลย ในพระคัมภีร์เราอ่านเรื่องกษัตริย์เยโฮรัมผู้ซึ่งสถาปนาบัลลังก์ของพระองค์ให้มั่นคงโดย “ประหารพระอนุชาของพระองค์เสียหมดด้วยดาบ ทั้งเจ้านายบางคนของยูดาห์ด้วย” (2พศด.21:4) กษัตริย์เยโฮรัม “กระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรพระเจ้า” (ข้อ 6) การปกครองที่โหดเหี้ยมทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชน ผู้ซึ่งมิได้ร่ำไห้ต่อการสิ้นพระชนม์อันน่าสยดสยองของพระองค์ และมิได้ “ก่อเพลิงถวายเกียรติแก่พระองค์” (ข้อ 19)

นักประวัติศาสตร์อาจถกเถียงกันว่าพระเจ้าจอร์จผ่อนปรนเกินไปหรือไม่ แต่กษัตริย์เยโฮรัมรุนแรงเกินไปอย่างแน่นอน วิธีที่ดีกว่าคือวิธีของพระเยซูองค์กษัตริย์ผู้ “บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง” (ยน.1:14) ความคาดหวังของพระคริสต์นั้นเด็ดขาด (ทรงเรียกร้องความจริง) ทว่าพระองค์ทรงโอบกอดผู้ที่ล้มเหลว (ประทานพระคุณ) พระเยซูทรงเรียกเราที่เชื่อในพระองค์ให้ทำตามการทรงนำจากนั้นพระองค์ประทานกำลังให้เราทำได้โดยการนำขององค์พระวิญญาณ

พระเจ้าทรงเรียกชื่อคุณ

นาตาเลียไปอยู่ประเทศอื่นพร้อมกับคำสัญญาว่าจะได้รับการศึกษา แต่ไม่นานผู้เป็นพ่อในบ้านหลังใหม่นั้นก็เริ่มทำร้ายร่างกายและล่วงละเมิดทางเพศเธอ เขาบังคับให้เธอดูแลบ้านและลูกๆของเขาโดยไม่ได้รับค่าจ้าง เขาไม่ยอมให้เธอออกไปข้างนอกหรือใช้โทรศัพท์ เธอกลายเป็นทาสของเขา

ฮาการ์เป็นหญิงคนใช้ชาวอียิปต์ของอับรามและนางซาราย ไม่มีใครเรียกชื่อของเธอ พวกเขาเรียกเธอว่า “หญิงคนใช้ของฉัน” หรือ “หญิงคนใช้ของเจ้า” (ปฐก.16:2, 5-6) พวกเขาเพียงต้องการใช้เธอเพื่อตนเองจะมีทายาท

ช่างแตกต่างกับพระเจ้าอย่างมาก! ทูตของพระเจ้าปรากฏตัวครั้งแรกในพระคัมภีร์เมื่อท่านพูดกับนางฮาการ์ที่ตั้งครรภ์ในถิ่นทุรกันดาร ทูตสวรรค์คือผู้ส่งสารของพระเจ้าหรือคือพระเจ้าเอง นางฮาการ์เชื่อว่าทูตองค์นั้นเป็นพระเจ้า เพราะเธอกล่าวว่า “บัดนี้ฉันได้เห็นพระองค์ผู้ทรงเห็นฉัน” (ข้อ 13 TNCV) ถ้าทูตสวรรค์คือพระเจ้า ทูตนั้นอาจจะเป็นพระบุตรผู้ทรงสำแดงพระเจ้าแก่เราโดยทรงมาปรากฏก่อนการเสด็จมาบังเกิด ท่านผู้นั้นเรียกชื่อนางว่า “ฮาการ์ หญิงคนใช้ของนางซาราย เจ้ามาจากไหนและเจ้าจะไปไหน” (ข้อ 8)

พระเจ้าทรงเห็นนาตาเลียและนำผู้คนที่ห่วงใยเข้ามาสู่ชีวิตของเธอผู้ซึ่งช่วยชีวิตเธอ เวลานี้เธอกำลังเรียนเพื่อเป็นพยาบาล พระเจ้าทรงเห็นนางฮาการ์และทรงเรียกชื่อนาง และพระเจ้าทรงเห็นคุณ คุณอาจถูกมองข้ามหรือแย่กว่านั้นคือถูกทำร้าย แต่พระเยซูทรงเรียกคุณด้วยชื่อของคุณ จงเข้าไปหาเพื่อขอความช่วยเหลือจากพระองค์

ผู้ให้ที่ลี้ภัย

ฟิลและแซนดี้รู้สึกประทับใจกับเรื่องราวของเด็กๆที่เป็นผู้ลี้ภัย พวกเขาเปิดใจและเปิดบ้านรับเลี้ยงเด็กสองคน หลังจากไปรับเด็กๆที่สนามบินแล้ว ในความเงียบนั้นพวกเขาขับรถกลับบ้านด้วยความรู้สึกกังวล พวกเขาจะพร้อมรับสิ่งที่ต้องเจอไหม พวกเขามีความแตกต่างทั้งทางวัฒนธรรม ภาษา และศาสนา แต่ตอนนี้พวกเขาได้กลายมาเป็นผู้ให้ที่ลี้ภัยแก่เด็กที่มีค่าสองคนนี้แล้ว

โบอาสประทับใจกับเรื่องราวของนางรูธ เขาได้ยินว่าเธอจากญาติพี่น้องของเธอมาเพื่อช่วยเหลือนางนาโอมี และเมื่อนางรูธมาเก็บข้าวในนาของเขา เขาจึงได้อธิษฐานอวยพรเธอว่า “ขอพระเจ้าทรงตอบแทนความดีของเจ้าตามที่เจ้าได้กระทำมาแล้วนั้นเถิด และขอให้พระเจ้าของชนชาติอิสราเอล ซึ่งเจ้าเข้ามาพึ่งใต้ร่มบารมี [ปีก]ของพระองค์นั้น จงทรงปูนบำเหน็จอันบริบูรณ์แก่เจ้า” (นางรูธ 2:12)

นางรูธเตือนให้โบอาสคิดถึงคำอวยพรของเขาตอนที่เธอเข้ามาขัดจังหวะการนอนของเขาในคืนหนึ่ง โบอาสรู้สึกตัวตื่นเมื่อมีความเคลื่อนไหวอยู่ที่ปลายเท้า เขาจึงถามว่า “เจ้าเป็นใคร” นางตอบว่า “ดิฉันคือรูธคนใช้ของท่านค่ะ ขอให้ท่านกางชายเสื้อของท่านห่มคนใช้ของท่านด้วย เพราะท่านเป็นญาติสนิทถัดมา” (3:9)

ในภาษาฮีบรู คำว่าชายเสื้อและปีก[ร่มบารมี]เป็นคำเดียวกัน โบอาสจึงให้ที่ลี้ภัยแก่นางรูธด้วยการแต่งงานกับเธอ และเหลนของพวกเขาคือดาวิดผู้ได้สะท้อนเรื่องราวนี้ในคำสรรเสริญพระเจ้าของชาวอิสราเอลว่า “ข้าแต่พระเจ้า ความรักมั่นคงของพระองค์ประเสริฐสักเท่าใด ลูกหลานของมนุษย์เข้าลี้ภัยอยู่ใต้ร่มปีกของพระองค์” (สดด.36:7)

เสรีภาพในพระวิญญาณ

ทั้งวิลเบอร์และออวิลล์ ไรท์ไม่มีใบอนุญาตนักบิน และไม่เคยเรียนวิทยาลัย พวกเขาเป็นช่างจักรยานที่มีความฝันและกล้าที่จะบิน ในวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ. 1903 พวกเขาผลัดกันขับเครื่องบินไรท์ฟลายเออร์ของตนเองสี่ครั้ง ครั้งที่บินได้นานที่สุดคือเพียงนาทีเดียว แต่มันเปลี่ยนโลกของเราไปตลอดกาล

ทั้งเปโตรและยอห์นต่างก็ไม่มีใบอนุญาตในการเทศนา และไม่เคยเข้าเรียนวิทยาลัยพระคริสตธรรม พวกท่านเป็นชาวประมงซึ่งเปี่ยมด้วยพระวิญญาณของพระเยซู โดยประกาศข่าวประเสริฐอย่างกล้าหาญว่า “ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้ ไม่ทรงโปรดให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า” (กจ.4:12)

เพื่อนบ้านของพี่น้องตระกูลไรท์ไม่ได้ชื่นชมความสำเร็จของพวกเขาในทันที หนังสือพิมพ์ในบ้านเกิดไม่เชื่อเรื่องราวของพวกเขา และกล่าวว่าแม้จะเป็นความจริง แต่เที่ยวบินนั้นสั้นเกินกว่าจะมีนัยสำคัญ ต้องใช้เวลาอีกหลายปีจึงจะบินได้และปรับปรุงเครื่องบินให้ดีขึ้น ก่อนที่สาธารณชนจะรู้ว่าพวกเขาได้ทำอะไรจริงๆ

พวกผู้นำศาสนาไม่ชอบเปโตรและยอห์น พวกเขาสั่งให้ท่านหยุดเล่าเรื่องพระเยซูให้คนอื่นฟัง เปโตรบอกว่า ไม่ได้อย่างแน่นอน “ซึ่งข้าพเจ้าจะไม่พูดตามที่เห็นและได้ยินนั้นก็ไม่ได้” (ข้อ 20)

คุณอาจไม่อยู่ในรายชื่อที่ได้รับการอนุญาต บางทีคุณอาจถูกดูหมิ่นโดยคนเหล่านั้น ไม่เป็นไร หากคุณมีพระวิญญาณของพระเยซู คุณก็มีเสรีภาพที่จะดำเนินชีวิตอย่างกล้าหาญเพื่อพระองค์!

กองถ่านที่ลุกโพลงเหนือศัตรู

ทุกวันแดนต้องทนรับการเฆี่ยนตีจากผู้คุมคนเดิม เขารู้สึกว่าพระเยซูอยากให้เขารักชายคนนี้ ดังนั้นในเช้าวันหนึ่งก่อนจะถูกเฆี่ยน แดนพูดว่า “ท่านครับ ถ้าผมจะต้องพบกับท่านทุกๆวันตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ของผม ให้เรามาเป็นเพื่อนกันเถอะ” ผู้คุมบอกว่า “ไม่ เราไม่มีวันเป็นเพื่อนกันได้” แดนยืนยันและยื่นมือออกไป ผู้คุมยืนตัวแข็ง ตัวของเขาเริ่มสั่น แล้วเขาก็คว้ามือของแดนไว้และไม่ยอมปล่อย น้ำตาไหลอาบใบหน้าของเขาขณะพูดว่า “แดน ผมชื่อโรซ็อก ผมอยากเป็นเพื่อนกับคุณ” วันนั้นผู้คุมไม่ได้เฆี่ยนแดน และไม่เฆี่ยนอีกเลยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

พระวจนะบอกเราว่า “ถ้าศัตรูของเจ้าหิว จงให้อาหารเขารับประทาน และถ้าเขากระหาย จงให้น้ำเขาดื่ม เพราะเจ้าจะกองถ่านที่ลุกโพลงไว้บนศีรษะของเขา และพระเจ้าจะทรงให้บำเหน็จแก่เจ้า” (สภษ.25:21-22) ภาพเปรียบเทียบของ “ถ่าน” อาจสื่อให้เห็นถึงพิธีกรรมของชาวอียิปต์ ที่คนซึ่งมีความผิดจะแสดงออกถึงการกลับใจโดยถือชามใส่ถ่านร้อนๆไว้บนศีรษะของเขา ในทำนองเดียวกันที่ความเมตตาของเราอาจทำให้ศัตรูรู้สึกอับอายจนหน้าแดง และอาจนำเขาสู่การกลับใจได้

ใครคือศัตรูของคุณ คุณไม่ชอบใคร แดนค้นพบว่าพระเมตตาของพระเยซูมีอำนาจมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงจิตใจ ทั้งของศัตรูของเขาและตัวเขาเอง เราเองก็ทำได้เช่นกัน

มันว่างเปล่าแล้ว

พวกพี่ชายและครอบครัวของเราใช้เวลาทั้งวันในการย้ายข้าวของของพ่อแม่ออกจากบ้านสมัยเด็กของเรา พอบ่ายแก่ๆเรากลับไปเพื่อขนย้ายครั้งสุดท้าย โดยรู้ว่านี่จะเป็นเวลาครั้งสุดท้ายในบ้านของครอบครัวเรา เราร่วมกันถ่ายรูปที่ระเบียงหลังบ้าน ผมกำลังกลั้นน้ำตาเมื่อแม่หันมาพูดกับผมว่า“ตอนนี้มันว่างเปล่าแล้ว” นั่นทำให้ผมกลั้นน้ำตาไม่อยู่ บ้านที่เก็บความทรงจำไว้ห้าสิบสี่ปีว่างเปล่าลงแล้ว ผมพยายามไม่คิดถึงมัน

ความเจ็บปวดในใจของผมสะท้อนอยู่ในถ้อยคำแรกของเยเรมีย์ในเพลงคร่ำครวญ “กรุงที่คับคั่งด้วยพลเมือง มาอ้างว้างอยู่ได้หนอ” (1:1) จุดแตกต่างที่สำคัญคือกรุงเยรูซาเล็มนั้นร้างเปล่า “เพราะความทรยศอันมหันต์ของเธอ” (ข้อ 5) พระเจ้าทรงเนรเทศประชากรของพระองค์ไปยังกรุงบาบิโลนเพราะพวกเขากบฏต่อพระองค์และปฏิเสธที่จะกลับใจ (ข้อ 18) พ่อแม่ของผมไม่ได้ย้ายบ้านเพราะความบาป อย่างน้อยก็ไม่ใช่โดยตรง แต่ตั้งแต่ที่อาดัมทำบาปในสวนเอเดน สภาพร่างกายของแต่ละคนจึงเสื่อมถอยไปตามช่วงวัย เมื่อเราอายุมากขึ้น ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะต้องการบ้านที่เล็กลงเพื่อง่ายต่อการดูแล

ผมขอบคุณความทรงจำต่างๆที่ทำให้บ้านธรรมดาของเรามีความพิเศษ ความเจ็บปวดคือราคาของความรัก ผมรู้ว่าการบอกลาครั้งต่อไปจะไม่ใช่กับบ้านของพ่อแม่แต่เป็นตัวพวกท่านเอง ผมจึงคร่ำครวญร้องขอให้พระเยซูเสด็จมาเพื่อยุติการบอกลาและฟื้นฟูทุกสิ่งขึ้นใหม่ ความหวังของผมอยู่ในพระองค์

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา