ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Monica La Rose

เลือกการเฉลิมฉลอง

นักเขียนชื่อมาริลิน แมคเอนไทร์แบ่งปันสิ่งที่เธอได้เรียนรู้จากเพื่อนคนหนึ่งว่า “สิ่งที่ตรงข้ามกับความอิจฉาคือการเฉลิมฉลอง” แม้เพื่อนคนนี้จะพิการทางกายและต้องเจ็บปวดเรื้อรัง ซึ่งทำให้เธอไม่อาจพัฒนาพรสวรรค์ที่มีได้ดังหวัง แต่เธอกลับสามารถรวบรวมความสุขและเฉลิมฉลองกับคนอื่นๆได้อย่างพิเศษ และนำมาซึ่ง “ความอิ่มเอิบใจแก่ทุกคนที่ได้พบเจอ” ก่อนที่เธอจะเสียชีวิตลง

มุมมองที่ว่า “สิ่งที่ตรงข้ามกับความอิจฉาคือการเฉลิมฉลอง” ยังคงอยู่กับฉัน เตือนให้ฉันคิดถึงเพื่อนคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะใช้ชีวิตในแบบเดียวกันที่ไม่เปรียบเทียบตัวเองกับใคร และมีความยินดีที่ลึกซึ้งและจริงใจให้กับผู้อื่น

ความอิจฉาเป็นกับดักที่หลงเข้าไปติดได้ง่าย มันเติบโตบนความเปราะบาง บาดแผล และความกลัวที่ลึกที่สุดของเรา และคอยกระซิบบอกเราว่าหากเพียงเราเป็นเหมือนคนนั้นคนนี้ เราคงจะไม่ต้องลำบากและรู้สึกแย่แบบนี้

ดังเช่นเปโตรได้เตือนผู้เชื่อใหม่ใน 1 เปโตร บทที่ 2 ว่า วิธีเดียวที่จะ “ละ” จากคำโกหกที่ความอิจฉาคอยบอกเรา คือโดยหยั่งรากลึกในความจริง และ “ลิ้มรส” คือมีประสบการณ์อย่างลึกซึ้งใน “พระกรุณาคุณขององค์พระผู้เป็นเจ้า” (ข้อ 1-3) เราจะสามารถ “รักพี่น้องอย่างจริงใจ” (1:22) เมื่อเรารู้จักแหล่งแห่งความสุขที่แท้จริง นั่นคือ “พระวจนะของพระเจ้าอันทรงชีวิตและดำรงอยู่” (ข้อ 23)

เราจะเลิกเปรียบเทียบเมื่อเราระลึกได้ว่าแท้จริงแล้วเราเป็นใคร เราเป็นสมาชิกอันเป็นที่รัก “ที่พระองค์ทรงเลือก...ชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ” เราถูกเรียก “ให้ออกมาจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่างอันอัศจรรย์ของพระองค์” (2:9)

ดีรอบคอบอย่างพระคริสต์

“ความสมบูรณ์แบบ เป็นคำที่น่ากลัวที่สุดคำหนึ่งที่ฉันรู้จัก” แคธลีน นอร์ริสเขียนเปรียบเทียบความสมบูรณ์แบบในปัจจุบันกับความ “ดีรอบคอบ” ที่อธิบายในพระธรรมมัทธิวไว้อย่างน่าคิด เธออธิบายความสมบูรณ์แบบในยุคนี้ว่าเป็น “ความทุกข์ทางใจที่ร้ายแรง ที่ทำให้คนเราขี้ขลาดเกินกว่าจะรับความเสี่ยงที่จำเป็น” แต่คำเดียวกันนี้ที่แปลในมัทธิวว่า “ดีรอบคอบ” แท้จริงแล้วหมายถึง ความเป็นผู้ใหญ่ ความสมบูรณ์ หรือครบถ้วน นอร์ริสสรุปว่า “การเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ...คือการเตรียมตัวที่จะเติบโต (และ) เป็นผู้ใหญ่พอที่จะสละตนเองเพื่อผู้อื่น”

การเข้าใจถึงความสมบูรณ์แบบเช่นนี้ช่วยให้เราเข้าใจในเรื่องราวอันลึกซึ้งในมัทธิว 19 ที่ชายคนหนึ่งถามพระเยซูว่าเขาจะต้องทำดีอะไรจึงจะ “ได้ชีวิตนิรันดร์” (ข้อ 16) พระเยซูตรัสตอบว่า “ถือรักษาพระบัญญัติไว้” (ข้อ 17) ชายนั้นคิดว่าตนได้รักษาพระบัญญัติไว้ทุกประการแล้ว แต่ยังมีบางอย่างที่ขาดไป จึงทูลถามว่า “ข้าพเจ้ายังขาดอะไรอีกบ้าง” (ข้อ 20)

เมื่อนั้นเองพระเยซูทรงบอกว่า ทรัพย์สมบัติคือสิ่งที่ยึดเกาะแน่นในใจของเขา ทรงตรัสว่าถ้าเขาปรารถนา “เป็นผู้ที่ทำจนครบถ้วน” คือเต็มใจที่จะให้และรับจากผู้อื่นในแผ่นดินของพระเจ้า เขาต้องเต็มใจที่จะสละสิ่งที่ปิดกั้นหัวใจของเขาจากผู้อื่นเสีย (ข้อ 21)

เราแต่ละคนมีความสมบูรณ์ในแบบฉบับของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ครอบครองหรือนิสัยที่เราชอบทำเพื่อจะพยายามเป็นผู้ควบคุมแต่ก็ไร้ผล วันนี้จงฟังเสียงเรียกเบาๆของพระเยซูให้เรายอมจำนน และพบกับเสรีภาพในความครบสมบูรณ์ที่เกิดได้ในพระองค์เท่านั้น (ข้อ 26)

สติปัญญาที่ดีเยี่ยม

ผู้เลี้ยงแกะต้องการสติปัญญาที่ดีเยี่ยมและดวงตาที่มองเห็นรอบด้านเพื่อตรวจสอบสภาพจิตวิญญาณจากทุกแง่มุม” จอห์น คริสโซสตอมบิดาแห่งคริสตจักรยุคแรกเขียนคำพูดนี้ไว้ในการอภิปรายเรื่องความซับซ้อนในการดูแลจิตวิญญาณของผู้อื่น เขาย้ำว่าการจะเข้าถึงหัวใจของผู้อื่นได้ จะต้องมีความเห็นอกเห็นใจและความเมตตาสงสารเป็นอย่างมากเพราะเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไปบังคับใครให้หายดี

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการเจ็บปวด จอห์นเตือนเพราะ “ถ้าคุณมีเมตตามากเกินไปกับผู้ที่ต้องทำการผ่าตัดลงลึกแต่กลับผ่าลงไปไม่ลึกพอ คุณก็จะไม่เจอมะเร็ง แต่ถ้าคุณผ่าตัดโดยไร้ซึ่งความเมตตา ผู้ป่วยที่สิ้นหวังกับความทุกข์ที่ตนเองกำลังเผชิญมักจะทิ้งทุกสิ่ง...และกระโดดหน้าผาตายทันที”

ความซับซ้อนเช่นนี้คล้ายกับที่พระธรรมยูดาอธิบายถึงวิธีที่จะใช้รับมือกับผู้ที่หลงผิดเพราะพวกครูสอนเท็จ ซึ่งยูดาอธิบายพฤติกรรมเอาไว้อย่างชัดเจน (1:12-13, 18-19) แต่เมื่อยูดาพูดถึงการรับมือกับภัยคุกคามร้ายแรงนี้ ท่านไม่แนะนำให้ตอบสนองด้วยความโกรธเกรี้ยว

ตรงกันข้าม ท่านสอนว่าผู้เชื่อควรรับมือกับภัยคุกคามด้วยการหยั่งรากลึกในความรักของพระเจ้า (ข้อ 20-21) เพราะเมื่อเราหยั่งลึกลงในความรักที่ไม่เปลี่ยนแปลงของพระเจ้าเท่านั้น เราจึงจะพบสติปัญญาในการช่วยผู้อื่นได้อย่างเหมาะสมทันท่วงที ด้วยความถ่อมและเมตตา (ข้อ 22-23) ซึ่งเป็นวิธีที่จะช่วยให้พวกเขาได้รับการเยียวยาและการพักสงบ ในความรักที่ไม่มีขีดจำกัดของพระเจ้าได้มากที่สุด

ทูตสวรรค์ลาบราดอร์

ในปี 2019 แค็พ แดชวูดกับเชลา คู่หูพันธุ์ลาบราดอร์สีดำ (“เช” เพื่อระลึกถึงสุนัขลาบราดอร์ที่ตายไปแล้ว “ลา” คือคำย่อที่เขาใช้แทน “ทูตสวรรค์ลาบราดอร์”) ประสบความสำเร็จที่น่าจดจำในการพิชิตยอดเขาในแต่ละวันติดต่อกันเป็นเวลา 365 วัน

แดชวูดเล่าเรื่องที่น่าสะเทือนใจ เขาออกจากบ้านตอนอายุ 16 ปีโดยอธิบายง่ายๆว่า “ชีวิตครอบครัวเลวร้าย” แต่บาดแผลในอดีตเหล่านี้ทำให้เขามองหาการเยียวยาจากสิ่งอื่น เขาอธิบายว่า “คุณรู้ใช่ไหมว่าบางครั้งที่คุณผิดหวังกับผู้คน คุณจะหันไปหาสิ่งอื่นแทน” สำหรับแดชวูด การปีนเขาและความรักที่ไม่มีเงื่อนไขของคู่หูลาบราดอร์สีดำได้กลายเป็นส่วนสำคัญของ “สิ่งอื่น” ที่ว่านั้น

สำหรับพวกเราหลายคนเช่นตัวฉัน สาเหตุสำคัญที่ทำให้เรารักสัตว์เลี้ยงอย่างลึกซึ้งเกิดจากความรักอันอ่อนหวานและไม่มีเงื่อนไข ที่พวกมันถ่ายทอดออกมาซึ่งเป็นความรักที่หาได้ยาก แต่ฉันชอบคิดว่าความรักที่พวกมันมอบให้อย่างง่ายดาย ชี้ให้เห็นถึงความเป็นจริงที่ยิ่งใหญ่และลึกซึ้งกว่าความล้มเหลวของผู้อื่น นั่นคือความรักอันมั่นคงและไร้ขอบเขตของพระเจ้าที่ค้ำจุนจักรวาล

ในสดุดี 143 เช่นเดียวกับคำอธิษฐานมากมายของดาวิด มีเพียงความเชื่อของท่านใน “ความรักมั่นคง” (ข้อ 12) อันไม่สั่นคลอน ที่ทำให้ท่านมีความหวังในเวลาที่รู้สึกเดียวดายที่สุด แต่ช่วงชีวิตที่ท่านเดินกับพระเจ้ามอบกำลังที่เพียงพอให้ท่านวางใจว่าในเวลาเช้าจะ “ได้ยินถึงความรักมั่นคงของพระองค์” (ข้อ 8)

เป็นความหวังที่เพียงพอที่จะทำให้ไว้วางใจได้อีกครั้งและยอมให้พระเจ้าทรงนำในเส้นทางที่ไม่รู้จัก (ข้อ 8)

พูด วางใจ รู้สึก

“ห้ามพูด ห้ามวางใจ ห้ามรู้สึก เป็นกฎที่เราใช้ดำเนินชีวิต” เฟรดเดอริค บุชเนอร์กล่าวไว้ในบันทึกอันทรงพลังที่ชื่อว่า บอกความลับ “และวิบัติจงเกิดแก่ผู้ที่แหกกฎ” บุชเนอร์กำลังอธิบายประสบการณ์ที่เขาเรียกว่า “กฎที่ไม่ได้บัญญัติของครอบครัวที่เสียสมดุล” ในครอบครัวของเขา “กฎ” นั้นแปลว่าบุชเนอร์ไม่ได้รับอนุญาตให้พูดถึงหรือเศร้าโศกในการฆ่าตัวตายของพ่อ ซึ่งทำให้เขาไม่เหลือใครที่จะวางใจให้พูดถึงความเจ็บปวดของเขา

คุณเคยมีประสบการณ์แบบนี้ไหม พวกเราหลายคนโดยทางใดทางหนึ่งเคยเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่กับความรักจอมปลอม ที่เรียกร้องให้เราไม่พูดถึงสิ่งที่ทำร้ายเราอย่างตรงไปตรงมาหรือเก็บเงียบเอาไว้ “ความรัก” เช่นนั้นถูกควบคุมโดยความกลัว และเป็นรูปแบบหนึ่งของการตกเป็นทาส

เราไม่อาจลืมได้ว่าความรักที่พระเยซูทรงเชื้อเชิญให้เรารับนั้น แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากความรักที่มีข้อแม้ที่เราพบเจอเสมอ ซึ่งเป็นความรักที่เรามักกลัวว่าจะสูญเสียมันไป ตามที่เปาโลอธิบายว่า โดยความรักของพระคริสต์นั้นจะทำให้เราสามารถเข้าใจได้ในที่สุดว่า การไม่ต้องมีชีวิตอยู่ในความกลัวนั้นหมายถึงอะไร (รม.8:15) และเริ่มเข้าใจถึงเสรีภาพอย่างมีศักดิ์ศรี (ข้อ 21) สิ่งนี้จะเป็นไปได้เมื่อเรารู้ว่าเราอยู่ในความรักที่ลึกซึ้ง แท้จริงและไม่มีข้อแม้ เรามีเสรีภาพที่จะพูด วางใจ และรู้สึกได้อีกครั้ง เพื่อจะเรียนรู้ถึงความหมายของการมีชีวิตโดยปราศจากความกลัว

โรงแรมโคโรนา

โรงแรมแดนในเยรูซาเล็มเป็นที่รู้จักด้วยชื่อใหม่ในปี 2020 ว่า “โรงแรมโคโรนา” รัฐบาลจัดสรรโรงแรมให้ผู้ป่วยที่กำลังพักฟื้นจากโควิด 19 และโรงแรมกลายเป็นที่รู้จักว่าเป็นสถานที่แห่งมีสุขและความเอกภาพที่หาได้ยากในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ เพราะผู้เข้าพักต่างมีเชื้อไวรัส พวกเขาจึงมีอิสระที่จะให้ร้องเพลง เต้นรำและหัวเราะด้วยกัน และพวกเขาก็ทำ! ในประเทศที่มีความตึงเครียดระหว่างกลุ่มการเมืองและศาสนาที่แตกต่างกัน วิกฤตที่มีร่วมกันได้สร้างพื้นที่ให้คนได้เรียนรู้ที่จะมองกันในฐานะเพื่อนมนุษย์ และกระทั่งกลายมาเป็นเพื่อนกัน

เป็นเรื่องปกติตามธรรมชาติที่เราจะถูกดึงดูดเข้าหาคนที่เราเห็นว่าคล้ายกับเรา คนที่เราคิดว่ามีประสบการณ์และมุมมองคล้ายกัน แต่ดังที่อัครทูตเปาโลมักย้ำเตือนว่า ข่าวประเสริฐท้าทายต่อกำแพงระหว่างมนุษย์ที่เราเห็นว่าเป็นเรื่อง “ปกติ” (2 คร.5:15) โดยการมองผ่านเลนส์แห่งข่าวประเสริฐ เราได้เห็นภาพรวมที่ใหญ่เกินกว่าความแตกต่างของเรา คือการได้แบ่งปันความเจ็บปวด และการมีความโหยหาและความต้องการร่วมกันที่จะได้รับการรักษาโดยความรักของพระเจ้า

ถ้าเราเชื่อว่า “ผู้หนึ่งได้ตายเพื่อคนทั้งปวง” เราก็ไม่อาจพึงพอใจกับการตัดสินผู้อื่นแบบผิวเผินได้อีก แต่ในทางกลับกัน “ความรักของพระคริสต์ได้ครอบครองเราอยู่” (ข้อ 14) เพื่อเราจะแบ่งปันความรักและพันธกิจของพระองค์กับผู้ที่พระเจ้าทรงรักมากเกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้ นั่นก็คือ เราทุกคน

รักที่ปราศจากความกลัว

ภาพบางภาพนั้นทรงพลังมากจนเราไม่สามารถลืมได้ นั่นเป็นประสบการณ์ของฉันเมื่อได้ชมภาพถ่ายที่มีชื่อเสียงของเจ้าหญิงไดอาน่าแห่งเวลส์ผู้ล่วงลับ ในแวบแรกภาพดูธรรมดา เจ้าหญิงจับมือกับชายที่ไม่ทราบชื่อ พร้อมกับรอยยิ้มอันอบอุ่น แต่เรื่องราวของภาพนั้นทำให้มันโดดเด่น

ในวันที่ 19 เมษายน 1987 เจ้าหญิงไดอาน่าเสด็จเยี่ยมโรงพยาบาลลอนดอนมิดเดิ้ลเซ็กส์ เป็นช่วงที่อังกฤษถูกปกคลุมด้วยความกลัวจากการระบาดของโรคเอดส์ การไม่รู้ว่าโรคซึ่งคร่าชีวิตคนในเวลาอันรวดเร็วนี้แพร่ระบาดอย่างไร ทำให้ผู้คนในขณะนั้นปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอดส์เหมือนเป็นพวกน่ารังเกียจในสังคม

จึงเป็นเรื่องน่าตกตะลึงเมื่อวันนั้นไดอาน่าจับมือกับผู้ป่วยโรคเอดส์โดยไม่สวมถุงมือพร้อมกับรอยยิ้มที่อ่อนโยน ภาพแห่งความอาทรและเมตตานี้ ได้เปลี่ยนให้โลกปฏิบัติต่อเหยื่อของโรคนี้ด้วยความเมตตาและเห็นอกเห็นใจเช่นเดียวกัน

ภาพนี้เตือนถึงบางสิ่งที่ฉันมักจะหลงลืม นั่นคือการเต็มใจแบ่งปันความรักของพระเยซูกับผู้อื่นด้วยใจกว้างขวางนั้นเป็นสิ่งคุ้มค่า ยอห์นเตือนผู้เชื่อในยุคแรกว่า การปล่อยให้ความรักเหี่ยวเฉาหรือเก็บซ่อนไว้ ภายใต้ความกลัวนั้นคือการมีชีวิตอยู่ “ในความตาย” (1 ยน.3:14) และการรักด้วยความเต็มใจและปราศ-จากความกลัว โดยรับการเติมเต็มและเสริมกำลังจากพระวิญญาณผู้ประทานความรัก นั่นก็คือการได้มีชีวิตที่เป็นขึ้นใหม่อย่างครบบริบูรณ์ (ข้อ 14, 16)

หนทางแห่งการฟื้นฟูของพระเจ้า

“จากนี้ไป” คือหนึ่งในเพลงประทับใจที่สุดจากละครเพลง โชว์แมนบันลือโลก ตัวเอกร้องเพลงนี้เมื่อตระหนักอย่างเจ็บปวดว่าได้ทำร้ายครอบครัวและเพื่อนๆ เพลงนี้เป็นการเฉลิมฉลองความยินดีที่ได้กลับบ้านและพบว่าสิ่งที่เรามีอยู่นั้นมากเกินพอแล้ว

พระธรรมโฮเชยาสรุปคล้ายๆกัน ถึงความยินดีและสำนึกในพระคุณต่อการที่พระเจ้าทรงให้ผู้ที่กลับมาหาพระองค์กลับสู่สภาพดี แต่ส่วนใหญ่ของพระธรรมจะเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้าและประชากรของพระองค์กับความสัมพันธ์ของคู่สมรสที่ไม่สัตย์ซื่อ และคร่ำครวญถึงความล้มเหลวของอิสราเอลในการรักและดำเนินชีวิตเพื่อพระองค์

แต่ในบทที่ 14 โฮเชยากล่าวถึงพระสัญญาแห่งความรัก พระคุณ และการฟื้นฟูที่ไม่สิ้นสุดของพระเจ้า ต่อผู้ที่กลับมาหาพระองค์ด้วยใจแตกสลายเพราะพวกเขาละทิ้งพระองค์ (ข้อ 1-3) พระเจ้าทรงสัญญาว่า “เราจะช่วยรักษาเขาให้หายจากการกลับสัตย์ของเขา เราจะรักเขาทั้งหลายด้วยเต็มใจ” (ข้อ 4) สิ่งที่เสียหายเกินเยียวยา จะกลับสู่สภาพดีและสมบูรณ์อีกครั้ง พระคุณพระเจ้าซึ่งเป็นเหมือนน้ำค้างจะทำให้ประชากรของพระองค์ “เบิกบานอย่างดอกพลับพลึง” และ “เจริญขึ้นเหมือนอุทยาน” (ข้อ 5-7)

เมื่อเราทำร้ายผู้อื่นหรือรับเอาสิ่งดีในชีวิตจากพระเจ้าโดยไม่สำนึก เรามักคิดว่าได้ทำลายสิ่งดีที่พระเจ้าประทานให้ไปตลอดกาล แต่ถ้าเราถ่อมใจกลับมาหาพระองค์ เราจะพบว่าความรักของพระองค์ยังคงเอื้อมมาโอบกอดและฟื้นฟูเราอยู่เสมอ

การปกป้องของพระเจ้า

เข็ม นม เห็ด ลิฟท์ ภาพการเกิด ผึ้ง และผึ้งในเครื่องปั่น นี่เป็นเพียงบางส่วนของโรคหวาดวิตกของเอเดรียน มั้งค์ ผู้เป็นนักสืบและตัวละครหลักของรายการโทรทัศน์ที่ชื่อว่า มั้งค์ แต่เมื่อเขาและคู่ปรับตลอดกาลของเขาฮาร์โรลด์ เครนชอว์ ถูกขังอยู่ในกระโปรงหลังรถด้วยกัน มั้งค์สามารถเอาชนะความกลัวของเขาอย่างน้อยหนึ่งอย่าง นั่นคือความกลัวที่แคบ

ขณะที่มั้งค์และฮาร์โรลด์กำลังหวาดกลัว ในทันใดมีการสำแดงบางอย่างขัดจังหวะความกลัวของมั้งค์ “ผมคิดว่าเรากำลังมองสิ่งนี้ผิดไป” มั้งค์บอกฮาร์โรลด์ “กระโปรงรถ ผนังรอบตัวเรา...มันไม่ได้กำลังปิดทับเรา...แต่จริงๆแล้วมันกำลังปกป้องเราอยู่ พวกมันกำลังกันเราจากสิ่งเลวร้าย...เชื้อโรค งู และหีบเพลงปาก” ฮาร์โรลด์ตาเบิกกว้างด้วยความเข้าใจสิ่งที่เขาพูด และกระซิบกลับด้วยความอัศจรรย์ใจว่า “กระโปรงรถเป็นเพื่อนของเรา”

ในสดุดีบทที่ 63 ดูเหมือนว่าดาวิดได้รับการสำแดงที่คล้ายคลึงกัน แม้จะอยู่ใน “ดินแดนที่แห้งและอ่อนโหย ที่ที่ไม่มีน้ำ” เมื่อดาวิดระลึกถึงฤทธานุภาพ พระสิริ และความรักของพระเจ้า (ข้อ 1-3) ทะเลทรายก็ได้กลายเป็นสถานที่แห่งการดูแลและปกป้องของพระเจ้า ดังเช่นลูกนกที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้ปีกของแม่ ดาวิดพบว่าเมื่อท่านยึดมั่นในพระเจ้า แม้ในที่กันดารท่านสามารถเฉลิมฉลองอย่าง “อิ่มหนำดังกินเนื้ออย่างดีและไขมัน” (ข้อ 5) และพบการเลี้ยงดูและเสริมกำลังในความรักที่ “ดีกว่าชีวิต” (ข้อ 3)

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา