ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Monica La Rose

ทักษะแห่งความเมตตา

“หลายครั้งที่คุณต้องร้องไห้ในยามค่ำคืน นั่นก็เพราะคุณมีหนามแหลมทิ่มแทงอยู่ที่เท้า” แคทเธอรีนแห่งซีเอน่าได้เขียนข้อความนี้ไว้ในศตวรรษที่สิบสี่ และกล่าวต่อไปว่า “มีบางคนในโลกนี้ที่ดึงมันออกได้ ซึ่งพวกเขาเรียนรู้ทักษะเหล่านั้นจาก (พระเจ้า)” แคทเธอรีนได้อุทิศชีวิตในการพัฒนา “ทักษะ” นั้น และความสามารถอันโดดเด่นของเธอในการเข้าอกเข้าใจและเมตตาต่อผู้ที่มีความทุกข์ยังเป็นที่จดจำได้จนถึงทุกวันนี้

ภาพของความเจ็บปวดที่เปรียบเสมือนถูกหนามทิ่มแทง ซึ่งจำเป็นต้องใช้ทักษะและความอ่อนโยนในการดึงออกนั้นยังวนเวียนอยู่ในความคิดของฉัน เป็นสิ่งย้ำเตือนที่ชัดเจนว่าเราต่างมีความซับซ้อนและบาดแผล และเตือนว่าเราจำเป็นต้องลงลึกมากขึ้นเพื่อจะเข้าใจตัวเองและมีความเมตตาที่แท้จริงต่อผู้อื่น

หรือดังเช่นที่อัครทูตเปาโลอธิบายไว้ เป็นภาพที่ย้ำเตือนเราว่าการรักผู้อื่นเหมือนที่พระเยซูทรงรักนั้นจำเป็นต้องมีมากกว่าความตั้งใจและความปรารถนาที่ดี คือต้อง “รักกันฉันพี่น้อง” (รม.12:10) “จงชื่นชมยินดีในความหวัง จงอดทนต่อความยากลำบาก จงขะมักเขม้นอธิษฐาน” (ข้อ 12) เราต้องเต็มใจที่จะทำมากกว่าการ “ชื่นชมยินดีกับผู้ที่มีความชื่นชมยินดี” โดยจะต้อง “ร้องไห้กับผู้ที่ร้องไห้” ด้วย (ข้อ 15) เราทุกคนต้องช่วยกัน

ในโลกที่เสื่อมทรามนี้ ไม่มีใครรอดพ้นไปได้โดยไม่บาดเจ็บ ความเจ็บปวดและแผลเป็นถูกผนึกแน่นอยู่ในเราแต่ละคน แต่สิ่งที่ลึกยิ่งกว่าคือความรักที่เราพบในพระคริสต์ ซึ่งเป็นความรักที่อ่อนโยนเพียงพอที่จะดึงหนามเหล่านั้นออกด้วยขี้ผึ้งแห่งความเมตตา และเต็มใจจะโอบกอดทั้งเพื่อนและศัตรู (ข้อ 14) เพื่อแสวงหาการเยียวยานี้ร่วมกัน

ใต้ปีกของพระเจ้า

มีฝูงห่านแคนาดาหลายครอบครัวพร้อมลูกห่านที่สระน้ำใกล้อพาร์ตเมนต์ของเรา ลูกห่านตัวน้อยขนปุยและน่ารักมาก เป็นเรื่องยากที่จะไม่มองดูพวกมันเมื่อออกไปเดินหรือวิ่งรอบๆสระ แต่ฉันเรียนรู้ที่จะหลีกเลี่ยงการสบตาและให้พื้นที่กับมัน ไม่เช่นนั้นฉันต้องเสี่ยงทำให้พ่อแม่ที่ปกป้องลูกสงสัยว่าจะมีภัย แล้วส่งเสียงขู่และไล่ตามฉัน!

ภาพนกที่ปกป้องลูกน้อยเป็นสิ่งที่พระคัมภีร์ใช้เพื่อบรรยายถึงความอ่อนโยนของพระเจ้า และความรักซึ่งปกป้องลูกๆของพระองค์ (สดด.91:4) ในสดุดีบทที่ 61 ดูเหมือนการดูแลของพระเจ้าในลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องที่ดาวิดเข้าใจได้โดยง่าย ท่านเคยมีประสบการณ์กับพระเจ้าในฐานะ “ที่ลี้ภัย เป็นหอคอยเข้มแข็ง” (ข้อ 3) แต่ตอนนี้ท่านร้องอย่างสิ้นหวัง “มาแต่ที่สุดปลายแผ่นดินโลก” วิงวอนว่า “ขอทรงนำข้าพระองค์มาถึงศิลาที่สูงกว่าข้าพระองค์” (ข้อ 2) ท่านปรารถนาอีกครั้งที่จะ “ปลอดภัยอยู่ที่กำบังปีกของ[พระเจ้า]” (ข้อ 4)

และการซึ่งท่านนำความเจ็บปวดและความต้องการการรักษามาทูลต่อพระเจ้า ดาวิดได้รับการปลอบประโลมที่รู้ว่าพระองค์ทรงฟังท่าน (ข้อ 5) เพราะเหตุความสัตย์ซื่อของพระเจ้า ท่านรู้ว่าท่านจะ “ร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์เสมอ” (ข้อ 8)

เช่นเดียวกับผู้เขียนพระธรรมสดุดี เมื่อเรารู้สึกห่างเหินจากความรักของพระเจ้า เราวิ่งกลับไปสู่อ้อมพระหัตถ์ของพระองค์ได้เพื่อที่จะมั่นใจว่า แม้ในยามเจ็บปวดพระองค์ทรงอยู่กับเรา ทรงปกป้องและดูแลเราอย่างดุดันแข็งขันประหนึ่งแม่นกปกป้องลูกของมัน

พระคุณแบบค่อยเป็นค่อยไป

คุณเคยได้ยินคำว่า #แฟชั่นแบบค่อยเป็นค่อยไปบ้างไหม คำนี้เป็นแฮชแท็กที่จับกระแสการเคลื่อนไหวของแนวคิดที่ตรงข้ามกับ “แฟชั่นแบบรวดเร็ว” ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมการตีตลาดด้วยเสื้อผ้าที่ผลิตด้วยต้นทุนต่ำและมาเร็วไปเร็ว โดยแฟชั่นที่รวดเร็วนี้ เสื้อผ้าจะล้าสมัยไปทั้งที่ยังวางขายอยู่ในร้านเสื้อผ้าบางแบรนด์ต้องทิ้งผลิตภัณฑ์ของตนไปเป็นจำนวนมากในทุกๆปี

ส่วนกลุ่มการเคลื่อนไหวของแฟชั่นแบบค่อยเป็นค่อยไปนั้นส่งเสริมให้ผู้คนลดความรวดเร็วลงและใช้อีกแนวทางหนึ่ง แทนที่จะขับเคลื่อนด้วยความต้องการที่อยากจะดูทันสมัยอยู่ตลอดเวลา แต่แฟชั่นแบบค่อยเป็นค่อยไปส่งเสริมให้เราเลือกซื้อเสื้อผ้าน้อยลงและเลือกเสื้อผ้าที่มีแหล่งผลิตแบบพิถีพิถันและมีจริยธรรม ซึ่งจะอยู่ได้นาน

ขณะที่ฉันใคร่ครวญคำเชื้อเชิญของ#แฟชั่นแบบค่อยเป็นค่อยไป นี้ ฉันสงสัยว่าตัวเองตกอยู่ในวิธีคิดแบบ “แฟชั่นที่รวดเร็ว” ในแบบอื่นหรือไม่คือ คอยมองหาความพึงพอใจในความนิยมแบบใหม่ล่าสุดอยู่เสมอ แต่ในโคโลสีบทที่ 3 เปาโลบอกว่าการมองหาความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงในพระเยซูนั้นไม่ได้เกิดขึ้นได้แบบรวดเร็วหรือชั่วครั้งชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงในพระคริสต์ที่สุขสงบ และค่อยเป็นค่อยไปตลอดทั้งชีวิต

แทนที่จะต้องการสวมใส่ตัวเราด้วยสัญลักษณ์ทางสถานะที่ใหม่ล่าสุดของโลกนี้ เราสามารถเปลี่ยนความต้องการนั้นเป็นการสวมใส่เสื้อผ้าฝ่ายวิญญาณแห่ง “ใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่อม ใจอ่อนสุภาพ ใจอดทนไว้นาน” (ข้อ 12) เราเรียนรู้ที่จะอดทนต่อกันและกันได้ในการเดินทางแบบค่อยเป็นค่อยไปที่พระคริสต์จะเปลี่ยนแปลงจิตใจเรา เป็นการเดินทางที่นำไปสู่สันติสุขอันยั่งยืน (ข้อ 15)

ฉันเป็นคนไม่สำคัญ! แล้วเธอเป็นใคร

ในบทกลอนที่ขึ้นต้นว่า “ฉันเป็นคนไม่สำคัญ! แล้วเธอล่ะเป็นใคร” เอมิลี่ ดิ๊กคินสันท้าทายความพยายามในทุกทางของผู้คนที่อยากจะเป็น “คนสำคัญ” และส่งเสริมการเป็นคนธรรมดาที่เต็มไปด้วยความสุขและชื่นบานในเสรีภาพที่มีแทน เพราะ “การเป็นคนสำคัญนั้นช่างน่าเศร้า! เหมือนเช่นกบซึ่งเราเห็นกันทั่วไป / ร้องบอกชื่อตัวเองในวันคืนยาวนานของชีวิต / ให้หนองบึงที่ชื่นชมฟัง!”

การมีอิสระที่จะปล่อยวางความต้องการที่จะเป็น “คนสำคัญ” ลงได้นั้นสะท้อนถึงคำพยานของเปาโล ก่อนจะพบพระคริสต์ เปาโลมีตำแหน่งทางศาสนาอันน่าประทับใจยาวเหยียด ซึ่งเห็นได้ชัดว่า “มีเหตุที่จะไว้ใจในเนื้อหนัง” (ฟป.3:4)

แต่การเผชิญหน้ากับพระเยซูเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง เมื่อเห็นว่าความสำเร็จทางศาสนาของท่านช่างว่างเปล่าเมื่อคำนึงถึงความรักที่เสียสละของพระคริสต์ เปาโลสารภาพว่า “ข้าพเจ้าถือว่าสิ่งสารพัดไร้ประโยชน์ เพราะเห็นแก่ความประเสริฐแห่งความรู้ถึงพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า...และถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเหมือนหยากเยื่อเพื่อข้าพเจ้าจะได้พระคริสต์” (ข้อ 8) ความปรารถนาอย่างมากที่เหลืออยู่เพียงอย่างเดียวของท่านคือ “การจะรู้จักพระคริสต์...ในการที่พระองค์ทรงคืนพระชนม์นั้นและร่วมทุกข์กับพระองค์ คือยอมตั้งอารมณ์ตายเหมือนพระองค์” (ข้อ 10)

เป็นเรื่องน่าเศร้าจริงๆที่พยายามจะเป็น “คนสำคัญ” ด้วยตัวเราเอง แต่การรู้จักพระเยซู การยอมสูญเสียตัวตนของเราไปภายใต้ความรักและชีวิตที่พระองค์ทรงมอบให้นั้น คือการค้นพบตัวตนของเราอีกครั้ง (ข้อ 9) ซึ่งมีทั้งเสรีภาพและความครบบริบูรณ์

ความเอื้ออาทรจากใจจริง

ไม่เคยมีใครต้องตายจากการพูดว่า “ฉันดีใจมากที่ได้ใช้ชีวิตที่มีตัวเองเป็นศูนย์กลาง รับใช้ตนเอง และปกป้องตนเอง” นักเขียนปาร์คเกอร์กล่าวในการปราศรัยในพิธีรับปริญญา โดยกระตุ้นให้ผู้สำเร็จการศึกษา “มอบ(ตนเอง)ให้แก่โลก...ด้วยความเอื้ออาทรจากใจจริง”

ปาร์คเกอร์กล่าวต่อไปว่า การใช้ชีวิตเช่นนั้นยังอาจหมายถึงการเรียนรู้ว่า “คุณช่างรู้น้อย และคุณล้มเหลวได้ง่ายมาก” การจะมอบตนเองเพื่อรับใช้โลกได้นั้นจำเป็นต้องมีการปลูกฝังเรื่อง “ความคิดของผู้เริ่มต้น” เพื่อจะ “เดินตรงเข้าไปหาสิ่งที่คุณไม่รู้จัก และรับความเสี่ยงที่จะล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วลุกขึ้นมาเพื่อเรียนรู้ครั้งแล้วครั้งเล่า”

เมื่อชีวิตของเราถูกสร้างขึ้นบนรากฐานแห่งพระคุณเท่านั้น เราจึงจะมีความกล้าหาญในการเลือกเส้นทางชีวิตที่ “เอื้ออาทรจากใจจริง” โดยปราศจากความกลัวดังที่เปาโลอธิบายให้ทิโมธีบุตรบุญธรรมของท่านฟังว่า เราสามารถ “กระทำให้รุ่งเรืองขึ้น” (2ทธ.1:6) และใช้ชีวิตโดยของประทานจากพระเจ้าได้อย่างมั่นใจ เมื่อเราระลึกได้ว่าพระคุณของพระเจ้าเป็นสิ่งที่ช่วยเราให้รอดและเรียกเราเข้าสู่ชีวิตแห่งพระประสงค์ (ข้อ 9) และเป็นฤทธิ์อำนาจของพระองค์ที่ทำให้เรากล้าที่จะต่อต้านการล่อลวงที่ทำให้เราใช้ชีวิตอย่างขลาดกลัว เพื่อจะได้มาซึ่ง “จิตที่กอปรด้วยฤทธิ์ ความรัก และการบังคับตนเอง” (ข้อ 7) และพระคุณของพระองค์นี่เองที่ช่วยดึงเราขึ้นเมื่อเราล้มลง เพื่อที่เราจะสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้บนรากฐานแห่งความรักของพระองค์ (ข้อ 13-14)

ทุกความโศกเศร้า

เอมิลี่ ดิ๊กคินสันกวีแห่งศตวรรษที่ 19 เขียนว่า “ฉันวัดทุกความเศร้าโศกที่ฉันพบด้วยสายตาที่คับแคบและสำรวจ ฉันสงสัยว่ามันจะหนักเหมือนกับของฉันไหม หรือมีขนาดที่เล็กกว่าของฉัน” บทกวีนี้เป็นภาพสะท้อนที่สะเทือนใจ ถึงการที่ผู้คนแบกความบาดเจ็บที่พวกเขาถูกทำร้ายในรูปแบบต่างๆมาตลอดชีวิต ดิ๊กคินสันจบบทกวีอย่างลังเลด้วยคำปลอบโยนเพียงว่า “ความชูใจที่ทิ่มแทง” โดยเห็นภาพบาดแผลของตัวเองปรากฏอยู่ในรอยแผลของพระผู้ช่วยให้รอดบนกางเขน “ฉันยังคงรู้สึกเชื่ออย่างเหลือเกินว่า บาดแผลบางส่วนนั้น ก็เหมือนกับบาดแผลของฉัน”

วิวรณ์บรรยายภาพพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดของเราว่าเป็นดัง “พระเมษโปดกผู้ทรงถูกปลงพระชนม์” (5:6; ดูข้อ 12) บาดแผลของพระองค์ยังปรากฏให้เห็น เป็นบาดแผลที่เกิดจากการแบกรับความบาปและความสิ้นหวังของประชากรของพระองค์ (1ปต.2:24-25) เพื่อพวกเขาจะมีชีวิตและความหวังใหม่

และวิวรณ์กล่าวถึงวันข้างหน้าที่พระผู้ช่วยให้รอดจะทรง “เช็ดน้ำตาทุกๆ หยด” จากดวงตาของลูกๆของพระองค์ (21:4) พระเยซูจะไม่ช่วยให้พวกเขาเจ็บปวดน้อยลง แต่จะทรงทอดพระเนตรและใส่พระทัยในความเศร้าโศกของแต่ละคนอย่างแท้จริง ขณะที่ทรงเชื้อเชิญพวกเขาเข้าสู่ความจริงของชีวิตใหม่แห่งการเยียวยาในอาณาจักรของพระองค์ ที่ซึ่ง “ความตายจะไม่มีอีกต่อไป การคร่ำครวญ การร้องไห้ และการเจ็บปวดจะไม่มีอีกต่อไป” (ข้อ 4) ที่ซึ่งน้ำแห่งการเยียวยาจะไหลออกมา “จากบ่อน้ำพุแห่งชีวิตโดยไม่ต้องเสียอะไรเลย” (ข้อ 6; ดู 22:2)

เพราะองค์พระผู้ช่วยให้รอดของเราทรงแบกทุกความเศร้าโศกของเราไว้ เราจึงสามารถพบกับการพักสงบและการเยียวยาในอาณาจักรของพระองค์ได้

ที่ปลอดภัยของเรา

ครูวัยเกษียณ เด็บบี้ สตีเฟนส์ บราวเดอร์กำลังทำภารกิจในการโน้มน้าวผู้คนให้ปลูกต้นไม้ให้ได้มากที่สุด สาเหตุก็คือความร้อน อากาศที่ร้อนจัดในสหรัฐอเมริกาเป็นสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตมากเป็นอันดับหนึ่งในบรรดาการเสียชีวิตที่เกิดจากสภาพอากาศ ด้วยเหตุนี้เธอจึงบอกว่า “ฉันจะเริ่มจากต้นไม้” หลังคาป้องกันความร้อนที่ต้นไม้มอบให้คือหนึ่งในวิธีการสำคัญในการปกป้องชุมชน “นี่เป็นเรื่องของความเป็นความตาย ไม่ใช่แค่เพื่อความสวยงามของชุมชน”

ข้อเท็จจริงที่ร่มเงาไม่เพียงให้ความร่มรื่นแต่ยังสามารถช่วยชีวิตได้ เป็นสิ่งที่ผู้เขียนสดุดี 121 ทราบดี เพราะในตะวันออกกลางนั้นมีความเสี่ยงที่จะเป็นลมแดด ความจริงนี้ยิ่งสนับสนุนคำบรรยายอันชัดเจนของผู้เขียนสดุดีว่าพระเจ้าทรงเป็นที่กำบังอันปลอดภัยของเรา พระองค์ผู้ทรงห่วงใยว่า “ดวงอาทิตย์จะไม่โจมตี [เรา] ในเวลากลางวัน หรือดวงจันทร์ในเวลากลางคืน” (ข้อ 6)

พระธรรมข้อนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้เชื่อในพระเยซูมีภูมิคุ้มกันต่อความเจ็บปวดหรือการสูญเสียในชีวิตนี้ (หรือความร้อนนั้นไม่มีอันตราย!) แต่พระคริสต์ทรงบอกเราว่า “ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก” (ยน.16:33) แต่การเปรียบเปรยว่าพระเจ้าทรงเป็นที่กำบังของเราทำให้เรามั่นใจอย่างยิ่งว่า ไม่ว่าเราจะพบเจอสิ่งใด ชีวิตของเราจะอยู่ในการเฝ้าดูด้วยความห่วงใยของพระองค์ (สดด.121:7-8) เราจึงสามารถพักสงบโดยการไว้วางใจในพระองค์ และรู้ว่าไม่มีสิ่งใดสามารถแยกเราจากความรักของพระองค์ได้ (ยน.10:28; รม.8:39)

ไม่ใช่ความฝัน

มันเหมือนอยู่ในความฝันที่คุณไม่อาจตื่นขึ้นมาได้ คนที่ต้องต่อสู้กับสิ่งที่บางครั้งเรียกว่า “ภาวะขาดความเชื่อมต่อกับความเป็นจริง” หรือ “ภาวะที่รู้สึกตัดขาดจากตัวตนของตนเอง” นั้นมักจะรู้สึกเหมือนสิ่งที่อยู่รอบตัวไม่มีอยู่จริง แม้ว่าผู้ที่มีความรู้สึกเช่นนี้แบบเรื้อรังอาจวินิจฉัยได้ว่ามีความผิดปกติ แต่เชื่อกันว่าเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่พบได้บ่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่เครียด แต่บางครั้งแม้เวลาที่ชีวิตดูเหมือนดี ความรู้สึกนี้ก็ยังคงอยู่ ราวกับว่าจิตใจของเราไม่อาจวางใจได้ว่าสิ่งดีๆกำลังเกิดขึ้นจริงๆ

พระคัมภีร์อธิบายถึงการต่อสู้ทำนองนี้ในคนของพระเจ้า ที่ได้สัมผัสอำนาจและการปลดปล่อยของพระองค์ที่เป็นจริงไม่ใช่แค่ความฝัน ในกิจการบทที่ 12 เมื่อทูตสวรรค์นำเปโตรออกจากคุก และท่านอาจถูกประหารชีวิต (ข้อ 2, 4) มีการบรรยายถึงอัครทูตว่าท่านตกอยู่ในความงุนงง ไม่แน่ใจว่านี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ (ข้อ 9-10) เมื่อทูตองค์นั้นละท่านไว้นอกคุกเปโตรก็ “รู้สึกตัว” ในที่สุดและตระหนักว่าทุกอย่างนั้นเป็นความจริง (ข้อ 11)

ทั้งในยามดีและยามร้าย บางครั้งอาจเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อหรือมีประสบการณ์ว่าพระเจ้ากำลังทำงานในชีวิตของเราจริงๆ แต่เราวางใจได้ว่าเมื่อเรารอคอยพระองค์ วันหนึ่งฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นจากความตายของพระองค์จะกลายเป็นความจริงอันอัศจรรย์ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ความสว่างของพระเจ้าจะปลุกเราจากการหลับไหล ให้ตื่นขึ้นสู่ความเป็นจริงแห่งชีวิตกับพระองค์ (อฟ.5:14)

วิ่งเพื่อสิ่งที่มีค่า

เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่ร้องไห้กับข่าวคราวสถานการณ์ของไอร่าเพื่อนของฉัน ซึ่งเธอโพสต์ไว้ในปี 2022 ไม่กี่วันหลังเธอหนีออกจากกรุงเคียฟ เมืองหลวงที่ถูกปิดล้อมของประเทศยูเครน เธอลงรูปภาพเก่าที่เธอชูธงชาติประเทศของเธอภายหลังเสร็จสิ้นการวิ่งแข่งขัน เธอเขียนว่า “เราทุกคนต่างวิ่งอย่างสุดกำลังในการแข่งมาราธอนที่เรียกว่าชีวิต ในเวลานี้ขอให้เราวิ่งให้ดีกว่าเดิม พร้อมกับสิ่งที่ไม่มีวันตายในหัวใจของเรา” หลายวันต่อมา ฉันเห็นเพื่อนคนนี้ยังคงวิ่งแข่งในหลากหลายรูปแบบ ด้วยการส่งข่าวความคืบหน้าให้เราอธิษฐานและช่วยเหลือผู้ที่กำลังทนทุกข์ในประเทศของเธอ

คำพูดของไอร่าทำให้เกิดการทรงเรียกรูปแบบใหม่ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในพระธรรมฮีบรูบทที่ 12 ที่ให้ผู้เชื่อ “วิ่งแข่งด้วยความเพียรพยายาม” (ข้อ 1) การทรงเรียกนั้นสืบเนื่องจากเรื่องราวของวีรบุรุษแห่งความเชื่อในบทที่ 11 ซึ่งเป็น “พยานที่พรั่งพร้อมอยู่รอบข้าง” (12:1) เป็นผู้ที่ดำเนินชีวิตด้วยความกล้าหาญ และยึดมั่นในความเชื่อแม้ต้องเสี่ยงด้วยชีวิต (11:33-38) แม้ว่าพวกเขาเพียงแค่ “ได้เห็น...และเตรียมรับ [พระสัญญา] ไว้ตั้งแต่ไกล” (ข้อ 13) คนเหล่านั้นมีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งที่เป็นนิรันดร์ เพื่อสิ่งที่ไม่มีวันตาย

ผู้เชื่อในพระเยซูทุกคนถูกเรียกให้ดำเนินชีวิตในแบบเดียวกัน เพราะสันติภาพ ซึ่งก็คือความเจริญรุ่งเรืองและสันติสุขแห่งแผ่นดินของพระเจ้านั้นควรค่าแก่การที่เราจะยอมถวายทั้งหมดของชีวิตเรา เพราะนั่นคือแบบอย่างและฤทธานุภาพของพระคริสต์ที่ค้ำจุนเราอยู่ (12:2-3)

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา