กิจกรรมแบกภาระหนัก
คาเรนเป็นครูมัธยมที่คิดกิจกรรมหนึ่งขึ้นมาเพื่อสอนนักเรียนให้มีความเข้าใจกันและกันมากขึ้น ใน “กิจกรรมแบกภาระหนัก” นักเรียนเขียนรายการของความหนักใจที่แต่ละคนแบกรับอยู่ จะมีการแบ่งปันข้อความเหล่านี้โดยไม่ระบุชื่อผู้เขียน เพื่อให้นักเรียนเห็นความลำบากของคนอื่น ซึ่งหลายๆเรื่องก็เรียกน้ำตาจากเพื่อนๆ ตั้งแต่นั้นมาห้องเรียนก็เต็มไปด้วยความรู้สึกของการให้เกียรติกันอย่างแท้จริงระหว่างวัยรุ่น ตอนนี้พวกเขารู้สึกเห็นใจกันมากขึ้น
ในตลอดพระคัมภีร์ พระเจ้าทรงเตือนคนของพระองค์ให้ปฏิบัติต่อกันด้วยการให้เกียรติและความเห็นอกเห็นใจ (รม.12:15) ประวัติศาสตร์อิสราเอลช่วงแรกในพระธรรมเลวีนิติ พระเจ้าสอนคนอิสราเอลให้มีความเห็นใจโดยเฉพาะกับคนต่างชาติ พระองค์ตรัสว่า “เจ้าจงรักเขาเหมือนกับรักตัวเอง” เพราะพวกเขาเองก็เคยเป็นคนต่างด้าวในอียิปต์และรู้ซึ้งถึงความลำบากนั้น (ลนต.19:34)
บางครั้งภาระที่แบกอยู่ทำให้เรารู้สึกเหมือนคนต่างชาติ คือโดดเดี่ยวและถูกเข้าใจผิดแม้แต่ในหมู่เพื่อน เราอาจไม่มีประสบการณ์เหมือนกับชาวอิสราเอลที่ได้ทำกับคนต่างชาติท่ามกลางพวกเขา แต่เราสามารถปฏิบัติต่อผู้ที่พระเจ้าทรงนำเข้ามาในเส้นทางชีวิตของเราได้ด้วยการให้เกียรติและเข้าใจเขาเหมือนที่เราปรารถนา ไม่ว่าเราจะเป็นนักเรียนมัธยมสมัยนี้ เป็นชาวอิสราเอล หรือใครก็ตาม เราก็ได้ถวายเกียรติแด่พระเจ้าเมื่อเราทำเช่นนั้น
เหตุผลของการพักผ่อน
หากคุณต้องการมีชีวิตยืนยาวขึ้น จงหยุดพักผ่อน! สี่สิบปีให้หลังจากที่เคยทำการศึกษาวิจัยผู้บริหารชายวัยกลางคนซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ นักวิจัยในเฮลซิงกิประเทศฟินแลนด์ได้ติดตามผลผู้เข้าร่วมโครงการ นักวิทยา-ศาสตร์ค้นพบบางอย่างที่พวกเขาไม่เคยมองหาจากการทำวิจัยในครั้งแรก สิ่งนั้นคือผู้ที่ให้เวลากับการหยุดพักผ่อนมีอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่าผู้ที่ไม่เคยลาหยุดพัก
การทำงานเป็นส่วนที่จำเป็นของชีวิต เป็นส่วนที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้เราแม้ก่อนที่ความสัมพันธ์ของเรากับพระองค์จะแตกร้าวในปฐมกาลบทที่ 3 ซาโลมอนเขียนถึงงานที่ดูเหมือนไร้ความหมายของผู้ที่ไม่ได้ทำงานเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า โดยรับรู้ถึงการ “ตรากตรำและคร่ำเครียด”และ “ความเจ็บปวดและ...สลดใจ” (ปญจ.2:22-23) แม้เมื่อพวกเขาไม่ได้กำลังทำงานแล้วก็ตามแต่ซาโลมอนตรัสว่าจิตใจของพวกเขาก็ “ไม่หยุดพักสงบ” เพราะพวกเขามัวคิดถึงสิ่งที่จะต้องทำให้เสร็จ (ข้อ 23)
บางครั้งพวกเราอาจรู้สึกว่า “กินลมกินแล้ง” เช่นกัน (ข้อ 17) และรู้สึกหงุดหงิดใจที่ไม่สามารถทำงานของเราให้ “เสร็จ” แต่เมื่อเราระลึกได้ว่าพระเจ้าทรงเป็นส่วนหนึ่งในงานและเป็นจุดมุ่งหมายของเรา เราจึงสามารถที่จะทำงานหนักและหาเวลาหยุดพักไปพร้อมๆกัน เราไว้วางใจให้พระองค์เป็นผู้ทรงจัดเตรียมของเราได้ เพราะพระองค์ทรงประทานทุกสิ่งให้เรา ซาโลมอนรับรู้ว่า “ถ้าไม่อาศัยพระองค์แล้วใครจะกินได้เล่า หรือใครจะมีความชื่นบานได้” (ข้อ 25) บางทีการที่เราเตือนตัวเองถึงความจริงข้อนี้ จะทำให้เราทำงานได้อย่างขยันขันแข็งเพื่อพระองค์ (คส.3:23) และยอมให้ตัวเราเองได้มีเวลาพักผ่อนเช่นกัน
มองขึ้นข้างบน
เจ้าหมึกตาโปนอาศัยอยู่ใน “แดนสนธยา” ของมหาสมุทร ซึ่งแสงแดดแทบจะส่องทะลุระดับน้ำที่ลึกมากลงไปไม่ถึง ชื่อเล่นของปลาหมึกตัวนี้มาจากดวงตาทั้งสองข้างของมันที่แตกต่างกันอย่างมาก โดยตาซ้ายของมันค่อยๆโตขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปจนมีขนาดใหญ่กว่าตาขวาเกือบสองเท่า นักวิทยาศาสตร์สรุปว่าปลาหมึกใช้ตาขวาซึ่งมีขนาดเล็กกว่าเพื่อมองฝ่าความมืดในน้ำลึก ขณะที่ตาซ้ายซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าจะใช้มองขึ้นไปด้านบนที่มีแสงแดดส่องมา
เจ้าปลาหมึกนี้เป็นภาพที่ดูไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ เหมือนกับการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ของเราและอนาคตอันแน่นอนที่เรารอคอยอยู่ในฐานะผู้ที่ถูก “ชุบให้เป็นขึ้นมาด้วยกันกับพระคริสต์” (คส.3:1) ในจดหมายของเปาโลถึงชาวเมืองโคโลสี ท่านยืนยันว่าเราควร “เอาใจใส่สิ่งที่อยู่เบื้องบน” เพราะชีวิตของเราถูก “ซ่อนไว้กับพระคริสต์ในพระเจ้า” (ข้อ 2-3)
ในฐานะผู้ที่อาศัยอยู่ในโลกซึ่งกำลังรอคอยชีวิตในสวรรค์ เราฝึกฝนที่จะจับตาดูความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน แต่เช่นเดียวกับตาซ้ายของปลาหมึกที่โตขึ้นตามกาลเวลาจนมีขนาดใหญ่และไวต่อสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเหนือตัวมัน เราก็สามารถรับรู้ได้มากขึ้นถึงวิธีการที่พระเจ้าทรงกระทำกิจของพระองค์ในมิติฝ่ายวิญญาณ เราอาจจะยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความหมายของการมีชีวิตอยู่ในพระเยซู แต่เมื่อเรามอง “ขึ้นข้างบน” ดวงตาของเราจะเริ่มมองเห็นความหมายนั้นชัดขึ้นเรื่อยๆ
วิ่งไปบอก
การวิ่งแข่งมาราธอนในปัจจุบันนั้นมีที่มาจากเรื่องของผู้ส่งสารชาวกรีกชื่อ ฟิดิปปิเดส ตามตำนานในปี 490 ก่อนคริสตกาล เขาวิ่งเป็นระยะทางประมาณสี่สิบกิโลเมตรจากเมืองมาราธอนถึงเอเธนส์ เพื่อแจ้งข่าวชัยชนะของกรีกที่มีต่อเปอร์เซียศัตรูน่าเกรงขามที่มารุกราน ทุกวันนี้ผู้คนวิ่งมาราธอนเพื่อความพึงพอใจส่วนตัวในการบรรลุเป้าหมายทางกีฬา แต่ฟิดิปปิเดสมีจุดประสงค์ที่ยิ่งใหญ่อยู่เบื้องหลังความพยายามของเขา เขาวิ่งด้วยความยินดีในทุกฝีเท้าเพื่อนำข่าวดีไปยังพี่น้องร่วมชาติ!
ห้าร้อยปีต่อมา ผู้หญิงสองคนวิ่งเพื่อไปบอกข่าวดีเช่นกัน ซึ่งเป็นข่าวที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ เมื่อนางมารีย์และมารีย์ชาวมักดาลามาถึงอุโมงค์ฝังพระศพของพระเยซูหลังจากถูกตรึง แต่พบว่ามันว่างเปล่า ทูตสวรรค์บอกพวกเธอว่าพระเยซูทรง “เป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว” และ “จงรีบไปบอกพวกสาวกของพระองค์” (มธ.28:7) พวกเธอ “ทั้งกลัวทั้งยินดีเป็นอันมาก” วิ่งไปบอกพวกสาวกถึงสิ่งที่เจอ (ข้อ 8)
ขอให้เรามีความชื่นชมยินดีอย่างเปี่ยมล้นในการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูเช่นกัน และให้ความยินดีนี้ทำให้เรามีกำลังในการแบ่งปันข่าวดีกับผู้อื่น เราอาจไม่จำเป็นต้อง “วิ่ง” ไปไกลกว่าประตูบ้านข้างๆ เพื่อจะหาใครสักคนที่ต้องการรู้จักองค์พระผู้ช่วยให้รอด พระองค์ทรงมีชัยต่อความตาย เราจึงมีชีวิตในชัยชนะร่วมกับพระองค์เป็นนิตย์!
อยู่ด้วยกัน
เมื่อเจนพนักงานของสวนสนุกมองเห็นราล์ฟทรุดตัวลงบนพื้นทั้งน้ำตา เธอรีบเข้าไปช่วย ราล์ฟซึ่งเป็นเด็กชายออทิสติกสะอื้นไห้เพราะเครื่องเล่นที่เขารอเล่นมาทั้งวันนั้นเกิดเสีย แทนที่เจนจะเร่งให้เขาลุกขึ้นยืนหรือปลอบใจให้รู้สึกดีขึ้น เธอนั่งลงไปบนพื้นกับราล์ฟ ให้ความสำคัญกับความรู้สึกของเขาและปล่อยให้เขาได้ร้องไห้
การกระทำของเจนเป็นตัวอย่างอันงดงามของการอยู่เคียงข้างผู้ที่กำลังโศกเศร้าหรือทนทุกข์ พระคัมภีร์พูดถึงความทุกข์ระทมของโยบ หลังจากที่ท่านต้องสูญเสียบ้าน ฝูงสัตว์(รายได้) สุขภาพ และลูกทั้งสิบคนของท่านที่เสียชีวิตพร้อมกัน เมื่อเพื่อนของโยบรู้ถึงความทุกข์ใจของท่าน พวกเขา “ต่างก็มาจากที่ของตน...เพื่อ...เล้าโลมใจท่าน” โยบนั่งคร่ำครวญอยู่บนพื้นดิน เมื่อเพื่อนๆ มาถึง พวกเขานั่งลงด้วยกันกับโยบถึงเจ็ดวันโดยไม่พูดอะไรเพราะพวกเขาเห็นถึงความระทมทุกข์อย่างที่สุดของโยบ
แต่ด้วยความเป็นมนุษย์ เพื่อนของโยบได้ให้คำแนะนำที่ทำลายกำลังใจของเขาในเวลาต่อมา ซึ่งต่างจากเจ็ดวันแรกที่พวกเขามอบของขวัญแห่งความใส่ใจห่วงใยให้โยบด้วยการอยู่เป็นเพื่อนโดยไม่พูดอะไรเลย เราอาจไม่เข้าใจในความทุกข์ของคนอื่นแต่เราสามารถรักเขาได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าใจ ขอเพียงอยู่ด้วยกันกับพวกเขาก็พอ
รองเท้าที่ยืมมา
ความวุ่นวายในการหนีเอาชีวิตรอดจากเหตุไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อปี 2018 ทำให้กาเบนักเรียนชั้นมัธยมปลาย ต้องพลาดรายการคัดตัวนักกีฬาเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันวิ่งข้ามรัฐที่เขาอุตส่าห์ฝึกฝนมา การพลาดครั้งนี้หมายความว่าเขาจะไม่มีโอกาสได้ลงแข่งในระดับรัฐ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาใฝ่ฝันมาตลอดสี่ปีของการเป็นนักวิ่ง จากเหตุการณ์นี้คณะกรรมการจัดการแข่งขันได้ให้โอกาสกาเบอีกครั้ง โดยเขาจะต้องวิ่งคนเดียวบนลู่วิ่งของโรงเรียนมัธยมที่เป็นคู่แข่งภายในเวลาที่กำหนดด้วย “รองเท้าทั่วไป” เนื่องจากรองเท้าวิ่งของเขานั้นอยู่ใต้ซากปรักหักพังของบ้าน เมื่อเขามาถึง “การแข่งขัน” กาเบต้องประหลาดใจที่คู่แข่งของเขาเอารองเท้าวิ่งมาให้และวิ่งเคียงข้างไปกับเขาเพื่อช่วยเขารักษาความเร็วให้อยู่ในระดับที่สามารถผ่านเข้ารอบได้
คู่แข่งของกาเบไม่จำเป็นต้องช่วยเขาก็ได้ เพราะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่พวกเขาจะคิดถึงตัวเองก่อน (กท.5:13) และนั่นอาจทำให้พวกเขามีโอกาสชนะมากขึ้นด้วย เปาโลเรียกร้องให้เราสำแดงผลของพระวิญญาณโดย “รับใช้กันและกันด้วยความรัก” รวมทั้งสำแดง “ความปรานี” และ “ความดี” (ข้อ 13, 22) เมื่อเราพึ่งพาองค์พระวิญญาณให้ช่วยเราที่จะไม่ทำตามสัญชาตญาณตามธรรม-ชาติของเรา เราก็จะสามารถรักคนรอบข้างได้มากขึ้น
รอดจากความแห้งแล้ง
ในเดือนเมษายนปี 2019 ย่านชานเมืองในวิกเตอร์วิลล์รัฐแคลิฟอร์เนียถูกปกคลุมไปด้วยวัชพืช สายลมแรงพัดพาเมล็ดของต้นทิเซิ้ลซึ่งมีหนามแหลมจากทะเลทรายโมฮาวีที่อยู่ติดกันให้มาเจริญเติบโตที่นี่ เมื่อโตเต็มที่วัชพืชที่น่ารังเกียจอาจสูงถึงหกฟุต เป็นขนาดที่น่ากลัวเมื่อมันหลุดจากรากและ “ล้มกลิ้ง” ไปตามลมเพื่อกระจายเมล็ดของมัน
ฉันเห็นภาพของวัชพืชเมื่ออ่านคำจำกัดความของเยเรมีย์ถึงบุคคลที่ “ใจของเขาหันออกจากพระเจ้า” (ยรม.17:5) ท่านกล่าวว่าผู้ที่พึ่งพาในกำลังของ “เนื้อหนัง” จะเป็นเหมือน “พุ่มไม้ที่อยู่ในทะเลทราย” และไม่สามารถ “เห็นความดีอันใดมาถึงเลย” (ข้อ 5-6) ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับผู้ที่มอบความวางใจของเขาไว้ในพระเจ้าแทนที่จะเป็นมนุษย์ พวกเขาเป็นเหมือนต้นไม้ที่รากอันแข็งแรงและหยั่งลึกได้รับกำลังจากพระเจ้า ทำให้พวกเขายังคงเต็มไปด้วยชีวิตแม้อยู่ในสถานการณ์ที่แห้งแล้ง
ทั้งวัชพืชและต้นไม้ต่างก็มีราก แต่วัชพืชไม่ยึดติดอยู่กับรากที่ให้ชีวิต มันจึงแห้งและตายไป ในทางตรงกันข้าม ต้นไม้ยึดติดอยู่กับรากของมันอย่างมั่นคงซึ่งช่วยให้มันเติบโต เบ่งบานและหล่อเลี้ยงมันในเวลายากลำบาก เมื่อเรายึดมั่นในพระเจ้า รับกำลังและการหนุนใจจากพระปัญญาที่พบได้ในพระคัมภีร์ และพูดคุยกับพระองค์ในคำอธิฐาน เราจะได้รับชีวิตและการบำรุงเลี้ยงที่พระองค์ทรงจัดเตรียมเพื่อเรา
พิมพ์ไว้ในจิตใจ
เมื่อโยฮันเนส กูเทนเบิร์กรวมเอาแท่นพิมพ์กับตัวพิมพ์แบบถอดได้เข้าด้วยกันในปี 1450 เขาก็ได้เปิดศักราชใหม่แห่งการสื่อสารมวลชนในโลกตะวันตก เผยแพร่การเรียนรู้ไปสู่วงสังคมใหม่ การรู้หนังสือเพิ่มขึ้นทั่วโลกและแนวความคิดใหม่ๆทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งทางสังคมและด้านศาสนา กูเทนเบิร์กผลิตพระคัมภีร์ฉบับพิมพ์เป็นครั้งแรก ก่อนหน้านี้พระคัมภีร์ถูกคัดลอกด้วยมือ ซึ่งใช้เวลาถึงหนึ่งปีในการผลิต
หลายศตวรรษนับตั้งแต่นั้นมา แท่นพิมพ์ทำให้คนอย่างคุณและฉันมีสิทธิพิเศษในการเข้าถึงพระคัมภีร์โดยตรง แม้เรามีฉบับดิจิตอลแล้ว พวกเราหลายคนก็ยังถือพระคัมภีร์แบบเล่มไว้ในมือเพราะการคิดค้นของเขา สิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเข้าถึงไม่ได้เพราะค่าใช้จ่ายและเวลาที่ใช้ในการคัดลอกพระคัมภีร์ ทุกวันนี้พร้อมอยู่ในมือของเราแล้ว
การเข้าถึงความจริงของพระเจ้าได้เป็นสิทธิพิเศษอันอัศจรรย์ ผู้เขียนสุภาษิตบอกว่าเราควรปฏิบัติต่อคำสั่งสอนในพระคัมภีร์ให้เหมือนกับสิ่งที่ควรชื่นชม เป็นเหมือนกับ “แก้วตาของเจ้า” (สภษ.7:2) และให้เขียนถ้อยคำแห่งปัญญาของพระองค์ไว้ “บนแผ่นจารึกแห่งใจของเจ้า” (ข้อ 3) เมื่อเราทำความเข้าใจพระคัมภีร์และใช้ชีวิตตามสติปัญญาแห่งพระคำนั้น เราก็กำลังคัดลอกความจริงของพระเจ้าจาก “นิ้วมือ” ลงสู่จิตใจของเรา เพื่อนำพระคำไปกับเราในทุกที่ที่เราไป
คู่แข่งหรือพันธมิตร
เมืองเท็กซาร์คาน่าตั้งอยู่ตรงพรมแดนระหว่างรัฐเท็กซัสและอาร์คันซอ เมืองนี้มีประชากร 70,000 คน มีนายกเทศมนตรีสองคน สภาเทศบาลสองสภา สถานีตำรวจและดับเพลิงอย่างละสองแห่ง การแข่งกีฬาระหว่างโรงเรียนมัธยมแต่ละฝั่งได้รับความสนใจอย่างสูง ซึ่งสะท้อนความภักดีที่ผู้คนมีต่อโรงเรียนประจำรัฐ แต่ก็มีปัญหาใหญ่ๆเกิดขึ้นด้วย เช่น ข้อพิพาทเรื่องระบบน้ำประปา ซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายรัฐ ทว่าเมืองนี้กลับขึ้นชื่อในเรื่องความเป็นหนึ่งเดียวกันแม้จะมีเส้นแบ่ง ทุกปีชาวเมืองของทั้งสองจะมาร่วมกันทานอาหารเย็นบนถนนที่คั่นระหว่างรัฐ โดยแบ่งปันอาหารเพื่อฉลองความเป็นหนึ่งเดียวในชุมชน
ผู้เชื่อในเมืองโครินธ์อาจไม่ได้ขีดเส้นแบ่งบนถนนแต่กลับแตกแยกกัน พวกเขาทะเลาะกันเพราะความภักดีที่มีต่อผู้สอนพวกเขาเรื่องพระเยซู ไม่ว่าจะเป็นเปาโล อปอลโล หรือเคฟาส (เปโตร) เปาโลวิงวอนให้พวกเขาเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน “ในความคิดและจิตใจ” (1 คร.1:10 TNCV) โดยย้ำเตือนว่า พระคริสต์คือผู้ที่ทรงถูกตรึงกางเขนเพื่อพวกเขา ไม่ใช่พวกผู้นำฝ่ายวิญญาณ
ทุกวันนี้เราก็เป็นเช่นนั้นใช่หรือไม่ บางครั้งเราต่อต้านแม้แต่ผู้ที่มีความเชื่อเดียวกับเรา คือเชื่อว่าพระเยซูทรงสละพระชนม์เพื่อความบาปของเรา เรามองพวกเขาเป็นคู่แข่งแทนที่จะเป็นพันธมิตร เช่นเดียวกับที่พระคริสต์ไม่ทรงแบ่งแยก เราซึ่งเป็นตัวแทนคือพระกายของพระองค์บนโลกนี้ ต้องไม่ยอมให้ความแตกต่างที่ไม่เป็นสาระทำให้เราแตกแยกกัน แต่ให้เราเฉลิมฉลองความเป็นหนึ่งเดียวกันในพระองค์