ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Kirsten Holmberg

อัศจรรย์แห่งการทรงสร้าง

ขณะที่ทิมกำลังเดินอยู่บนธารน้ำแข็งรูทในอลาสก้า เขาเจอบางสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แม้ทิมจะศึกษาเรื่องธารน้ำแข็งมาอย่างเชี่ยวชาญ แต่เขากลับไม่คุ้นเคยกับลูกบอลเล็กๆจำนวนมากที่ปกคลุมด้วยมอสนี้เลย หลังจากติดตามลูกบอลสีเขียวสดใสเหล่านี้เป็นเวลาหลายปี ทิมและเพื่อนร่วมงานพบว่ามันไม่เหมือนมอสที่ขึ้นบนต้นไม้ พวก “หนูธารน้ำแข็ง” นี้ไม่ติดอยู่กับที่ ที่น่าประหลาดยิ่งกว่านั้นคือมันเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกันเหมือนฝูงสัตว์ ในตอนแรกทิมและเพื่อนร่วมงานสงสัยว่าพวกมันถูกลมพัดหรือกลิ้งลงเนิน แต่การศึกษาวิจัยของพวกเขาทำให้สมมติฐานเหล่านั้นตกไป

พวกเขายังไม่รู้แน่ชัดว่าลูกบอลมอสเคลื่อนที่ได้อย่างไร ความลึกลับเช่นนี้เน้นย้ำถึงความสร้างสรรค์ของพระเจ้า ในการทรงสร้างนั้น พระเจ้าตรัสสั่งแผ่นดินให้ “เกิดพืช” ในรูปของผักหญ้าและต้นไม้ (ปฐก.1:11) การออกแบบของพระองค์รวมถึงหนูธารน้ำแข็งด้วย แม้พวกเราส่วนใหญ่จะไม่เคยเห็นมันกับตา หากไม่ได้ไปที่ธารน้ำแข็งซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับพวกมัน

หนูธารน้ำแข็งดึงดูดนักวิทยาศาสตร์ด้วยปุยสีเขียวนับตั้งแต่ถูกค้นพบในช่วงทศวรรษ 1950 เมื่อพระเจ้าทอดพระเนตรพืชที่ทรงสร้าง พระองค์ “ทรงเห็นว่าดี” (ข้อ 12) รอบตัวเราเต็มไปด้วยพืชพันธุ์ที่พระเจ้าทรงออกแบบ แต่ละชนิดแสดงถึงฤทธิ์เดชแห่งการสร้างสรรค์ของพระองค์และเชื้อเชิญให้เรานมัสการพระองค์ เราสามารถชื่นชมยินดีในต้นไม้และผักหญ้าทุกต้นที่พระองค์ทรงสร้าง เพราะพวกมันถูกสร้างมาอย่างดี!

ซ่อนตัวจากพระเจ้า

ฉันหลับตาปี๋และเริ่มนับเสียงดัง เพื่อนร่วมชั้นป. 3 ของฉันวิ่งแยกย้ายออกจากห้องอย่างรวดเร็วเพื่อหาที่ซ่อน หลังจากหาตามตู้ใส่ของ หีบ และตู้เสื้อผ้าทุกหลังอยู่นาน ฉันก็ยังหาเพื่อนไม่พบสักคน ฉันรู้สึกขบขันเมื่อในที่สุดฉันก็มองเห็นเพื่อนคนหนึ่งหลังแผงเฟิร์นกระถางที่ห้อยลงมาจากเพดาน มีเพียงศีรษะของเธอที่ถูกเฟิร์นบังไว้บางส่วน แต่มองเห็นลำตัวส่วนที่เหลือของเธอได้อย่างชัดเจน!

เพราะพระเจ้าทรงสัพพัญญู เมื่ออาดัมและเอวา “หลบไปซ่อนตัว” (ปฐก.3:8) อยู่ในสวนเอเดน พระองค์ก็ทรง “มองเห็น” พวกเขาตลอดเวลา แต่พวกเขาไม่ได้กำลังเล่นเกมแบบเด็กๆ พวกเขากำลังเผชิญกับการรู้สำนึกดีชั่วและความละอายจากการทำผิดของพวกเขาโดยการกินผลจากต้นไม้ที่พระเจ้าห้ามไว้

อาดัมและเอวาหันไปจากพระเจ้าและการจัดเตรียมอันเปี่ยมด้วยความรักของพระองค์ เมื่อพวกเขาไม่เชื่อฟังคำสั่งของพระองค์ แต่แทนที่พระเจ้าจะทรงพิโรธและเลิกยุ่งกับพวกเขา พระองค์กลับตามหา ตรัสถามว่า “เจ้าอยู่ที่ไหน”
(ข้อ 9) ไม่ใช่ว่าพระองค์ไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน แต่ทรงต้องการให้เขารู้ว่าพระองค์ทรงเป็นห่วงและสงสารพวกเขา

ฉันไม่เห็นเพื่อนที่ซ่อนตัวอยู่ แต่พระเจ้าทรงมองเห็นและรู้จักเราเสมอ สำหรับพระองค์แล้วทรงมองเห็นเราอยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกับที่พระเจ้าทรงตามหาอาดัมและเอวา พระเยซูก็ทรงตามหาเราในขณะที่ “ยังเป็นคนบาป” และได้สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อสำแดงถึงความรักที่ทรงมีต่อเรา (รม.5:8) เราไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนอีกต่อไป

เข้าใกล้

เมื่อโคโรนาไวรัสระบาดอย่างหนัก การเข้าไปเอาสิ่งที่ฉันฝากไว้ในตู้นิรภัยมีมาตรการที่ซับซ้อนมากกว่าเดิม ฉันต้องนัดหมายล่วงหน้า โทรเข้าไปแจ้งเมื่อไปถึงเพื่อจะได้รับอนุญาตให้เข้าไปในธนาคาร แสดงบัตรประจำตัวและลายมือชื่อ จากนั้นต้องรอเจ้าหน้าที่ธนาคารที่ได้รับมอบหมายพาฉันเข้าไป เมื่อเข้าไป ประตูจะถูกล็อกอีกครั้งจนกว่าฉันจะพบกับสิ่งที่ต้องการในกล่องเหล็ก หากไม่ทำตามขั้นตอนทุกอย่างฉันจะเข้าไปไม่ได้

ในพันธสัญญาเดิม พระเจ้าทรงมีระเบียบปฏิบัติที่เฉพาะเจาะจงในการเข้าไปในพลับพลาส่วนที่เรียกว่าอภิสุทธิสถาน (อพย.26:33) ข้างหลังผ้าม่านพิเศษที่ “แบ่งพลับพลาระหว่างวิสุทธิสถานกับอภิสุทธิสถาน” มีเพียงมหาปุโรหิตเท่านั้นที่เข้าไปได้ปีละครั้ง (ฮบ.9:7) อาโรนและมหาปุโรหิตคนอื่นๆหลังจากท่านจะต้องนำเครื่องบูชา อาบน้ำ และสวมเสื้อผ้าที่บริสุทธิ์ก่อนจะเข้าไป (ลนต.16:3-4) ระเบียบของพระเจ้าไม่ใช่เรื่องของสุขภาพหรือความปลอดภัย แต่เพื่อสอนชนชาติอิสราเอลเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของพระเจ้าและความจำเป็นที่ต้องได้รับการอภัยโทษบาปของพวกเรา

ในช่วงเวลาที่พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์ ผ้าม่านพิเศษผืนนั้นถูกฉีกขาดจากกัน (มธ.27:51) เป็นสัญลักษณ์ซึ่งแสดงว่าผู้ที่เชื่อในเครื่องบูชาแห่งการอภัยโทษบาปของพระองค์นั้นจะสามารถเข้าไปอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าได้ การฉีกขาดของผ้าม่านในพลับพลาเป็นเหตุแห่งความชื่นชมยินดีอันไม่สิ้นสุดของเรา คือการที่พระเยซูทรงทำให้เราเข้าใกล้พระเจ้าได้ทุกเวลา!

เสมือนว่าอยู่ด้วยกัน

ในขณะที่โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่แพร่ระบาดไปทั่วโลก ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพแนะนำให้เพิ่มระยะห่างระหว่างผู้คนเพื่อชะลอการแพร่กระจาย หลายประเทศขอให้พลเมืองของตนกักตัวหรือเก็บตัวอยู่กับบ้าน องค์กรต่างๆให้พนักงานทำงานจากบ้าน ขณะที่บางองค์กรประสบปัญหาการเงินจนส่งผลกระทบต่อการจ้างงาน เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ฉันก็เข้าร่วมการประชุมของคริสตจักรและกลุ่มย่อยผ่านช่องทางออนไลน์ พวกเราในโลกนี้ฝึกที่จะอยู่ร่วมกันในรูปแบบใหม่ แม้ในทางกายภาพเราจะถูกตัดขาดจากกันก็ตาม

ไม่เฉพาะแค่อินเทอร์เน็ตที่ทำให้เรายังรู้สึกเชื่อมโยงถึงกันได้ แต่เรายังเชื่อมโยงกันในฐานะสมาชิกในพระกายของพระคริสต์ผ่านทางพระวิญญาณ เปาโลพูดถึงเรื่องนี้ในจดหมายที่เขียนถึงชาวโคโลสีเมื่อหลายศตวรรษที่แล้ว แม้ว่าท่านจะไม่ได้เป็นผู้ก่อตั้งคริสตจักรแห่งนี้ แต่ท่านก็ห่วงใยพวกเขาและความเชื่อของพวกเขาอย่างมาก แม้เปาโลจะไม่สามารถมาอยู่กับพวกเขาด้วยตนเองได้ แต่ท่านย้ำเตือนพวกเขาว่า “ใจของข้าพเจ้ายังอยู่กับท่าน” (คส.2:5)

เราไม่สามารถอยู่กับคนที่เรารักได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางการเงิน สุขภาพ หรือเหตุผลอื่นๆ และเทคโนโลยีสามารถช่วยเติมเต็มช่องว่างนี้ได้ กระนั้นก็ตาม การเชื่อมโยงเสมือนจริงรูปแบบใดก็ตาม ไม่อาจเทียบได้กับ “การอยู่ร่วมกัน” ในฐานะพระกายของพระคริสต์ (1 คร.12:27) ในช่วงเวลาเช่นนี้ เราสามารถเป็นเหมือนเปาโลที่จะชื่นชมยินดีในความเชื่ออันมั่นคงของกันและกัน และหนุนใจกันและกันผ่านการอธิษฐานเพื่อเราจะ “เข้าในความรู้ความล้ำลึกของพระเจ้า คือพระคริสต์” อย่างเต็มบริบูรณ์ (คส.2:2) KHH

ให้ฉันอยู่

ขณะเดินไปที่รถ แซนเดอร์ดิ้นหลุดจากอ้อมแขนของแม่และมุ่งตรงกลับไปที่ประตูโบสถ์อย่างรวดเร็ว เขายังไม่อยากไป! แม่วิ่งตามและพยายามหว่านล้อมด้วยความรักเพื่อพวกเขาจะได้ออกจากที่นั่น ในที่สุดเมื่อแม่ช้อนแซนเดอร์ วัยสี่ขวบกลับสู่อ้อมแขน เขาร้องไห้และยื่นมือข้ามไหล่แม่กลับไปทางโบสถ์ขณะที่พวกเขาเดินจากไป

แซนเดอร์อาจยังสนุกอยู่กับการเล่นกับเพื่อนๆที่โบสถ์ แต่ความกระตือรือร้นของเขาเป็นภาพความปรารถนาของดาวิดที่จะนมัสการพระเจ้า แม้พระองค์จะขอให้พระเจ้าทรงทำลายศัตรูเพื่อความสบายใจและความปลอดภัยของพระองค์ แต่ดาวิดต้องการให้สันติสุขมาครอบครองเพื่อจะได้ “ดูความงามของพระเจ้า และเพื่อจะพินิจพิจารณาอยู่ในพระวิหารของพระองค์” (สดด.27:4) ความปรารถนาในหัวใจของพระองค์คือการได้อยู่กับพระเจ้าไม่ว่าที่ใด และชื่นชมยินดีในการทรงสถิตอยู่ด้วย กษัตริย์และวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของอิสราเอลทรงตั้งใจจะใช้เวลาที่สุขสงบเพื่อการ “ร้องเพลงและถวายสดุดีแด่พระเจ้า” (ข้อ 6)

เรานมัสการพระเจ้าได้อย่างอิสระในทุกแห่ง เพราะในเวลานี้พระองค์สถิตอยู่ในเราโดยความเชื่อในพระวิญญาณบริสุทธิ์ (1 คร.3:16; อฟ.3:17) ขอให้เราปรารถนาที่จะใช้เวลาของเราในการทรงสถิต และพร้อมใจนมัสการพระองค์ร่วมกับผู้เชื่อทั้งหลาย เราพบความปลอดภัยและสันติสุขที่ยิ่งใหญ่ได้ในพระเจ้า ไม่ใช่ในอาคารคริสตจักร

สั่นระฆัง

หลังผ่านการฉายรังสีอันน่าหวาดหวั่นถึง 30 ครั้ง ในที่สุดดาร์ลาได้รับการยืนยันว่าปลอดจากเซลมะเร็ง เธออยากจะสั่น “ระฆังปลอดมะเร็ง” ตามประเพณีของโรงพยาบาลซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดการรักษา และเฉลิมฉลองสุขภาพที่ปลอดโรคภัยของเธอ ดาร์ลารู้สึกกระตือรือร้นและมีพลังในการสั่นระฆังแห่งการเฉลิมฉลองมากเสียจนเชือกหลุดจากระฆัง ตามมาด้วยเสียงหัวเราะแห่งความยินดีดังกระหึ่ม

เรื่องราวของดาร์ลาทำให้ฉันมีรอยยิ้ม และช่วยให้ฉันเข้าใจถึงสิ่งที่ผู้เขียนสดุดีเห็นเมื่อท่านเชิญชวนชนชาติอิสราเอลให้เฉลิมฉลองงานของพระเจ้าในชีวิตของพวกเขา ผู้เขียนหนุนใจพวกเขาให้ “ตบมือ” “โห่ร้อง” และ “ร้องเพลงสรรเสริญ” เพราะว่าพระเจ้าทรงทำให้ศัตรูของพวกเขาพ่ายแพ้ และทรงเลือกอิสราเอลให้เป็นประชากรที่รักของพระองค์ (สดด.47:1,6)

พระเจ้าไม่ได้ทรงประทานชัยชนะเหนืออุปสรรคในชีวิตให้แก่เราทุกครั้ง ไม่ว่าจะในปัญหาสุขภาพ การเงินหรือความสัมพันธ์ พระองค์ทรงควรค่าแก่การนมัสการและสรรเสริญแม้ในสถานการณ์เหล่านั้น เพราะเราสามารถวางใจว่าพระองค์ยัง “ทรงประทับบนพระที่นั่งบริสุทธิ์ของพระองค์” (ข้อ 8) เมื่อพระองค์ทรงนำเราสู่สถานที่แห่งการเยียวยารักษา แม้เป็นเพียงวิธีที่เรารับรู้ได้ในชีวิต
บนโลกนี้ นั่นคือเหตุผลของการเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ เราอาจไม่มีระฆัง แต่เราสามารถเฉลิมฉลองความดีของพระองค์ที่ทรงมีต่อเราด้วยความชื่นชมยินดี
เช่นเดียวกับดาร์ลา

ความเชื่อของวัยรุ่น

ช่วงเวลาวัยรุ่นนั้นบางครั้งถือเป็นช่วงชีวิตที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับทั้งพ่อแม่และลูก ในการค้นหาของฉันเพื่อ “แยกตนเอง” จากแม่นั้นฉันปฏิเสธอย่างชัดเจนถึงสิ่งที่ท่านเห็นว่าดีงามและต่อต้านกฎที่ท่านตั้งไว้ ระแวงในเจตนาของท่านว่าเพียงต้องการให้ฉันไม่มีความสุข แม้เราจะได้ข้อตกลงร่วมกันในเรื่องเหล่านั้น แต่ตอนนั้นความสัมพันธ์ของเราเต็มไปด้วยความตึงเครียด ไม่ต้องสงสัยเลยว่าแม่เป็นทุกข์ที่ฉันปฏิเสธไม่เชื่อฟังสติปัญญาในคำแนะนำของท่าน โดยรู้ว่าจะช่วยไม่ให้ฉันต้องเจ็บปวดทั้งทางกายและจิตใจโดยไม่จำเป็น

พระเจ้ามีพระทัยเช่นเดียวกันนี้ต่ออิสราเอลซึ่งเป็นบุตรของพระองค์ พระองค์ส่งมอบสติปัญญาในการดำเนินชีวิตไว้ในสิ่งที่เราเรียกว่าบัญญัติสิบประการ (ฉธบ.5:7-21) แม้จะถูกมองว่าเป็นกฎเกณฑ์ แต่ความตั้งใจของพระเจ้าปรากฏให้เห็นในคำตรัสกับโมเสสว่า “เขาทั้งหลายก็จะสุขเจริญอยู่ตลอดชั่วลูกหลานของเขาเป็นนิตย์” (ข้อ 29) โมเสสรับรู้ได้ถึงความปรารถนาของพระเจ้า โดยบอกว่าการเชื่อฟังในกฎบัญญัติจะทำให้พวกเขายินดีในการทรงสถิตอยู่ด้วยต่อไปในแผ่นดินแห่งพันธสัญญานั้น (ข้อ 33)

เราทุกคนล้วนผ่านช่วงเวลาของการเป็น “วัยรุ่น” กับพระเจ้า คือไม่ไว้วางใจว่าแนวทางในการดำเนินของพระองค์นั้นมีไว้เพื่อประโยชน์ของเราเอง ขอให้เราเติบโตขึ้นในการตระหนักว่าพระองค์ต้องการสิ่งที่ดีที่สุดให้เรา และเรียนรู้ที่จะใส่ใจในสติปัญญาที่พระองค์มอบให้ การทรงนำของพระองค์มีเพื่อนำเราไปสู่การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายจิตวิญญาณ โดยที่เราจะเป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้น (สดด.119:97-104; อฟ.4:15; 2 ปต.3:18)

เรื่องราวยิ่งใหญ่ของพระคัมภีร์

เมื่อคอลินเปิดกล่องชิ้นส่วนกระจกสีที่เขาซื้อมา แทนที่จะเจอชิ้นส่วนที่เขาสั่งมาเพื่อทำชิ้นงาน กลับพบว่ามันติดกันมาเป็นหน้าต่างทั้งบาน เขาสืบหาที่มาของหน้าต่างนี้และได้รู้ว่ามันถูกรื้อมาจากโบสถ์เพื่อป้องกันไม่ให้โดนระเบิดในสงครามโลกครั้งที่ 2 คอลินทึ่งกับคุณภาพของชิ้นงานและการที่ “ชิ้นส่วนเล็กๆ” รวมตัวกันเป็นภาพที่งดงาม

ถ้าพูดกันตรงๆแล้วมีหลายครั้งที่ฉันเปิดเนื้อหาบางเรื่องในพระคัมภีร์ เช่นบทที่มีรายชื่อของลำดับวงศ์ตระกูล ฉันไม่อาจเข้าใจได้ในทันทีว่านั่นจะเป็นส่วนหนึ่งของภาพรวมในพระคัมภีร์ได้อย่างไร เช่นปฐมกาล 11 บทที่มีชื่อคนไม่คุ้นหูและครอบครัวของพวกเขาซ้ำๆ เช่น เชม เชลาห์ เอเบอร์ นาโฮร์ และเทราห์ (ข้อ 10-32) ฉันมักถูกชักจูงให้ข้ามข้อเหล่านี้ไปอ่านบทที่มีเนื้อหาที่คุ้นเคยและดูน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของ “หน้าต่าง” แห่งความเข้าใจในพระคัมภีร์ของฉันมากกว่า

เพราะ “พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้าและเป็นประโยชน์” (2 ทธ.3:16) พระวิญญาณบริสุทธิ์ช่วยให้เราเข้าใจได้มากขึ้นว่าชิ้นส่วนเล็กๆเป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่อย่างไร และเปิดตาเราให้มองเห็น เช่น เห็นความเชื่อมโยงของเชลาห์และอับราม (ปฐก.11:12-26) ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของดาวิด และที่สำคัญกว่านั้นคือของพระเยซู (มธ.1:2,6,16) พระองค์ทรงยินดีที่จะทำให้เราประหลาดใจด้วยขุมทรัพย์แห่งบานหน้าต่างที่ร้อยเรียงต่อติดกันอย่างสมบูรณ์ ซึ่งแม้แต่ชิ้นส่วนเล็กๆ ยังเปิดเผยถึงเรื่องราวพันธกิจของพระเจ้าในพระคัมภีร์ตลอดทั้งเล่ม

เผื่อแผ่พระคุณสู่ผู้อื่น

ลูกชายของเราอยู่ที่สถานสงเคราะห์เด็กในช่วงปีแรกๆของชีวิตก่อนที่เราจะรับเขาเป็นลูกบุญธรรม ก่อนออกมาจากอาคารอิฐนั้น เพื่อกลับบ้านพร้อมกัน เราขอไปช่วยเขาเก็บของส่วนตัว แต่น่าเศร้าที่เขาไม่มีอะไรเลย เราเอาเสื้อผ้าชุดใหม่มาให้เขาเปลี่ยน และฝากเสื้อผ้าอีกหลายชุดเพื่อมอบให้กับเด็กคนอื่นๆ แม้ว่าฉันจะเศร้าใจในความขาดแคลนของเขา แต่ฉันก็ยินดีที่จากนี้ไปเราสามารถให้สิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตเขาทั้งด้านร่างกายและจิตใจ

ไม่กี่ปีต่อมามีผู้มาขอให้ร่วมบริจาคเพื่อช่วยเหลือครอบครัวที่ยากไร้ ลูกชายของฉันกระตือรือร้นที่จะบริจาคตุ๊กตาและเงินเล็กน้อยเพื่อช่วยเหลือพวกเขา จากภูมิหลังของเขา คงพอเข้าใจได้หากเขาจะหวงและยึดสิ่งที่เขามีไว้แน่น

ฉันอยากจะคิดว่าเหตุผลของการตอบสนองอย่างใจกว้างของเขาเป็นแบบเดียวกับคริสเตียนในยุคแรก “พระคุณอันใหญ่ยิ่งได้อยู่กับเขาทุกคน เพราะว่าในพวกศิษย์ไม่มีผู้ใดขัดสน” (กจ.4:33-34) พวกเขายินดีขายทรัพย์สมบัติของตนเพื่อแบ่งปันกับพี่น้องที่ขาดแคลน

เมื่อเรารับรู้ถึงความขาดแคลนของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของหรือสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ขอพระคุณของพระเจ้าทรงทำงานในเราอย่างทรงพลัง เพื่อให้เราตอบสนองเช่นเดียวกับคริสเตียนในยุคแรก คือการให้จากใจของเราเพื่อผู้ที่ขาดแคลน ซึ่งจะทำให้พวกเราเป็นท่อพระพรแห่งพระคุณของพระเจ้าในฐานะพี่น้องผู้เชื่อในพระเยซูที่ “เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” (ข้อ 32)

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา