การเปิดเผยสำแดงและความมั่นใจ
การเปิดเผยเพศของทารกในปี 2019 นั้นเป็นเรื่องน่าทึ่งมาก ในเดือนกรกฎาคม มีวิดีโอแสดงภาพรถยนต์ที่ปล่อยควันสีฟ้าเพื่อบอกว่า “นี่คือทารกเพศชาย!” ในเดือนกันยายน เครื่องบินหว่านเมล็ดพืชในเท็กซัสได้โปรยน้ำสีชมพูจำนวนหลายร้อยแกลลอนเพื่อประกาศว่า “นี่คือทารกเพศหญิง!” แต่ยังมี “การเปิดเผย” อีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างมากต่อโลกที่เด็กเหล่านี้จะเติบโตขึ้นมา แอปพระคัมภีร์ YouVersion เปิดเผยว่า ในรอบปี 2019 ข้อพระคำที่ถูกแบ่งปัน ไฮไลท์ข้อความและคั่นหน้าไว้มากที่สุดบนพระคัมภีร์ออนไลน์และบนมือถือคือ ฟีลิปปี 4:6 “อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ”
นั่นเป็นการเปิดเผยสำแดงที่แท้จริง ผู้คนทุกวันนี้มีเรื่องวิตกกังวลมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความต้องการของลูกๆ ความแตกแยกในรูปแบบต่างๆภายในครอบครัวหรือระหว่างเพื่อน ไปจนถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติและสงคราม แต่มีข่าวดีท่ามกลางความวิตกเหล่านี้คือ ผู้คนจำนวนมากยังคงยึดข้อพระคำที่ว่า “อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย” ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังหนุนใจทั้งตนเองและผู้อื่นให้ทูลเรื่องความปรารถนา “ทุกอย่าง” ต่อพระเจ้า ความเชื่อที่ส่งผลให้เราไม่เพิกเฉย แต่เผชิญหน้ากับความวิตกกังวลในชีวิตได้นั้น คือ “การขอบพระคุณ”
ข้อพระคำที่ไม่ได้เป็น “ข้อพระคำแห่งปี” แต่อยู่ในอันดับรองลงมา คือ “แล้วสันติสุขแห่งพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์” (ข้อ 7) นั่นทำให้เรามั่นใจได้อย่างแท้จริง!
พระสุรเสียงของพระบิดา
คุณพ่อของเพื่อนผมเพิ่งเสียไปไม่นาน ตอนที่ป่วยอาการของท่านทรุดลงอย่างรวดเร็วและจากไปในเวลาไม่กี่วัน เพื่อนของผมมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพ่อของเขามาตลอด แต่ก็ยังมีคำถามมากมายที่อยากถาม มีคำตอบที่ต้องค้นหา และมีบทสนทนาที่อยากพูดคุย เพื่อนของผมเป็นผู้ให้คำปรึกษาที่ได้รับการอบรม เขารู้ถึงภาวะขึ้นลงของความโศกเศร้า และวิธีการช่วยเหลือผู้อื่นให้หลุดพ้นจากสภาพอารมณ์เหล่านั้น ถึงกระนั้นเขาบอกกับผมว่า “บางวันผมก็แค่ต้องการได้ยินเสียงของพ่อเพื่อยืนยันถึงความรักของท่าน มันมีความหมายกับผมมากที่สุดเสมอ”
เหตุการณ์สำคัญในช่วงเริ่มต้นการทำพันธกิจในโลกของพระเยซูคือการรับบัพติศมาโดยมือของยอห์น แม้ยอห์นจะพยายามห้าม แต่พระเยซูทรงยืนกรานว่านี่เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อพระองค์จะแสดงตัวว่าทรงเป็นมนุษย์ “บัดนี้จงยอมเถิด เพราะสมควรที่เราทั้งหลายจะกระทำตามสิ่งชอบธรรมทุกประการ” (มธ.3:15) ยอห์นทำตามที่พระเยซูขอ จากนั้นบางสิ่งก็เกิดขึ้นเพื่อประกาศตัวตนของพระเยซูต่อยอห์นผู้ให้บัพติศมาและฝูงชน และสิ่งนี้น่าจะแตะต้องจิตใจของพระเยซูอย่างลึกซึ้งด้วย พระสุรเสียงของพระบิดาทรงรับรองพระบุตรของพระองค์ “ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก” (ข้อ 17)
พระสุรเสียงเดียวกันนี้ดังในจิตใจของเราเพื่อรับรองผู้เชื่อถึงความรักยิ่งใหญ่ที่พระองค์ทรงมีต่อเรา (1 ยน.3:1)
คำอธิษฐานที่ไม่ได้รับคำตอบ
เราถึงหรือยัง / ยัง / เราถึงหรือยัง / ยัง นั่นเป็นชื่อเกมถามมาตอบไปที่เราเล่นในการเดินทางไกลครั้งแรก (และแน่นอน ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย) เป็นเวลาสิบหกชั่วโมงจากโคโลราโดเพื่อกลับบ้านที่อาร์คันซอในตอนที่ลูกของเรายังเล็ก ลูกสองคนแรกของเราคอยเล่นเกมนี้ตลอด และถ้าผมเก็บเงินหนึ่งเหรียญทุกครั้งที่พวกเขาถาม ผมคงมีเงินเป็นตั้ง มันเป็นคำถามที่ลูกหยุดถามไม่ได้เลย แต่ผม (คนขับรถ) ก็อดสงสัยไม่ได้เช่นกันว่าเราถึงหรือยัง และคำตอบก็คือยัง แต่อีกไม่นาน
ความจริงก็คือ ผู้ใหญ่ส่วนมากก็ถามคำถามนี้ในรูปแบบที่แตกต่างกัน ถึงแม้เราจะไม่ได้พูดออกมาดังๆ แต่เราต่างถามคำถามนั้นด้วยเหตุผลเดียวกันคือ เราเหนื่อย และตาของเรา “ทรุดโทรมไปเพราะความทุกข์ใจ” (สดด.6:7) เรา “อ่อนเปลี้ยด้วยการคร่ำครวญ” (ข้อ 6) กับทุกอย่างตั้งแต่ข่าวภาคค่ำ ไปจนถึงความหงุดหงิดในที่ทำงาน ปัญหาสุขภาพที่ไม่จบสิ้น ความสัมพันธ์ที่ตึงเครียด และอื่นๆอีกมากมาย เราร้องว่า “เราถึงกันหรือยัง ข้าแต่พระเจ้า อีกนานสักเท่าใด”
ผู้เขียนสดุดีรู้จักความอ่อนเปลี้ยเช่นนั้นดี และได้ถามคำถามสำคัญนี้กับพระเจ้าตรงๆ พระเจ้าทรงเป็นเหมือนพ่อแม่ที่ห่วงใย ทรงฟังคำวิงวอนของดาวิด และทรงรับคำอธิษฐานของท่านด้วยพระกรุณาอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ (ข้อ 9) ไม่ใช่เรื่องน่าอายที่จะตั้งคำถาม คุณและผมก็เช่นกันที่เข้ามาหาพระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ได้อย่างกล้าหาญ พร้อมกับคำถามจากใจจริงว่า “อีกนานสักเท่าใด” และคำตอบของพระองค์ก็คงจะเป็น “ยัง แต่อีกไม่นาน เราประเสริฐ จงวางใจในเรา”
ให้เมื่อยังมีชีวิต
นักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จคนหนึ่งใช้เวลาช่วงหลายสิบปีหลังของชีวิตทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อแจกจ่ายทรัพย์สมบัติที่มี อภิมหาเศรษฐีคนหนึ่งได้บริจาคเงินให้แก่โครงการที่หลากหลาย เช่น การนำสันติภาพสู่ไอร์แลนด์เหนือ และการปรับปรุงระบบการให้บริการด้านสุขภาพของเวียดนามให้ทันสมัยยิ่งขึ้น และก่อนที่เขาจะเสียชีวิตไม่นาน เขาจ่ายเงิน 350 ล้านดอลลาร์เพื่อเปลี่ยนเกาะรูสเวลต์ของนครนิวยอร์คให้เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยี เขากล่าวว่า “ผมเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในการให้ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ผมเห็นเหตุผลเพียงเล็กน้อยที่จะชะลอการให้... นอกจากนี้ การให้ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่สนุกมากกว่าการให้เมื่อตายไปแล้ว” ให้ขณะที่คุณยังมีชีวิต นี่เป็นทัศนคติที่ยอดเยี่ยม
ในเรื่องของชายตาบอดแต่กำเนิดที่ยอห์นบันทึกไว้ สาวกของพระเยซูพยายามจะตัดสินว่า “ใครทำผิดบาป” (9:2) พระเยซูกล่าวถึงคำถามของพวกเขาเพียงสั้นๆว่า “มิใช่ว่าชายคนนี้หรือบิดามารดาของเขาได้ทำบาป แต่...เพื่อให้พระราชกิจของพระเจ้าปรากฏในตัวเขา เราต้องกระทำพระราชกิจของพระองค์ผู้ทรงใช้เรามาเมื่อยังวันอยู่” (ข้อ 3-4) แม้ว่างานของเราจะแตกต่างอย่างมากจากการอัศจรรย์ที่พระเยซูทรงทำ และไม่ว่าเราจะต้องสละสิ่งใด เราจะต้องทำด้วยใจที่พร้อมและเปี่ยมด้วยความรัก ไม่ว่าจะด้วยเวลา ด้วยทรัพย์สมบัติ หรือการกระทำ เป้าหมายของเราคือให้พระราชกิจของพระเจ้าปรากฏ
เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลกจนได้ทรงประทานให้กับเรา ให้เราตอบแทนด้วยการให้ขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่
เราต้องการชุมชนคริสตจักร
ผมโตมาในฐานะลูกชายคนโตของนักเทศน์คณะแบ๊บติสต์ใต้ มีความคาดหวังอย่างชัดเจนว่าทุกวันอาทิตย์ผมต้องไปโบสถ์ ซึ่งอาจยกเว้นได้หากผมมีไข้สูงจริงๆ แต่ความจริงคือผมรักการไปโบสถ์และหลายครั้งผมไปทั้งที่ยังมีไข้ แต่โลกเปลี่ยนไปแล้วและจำนวนคนที่มาโบสถ์เป็นประจำก็ไม่เหมือนที่เคยเป็น แน่นอนว่าเกิดคำถามขึ้นทันทีว่า ทำไม คำตอบนั้นมีหลากหลายแตกต่างกันไป นักเขียนแคธลีน นอร์ริสโต้แย้งคำตอบเหล่านั้นด้วยคำตอบที่ได้รับจากศิษยาภิ-บาลเมื่อเธอถามว่า “ทำไมเราต้องไปโบสถ์” เขาตอบว่า “เราไปโบสถ์เพื่อคนอื่น เพราะอาจมีบางคนต้องการคุณที่นั่น”
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่เราไปโบสถ์ แต่คำตอบของเขาสะท้อนถึงหัวใจของผู้เขียนฮีบรูที่หนุนใจผู้เชื่อให้รักษาความเชื่อไว้ และการจะทำเช่นนั้นได้ ท่านย้ำว่า “อย่าขาดการประชุม” (ฮบ.10:25) ทำไมน่ะหรือ ก็เพราะสิ่งสำคัญบางอย่างจะขาดหายไปหากเราไม่อยู่ที่นั่นคือ “การหนุนใจกัน” (ข้อ 25) เราต้องการการหนุนใจกันเพื่อ “ปลุกใจซึ่งกันและกัน ให้มีความรักและทำความดี” (ข้อ 24)
พี่น้องชายหญิงทั้งหลาย ให้เราร่วมสามัคคีธรรมกันอย่างสม่ำเสมอ เพราะอาจมีบางคนต้องการคุณที่นั่น และความจริงที่ไม่ต่างกันคือ คุณอาจต้องการพวกเขาเช่นกัน
ผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้อง
ในที่สุดเธอก็มีโอกาสมาที่โบสถ์แห่งนี้ ด้านในส่วนที่ลึกที่สุดของห้องใต้ดินที่เธอเข้าไปเป็นถ้ำหรืออุโมงค์เล็กๆมีเทียนจุดไว้ในพื้นที่แคบและโคมแขวนส่องที่มุมห้อง ดาวสีเงินสิบสี่แฉกปกคลุมพื้นหินอ่อนที่ยกขึ้นเล็กน้อย เธออยู่ในถ้ำพระคริสตสมภพที่เบธเลเฮมซึ่งเชื่อกันว่าเป็นที่ที่พระคริสต์ประสูติ แต่นักเขียนแอนนี ดิลลาร์ดไม่ได้รู้สึกประทับใจ โดยตระหนักว่าพระเจ้าทรงยิ่งใหญ่กว่าสถานที่นี้มาก
แต่สถานที่เหล่านี้ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องราวแห่งความเชื่อของเรา อีกที่หนึ่งซึ่งอยู่ในบทสนทนาของพระเยซูและหญิงที่บ่อน้ำคือภูเขาที่ “บรรพบุรุษของ[เธอ]นมัสการ” (ยน.4:20) ภูเขาเกริซิม (ดู ฉธบ.11:29) ที่นั่นเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวสะมาเรีย ซึ่งต่างจากชาวยิวที่ยืนกรานว่าเยรูซาเล็มคือสถานที่สำหรับการนมัสการที่แท้จริง (ข้อ 20) อย่างไรก็ตาม พระเยซูทรงประกาศว่าเวลานั้นมาถึงแล้วคือ เมื่อการนมัสการไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานที่ใดที่หนึ่ง แต่ขึ้นอยู่กับบุคคลผู้หนึ่ง “ผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง” (ข้อ 23) หญิงผู้นี้ประกาศความเชื่อที่เธอมีต่อพระเมสสิยาห์ แต่เธอไม่รู้ตัวว่ากำลังพูดกับพระองค์ “พระเยซูตรัสกับนางว่า ‘เราที่พูดกับเจ้าคือท่านผู้นั้น’” (ข้อ 26)
พระเจ้าไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ที่ภูเขาบางลูกหรือสถานที่ใดที่หนึ่ง พระองค์ทรงปรากฏแก่เราทุกหนแห่ง การแสวงหาพระองค์อย่างแท้จริงที่เราทำในแต่ละวันนั้นคือการเข้าใกล้พระบัลลังก์ของพระองค์ ขณะที่เรากล่าวอย่างกล้าหาญว่า “พระบิดาของเรา” และพระองค์ทรงอยู่ที่นั่น
พระเจ้าทรงร้องเพลงให้คุณ
สิบเจ็ดเดือนหลังจากที่ลูกชายคนแรกของเราเกิด ลูกสาวตัวน้อยก็ตามมา ผมดีใจมากเมื่อคิดว่าจะได้ลูกสาว แต่ก็กังวลเพราะขณะที่เราพอจะรู้เรื่องของเด็กผู้ชายบ้าง เด็กผู้หญิงกลับเป็นเรื่องที่เราไม่เคยพบเจอมาก่อน เราตั้งชื่อเธอว่าซาราห์ สิทธิพิเศษอย่างหนึ่งของผมคือได้กล่อมเธอนอนเพื่อให้ภรรยาผมได้พัก ผมไม่มั่นใจว่าเพราะอะไรแต่ผมเริ่มร้องเพลงกล่อมให้เธอหลับ และเพลงที่ผมเลือกคือ “เธอเป็นแสงสว่างของฉัน” (You Are My Sunshine) ไม่ว่าจะอุ้มเธอไว้หรือยืนอยู่เหนือเปลของเธอ ผมมักร้องเพลงให้เธอและผมรักทุกนาทีเหล่านั้น ตอนนี้เธออายุ 20 กว่าแล้ว และผมยังคงเรียกเธอว่า “แสงสว่าง”
พวกเรามักคิดถึงการร้องเพลงของเหล่าทูตสวรรค์ แต่คุณคิดถึงการร้องเพลงของพระเจ้าครั้งสุดท้ายเมื่อไร ใช่แล้ว พระเจ้าทรงร้องเพลง ยิ่งไปกว่านั้น คุณคิดว่าพระเจ้าทรงร้องเพลงให้คุณครั้งล่าสุดเมื่อใด เศฟันยาห์มีความชัดเจนในข้อความที่ท่านส่งไปเยรูซาเล็ม “พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า” ทรงชื่นชมยินดีในตัวคุณมากจนพระองค์ “ทรงเริงโลดเพราะเจ้าด้วยร้องเพลงเสียงดัง” (3:17) แม้ว่าข้อความนี้พูดกับเยรูซาเล็มโดยตรง แต่ก็เหมือนกับพระเจ้าทรงร้องเพลงให้พวกเรา ซึ่งเป็นผู้ที่ยอมรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดเช่นกัน! พระองค์ทรงร้องเพลงอะไร พระคัมภีร์ไม่ได้บอกชัดเจนในเรื่องนี้ แต่บทเพลงนั้นก่อกำเนิดมาจากความรักของพระองค์ เราจึงวางใจได้ว่าเป็นสิ่งที่จริง น่านับถือ ถูกต้อง บริสุทธิ์ น่ารักและน่ายกย่อง (ฟป.4:8 TNCV)
สิ่งใดๆ
ทุกเย็นวันศุกร์ รายการข่าวที่ครอบครัวของเราดูจะสรุปท้ายรายการด้วยเรื่องราวดีๆที่ทำให้รู้สึกเหมือนได้สูดอากาศบริสุทธิ์ ตรงกันข้ามกับข่าวที่ผ่านมาทั้งหมด ข่าว “ดี” ของวันศุกร์เมื่อไม่นานมานี้เป็นเรื่องของนักข่าวที่เคยทุกข์ทรมานจากโควิด 19 และได้รับการรักษาจนหายดี จากนั้นเธอตัดสินใจบริจาคพลาสม่าเพื่อจะมีโอกาสได้ช่วยคนอื่นที่ต่อสู้กับไวรัสนี้ ในเวลานั้นยังไม่มีใครรู้ว่าแอนติบอดี้จะมีประสิทธิภาพแค่ไหน แต่ในขณะที่คนมากมายรู้สึกหมดหนทางและแม้จะไม่ค่อยสบายใจกับการบริจาคพลาสม่า (ด้วยเข็มฉีดยา) เธอรู้สึกว่ามันเป็น “การลงทุนเพียงเล็กน้อยเพื่อผลตอบแทนที่อาจจะคุ้มค่า”
หลังจบรายการในวันศุกร์นั้น ผมและครอบครัวรู้สึกมีกำลังใจ พูดได้เลยว่ามีความหวังเต็มเปี่ยม นั่นคือพลังของคำว่า “สิ่งใด” ที่เปาโลอธิบายไว้ในฟีลิปปี 4 ว่า “สิ่งที่จริง สิ่งที่น่านับถือ สิ่งที่ยุติธรรม สิ่งที่บริสุทธิ์ สิ่งที่น่ารัก สิ่งที่ทรงคุณ” (ข้อ 8) เปาโลคิดถึงเรื่องการบริจาคพลาสม่าอยู่หรือไม่ ไม่ใช่เลย ท่านคิดถึงการเสียสละเพื่อผู้ที่ขัดสน หรือเรียกว่าการทำตามอย่างพระคริสต์อยู่ใช่ไหมผมมั่นใจว่าใช่
แต่ข่าวที่ให้ความหวังนั้นจะไม่ส่งผลอย่างเต็มที่หากไม่ถูกนำมาออกอากาศ เราได้รับสิทธิพิเศษในฐานะพยานถึงความดีเลิศของพระเจ้า ที่ได้เห็นและได้ยินถึง “สิ่งใด” รอบตัวเรา แล้วให้เราแบ่งปันข่าวดีนั้นแก่คนอื่นเพื่อพวกเขาจะได้รับการหนุนใจ
เหตุผลที่ดี
ผู้หญิงทั้งสองคนนั่งตรงที่นั่งริมทางเดินคนละฝั่งในแถวเดียวกัน เที่ยวบินนั้นใช้เวลาเดินทางสองชั่วโมง ผมจึงมีโอกาสได้เห็นปฏิสัมพันธ์ของพวกเธอ แน่นอนว่าพวกเธอรู้จักกัน อาจจะเกี่ยวดองกันด้วย คนที่ดูอายุน้อยกว่า (น่าจะวัยหกสิบปี) คอยล้วงกระเป๋ายื่นสิ่งต่างๆให้อีกคนที่สูงวัยกว่า (ผมเดาว่าวัยเก้าสิบ) ทั้งแอปเปิ้ลหั่นชิ้น แซนด์วิชทำเองขนาดพอดีคำ ต่อด้วยผ้าเช็ดปาก ตบท้ายด้วยหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ การยื่นให้ในแต่ละครั้งนั้นทั้งอ่อนโยนและดูภาคภูมิ เมื่อเราลุกขึ้นเตรียมตัวลงจากเครื่อง ผมบอกกับหญิงที่อายุน้อยกว่าว่า “ผมสังเกตเห็นวิธีที่คุณดูแลเธอ มันงดงามมาก” เธอตอบว่า “ท่านเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน ท่านเป็นแม่ฉันเอง”
คงดีใช่ไหมถ้าเราทุกคนสามารถพูดเช่นนั้นได้ พ่อแม่บางคนเป็นเหมือนเพื่อนสนิท พ่อแม่บางคนไม่ใกล้เคียงแม้แต่น้อย ความจริงคือความสัมพันธ์นี้มักจะซับซ้อน จดหมายของเปาโลถึงทิโมธีไม่ได้ละเลยในจุดนี้ และยังคงเรียกร้องให้เรา “หัดปฏิบัติหน้าที่ทางศาสนา” ด้วยการดูแลพ่อแม่ปู่ย่าตายาย หรือก็คือ “วงศ์ญาติ” และ “คนในบ้านเรือน” ของเรา (1 ทธ.5:4,8)
เราทุกคนมักจะให้การดูแลก็ต่อเมื่อสมาชิกครอบครัวคนนั้นดีหรือเคยดีต่อเรา หรือพูดอีกแง่หนึ่งคือ ตามที่พวกเขาสมควรได้รับ แต่เปาโลให้เหตุผลที่งดงามกว่าในการตอบแทนพวกเขาคือ ให้ดูแลพวกเขาเพราะ “การกระทำเช่นนี้เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า” (ข้อ 4)