ดำเนินชีวิตตามพระประสงค์
“เรากำลังจะไปพักผ่อนกัน” ภรรยาของผมบอกกับออสตินหลานชายวัยสามขวบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นขณะที่นำรถเข้าจอดข้างทางในช่วงขาไปของการเดินทาง ออสตินน้อยมองดูเธออย่างครุ่นคิดและพูดว่า “ผมไม่ได้ไปพักผ่อน ผมกำลังไปทำพันธกิจ”
เราไม่แน่ใจว่าหลานชายเราเอาแนวคิดเรื่องการไป “ทำพันธกิจ” มาจากไหน แต่สิ่งที่เขาพูดนั้นทำให้ผมต้องใคร่ครวญระหว่างที่ขับรถไปยังสนามบินว่า ในช่วง 2-3 วันที่เดินทางไปพักผ่อนนี้ ผมระลึกอยู่เสมอหรือไม่ว่าผมยังคง “ทำพันธกิจ” โดยการใช้ทุกช่วงเวลาของชีวิตกับพระองค์และเพื่อพระองค์ ผมคิดอยู่เสมอว่าผมกำลังปรนนิบัติพระองค์ในทุกสิ่งที่ผมทำหรือไม่
อัครทูตเปาโลหนุนใจผู้เชื่อในกรุงโรมเมืองหลวงของจักรวรรดิโรมันว่า “อย่าอ่อนระอา จงมีจิตใจกระตือรือร้นด้วยพระวิญญาณ จงปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้า” (รม.12:11) ประเด็นของท่านคือ เราที่มีชีวิตอยู่ในพระเยซูนั้นต้องดำเนินชีวิตด้วยความตั้งใจและความกระตือรือร้น แม้กระทั่งในช่วงเวลาปกติ ชีวิตของเราก็จะมีความหมายใหม่เมื่อเรามองไปที่พระเจ้าด้วยความคาดหวังและดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระองค์
ขณะที่เรานั่งอยู่บนเครื่องบิน ผมอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์เป็นของพระองค์ โปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะไม่พลาดไปจากสิ่งที่เป็นพระประสงค์ของพระองค์สำหรับการเดินทางครั้งนี้”
ทุกๆวันเป็นพันธกิจที่มีความสำคัญเป็นนิตย์ร่วมกับพระองค์
ทำต่อไป
พระเจ้าทรงชอบใช้คนที่โลกนี้มองข้าม วิลเลี่ยม แครีย์เติบโตขึ้นในหมู่บ้านเล็กๆในช่วงทศวรรษ 1700 และเรียนไม่สูงนัก เขาไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการค้าขายและใช้ชีวิตอย่างยากจน แต่พระเจ้าให้เขามีภาระใจในการประกาศข่าวประเสริฐ และทรงเรียกเขาให้เป็นมิชชันนารี แครีย์เรียนภาษากรีก ฮีบรู และละติน และต่อมาได้แปลพันธสัญญาใหม่เป็นภาษาเบงกาลี ในปัจจุบันเขาได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งพันธกิจยุคใหม่” แต่ในจดหมายที่เขียนถึงหลานชาย เขาเล่าอย่างถ่อมใจว่า “ลุงยังทำต่อไปได้ ลุงพยายามต่อได้”
เมื่อพระเจ้าทรงเรียกให้เราทำภารกิจ พระองค์จะทรงประทานกำลังให้เราสามารถทำได้ไม่ว่าเราจะมีข้อจำกัดใด ในผู้วินิจฉัย 6:12 ทูตของพระเจ้าปรากฏแก่กิเดโอนและกล่าวว่า “เจ้าบุรุษผู้กล้าหาญเอ๋ย พระเจ้าทรงสถิตกับเจ้า” ทูตนั้นบอกให้ท่านไปกอบกู้อิสราเอลจากคนมีเดียนที่มาโจมตีเมืองและพืชผล แต่กิเดโอนซึ่งยังไม่ได้มีสถานะเป็น “บุรุษผู้กล้าหาญ” กล่าวอย่างถ่อมตนว่า “ข้าพระองค์จะช่วยอิสราเอลได้อย่างไร...ข้าพระองค์ก็เป็นคนเล็กน้อยที่สุดในครอบครัวของข้าพระองค์” (ข้อ 15) กระนั้น พระเจ้าก็ยังทรงใช้กิเดโอนเพื่อปลดปล่อยประชากรของพระองค์
กุญแจสำคัญในความสำเร็จของกิเดโอนอยู่ตรงประโยคที่ว่า “พระเจ้าทรงสถิตกับเจ้า” (ข้อ 12) เมื่อเราดำเนินกับองค์พระผู้ช่วยให้รอดด้วยใจถ่อมและพึ่งพาในพระกำลังของพระองค์ พระองค์จะให้กำลังเราในการทำให้สำเร็จในงานซึ่งมีแต่พระองค์เท่านั้นที่ทำได้
เพื่อนในยามผิดพลาด
ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 1939 นักล่าสมบัติสามคนพร้อมกับทีมถ่ายทำได้ขุดพื้นด้านนอกของสนามฮอลลีวู้ดโบวล์ ทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อหาสมบัติแห่งหุบเขาคาเวงก้า ที่มีทั้งทองคำ เพชร และไข่มุกตามคำเล่าลือว่าถูกฝังไว้เมื่อ 75 ปีก่อน
พวกเขาไม่พบอะไร หลังจากใช้เวลาอยู่ 24 วัน พวกเขาขุดไปกระแทกโดนก้อนหินใหญ่จึงต้องหยุด สิ่งที่ได้มีเพียงหลุมกว้าง 9 ฟุต ลึก 42 ฟุต พวกเขาจากไปด้วยความผิดหวัง
ความผิดพลาดคือเรื่องธรรมดาของมนุษย์ บางครั้งเราก็ล้มเหลว พระคัมภีร์บอกเราว่ามาระโกละทิ้งเปาโลและบารนาบัสตอนเดินทางไปประกาศ “และไม่ได้ทำงานร่วมกับเขาต่อไป” ดังนั้น “เปาโลไม่เห็นควรที่จะพา[เขา]ไปด้วย” ในครั้งต่อมา (กจ.15:38) ซึ่งส่งผลให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงกับบารนาบัส ถึงแม้ว่ามาระโกเคยทำผิดพลาด แต่หลายปีหลังจากนั้นท่านก็ปรากฏตัวขึ้นอีก เมื่อครั้งที่เปาโลรู้สึกโดดเดี่ยวอยู่ในคุกในช่วงท้ายของชีวิต ท่านได้เรียกหามาระโกและเรียกท่านว่า ผู้ที่ “ช่วยปรนนิบัติข้าพเจ้าได้เป็นอย่างดี” (2 ทธ.4:11) พระเจ้ายังทรงดลใจให้มาระโกเขียนพระกิตติคุณตามชื่อของท่าน
ชีวิตของมาระโกแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าจะไม่ปล่อยให้เราเผชิญกับความผิดพลาดและล้มเหลวตามลำพัง เรามีเพื่อนผู้ยิ่งใหญ่กว่าทุกความผิดพลาดเมื่อเราติดตามองค์พระผู้ช่วย พระองค์จะทรงประทานความช่วยเหลือและกำลังให้กับเรา
ความหวังแห่งการไถ่
ชายคนหนึ่งดูเหมือนเลวทรามเกินกว่าจะได้รับการไถ่ เขายิงคนไป 8 คน (เสียชีวิต 6 คน) และวางเพลิงเกือบ 1,500 ครั้งซึ่งสร้างความหวาดกลัวแก่ชาวเมืองนิวยอร์กในช่วงทศวรรษ 1970 เขาทิ้งจดหมายไว้ในที่เกิดเหตุเพื่อเย้ยหยันเจ้าหน้าที่ตำรวจ และในที่สุดเขาก็ถูกจับและได้รับโทษจำคุกในแต่ละคดี ตั้งแต่ 25 ปีไปจนถึงตลอดชีวิต
ผู้พิทักษ์ความสว่าง
ผู้พิทักษ์ความสว่าง” คือชื่อที่ใช้เรียกพวกเขา ประภาคารบนเกาะแฮททีรัส นอกชายฝั่งนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา มีอนุสรณ์ระลึกถึงผู้คนที่ดูแลแหล่งกำเนิดแสงแห่งนี้มาตั้งแต่ปี 1803 ไม่นานหลังจากที่โครงสร้างเดิมถูกย้ายขึ้นบกเพราะชายฝั่งถูกกัดเซาะ ชื่อผู้พิทักษ์เหล่านี้ได้ถูกสลักลงบนก้อนหินซึ่งเป็นฐานเดิมของมัน และนำมาจัดวางเป็นแถวรูปครึ่งวงกลมโดยหันหน้าออก จากคำอธิบายในแผ่นพับ ผู้มาเยี่ยมชมในปัจจุบันสามารถตามรอยเท้าเหล่าผู้พิทักษ์ในประวัติศาสตร์ และ “ดูแล” ประภาคารนี้เช่นกัน
พระเยซูทรงเป็นผู้ประทานความสว่าง พระองค์ตรัสว่า “เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต” (ยน.8:12) นี่เป็นการกล่าวอ้างแบบสุดโต่งสำหรับใครก็ตาม แต่พระเยซูตรัสเพื่อยืนยันสัมพันธภาพของพระองค์กับพระบิดาบนสวรรค์ ผู้สร้างความสว่างและชีวิต และเป็นผู้ที่ส่งพระองค์มา
เมื่อเรามองหาการช่วยกู้จากพระเยซู และทำตามคำสอนของพระองค์ เราก็ได้ฟื้นความสัมพันธ์กับพระเจ้า และพระองค์ให้กำลังและวัตถุประสงค์ใหม่แก่เรา ชีวิตใหม่และความรักของพระองค์คือ “ความสว่างของมนุษย์” (1:4) ที่ส่องมายังเราและผ่านเราไปสู่โลกที่มืดมิดและอันตราย
ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราก็เป็น “ผู้พิทักษ์ความสว่าง” ขอให้ผู้อื่นเห็นแสงสว่างที่ส่องจากเรา และได้พบชีวิตและความหวัง ที่พระองค์ผู้เดียวประทานให้ได้
ผู้ทรงมองเห็น
โอ้ ไม่นะ!” เสียงภรรยาของผมดังขึ้นเมื่อเธอก้าวเข้าไปในครัว ในเวลาเดียวกันกับที่เจ้า “แม็กซ์” สุนัขพันธ์ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ น้ำหนัก 90 ปอนด์ กำลังกระโจนออกจากห้อง
ขาแกะชิ้นที่อยู่ใกล้กับขอบของเคาน์เตอร์ ถ้าเจ้าแม็กซ์เขมือบจนเหลือแต่กระทะที่ว่างเปล่า มันพยายามเข้าไปซ่อนใต้เตียง แต่เข้าไปได้แค่หัวกับไหล่ ส่วนสะโพกและหางยังโผล่ออกมา
“โอ้ แม็กซ์” ฉันบ่น “‘บาป’ ของแกจะตามแกจนทัน” ฉันยืมวลีนี้มาจากโมเสสเมื่อท่านเตือนชาวอิสราเอลสองเผ่า ให้เชื่อฟังพระเจ้าและรักษาคำสัญญาของพวกเขาท่านบอกพวกเขาว่า “แต่ถ้าท่านทั้งหลายมิได้กระทำเช่นนี้ ดูเถิด ท่านทั้งหลายได้กระทำบาปต่อพระเจ้า จงรู้แน่เถิดว่า บาปของท่านก็ตามทัน” (กดว.32:23)
บาปอาจทำให้รู้สึกดีอยู่ชั่วขณะหนึ่ง แต่จะสร้างความเจ็บปวดที่สุดให้ด้วยการถูกแยกขาดจากพระเจ้า โมเสสเตือนประชาชนว่าพระเจ้าไม่เคยมองพลาด ดังที่ผู้เขียนพระคัมภีร์ท่านหนึ่งกล่าวว่า “ทุกสิ่งปรากฏแจ้งต่อพระองค์ ผู้ซึ่งเราต้องสัมพันธ์ด้วย” (ฮบ.4:13)
แม้จะทรงมองเห็นทุกสิ่ง แต่พระเจ้าผู้บริสุทธิ์ยังทรงนำเราด้วยความรักให้เราสารภาพบาป กลับใจ (หันจากบาป) และเดินกับพระองค์อย่างถูกต้อง (1 ยน.1:9) ขอให้เราติดตามพระองค์ด้วยความรักในวันนี้
ผู้ช่วยให้รอด
คนเรียกเดสมอนว่าเป็น “หนึ่งในผู้กล้าที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่” แต่เขาไม่ได้เป็นเช่นที่คนอื่นคาดไว้ เขาเป็นทหารผู้ปฏิเสธการถือปืน ในฐานะแพทย์เขาช่วยเหลือทหารบาดเจ็บ 75 นายเพียงลำพังจากสมรภูมิรบ รวมถึงคนที่เคยว่าเขาขี้ขลาดและเยาะเย้ยเรื่องความเชื่อ เดสมอนอธิษฐานขณะวิ่งฝ่าดงกระสุนเข้าไป “พระเจ้า โปรดให้ผมช่วยได้อีกหนึ่งคน” เขาได้รับเหรียญกล้าหาญจากวีรกรรมนี้
พระคัมภีร์บอกเราว่าพระเยซูถูกเข้าใจผิดอย่างมาก คำพยากรณ์ของเศคาริยาห์ (9:9) พูดถึงพระเยซูที่ทรงลาเสด็จเข้าเยรูซาเล็ม มีฝูงชนโบกทางอินทผลัมร้องว่า “โฮซันนา” พวกเขาร้องจากสดุดี 118:26 ว่า “ขอให้พระองค์ผู้เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพระเจริญ” (ยน.12:13) แต่ในข้อต่อมาได้กล่าวถึงการถวายเครื่องบูชา “ด้วยการถือกิ่งไม้” (สดด.118:27) แม้ฝูงชนในยอห์น 12 จะคาดหวังว่ากษัตริย์บนโลกจะปลดปล่อยพวกเขาจากโรม แต่พระเยซูเป็นมากกว่านั้น พระองค์เป็นกษัตริย์เหนือกษัตริย์และเป็นเครื่องบูชาแทนเรา คือเป็นพระเจ้าในสภาพมนุษย์ที่ยอมแบกรับกางเขนเพื่อไถ่เราจากบาป ตามที่มีคำพยากรณ์ไว้หลายร้อยปีล่วงหน้า
“ทีแรกพวกสาวกของพระองค์ไม่เข้าใจในเหตุการณ์นั้น” แต่หลังจากนั้น “เขาจึงระลึกได้ว่ามีคำเช่นนั้นเขียนไว้กล่าวถึงพระองค์” (ยน.12:16) ตามที่ปรากฏในพระวจนะ พระประสงค์นิรันดร์ของพระเจ้านั้นชัดเจนมากขึ้น พระองค์รักเรามากจนส่งพระผู้ช่วยให้รอดผู้ทรงฤทธิ์มาช่วยเรา
รู้จักอย่างดี
คุณไม่น่าจะอยู่ตรงนี้ได้ด้วยซ้ำ มีคนบนนั้นเฝ้าดูแลคุณอยู่” คนขับรถบรรทุกลากบอกแม่ของผมหลังจากดึงรถของท่านขึ้นจากเหวในหุบเขาชัน และมองตามรอยล้อที่ทอดยาวไปถึงจุดที่รถตกอยู่ แม่กำลังตั้งท้องผมในตอนนั้น เมื่อผมโตขึ้นท่านมักเล่าเรื่องที่พระเจ้าทรงช่วยชีวิตเราในวันนั้น และย้ำกับผมว่าพระเจ้าทรงเห็นคุณค่าของผมแม้ก่อนที่ผมจะเกิดเสียอีก
ไม่มีใครหลีกหนีจากสายตาขององค์พระผู้สร้างผู้ทรงสัพพัญญู (ทรงรอบรู้ทุกอย่าง) ได้ เมื่อกว่า 2,500 ปีที่แล้ว พระองค์ตรัสกับผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ว่า “เราได้รู้จักเจ้า ก่อนที่เราได้ก่อร่างตัวเจ้าที่ในครรภ์” (ยรม.1:5) พระเจ้าทรงรู้จักเราอย่างลึกซึ้งยิ่งกว่าใคร และประทานความหมายและจุดประสงค์ให้กับชีวิตเราอย่างที่ไม่มีใครให้ได้ พระองค์ไม่เพียงทรงสร้างเราโดยพระปัญญาและฤทธิ์อำนาจของพระองค์ แต่ยังทรงใส่ใจทุกช่วงเวลาในชีวิตเรา รวมถึงรายละเอียดของเราที่เกิดขึ้นตลอดเวลาโดยที่เราไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นการเต้นของหัวใจหรือการทำงานที่ซับซ้อนของสมอง ดาวิดกล่าวถึงการที่พระบิดาในสวรรค์ทรงอุ้มชูทุกรายละเอียดของการดำรงอยู่ของเรา โดยกล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้า พระดำริของพระองค์ประเสริฐแก่ข้าพระองค์จริงๆ” (สดด.139:17)
พระเจ้าทรงอยู่ใกล้เรายิ่งกว่าลมหายใจสุดท้ายของเรา พระองค์ทรงสร้างเรา รู้จักเรา และรักเรา และพระองค์ทรงสมควรรับการสรรเสริญและการนมัสการจากเรา
แม้ในพื้นที่ที่ยากเย็นแสนเข็ญ
ปัจจุบันเจฟฟ์เป็นศิษยาภิบาลอนุชนในเมืองที่ครั้งหนึ่งเขาเคยเสพเฮโรอีน พระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงทั้งจิตใจและสถานการณ์ของเขาอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ “ผมอยากปกป้องเด็กๆ ไม่ให้ทำผิดพลาดและเจ็บปวดอย่างผม” เจฟฟ์กล่าว “และพระเยซูจะช่วยพวกเขา” ที่ผ่านมาพระเจ้าทรงปลดปล่อยเจฟฟ์จากการเป็นทาสของสิ่งเสพติดและประทานพันธกิจสำคัญแก่เขาแม้ว่าอดีตของเขาจะเป็นเช่นนั้น
พระเจ้ามีวิธีทำให้เกิดสิ่งดีที่ไม่คาดคิดจากสถานการณ์ที่ดูหมดหวัง โยเซฟถูกขายไปเป็นทาสที่อียิปต์และถูกกล่าวหา และถูกส่งเข้าเรือนจำ เขาถูกขังลืมไปหลายปี แต่พระเจ้าทรงช่วยกู้และให้เขาอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจขึ้นตรงต่อฟาโรห์ ทำให้เขาช่วยชีวิตคนได้มากมาย ซึ่งรวมถึงชีวิตของพี่ชายที่เคยทอดทิ้งเขาด้วย ที่อียิปต์โยเซฟแต่งงานและมีลูก เขาตั้งชื่อลูกคนที่สองว่า เอฟราอิม (มาจากภาษาฮีบรูที่แปลว่า “เกิดผลสองเท่า”) โดยให้เหตุผลว่า “เพราะว่าพระเจ้าทรงโปรดให้ข้าพเจ้ามีพงศ์พันธุ์ทวีขึ้นในดินแดนที่ข้าพเจ้าได้รับความทุกข์ใจ” (ปฐก.41:52)
แม้เรื่องราวของเจฟฟ์กับโยเซฟจะเกิดขึ้นห่างกันสามถึงสี่พันปี ชี้ให้เห็นความจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลงข้อเดียวกัน คือ แม้แต่ที่ที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตเราก็อาจกลายเป็นผืนดินอันอุดมเพื่อพระเจ้าจะทรงช่วยและอวยพรคนจำนวนมาก ความรักและฤทธิ์อำนาจของพระผู้ช่วยให้รอดของเราไม่มีวันเปลี่ยนแปลง และพระองค์ทรงสัตย์ซื่อเสมอต่อผู้ที่ไว้วางใจพระองค์ - JBB