ร่ำไห้กลับเป็นเต้นรำ
"เราจะยุบงานคุณ” สิบปีก่อนฉันตะลึงงันเมื่อบริษัทยุบตำแหน่งงานของฉัน ฉันรู้สึกแตกสลายเพราะตัวตนของฉันฝังแน่นอยู่กับบทบาทบรรณาธิการ ไม่นานมานี้ฉันก็เศร้าเมื่อรู้ว่างานอิสระของฉันกำลังจะจบลง แต่คราวนี้ฉันไม่รู้สึกถูกสั่นคลอนถึงแก่นแล้ว เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาฉันได้เห็นความสัตย์ซื่อของพระเจ้าและวิธีที่พระองค์ทรงเปลี่ยนความโศกเศร้าเป็นความยินดี
เราอยู่ในโลกที่เจ็บปวดและผิดหวัง แต่พระเจ้าสามารถเคลื่อนเราจากความสิ้นหวังสู่ความเปรมปรีดิ์ ดังคำพยากรณ์ของอิสยาห์ถึงการเสด็จมาของพระเยซู (อสย.61:1-3) พระเจ้าประทานความหวังเมื่อเราสิ้นหวัง ทรงช่วยให้เราอภัยเมื่อเราคิดว่าอภัยไม่ได้ ทรงสอนว่าตัวตนของเราอยู่ในพระองค์ ไม่ได้อยู่ในงานที่เราทำ ทรงสอนให้กล้าเผชิญกับอนาคตที่เราไม่รู้ เมื่อเรานุ่งห่ม “ขี้เถ้า” พระองค์ประทานเสื้อคลุมแห่งการสรรเสริญอย่างอ่อนโยน
เมื่อเราเผชิญการสูญเสีย เราไม่ควรวิ่งหนีจากความเศร้าแต่เราก็ไม่ต้องขมขื่นหรือแข็งกระด้าง เมื่อเราคิดถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้าที่ผ่านมา เรารู้ว่าพระองค์ทรงต้องการและทรงสามารถเปลี่ยนความเศร้าของเราเป็นการเต้นรำอีกครั้ง และประทานพระคุณที่เพียงพอสำหรับชีวิตในโลกนี้และความชื่นชมยินดีอันสมบูรณ์ในสวรรค์
การสื่อสารที่แท้จริง
เมื่อฉันเดินไปตามละแวกที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของกรุงลอนดอน ฉันได้ยินบทสนทนาหลายภาษา ไม่ว่าจะเป็นโปแลนด์ ญี่ปุ่น ฮินดี โครเอเชีย อิตาลีและอีกมากมาย แม้ฉันจะไม่เข้าใจสิ่งที่พวกเขาพูด แต่ความหลากหลายทำให้รู้สึกเหมือนได้อยู่ในสวรรค์ ขณะที่ฉันก้าวเข้าไปในร้านของชาวรัสเซียหรือตลาดของชาวโปแลนด์ และได้ยินเสียงและสำเนียงที่แตกต่างกัน บางครั้งฉันคิดถึงวันเพ็นเทคอสต์ที่ผู้คนจากหลายชาติสามารถเข้าใจสิ่งที่สาวกพูดได้ คงเป็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมมาก
ในวันนั้น ผู้นมัสการมารวมตัวกันในกรุงเยรูซาเล็มสำหรับเทศการเลี้ยงเฉลิมฉลองเก็บเกี่ยว พระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่กับผู้เชื่อเพื่อว่าเมื่อพวกเขาพูด ผู้ที่ได้ยิน (ที่มาจากทุกประเทศทั่วโลก) จะสามารถเข้าใจได้ในภาษาของตนเอง (กจ.2:5-6) ช่างเป็นเรื่องอัศจรรย์ที่คนแปลกหน้าจากต่างถิ่นเหล่านี้สามารถเข้าใจคำสรรเสริญพระเจ้าได้ในภาษาของตนเอง ทำให้หลายคนอยากรู้จักพระเยซูมากขึ้น
เราอาจไม่สามารถพูดหรือเข้าใจได้หลายภาษา แต่เรารู้ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ช่วยให้เราสื่อสารกับผู้อื่นได้หลายวิธี เราคือมือ เท้าและปากของพระเจ้าเพื่อสานต่อพันธกิจของพระองค์ วันนี้ ด้วยความช่วยเหลือของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราจะเข้าหาใครสักคนที่แตกต่างจากเราได้อย่างไร?
ชื่อใหม่
เธอเรียกตัวเองว่าจอมวิตกกังวล แต่เมื่อลูกของเธอได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ เธอได้เรียนรู้ที่จะเป็นอิสระจากฉายานั้น ในช่วงที่ลูกพักฟื้น เธอนัดพบกับเพื่อนๆ ทุกสัปดาห์เพื่อพูดคุยและอธิษฐานขอการช่วยเหลือและการรักษาจากพระเจ้า ตลอดหลายเดือนนั้น เธอเปลี่ยนความกลัวและความกังวลเป็นคำอธิษฐาน เธอตระหนักว่าเธอกำลังเปลี่ยนจากคนขี้วิตกไปเป็นนักอธิษฐาน เธอสัมผัสได้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าประทานชื่อใหม่ให้แก่เธอ ตัวตนของเธอในพระคริสต์หยั่งรากลึกจากการต่อสู้กับความเจ็บปวดใจที่เธอไม่ต้องการ
ในจดหมายของพระเยซูถึงคริสตจักรในเมืองเปอร์กามัม พระองค์ทรงสัญญาว่าจะประทานหินขาวที่มีชื่อใหม่จารึกไว้แก่ผู้ที่สัตย์ซื่อ (วว.2:17) ผู้ศึกษาพระคัมภีร์ถกเถียงกันเรื่องความหมายของหินนี้ แต่ส่วนใหญ่เห็นพ้องว่าหินขาวชี้ให้เห็นอิสรภาพของเราในพระคริสต์ ในสมัยพระคัมภีร์ คณะลูกขุนในศาลจะใช้หินขาวสำหรับคำตัดสินว่าไม่ผิด และหินดำสำหรับคำตัดสินให้มีความผิด หินขาวยังใช้เป็นเครื่องเบิกทางสำหรับเข้างานต่างๆ เช่น งานเลี้ยง ในทำนองเดียวกัน ผู้ที่ได้รับหินขาวจากพระเจ้าจะได้รับการต้อนรับเข้าสู่งานเลี้ยงของสวรรค์ การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูทำให้เราได้มีอิสรภาพ ชีวิตใหม่และชื่อใหม่
ชื่อใหม่ที่พระเจ้าจะให้แก่คุณคืออะไร
สันติสุขที่ไหลล้น
"ไม่แปลกใจเลยที่คุณเป็นผู้นำค่ายรีทรีต” คนหนึ่งในชั้นเรียนออกกำลังกายบอกฉัน “คุณดูเปล่งประกายดีนะ” ฉันรู้สึกประหลาดใจแต่ก็ดีใจในความเห็นนั้น เพราะฉันเข้าใจว่า สิ่งที่เธอเห็นว่าเป็น “ประกาย” ในตัวฉันนั้นคือสันติสุขของพระคริสต์ พระองค์ประทานสันติสุขที่เกินความเข้าใจให้กับเราซึ่งเป็นผู้ติดตามพระคริสต์ (ฟีลิปปี 4:7) และเป็นเหมือนรัศมีที่เปล่งประกายจากภายใน แม้เราอาจไม่รู้ตัว
หลังจากอาหารมื้อสุดท้าย พระเยซูทรงสัญญากับเหล่าสาวกถึงสันติสุขนี้ พระองค์เตรียมพวกเขาให้รับมือการสิ้นพระชนม์และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ ทรงบอกว่าแม้ต้องประสบความทุกข์ยากในโลกนี้ แต่พระบิดาจะส่งพระวิญญาณแห่งความจริงมาอยู่กับพวกเขาและอยู่ในพวกเขา (ยอห์น 14:16-17) และจะทรงสอนและนำความจริงให้เกิดขึ้นในจิตใจ จะปลอบประโลม และประทานสันติสุขของพระองค์ให้ แม้อีกไม่นานพวกเขาจะเจอการทดลอง และต่อต้านอย่างรุนแรงจากผู้นำศาสนาและจะได้เห็นพระเยซูถูกประหารชีวิต พระองค์ตรัสว่าอย่ากลัว เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์จะไม่มีวันละทิ้งพวกเขาไป
แม้ในฐานะลูกของพระเจ้าที่ต้องเผชิญความยากลำบาก เราเองก็มีองค์พระวิญญาณผู้ทรงสถิตอยู่ภายในและไหลล้นออกมาภายนอกด้วย สันติสุขของพระเจ้าจะเป็นพยานของพระองค์ให้แก่ทุกคนที่เราพบ ไม่ว่าจะเป็นที่ตลาด ที่โรงเรียน หรือโรงยิม
พระวิญญาณที่ทรงสัญญาไว้
เอลีชาทั้งมุ่งมั่นและกล้าหาญ ท่านได้เห็นพระเจ้าทำงานผ่านผู้เผยพระวจนะเอลียาห์ด้วยการอัศจรรย์และการพูดความจริงในยุคแห่งการโกหก 2 พงศ์กษัตริย์ 2:1 บอกว่าเอลียาห์กำลังจะถูกรับ “ไปยังฟ้าสวรรค์” และเอลีชาไม่อยากให้ท่านจากไป
ถึงเวลาที่ต้องแยกจาก เอลีชารู้ว่าท่านต้องมีสิ่งที่เอลียาห์มีจึงจะทำพันธกิจให้สำเร็จได้ จึงทูลขออย่างหาญกล้าว่า “ขอให้ฤทธิ์เดชของท่านอยู่กับข้าพเจ้าตามส่วนสิทธิบุตรหัวปี” (2 พงศ์กษัตริย์ 2:9) ซึ่งหมายถึงการให้มรดกสองเท่าแก่บุตรหัวปีหรือทายาทตามกฎหมาย (เฉลยธรรมบัญญัติ 21:17) เอลีชาต้องการเป็นที่รู้จักในฐานะทายาทของเอลียาห์ และพระเจ้าอนุญาต
ไม่นานมานี้พี่เลี้ยงฝ่ายวิญญาณของฉัน ซึ่งเป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐเสียชีวิตลงหลังจากต่อสู้กับโรคร้ายมาหลายปี เธอพร้อมจะกลับไปร่วมงานเลี้ยงฉลองในนิรันดร์กาลกับพระเจ้า พวกเราที่รักเธอต่างรู้สึกยินดีที่เธอได้เป็นอิสระจากความเจ็บปวดและชื่นบานอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้า แต่เราโศกเศร้ากับการสูญเสียความรักและการเป็นแบบอย่างของเธอ แม้จะจากไป แต่เธอไม่ได้ทิ้งเราไว้เดียวดาย พระเจ้าทรงสถิตกับเราเช่นกัน
เอลีชาได้ฤทธิ์เดชของเอลียาห์สองเท่า ซึ่งเป็นอภิสิทธิ์และพระพรยิ่งใหญ่ เราที่มีชีวิตในยุคหลังการสิ้นพระชนม์และฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูจะได้พระวิญญาณตามที่ทรงสัญญาไว้ พระเจ้าองค์ตรีเอกานุภาพทรงสถิตภายในเรา
ทำสิ่งที่พระเจ้าเห็นชอบ
"ช่างก่อสร้างโคบาล” เป็นคำที่เจ้าของบ้านชาวอังกฤษหลายคน ใช้เรียกผู้รับเหมาที่ทำงานก่อสร้างไร้คุณภาพ คำนี้มักมาพร้อมกับความรู้สึกกลัวหรือผิดหวังเพราะเคยมีประสบการณ์อันเลวร้าย
แน่นอนว่าในสมัยพระคัมภีร์ก็มีช่างไม้ ช่างก่อ และช่างสกัดหินที่คดโกง แต่ในเรื่องราวการซ่อมแซมพระวิหารของกษัตริย์โยอาช มีข้อความที่กล่าวถึงความสัตย์ซื่อของผู้คนที่ควบคุมและปฏิบัติงาน (2 พงศ์กษัตริย์ 12:15)
แต่กษัตริย์โยอาช “ทรงกระทำสิ่งที่ชอบในสายพระเนตรพระเจ้า” (2 พงศ์กษัตริย์ 12:2) เฉพาะช่วงที่ปุโรหิตเยโฮยาดาเป็นที่ปรึกษา ใน 2 พงศาวดาร 24:17-27 แต่หลังจากที่เยโฮยาดาสิ้นชีวิต โยอาชก็หันไปจากองค์พระผู้เป็นเจ้า และถูกชักจูงให้นมัสการพระอื่น
เรื่องราวหลากหลายของกษัตริย์ ผู้มีชีวิตเกิดผลเฉพาะเมื่ออยู่ภายใต้การแนะนำฝ่ายวิญญาณของปุโรหิตที่ชอบธรรม ทำให้ฉันต้องหยุดคิด เรื่องราวของเราเป็นอย่างไร เราจะยังคงเติบโตและพัฒนาความเชื่อตลอดชีวิตและเกิดผลดีหรือไม่ หรือเราจะถูกโลกล่อลวง และหันไปหารูปเคารพในยุคปัจจุบันคือ ความสะดวกสบาย วัตถุนิยม และการยกย่องตนเอง
แก้วพระเนตรของพระองค์
ลูกสาวของเพื่อนฉันเกิดอาการชัก พ่อแม่รีบพาลูกส่งโรงพยาบาลด้วยรถฉุกเฉิน เธออธิษฐานเผื่อลูกน้อยด้วยใจสั่นรัว ความรักอันท่วมท้นที่มีต่อลูกถาโถมเข้าใส่เธอขณะกำนิ้วมือเล็กๆ ของลูก เธอระลึกได้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรักเรายิ่งกว่านี้มากนักและเราเป็นดั่ง “แก้วพระเนตรของพระองค์”
ผู้เผยพระวจนะเศคาริยาห์ได้กล่าววลีนี้แก่ประชากรของพระเจ้าที่กลับมาเยรูซาเล็มหลังจากถูกจับไปเป็นเชลยที่บาบิโลน ท่านเรียกร้องให้พวกเขากลับใจ สร้างพระวิหารขึ้นใหม่ และรื้อฟื้นหัวใจรักที่มีพระเจ้าเที่ยงแท้ เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรักประชากรของพระองค์อย่างยิ่ง พวกเขาเป็นดั่งแก้วพระเนตรของพระองค์
นักวิชาการฮีบรูให้ความเห็นว่าวลีในเศคาริยาห์ 2 นี้หมายถึงการที่ภาพบุคคลหนึ่งสะท้อนอยู่ในดวงตาของอีกคนหนึ่ง เพราะดวงตาเป็นอวัยวะสำคัญและบอบบาง จึงต้องการการปกป้อง และองค์พระผู้เป็นเจ้าก็ทรงประสงค์ที่จะรักและปกป้องประชากรของพระองค์อย่างเดียวกัน โดยการให้พวกเขาอยู่ใกล้พระทัยพระองค์
องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสถิตอยู่กับเรา ทรงเทความรักของพระองค์ให้แก่เรา เป็นความรักที่อัศจรรย์ยิ่งกว่าความรักของแม่ที่ทำได้ทุกอย่างเพื่อลูกที่เจ็บป่วย เราเป็นแก้วพระเนตร เป็นที่รักยิ่งของพระองค์
คนแปลกหน้าและคนต่างชาติ
ฉันจอดจักรยาน และดูแผนที่เคมบริดจ์เพื่อความมั่นใจ ฉันไม่เก่งเรื่องทิศทาง จึงอาจหลงอยู่ในถนนวกวนที่มีแต่อาคารเก่าแก่ได้ง่าย ชีวิตน่าจะดูสบายๆ เพราะฉันเพิ่งแต่งงานกับสามีชาวอังกฤษและย้ายมาอยู่สหราชอาณาจักร แต่ฉันรู้สึกเคว้งคว้าง ฉันดูกลมกลืนกับคนที่นี่เมื่อฉันไม่พูดอะไร แต่พอฉันพูด ผู้คนมองว่าฉันเป็นนักท่องเที่ยวชาวอเมริกัน ฉันยังไม่รู้สถานะของตัวเอง แต่ที่รู้คือการให้คนหัวดื้อสองคนมาใช้ชีวิตร่วมกันเป็นเรื่องยากกว่าที่คาดไว้มาก
ฉันเข้าใจความรู้สึกของอับราฮัมที่ทิ้งทุกอย่างที่รู้จักเพราะเชื่อฟังการทรงเรียกของพระเจ้า ให้ใช้ชีวิตเป็นคนต่างชาติและคนแปลกหน้าในแผ่นดินใหม่ (ปฐมกาล 12:1) ท่านอดทนกับความแตกต่างทางวัฒนธรรมทั้งยังคงความเชื่อในพระเจ้า และ 2,000 ปีต่อมาผู้เขียนฮีบรูเรียกท่านว่าวีรบุรุษ (ฮีบรู 11:9) เช่นเดียวกับบุรุษและสตรีในพระธรรมบทนี้ อับราฮัมดำเนินชีวิตในความเชื่อ รอคอยสิ่งที่ได้ทรงสัญญาไว้มีความหวังและรอคอยบ้านในสวรรค์
คุณอาจอยู่เมืองเดิมมาตลอด แต่ในฐานะที่เป็นผู้ติดตามพระคริสต์เราทุกคนเป็นคนต่างชาติและคนแปลกหน้าในโลกนี้ เราดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ โดยรู้ว่าพระเจ้าจะทรงนำและชี้ทางเรา เราเชื่อว่าพระองค์จะไม่ทรงทอดทิ้งหรือละทิ้งเรา และด้วยความเชื่อเรารอคอยการกลับบ้าน