ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Amy Boucher Pye

องค์พระผู้ช่วย

ขณะที่รอขึ้นเครื่องบินเพื่อไปเรียนต่อเมืองอื่นที่ไกลจากบ้านเป็นพันกิโลเมตร ฉันรู้สึกประหม่าและโดดเดี่ยว แต่ฉันนึกถึงตอนที่พระเยซูสัญญากับเหล่าสาวกว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ทรงปลอบโยนจะสถิตอยู่ด้วย

สหายของพระเยซูคงจะพากันประหลาดใจเมื่อพระองค์บอกว่า “การที่เราจากไปนั้นก็เพื่อประโยชน์ของท่าน” (ยน.16:7) จะดีกว่าได้อย่างไรสำหรับคนที่เรียนรู้คำสอนจากพระองค์และเคยเห็นการอัศจรรย์ด้วยตาตัวเอง แต่พระเยซูบอกเขาว่า หากพระองค์ไป “องค์พระผู้ช่วย” หรือพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะเสด็จมา

ในช่วงสุดท้ายที่พระเยซูอยู่บนโลก ทรงใช้เวลากับสาวก (ในยอห์น 14-17 ที่เรียกว่า พระโอวาทอำลา) เพื่อช่วยให้เขาเข้าใจการสิ้นพระชนม์และการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ พระองค์บอกถึงการเสด็จมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์ องค์พระผู้ช่วย ซึ่งจะอยู่กับเขา (ยน.14:16-17) สอน (ยน.15:15) และเป็นพยานให้เขา (ยน.15:26) และนำเขา (ยน.16:13)

เราผู้ได้รับชีวิตใหม่จากพระเจ้าได้รับของขวัญนี้คือ พระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้สถิตอยู่ในเรา เราได้รับหลายสิ่งมากมายจากพระองค์ ทรงให้เราเห็นความบาปของเราและช่วยให้เรากลับใจ ทรงปลอบโยนเมื่อเราเจ็บปวด ให้กำลังเราทนต่อความยากลำบาก ให้สติปัญญาที่จะเข้าใจคำสอนของพระเจ้า ให้ความหวัง ความเชื่อและความรักเพื่อแบ่งปันผู้อื่น

ให้เราชื่นชมยินดีที่พระเยซูส่งองค์พระผู้ช่วยมาอยู่กับเรา

อยู่บ้านกับพระเยซู

"ไม่มีที่ไหนเหมือนบ้าน” คำกล่าวนี้สะท้อนความปรารถนาลึกๆ ในจิตใจที่อยากมีสถานที่ของตัวเองเพื่อพักผ่อน อยู่อาศัยและเป็นเจ้าของ พระเยซูตรัสเรื่องความปรารถนานี้หลังจากพระองค์เสวยพระกระยาหารมื้อสุดท้ายร่วมกับเหล่าสหาย พระองค์ตรัสถึงการสิ้นพระชนม์และการคืนพระชนม์ที่ใกล้เข้ามา ทรงสัญญาว่าแม้พระองค์จากไป แต่จะทรงกลับมารับพวกเขา พระองค์จะทรงจัดเตรียมที่ไว้สำหรับพวกเขา เป็นที่พักอาศัย เป็นบ้าน

พระองค์ทรงเตรียมที่ไว้สำหรับพวกเขาและพวกเราผ่านทางการปฏิบัติตามกฎของพระเจ้าด้วยการสิ้นพระชนม์บนกางเขน ในฐานะมนุษย์ที่ปราศจากบาป พระองค์ให้ความมั่นใจกับเหล่าสาวกว่า หากพระองค์ทรงฟันฝ่าเพื่อจัดเตรียมบ้านให้พวกเขาถึงเพียงนี้ พระองค์ย่อมต้องกลับมารับและไม่ทิ้งพวกเขาไว้แน่นอน พวกเขาไม่ต้องกลัวหรือกังวลเรื่องใดในชีวิตไม่ว่าในโลกนี้หรือในสวรรค์

เราเองก็รับการปลอบประโลมและความมั่นใจจากพระดำรัสของพระเยซูได้ เพราะเราเชื่อและวางใจว่าพระองค์ทรงเตรียมบ้านสำหรับเราพระองค์ทรงประทับอยู่ในเรา (ดู ยอห์น 14:23 ) และพระองค์ทรงล่วงหน้าไปเพื่อจัดเตรียมบ้านบนสวรรค์ให้กับเรา ไม่ว่าเราจะอยู่ในบ้านแบบใด เราก็เป็นของพระเยซู ผู้ทรงดำรงอยู่ด้วยความรักและโอบล้อมเราด้วยสันติสุขของพระองค์ ไม่มีที่ไหนเหมือนบ้านเมื่อเราอยู่กับพระเยซู

ราคาของความรัก

ลูกสาวของเราร้องไห้โฮ ขณะที่เราโบกมืออำลาพ่อแม่ของฉันที่มาเยี่ยมเราที่อังกฤษ และกำลังจะออกเดินทางไกลกลับบ้านที่สหรัฐ เธอบอกว่า “หนูไม่อยากให้ท่านไปเลย” ขณะที่ฉันปลอบลูกอยู่ สามีของฉันให้ความเห็นว่า “ผมคิดว่านี่คือราคาของความรัก”

เราอาจรู้สึกเจ็บปวดที่ต้องแยกจากคนที่เรารัก แต่พระเยซูได้ทรงเผชิญกับการถูกตัดขาดเมื่อต้องจ่ายราคาความรักบนไม้กางเขน พระองค์ผู้ทรงเป็นทั้งมนุษย์และพระเจ้า “แบกบาปของคนเป็นอันมาก” (อิสยาห์ 53:12) เป็นไปตามคำพยากรณ์ของอิสยาห์หลังจากเวลาผ่านไปเจ็ดร้อยปี พระธรรมบทนี้ทำให้เราเห็นชัดเจนว่าพระเยซูทรงเป็นผู้รับใช้ที่ทนทุกข์ เช่นตอนที่พระองค์ทรง “บาดเจ็บเพราะความทรยศของเราทั้งหลาย” (อิสยาห์ 53-:5) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน และเมื่อทหารคนหนึ่งเอาหอกแทงสีข้างของพระองค์ (ยอห์น 19:34) และตอนที่บอกว่า “ที่ท่านต้องฟกช้ำนั้นก็ให้เราหายดี” (อิสยาห์ 53:5)

เพราะความรัก พระเยซูเสด็จมาบังเกิดเป็นทารกน้อยบนโลกนี้ เพราะความรัก พระองค์ทรงถูกข่มเหงจากผู้สอนธรรมบัญญัติ ฝูงชน และเหล่าทหาร เพราะความรัก พระองค์ทรงทนทุกข์ทรมานและสิ้นพระชนม์เพื่อเป็นเครื่องบูชาที่สมบูรณ์ต่อหน้าพระบิดาแทนเรา เรามชีวิตอยู่ก็เพราะพราะความรัก

ยกโทษทำไม?

เมื่อเพื่อนคนหนึ่งทรยศฉัน ฉันรู้ว่าฉันต้องยกโทษให้เขา แต่ฉันไม่แน่ใจว่าฉันจะทำได้ คำพูดของเขาเสียดแทงบาดลึก และฉันนิ่งเฉยไปเพราะความเจ็บปวดและความโกรธ แม้เราได้คุยกันเรื่องนี้ และฉันบอกเขาว่าฉันยกโทษให้ แต่ทุกครั้งที่ฉันเห็นหน้าเขาฉันยังรู้สึกเจ็บปวด ฉันจึงรู้ว่าฉันยังคงเก็บเอาความไม่พอใจไว้ แต่แล้ววันหนึ่ง พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานและทรงช่วยให้ฉันสามารถปลดปล่อยได้อย่างแท้จริง ฉันจึงเป็นไทเสียที

การยกโทษคือหัวใจของความเชื่อคริสเตียน เพราะองค์พระผู้ช่วยให้รอดยังทรงให้อภัย แม้ขณะกำลังจะสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระองค์ทรงรักผู้ที่ตรึงพระองค์ ทรงกล่าวคำอธิษฐานทูลขอให้พระบิดายกโทษให้พวกเขา พระองค์ไม่ได้เก็บความขมขื่นหรือความโกรธเอาไว้ แต่ทรงสำแดงพระคุณความรักแก่ผู้ที่ทำผิดต่อพระองค์

เวลานี้เป็นเวลาเหมาะที่เราจะใคร่ครวญต่อพระพักตร์พระเจ้าว่ามีใครบ้างที่เราต้องยกโทษให้ อย่างที่พระเยซูทรงทำไว้เป็นแบบอย่างโดยการแสดงความรักแก่ผู้ที่ทำ

ชีวิตและความตาย

ฉันจะไม่มีวันลืมเหตุการณ์ที่ได้นั่งอยู่ข้างเตียงพี่ชายของเพื่อน ขณะที่เขากำลังจะจากโลกนี้ไป เหตุการณ์แบบนี้เป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปแต่ไม่ใช่สำหรับเราเลย ขณะที่เราสามคนคุยกันเบาๆ ริชาร์ดเริ่มหายใจลำบากขึ้น เรามาล้อมรอบเขา เฝ้าดู รอคอย และอธิษฐาน เมื่อเขาสูดลมหายใจครั้งสุดท้าย ฉันรู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่บริสุทธิ์และสงบที่สัมผัสได้ว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ท่ามกลางน้ำตาที่อาลัยคนดีๆ อย่างชายวัยสี่สิบผู้นี้

วีรบุรุษแห่งความเชื่อของเราหลายคน ก็ได้สัมผัสถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้าขณะที่กำลังจะเสียชีวิต เช่น ยาโคบประกาศว่าในไม่ช้า “เราจะไปอยู่ร่วมกับคนของเรา” (ปฐก.49:29-33) โยเซฟ บุตรชายของยาโคบก็พูดถึงความตายของตนที่ใกล้เข้ามาว่า “เราจวนจะตายแล้ว” เขาพูดกับพี่น้องขณะที่สอนให้พวกเขายึดมั่นในความเชื่อ เขาดูเปี่ยมด้วยสันติสุข แต่ก็กระตือรือร้นที่พี่น้องของเขาวางใจในพระเจ้า (ปฐก.50:24)

ไม่มีใครรู้ว่าลมหายใจสุดท้ายของเราจะมาถึงเมื่อไหร่ หรืออย่างไรแต่เราสามารถทูลขอให้พระเจ้าช่วยให้เราวางใจว่า พระองค์จะทรงอยู่กับเรา เราเชื่อในพระสัญญาได้ว่า พระเยซูจะจัดเตรียมที่ไว้สำหรับเราในบ้านของพระบิดา (ยน.14:2-3)

หยาดฝนชื่นใจ

ฉันต้องการหยุดพักจึงออกไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะใกล้ๆ ขณะที่เดินอยู่ก็สะดุดตากับต้นอ่อนสีเขียวเล็กๆ ที่งอกขึ้นมาจากดินโคลน ซึ่งในอีกไม่กี่อาทิตย์ก็จะเติบโตเป็นดอกแดฟโฟดีลที่สวยงาม บ่งบอกว่าความอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิกำลังมา ฤดูหนาวผ่านพ้นไปอีกปีหนึ่งแล้ว

ขณะที่อ่านพระธรรมโฮเชยา เราอาจรู้สึกเหมือนกับฤดูหนาวยาวนานไม่สิ้นสุด เพราะพระเจ้าทรงมอบหมายหน้าที่ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงให้โฮเชยา คือการแต่งงานกับหญิงเจ้าชู้ ซึ่งเป็นภาพที่สื่อให้เห็นถึงความรักที่พระผู้สร้างมีต่อคนอิสราเอล (ฮชย.1:2-3) โกเมอร์ภรรยาของโฮเชยาผิดคำมั่นสัญญาของการแต่งงาน แต่โฮเชยาก็ยังต้อนรับนางกลับมา และปรารถนาให้นางรักและทุ่มเทต่อท่านเพียงผู้เดียว (ฮชย.3:1-3)เช่นกัน พระเจ้าก็ปรารถนาให้เรารักพระองค์ด้วยกำลัง และความมุ่งมั่นที่ไม่จางหายไปเหมือนหมอกยามเช้า

แล้วเราจะมีปฏิสัมพันธ์กับพระเจ้าอย่างไร เราแสวงหาพระองค์เฉพาะในเวลาที่เจอเรื่องทุกข์ใจหรือ หรือแสวงหาคำตอบในเวลาที่เราโศกเศร้า แต่พอถึงช่วงเวลาแห่งความสุขกลับเมินเฉยต่อพระองค์ เราเหมือนคนอิสราเอลหรือไม่ ที่ใจโลเลไปหารูปเคารพในยุคนี้ ซึ่งรวมไปถึงภารกิจยุ่งเหยิง ความสำเร็จ และการมีอิทธิพลเหนือผู้อื่น

ขอให้เราถวายตัวอีกครั้งกับพระเจ้า ผู้ทรงรักเราอย่างแน่แท้เหมือนดอกไม้ที่ผลิบานในฤดูใบไม้ผลิ

ของขวัญจากการต้อนรับ

อาหารมื้อค่ำที่เราเลี้ยงต้อนรับครอบครัวซึ่งมาจากห้าเชื้อชาติยังคงเป็นความทรงจำที่พิเศษ เราไม่ได้คุยกันเป็นคู่ๆ แต่เราทุกคนต่างแบ่งปันถึงชีวิตในลอนดอนจากมุมมองของคนที่มาจากหลายๆส่วนของโลกให้กันและกันฟัง เมื่อค่ำคืนนั้นสิ้นสุดลง ฉันและสามีคุยกันว่าเราได้รับมากกว่าที่เราให้ ซึ่งรวมถึงความรู้สึกอบอุ่นที่ได้จากการบ่มเพาะมิตรภาพใหม่ๆ และการเรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่างกัน

ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูสรุปความคิดของท่านด้วยคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน และบอกผู้อ่านว่าควรต้อนรับแขกแปลกหน้าอยู่เสมอๆ เพราะโดยการกระทำอย่างนี้ “บางคนก็ได้ต้อนรับทูตสวรรค์โดยไม่รู้ตัว” (13:2) ท่านอาจหมายถึงอับราฮัมกับนางซาราห์ในปฐมกาล 18:1-2 ซึ่งได้ต้อนรับแขกแปลกหน้าสามคนด้วยใจกว้างขวางและเลี้ยงอาหาร ซึ่งเป็นธรรมเนียมในสมัยของพระคัมภีร์ โดยไม่รู้ว่าพวกเขากำลังต้อนรับทูตสวรรค์ผู้นำสารแห่งพระพรมาให้

เราไม่เชิญให้ใครมาที่บ้านเราโดยหวังจะได้รับอะไรจากพวกเขา แต่เรามักได้รับมากกว่าที่เราให้ ขอพระเจ้าทรงโปรดสำแดงความรักของพระองค์ผ่านเราเมื่อเราต้อนรับผู้อื่นในแบบของพระองค

โลกแห่งความเป็นจริง

แม้จะผ่านไปหลายปีหลังจากสูญเสียเมลิสสา ลูกสาววัยสิบเจ็ดปีจากอุบัติเหตุรถยนต์ในปี 2002 ผมยังพบว่าบางครั้งเมื่อโศกเศร้าผมก็หลงเข้าสู่โลก “ถ้าหาก” เป็นเรื่องง่ายมากที่จะจินตนาการเหตุการณ์ในค่ำคืนเดือนมิถุนายนอันน่าเศร้านั้นเสียใหม่ และคิดหาว่ามีปัจจัยอะไรบ้าง ที่หากเปลี่ยนแปลงไปจะทำให้ลูกผมกลับถึงบ้านได้อย่างปลอดภัย

แต่ในความเป็นจริง โลก “ถ้าหาก” ไม่ใช่ที่ที่เราควรอยู่ ที่นั่นเป็นโลกแห่งความเสียใจสงสัยและสิ้นหวัง แม้ความทุกข์ใจจะมีอยู่จริงและความเศร้าไม่เคยหายไป แต่จะเป็นผลดีกับเรามากกว่าและพระเจ้าจะทรงได้รับเกียรติเมื่อเราอยู่ในโลก “จริง”

ในโลกจริง เราจะได้พบความหวัง การหนุนใจและการปลอบประโลม เรามีความหวัง (1 ธส.4:13) คือความมั่นใจว่าเพราะเมลิสสารักพระเยซู เธอจึงไปอยู่ในที่ที่ “ประเสริฐกว่ามากนัก” (ฟป.1:23) พระเจ้าแห่งการชูใจทุกอย่างทรงสถิตกับเรา (2 คร.1:3) เรามี “ความช่วยเหลือที่พร้อมอยู่ในยามยากลำบาก” จากพระเจ้า (สดด.46:1) และเรามักได้การหนุนใจจากเพื่อนผู้เชื่อ

ไม่มีใครอยากพบโศกนาฏกรรมในชีวิต แต่เมื่อเราเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบาก ความช่วยเหลือที่ดีที่สุดของเรามาจากการวางใจพระเจ้า ผู้ทรงเป็นความหวังอันแน่นอนในโลกแห่งความเป็นจริง

ประภาคาร

ศูนย์พันธกิจในรวันดาชื่อ “ไลท์เฮ้าส์” (ประภาคาร) ตั้งอยู่เป็นสัญลักษณ์แสดงการไถ่ ศูนย์นี้อยู่บนผืนดินที่เคยเป็นบ้านหลังใหญ่โตของประธานาธิบดีในช่วงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในปี 1994 แต่อาคารใหม่นี้ถูกสร้างโดยคริสเตียนเพื่อเป็นดวงประทีปนำความสว่างและความหวัง ที่นั่นมีสถาบันพระคริสตธรรมเพื่อสร้างผู้นำคริสเตียนรุ่นใหม่ และมีโรงแรม ร้านอาหารและบริการอื่นๆ สำหรับชุมชน ชีวิตใหม่เกิดขึ้นท่ามกลางเถ้าถ่าน ผู้คนที่ช่วยกันสร้างไลท์เฮ้าส์ต่างยึดเอาพระเยซูเป็นแหล่งความหวังและการไถ่

เมื่อพระเยซูเสด็จไปยังธรรมศาลาในนาซาเร็ธในวันสะบาโต พระองค์ทรงอ่านพระธรรมอิสยาห์และประกาศว่าพระองค์เป็นผู้ที่ทรงเจิมตั้งไว้ให้ประกาศความโปรดปรานของพระเจ้า (ดู ลก.4:14-21) พระองค์ทรงเป็นผู้เสด็จมาเพื่อเล้าโลมคนที่ชอกช้ำและประทานการไถ่และการอภัย ในพระเยซูเราได้เห็นความงดงามแทนขี้เถ้า (อสย.61:3)

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดาเป็นการต่อสู้ระหว่างชนเผ่า ที่ทำให้สูญเสียชีวิตกว่าครึ่งล้านทั้งยังเหี้ยมโหดเกินจินตนาการและน่าสะพรึงกลัว และเราไม่มีคำพูดใดจะอธิบาย แต่เรารู้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงไถ่ให้พ้นความชั่วร้ายได้ ไม่ว่าจะในโลกนี้หรือในสวรรค์ พระองค์ผู้ประทานน้ำมันแห่งความยินดีแทนการไว้ทุกข์ทรงให้ความหวังกับเราท่ามกลางสถานการณ์ที่มืดมิดที่สุด

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา