ความเชื่อที่เป็นการกระทำ
ขณะที่เพื่อนของฉันขับรถไปที่ร้านขายของชำ เธอสังเกตเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินอยู่ริมถนน เธอรู้สึกว่าควรจะเลี้ยวรถกลับไปและอาสาไปส่งผู้หญิงคนนั้น เมื่อรับผู้หญิงคนนั้นขึ้นมาแล้ว เธอยิ่งรู้สึกเศร้าใจเมื่อได้ทราบว่าผู้หญิงคนนั้นไม่มีเงินขึ้นรถเมล์กลับบ้านและตัดสินใจเดินเป็นระยะทางหลายกิโลเมตรท่ามกลางอากาศที่ร้อนและแห้ง เธอไม่เพียงแต่ต้องเดินกลับเป็นระยะทางไกล แต่ยังต้องเดินเป็นเวลาหลายชั่วโมงในเช้าวันนั้นเพื่อจะมาถึงที่ทำงานให้ทันตอนตีสี่
สันติภาพเป็นพันธนะ
หลังจากฉันอีเมล์ต่อว่าเพื่อนเรื่องที่เราเห็นไม่ตรงกัน เธอไม่ตอบกลับ ฉันล้ำเส้นหรือ ฉันไม่อยากทำให้สถานการณ์แย่ลงโดยไปกวนใจเธอ แต่ก็ไม่อยากปล่อยให้เรื่องค้างคาก่อนเธอจะเดินทางไปต่างประเทศ ทุกครั้งที่คิดถึงเธอตลอดหลายวันต่อมา ฉันอธิษฐานเผื่อเธอ ไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป จากนั้นเช้าวันหนึ่ง ฉันไปเดินเล่นในสวนสาธารณะและเจอเธอ ใบหน้าเธอเจ็บปวดเมื่อมองเห็นฉัน “ขอบคุณพระเจ้าที่ฉันได้คุยกับเธอ” ฉันสูดลมหายใจพร้อมเดินเข้าไปหาด้วยรอยยิ้ม เราเปิดใจคุยกันและแก้ไขปัญหาได้
สันติสุขอันสมบูรณ์
เพื่อนคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่าเธอแสวงหาสันติสุขและความพึงพอใจมาหลายปี เธอกับสามีมีธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ เธอจึงมีเงินซื้อบ้านหลังใหญ่ เสื้อผ้าสวยๆ และเครื่องประดับราคาแพง แต่ของเหล่านี้ไม่ตอบสนองความปรารถนาสันติสุขในจิตใจของเธอ การมีเพื่อนเป็นคนใหญ่คนโตก็เช่นกัน แต่แล้ววันหนึ่ง ตอนที่เธอรู้สึกเศร้าและสิ้นหวัง เพื่อนคนหนึ่งก็เล่าข่าวประเสริฐของพระเยซูให้เธอฟัง เธอได้พบองค์สันติราช และความเข้าใจเรื่องสันติสุขและความพึงพอใจแท้ของเธอก็เปลี่ยนไปตลอดกาล
เสื้อผ้าสะอาด
ตอนลูกของฉันยังเล็ก พวกเขาชอบเล่นในสวนหลังบ้านที่เฉอะแฉะจนเนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลน เพื่อเห็นแก่สุขภาพของลูกและพื้นบ้านของฉัน ฉันจะถอดเสื้อผ้าพวกเขาออกที่ประตูและเอาผ้าเช็ดตัวห่อพวกเขาไว้ก่อนจะพาไปอาบน้ำ เนื้อตัวที่เปื้อนดินก็สะอาดได้ด้วยสบู่ น้ำ และอ้อมกอด
ในนิมิตที่มาถึงเศคาริยาห์ เราเห็นมหาปุโรหิตโยชูวาสวมเครื่องแต่งกaายสกปรกอันหมายถึงความบาปผิด (ศคย.3:3) แต่พระเจ้าทรงทำให้ท่านสะอาด โดยการเปลื้องเครื่องแต่งกายสกปรกออกแล้วประดับตัวท่านด้วยเสื้อผ้าสะอาด (ศคย.3:5) ผ้าโพกศีรษะและเสื้อคลุมใหม่เป็นสัญลักษณ์ว่าพระเจ้าได้เอาความผิดบาปไปจากท่านแล้ว
เราก็สามารถรับการชำระล้างจากพระเจ้าได้เมื่อเราเป็นไทจากความผิดบาปผ่านการช่วยกู้ของพระเยซู การที่พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนส่งผลให้เราได้รับการชำระล้างโคลนและบาปที่เกาะอยู่บนเราออกไป เมื่อเรารับเอาเสื้อคลุมแห่งการเป็นบุตรของพระเจ้าไว้ เราจะไม่ถูกตัดสินตามความผิดพลาดที่เราเคยทำ (การโกหก การนินทา การลักขโมย การโลภ หรืออื่นๆ) แต่เราจะรับเอาสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ผู้ที่พระองค์รัก คือ การถูกสร้างใหม่ การเปลี่ยนใหม่ การถูกชำระล้าง การเป็นไท
จงทูลขอให้พระเจ้าถอดเสื้อผ้าสกปรกที่คุณสวมใส่ออก เพื่อคุณจะได้สวมเสื้อคลุมที่ได้ทรงเตรียมไว้สำหรับคุณ
องค์พระผู้ช่วย
ขณะที่รอขึ้นเครื่องบินเพื่อไปเรียนต่อเมืองอื่นที่ไกลจากบ้านเป็นพันกิโลเมตร ฉันรู้สึกประหม่าและโดดเดี่ยว แต่ฉันนึกถึงตอนที่พระเยซูสัญญากับเหล่าสาวกว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ทรงปลอบโยนจะสถิตอยู่ด้วย
สหายของพระเยซูคงจะพากันประหลาดใจเมื่อพระองค์บอกว่า “การที่เราจากไปนั้นก็เพื่อประโยชน์ของท่าน” (ยน.16:7) จะดีกว่าได้อย่างไรสำหรับคนที่เรียนรู้คำสอนจากพระองค์และเคยเห็นการอัศจรรย์ด้วยตาตัวเอง แต่พระเยซูบอกเขาว่า หากพระองค์ไป “องค์พระผู้ช่วย” หรือพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะเสด็จมา
ในช่วงสุดท้ายที่พระเยซูอยู่บนโลก ทรงใช้เวลากับสาวก (ในยอห์น 14-17 ที่เรียกว่า พระโอวาทอำลา) เพื่อช่วยให้เขาเข้าใจการสิ้นพระชนม์และการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ พระองค์บอกถึงการเสด็จมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์ องค์พระผู้ช่วย ซึ่งจะอยู่กับเขา (ยน.14:16-17) สอน (ยน.15:15) และเป็นพยานให้เขา (ยน.15:26) และนำเขา (ยน.16:13)
เราผู้ได้รับชีวิตใหม่จากพระเจ้าได้รับของขวัญนี้คือ พระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้สถิตอยู่ในเรา เราได้รับหลายสิ่งมากมายจากพระองค์ ทรงให้เราเห็นความบาปของเราและช่วยให้เรากลับใจ ทรงปลอบโยนเมื่อเราเจ็บปวด ให้กำลังเราทนต่อความยากลำบาก ให้สติปัญญาที่จะเข้าใจคำสอนของพระเจ้า ให้ความหวัง ความเชื่อและความรักเพื่อแบ่งปันผู้อื่น
ให้เราชื่นชมยินดีที่พระเยซูส่งองค์พระผู้ช่วยมาอยู่กับเรา
อยู่บ้านกับพระเยซู
"ไม่มีที่ไหนเหมือนบ้าน” คำกล่าวนี้สะท้อนความปรารถนาลึกๆ ในจิตใจที่อยากมีสถานที่ของตัวเองเพื่อพักผ่อน อยู่อาศัยและเป็นเจ้าของ พระเยซูตรัสเรื่องความปรารถนานี้หลังจากพระองค์เสวยพระกระยาหารมื้อสุดท้ายร่วมกับเหล่าสหาย พระองค์ตรัสถึงการสิ้นพระชนม์และการคืนพระชนม์ที่ใกล้เข้ามา ทรงสัญญาว่าแม้พระองค์จากไป แต่จะทรงกลับมารับพวกเขา พระองค์จะทรงจัดเตรียมที่ไว้สำหรับพวกเขา เป็นที่พักอาศัย เป็นบ้าน
พระองค์ทรงเตรียมที่ไว้สำหรับพวกเขาและพวกเราผ่านทางการปฏิบัติตามกฎของพระเจ้าด้วยการสิ้นพระชนม์บนกางเขน ในฐานะมนุษย์ที่ปราศจากบาป พระองค์ให้ความมั่นใจกับเหล่าสาวกว่า หากพระองค์ทรงฟันฝ่าเพื่อจัดเตรียมบ้านให้พวกเขาถึงเพียงนี้ พระองค์ย่อมต้องกลับมารับและไม่ทิ้งพวกเขาไว้แน่นอน พวกเขาไม่ต้องกลัวหรือกังวลเรื่องใดในชีวิตไม่ว่าในโลกนี้หรือในสวรรค์
เราเองก็รับการปลอบประโลมและความมั่นใจจากพระดำรัสของพระเยซูได้ เพราะเราเชื่อและวางใจว่าพระองค์ทรงเตรียมบ้านสำหรับเราพระองค์ทรงประทับอยู่ในเรา (ดู ยอห์น 14:23 ) และพระองค์ทรงล่วงหน้าไปเพื่อจัดเตรียมบ้านบนสวรรค์ให้กับเรา ไม่ว่าเราจะอยู่ในบ้านแบบใด เราก็เป็นของพระเยซู ผู้ทรงดำรงอยู่ด้วยความรักและโอบล้อมเราด้วยสันติสุขของพระองค์ ไม่มีที่ไหนเหมือนบ้านเมื่อเราอยู่กับพระเยซู
ราคาของความรัก
ลูกสาวของเราร้องไห้โฮ ขณะที่เราโบกมืออำลาพ่อแม่ของฉันที่มาเยี่ยมเราที่อังกฤษ และกำลังจะออกเดินทางไกลกลับบ้านที่สหรัฐ เธอบอกว่า “หนูไม่อยากให้ท่านไปเลย” ขณะที่ฉันปลอบลูกอยู่ สามีของฉันให้ความเห็นว่า “ผมคิดว่านี่คือราคาของความรัก”
เราอาจรู้สึกเจ็บปวดที่ต้องแยกจากคนที่เรารัก แต่พระเยซูได้ทรงเผชิญกับการถูกตัดขาดเมื่อต้องจ่ายราคาความรักบนไม้กางเขน พระองค์ผู้ทรงเป็นทั้งมนุษย์และพระเจ้า “แบกบาปของคนเป็นอันมาก” (อิสยาห์ 53:12) เป็นไปตามคำพยากรณ์ของอิสยาห์หลังจากเวลาผ่านไปเจ็ดร้อยปี พระธรรมบทนี้ทำให้เราเห็นชัดเจนว่าพระเยซูทรงเป็นผู้รับใช้ที่ทนทุกข์ เช่นตอนที่พระองค์ทรง “บาดเจ็บเพราะความทรยศของเราทั้งหลาย” (อิสยาห์ 53-:5) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน และเมื่อทหารคนหนึ่งเอาหอกแทงสีข้างของพระองค์ (ยอห์น 19:34) และตอนที่บอกว่า “ที่ท่านต้องฟกช้ำนั้นก็ให้เราหายดี” (อิสยาห์ 53:5)
เพราะความรัก พระเยซูเสด็จมาบังเกิดเป็นทารกน้อยบนโลกนี้ เพราะความรัก พระองค์ทรงถูกข่มเหงจากผู้สอนธรรมบัญญัติ ฝูงชน และเหล่าทหาร เพราะความรัก พระองค์ทรงทนทุกข์ทรมานและสิ้นพระชนม์เพื่อเป็นเครื่องบูชาที่สมบูรณ์ต่อหน้าพระบิดาแทนเรา เรามชีวิตอยู่ก็เพราะพราะความรัก
ยกโทษทำไม?
เมื่อเพื่อนคนหนึ่งทรยศฉัน ฉันรู้ว่าฉันต้องยกโทษให้เขา แต่ฉันไม่แน่ใจว่าฉันจะทำได้ คำพูดของเขาเสียดแทงบาดลึก และฉันนิ่งเฉยไปเพราะความเจ็บปวดและความโกรธ แม้เราได้คุยกันเรื่องนี้ และฉันบอกเขาว่าฉันยกโทษให้ แต่ทุกครั้งที่ฉันเห็นหน้าเขาฉันยังรู้สึกเจ็บปวด ฉันจึงรู้ว่าฉันยังคงเก็บเอาความไม่พอใจไว้ แต่แล้ววันหนึ่ง พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานและทรงช่วยให้ฉันสามารถปลดปล่อยได้อย่างแท้จริง ฉันจึงเป็นไทเสียที
การยกโทษคือหัวใจของความเชื่อคริสเตียน เพราะองค์พระผู้ช่วยให้รอดยังทรงให้อภัย แม้ขณะกำลังจะสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระองค์ทรงรักผู้ที่ตรึงพระองค์ ทรงกล่าวคำอธิษฐานทูลขอให้พระบิดายกโทษให้พวกเขา พระองค์ไม่ได้เก็บความขมขื่นหรือความโกรธเอาไว้ แต่ทรงสำแดงพระคุณความรักแก่ผู้ที่ทำผิดต่อพระองค์
เวลานี้เป็นเวลาเหมาะที่เราจะใคร่ครวญต่อพระพักตร์พระเจ้าว่ามีใครบ้างที่เราต้องยกโทษให้ อย่างที่พระเยซูทรงทำไว้เป็นแบบอย่างโดยการแสดงความรักแก่ผู้ที่ทำ
ชีวิตและความตาย
ฉันจะไม่มีวันลืมเหตุการณ์ที่ได้นั่งอยู่ข้างเตียงพี่ชายของเพื่อน ขณะที่เขากำลังจะจากโลกนี้ไป เหตุการณ์แบบนี้เป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปแต่ไม่ใช่สำหรับเราเลย ขณะที่เราสามคนคุยกันเบาๆ ริชาร์ดเริ่มหายใจลำบากขึ้น เรามาล้อมรอบเขา เฝ้าดู รอคอย และอธิษฐาน เมื่อเขาสูดลมหายใจครั้งสุดท้าย ฉันรู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่บริสุทธิ์และสงบที่สัมผัสได้ว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ท่ามกลางน้ำตาที่อาลัยคนดีๆ อย่างชายวัยสี่สิบผู้นี้
วีรบุรุษแห่งความเชื่อของเราหลายคน ก็ได้สัมผัสถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้าขณะที่กำลังจะเสียชีวิต เช่น ยาโคบประกาศว่าในไม่ช้า “เราจะไปอยู่ร่วมกับคนของเรา” (ปฐก.49:29-33) โยเซฟ บุตรชายของยาโคบก็พูดถึงความตายของตนที่ใกล้เข้ามาว่า “เราจวนจะตายแล้ว” เขาพูดกับพี่น้องขณะที่สอนให้พวกเขายึดมั่นในความเชื่อ เขาดูเปี่ยมด้วยสันติสุข แต่ก็กระตือรือร้นที่พี่น้องของเขาวางใจในพระเจ้า (ปฐก.50:24)
ไม่มีใครรู้ว่าลมหายใจสุดท้ายของเราจะมาถึงเมื่อไหร่ หรืออย่างไรแต่เราสามารถทูลขอให้พระเจ้าช่วยให้เราวางใจว่า พระองค์จะทรงอยู่กับเรา เราเชื่อในพระสัญญาได้ว่า พระเยซูจะจัดเตรียมที่ไว้สำหรับเราในบ้านของพระบิดา (ยน.14:2-3)