ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Alyson Kieda

ความงดงามในที่มืดมิด

เมื่อฉันและสามีออกสำรวจพื้นที่เล็กๆที่ขรุขระของรัฐไวโอมิง ฉันเห็นต้นทานตะวันในที่แห้งแล้งซึ่งมีแต่หิน ที่ซึ่งพืชจำพวกไม้พุ่ม ตำแย กระบองเพชรและพวกพืชลำต้นผอมแห้งขึ้นอยู่ ทานตะวันต้นนี้ไม่สูงเท่าต้นทานตะวันทั่วไป แต่สีของมันยังสดใส และทำให้ฉันเบิกบานใจ

ความงดงามที่ไม่คาดคิดในภูมิประเทศทุรกันดาร ทำให้ฉันนึกถึงชีวิตที่อาจดูเหี่ยวเฉาและหดหู่แม้จะเป็นผู้เชื่อในพระเยซู ปัญหาที่ดูยากเกินจะก้าวผ่าน คำอธิษฐานของเราที่บางครั้งก็ดูเหมือนถูกมองข้าม เช่นเดียวกับการคร่ำครวญของดาวิดผู้เขียนสดุดี “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเงี่ยพระกรรณตอบข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์ยากจนและขัดสน” (สดด.86:1) เราเองก็ปรารถนาความยินดีเช่นเดียวกับดาวิด (ข้อ 4)

แต่ดาวิดยังคงประกาศว่า เรารับใช้พระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อ (ข้อ 11) “กอปรด้วยพระกรุณาและพระเมตตา” (ข้อ 15) ผู้ทรงอุดมด้วยความรักมั่นคงต่อบรรดาผู้ร้องทูลพระองค์ (ข้อ 5) พระองค์ทรงตอบคำร้องทูลของเรา (ข้อ 7)

บางครั้งพระเจ้าทรงส่งดอกทานตะวันมาในเวลาที่มืดมน คือข้อความหรือคำหนุนใจจากเพื่อน ข้อพระคำหนุนใจ หรือดวงอาทิตย์ขึ้นอันงดงาม ซึ่งช่วยให้เราก้าวไปข้างหน้าด้วยย่างก้าวที่สดใสและมีความหวัง แม้ในขณะที่เรารอคอยวันที่จะได้มีประสบการณ์การช่วยกู้จากความยากลำบาก ก็ขอให้เราประกาศร่วมกับผู้เขียนสดุดีว่า “พระองค์ใหญ่ยิ่ง และทรงกระทำการอัศจรรย์ พระองค์แต่องค์เดียวทรงเป็นพระเจ้า” (ข้อ 10)

ในหัวใจของเรา

หลังจากเด็กชายมีปัญหาที่โรงเรียน พ่อของเขาได้สอนเขาท่องคำปฏิญาณนี้ทุกเช้าก่อนไปโรงเรียนว่า “ขอบพระคุณพระเจ้าที่ทรงปลุกให้ผมตื่นขึ้นมาในเช้านี้ ผมจะไปโรงเรียนเพื่อเรียนหนังสือ... และเป็นผู้นำในแบบที่พระเจ้าทรงสร้างให้ผมเป็น” คำปฏิญาณนี้เป็นวิธีการหนึ่งที่ผู้เป็นพ่อหวังจะช่วยลูกชายในการประพฤติตนและจัดการกับปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

การที่พ่อช่วยลูกชายให้ท่องจำคำปฏิญาณนี้ ในแง่หนึ่งเขากำลังทำเหมือนกับสิ่งที่พระเจ้าบัญชาชนชาติอิสราเอลในถิ่นทุรกันดารว่า “จงให้ถ้อยคำที่ข้าพเจ้าบัญชาพวกท่านในวันนี้อยู่ในใจของท่าน...จงอุตส่าห์สอนถ้อยคำเหล่านั้นแก่บุตรหลานของท่าน” (ฉธบ.6:6-7)

หลังจากเดินทางอยู่ในถิ่นทุรกันดารสี่สิบปี ชนชาติอิสราเอลในรุ่นถัดมากำลังจะได้เข้าไปยังดินแดนแห่งพระสัญญา พระเจ้าทรงรู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่พวกเขาจะทำได้สำเร็จ เว้นแต่พวกเขาจะจดจ่ออยู่ที่พระองค์ ดังนั้นพระองค์จึงกำชับพวกเขาผ่านทางโมเสสให้จดจำและเชื่อฟังพระองค์ และให้สอนลูกหลานให้รู้จักและรักพระเจ้าโดยการพูดถึงพระคำของพระองค์ “เมื่อท่านนั่งอยู่ในเรือน เดินอยู่ตามทาง และนอนลงหรือลุกขึ้น” (ข้อ 7)

ในทุกวันใหม่ เราเองก็ตั้งใจยอมให้พระวจนะนำจิตใจและความคิดของเรา ได้เช่นกัน ขณะที่เราใช้ชีวิตโดยสำนึกในพระคุณของพระองค์

สร้างมาเพื่อกันและกัน

“ฉันดูแลเขา เมื่อเขามีความสุข ฉันก็มีความสุข” สเตลล่ากล่าว เมิร์ลตอบว่า “ผมมีความสุขเมื่อเธออยู่ใกล้” เมิร์ลกับสเตลล่าแต่งงานกันมา 79 ปี เร็วๆนี้เมื่อเมิร์ลต้องเข้าไปอยู่บ้านพักคนชรา เขาหดหู่ สเตลล่าจึงยินดีพาเขากลับบ้าน เขาอายุ 101 ปีและเธออายุ 95 ปี แม้เธอต้องใช้เครื่องช่วยเดินเวลาไปไหนมาไหน แต่เธอก็ทำสิ่งที่ทำได้เพื่อสามีด้วยความรัก เช่นเตรียมอาหารที่เขาชอบ แต่เธอทำด้วยตัวเองลำพังไม่ได้ สเตลล่ามีหลานๆและเพื่อนบ้านคอยช่วยในสิ่งที่เธอไม่สามารถจัดการได้

ระลึกถึง

ในวันทหารผ่านศึก ฉันนึกถึงอดีตทหารหลายคน โดยเฉพาะพ่อและลุงของฉัน ซึ่งประจำการในกองทัพช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง พวกท่านรอดกลับมาบ้าน แต่ครอบครัวนับแสนต้องสูญเสียคนที่รักจากการรับใช้ชาติในสงคราม เมื่อถูกตั้งคำถาม พ่อและทหารส่วนใหญ่ในยุคนั้นบอกว่า พวกเขาเต็มใจสละชีพเพื่อปกป้องคนที่รัก และยืนหยัดในสิ่งที่เชื่อว่าถูกต้อง

เมื่อใครสักคนเสียชีวิตจากการปกป้องประเทศ ยอห์น 15:13 “ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ คือการที่ผู้หนึ่ง ผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน” มักถูกกล่าวในพิธีไว้อาลัยเพื่อเป็นเกียรติแก่การเสียสละของพวกเขา แต่อะไรคือเหตุการณ์ที่อยู่เบื้องหลังพระธรรมข้อนี้

เมื่อพระเยซูตรัสคำเหล่านี้กับสาวกระหว่างอาหารมื้อสุดท้าย ใกล้ถึงเวลาที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์ ยูดาสหนึ่งในสาวกของพระองค์ได้ละทิ้งและทรยศพระองค์แล้ว (13:18-30) พระคริสต์ทรงทราบทุกสิ่ง แต่ยังทรงเลือกสละชีวิตเพื่อสหายและศัตรูของพระองค์

พระเยซูทรงเต็มพระทัยและพร้อมจะสิ้นพระชนม์เพื่อผู้ที่วันหนึ่งจะเชื่อในพระองค์ แม้กระทั่งผู้ที่ยังเป็นศัตรูกับพระองค์ (รม.5:10) ทรงขอให้สาวก (ในอดีตและปัจจุบัน) “รักซึ่งกันและกัน” เหมือนที่พระองค์ทรงรักพวกเขา (ยน.15:12) ความรักยิ่งใหญ่ของพระองค์ผลักดันให้เรามอบความรักที่เสียสละแก่ผู้อื่น ไม่ว่าเพื่อนหรือศัตรู

กำลังในยามทนทุกข์

ปี 1948 ฮาร์แลน โปปอฟศิษยาภิบาลคริสตจักรใต้ดินแห่งหนึ่งถูกพาตัวไปจากบ้านเพื่อ “ถามคำถามนิดหน่อย” สองสัปดาห์ถัดมาเขาถูกสอบสวนอย่างหนักและไม่ได้กินอาหารตลอด 10 วัน เขาจะถูกตีทุกครั้งที่เขาปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นสายลับ โปปอฟไม่เพียงรอดจากการทารุณกรรม แต่ยังนำนักโทษคนอื่นมาหาพระเยซู อีก 11 ปีต่อมาเขาได้รับการปล่อยตัวและยังคงเล่าเรื่องราวความเชื่ออย่างต่อเนื่อง สองปีหลังจากนั้นเขาเดินทางออกนอกประเทศ ได้ และได้กลับมาอยู่กับครอบครัวอีกครั้ง เขาใช้เวลาหลายปีหลังจากนั้นในการเทศนาและรวบรวมเงินเพื่อแจกจ่ายพระคัมภีร์ในประเทศที่ปิดกั้นเรื่องความเชื่อ

โปปอฟเป็นเหมือนกับผู้เชื่อในพระเยซูอีกมากมายในทุกยุคที่ถูกข่มเหงเพราะความเชื่อ พระคริสต์ได้ตรัสไว้ก่อนที่จะทรงถูกทรมานจนสิ้นพระชนม์ และเหล่าสาวกจะถูกข่มเหงว่า “บุคคลผู้ใดต้องถูกข่มเหงเพราะเหตุความชอบธรรม ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าแผ่นดินสวรรค์เป็นของเขา” (มธ.5:10) “เมื่อเขาจะติเตียนข่มเหง และนินทาว่าร้ายท่านทั้งหลายเป็นความเท็จเพราะเรา ท่านก็เป็นสุข” (ข้อ 11)

“เป็นสุข” งั้นหรือ พระเยซูหมายถึงอะไร ทรงหมายถึงความครบบริบูรณ์ ความชื่นชมยินดี และการเล้าโลมใจที่เกิดจากความสัมพันธ์กับพระองค์ (ข้อ 4, 8-10) โปปอฟอดทนเพราะเขารู้สึกว่าการทรงสถิตของพระเจ้าประทานกำลังให้กับเขาแม้ในยามทนทุกข์ เมื่อเราเดินกับพระเจ้าไม่ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไรเราก็มีสันติสุขในพระองค์ พระเจ้าทรงอยู่กับเรา

ได้พบกันอีก

เด็กชายตัวน้อยตื่นเต้นดีใจที่ได้แกะกล่องขนาดใหญ่จากพ่อที่ไปเป็นทหาร ซึ่งเขาคิดว่าไม่ได้อยู่บ้านฉลองวันเกิดของเขา ในกล่องมีกล่องของขวัญอีกใบหนึ่ง และในกล่องนั้นยังมีกล่องเล็กๆที่ภายในมีกระดาษเขียนไว้ว่า “น่าแปลกใจ” เด็กชายเงยหน้าขึ้นอย่างงุนงง พอดีกับที่พ่อเดินเข้ามา เด็กน้อยน้ำตาคลอโผเข้าสู่อ้อมกอดของพ่อร้องว่า “พ่อ ผมคิดถึงพ่อ” และ “ผมรักพ่อ”

การได้กลับมาพบกันแม้จะด้วยน้ำตาแต่ก็มีความสุขทำให้ฉันเห็นภาพที่พระธรรมวิวรณ์ 21 บรรยายถึงเวลาอันรุ่งโรจน์เมื่อลูกของพระเจ้าได้พบพระบิดาหน้าต่อหน้าในนครใหม่ ที่นั่น “พระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาทุกๆหยดจากตาของเขา” เราจะไม่พบกับความเจ็บปวดหรือโศกเศร้าอีกเพราะเราจะได้อยู่กับพระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ เมื่อ “เสียงดัง” ในวิวรณ์ 21 ประกาศว่า “ดูเถิดพลับพลาของพระเจ้าอยู่กับมนุษย์แล้วพระองค์จะทรงสถิตกับเขา” (ข้อ 3-4)

ผู้ที่ติดตามพระเยซูต่างได้รับความรักและความสุขแล้วดังที่ 1 เปโตร 1:8 กล่าวไว้ว่า “พระองค์ผู้ที่ท่านทั้งหลายยังไม่ได้เห็นแต่ท่านยังรักพระองค์อยู่แม้ว่าขณะนี้ท่านไม่เห็นพระองค์ แต่ท่านยังเชื่อและชื่นชมด้วยความปีติยินดีเป็นล้นพ้นเหลือที่จะกล่าวได้” แต่ลองคิดดูว่า ความปีติยินดีของเราจะวิเศษและมากมายสักแค่ไหน เมื่อเราได้พบกับพระองค์ผู้ที่เรารักและรอคอย มาต้อนรับเราเข้าสู่อ้อมกอดของพระองค์!

ทุกคนต้องการความเห็นใจ

ตอนที่เจฟเริ่มเชื่อพระเยซูและเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย ได้ทำงานในบริษัทน้ำมันรายใหญ่ เขาเป็นพนักงานขายจึงต้องเดินทาง ทำให้เขาได้ฟังเรื่องราวของผู้คน มีหลายเรื่องราวที่น่าปวดใจ เขาตระหนักว่าสิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับลูกค้าไม่ใช่น้ำมัน แต่เป็นความเห็นใจ พวกเขาต้องการพระเจ้า เจฟจึงเข้าเรียนในโรงเรียนพระคริสตธรรมเพื่อเรียนรู้จักพระทัยของพระเจ้ามากขึ้นและเป็นศิษยาภิบาลในที่สุด

ความเห็นใจของเจฟมาจากพระเยซู ใน มัทธิว 9:27-33 เราเห็นความสงสารของพระคริสต์เมื่อทรงรักษาชายตาบอดสองคนและคนที่มีผีสิงอย่างอัศจรรย์ ตลอดการทำพระราชกิจในโลก พระองค์ทรงประกาศข่าวประเสริฐและรักษาโรค “ตามนครและหมู่บ้านโดยรอบ” (ข้อ 35) เพราะ“เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นประชาชนก็ทรงสงสารเขา ด้วยเขาถูกรังควานและไร้ที่พึ่งดุจฝูงแกะไม่มีผู้เลี้ยง” (ข้อ 36)

โลกทุกวันนี้ยังเต็มไปด้วยปัญหาและผู้คนที่เจ็บปวดซึ่งต้องการการดูแลอย่างอ่อนโยนจากพระผู้ช่วยให้รอด เหมือนผู้เลี้ยงแกะที่นำหน้า ปกป้อง และดูแลแกะ พระเยซูทรงสำแดงพระเมตตาแก่ทุกคนที่มาหาพระองค์ (11:28) ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานการณ์ใดหรือเผชิญกับสิ่งใดในชีวิต เราพบพระทัยที่เปี่ยมด้วยความอ่อนสุภาพและห่วงใยได้ในพระองค์ และเมื่อเรารับประโยชน์จากความรักเมตตาของพระเจ้าแล้ว เราจึงอยากเผื่อแผ่ให้แก่ผู้อื่นด้วย

จากน้ำสู่ความหวัง

พันธกิจที่ทอมและมาร์คทำมอบความสดชื่นให้ชีวิต เห็นได้ชัดจากวีดิโอที่พวกเขาแชร์ซึ่งมีกลุ่มเด็กที่แต่งตัวเต็มที่กำลังหัวเราะและเต้นรำอยู่ท่ามกลางน้ำจากฝักบัว และนี่เป็นครั้งแรกในชีวิต ชายกลุ่มนี้ทำงานกับโบสถ์ท้องถิ่นเพื่อติดตั้งระบบกรองน้ำที่บ่อน้ำในประเทศเฮติ ทำให้ชีวิตยากลำบากน้อยลงและชีวิตยืนยาวขึ้นโดยการป้องกันโรคที่เกิดจากน้ำปนเปื้อน การได้เข้าถึงน้ำที่สะอาดและสดชื่นทำให้ประชาชนมีอนาคตที่มีความหวัง

เพื่อนแท้

ตอนเรียนมัธยมต้น ฉันมีเพื่อน “เฉพาะกิจ” เราเป็น “คู่หู” กันที่โบสถ์ (ฉันแทบจะเป็นเด็กผู้หญิงคนเดียวที่อายุใกล้กับเธอ) และเราใช้เวลาด้วยกันนอกโรงเรียนบ้าง แต่เมื่ออยู่ที่โรงเรียนกลับไม่เป็นอย่างนั้น เธอจะทักทายฉันเฉพาะตอนที่ไม่มีใครอยู่ด้วย เมื่อรู้อย่างนั้น ฉันจึงเลิกพยายามเข้าหาเธอตอนอยู่โรงเรียน ฉันรู้ว่ามิตรภาพของเรามีขอบเขตอยู่ตรงไหน

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา