ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Xochitl Dixon

หัวใจแห่งผู้ให้

ในวันสุดท้ายของเราในวิสคอนซิน เพื่อนของฉันได้พาคินส์ลีลูกสาววัยสี่ขวบของเธอมากล่าวคำอำลา “หนูไม่อยากให้คุณย้าย” คินส์ลีบอก ฉันกอดเธอและมอบพัดที่มีภาพวาดด้วยมือซึ่งเป็นของสะสมของฉันกับเธอ “เมื่อหนูคิดถึงฉัน ใช้พัดนี้นะและจำไว้ว่าฉันรักหนู” คินส์ลีถามว่าเธอจะขอพัดเล่มอื่นได้ไหม เป็นพัดกระดาษที่อยู่ในกระเป๋าของฉัน “เล่มนั้นพังแล้ว” ฉันบอก “ฉันอยากให้หนูได้รับพัดที่ดีที่สุด ของฉัน” ฉันไม่เสียใจที่ให้พัดเล่มโปรดของฉันกับคินส์ลี การได้เห็นเธอมีความสุขทำให้ฉันมีความสุขยิ่งกว่า หลังจากนั้นคินส์ลีบอกแม่ของเธอว่าเธอรู้สึกเศร้าเพราะฉันเก็บพัดที่พังไว้ พวกเขาจึงส่งพัดสีม่วงแฟนซีเล่มใหม่เอี่ยมมาให้ฉัน คินส์ลีรู้สึกมีความสุขอีกครั้งหลังจากมอบให้ฉันด้วยใจกว้างขวาง ฉันเองก็เช่นกัน

ในโลกที่ส่งเสริมความพึงพอใจในตนเองและการปกป้องตัวเองนี้ อาจทำให้เราถูกทดลองที่จะเก็บสะสมแทนที่จะใช้ชีวิตด้วยหัวใจแห่งการให้ อย่างไรก็ตามพระคัมภีร์กล่าวว่าบุคคล “ยิ่งจำหน่ายยิ่งมั่งคั่ง” (สภษ.11:24) วัฒนธรรมของเรานิยามความเจริญรุ่งเรืองว่าคือการมีมากขึ้นและมากขึ้น แต่พระคัมภีร์กล่าวว่า “บุคคลที่ใจกว้างขวางย่อมได้รับความมั่งคั่ง” และ “บุคคลที่รดน้ำ เขาเองจะได้รับการรดน้ำ” (ข้อ 25)

ความรักและพระเมตตาอย่างไม่มีเงื่อนไขและไม่จำกัดของพระเจ้าจะเติมพลังใหม่ให้กับเราอย่างไม่ขาดสาย เราแต่ละคนจึงมีหัวใจของผู้ให้และสร้างวงจรการให้ที่ไม่รู้จักจบสิ้นได้ เพราะเรารู้จักพระเจ้าผู้ประทานสิ่งดีทุกอย่าง ผู้ไม่เคยเหน็ดเหนื่อยในการจัดเตรียมให้กับเราอย่างเหลือล้น

เป็นเหมือนพระเยซู

ในปี 2014 นักชีววิทยาจับม้าน้ำแคระสีส้มได้คู่หนึ่งในฟิลิปปินส์ พวกเขานำสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลนี้พร้อมกับส่วนหนึ่งของกัลปังหาสีส้มที่พวกเขาเรียกว่าบ้าน กลับมายังสถาบันวิทยาศาสตร์แคลิฟอร์เนียในซานฟรานซิสโก นักวิทยาศาสตร์ต้องการรู้ว่าม้าน้ำแคระเกิดมาโดยมีสีที่เหมือนกับพ่อแม่หรือมีสีตามสภาพแวดล้อมของมัน เมื่อลูกม้าน้ำแคระถือกำเนิดจะมีสีน้ำตาลหม่น นักวิทยาศาสตร์ก็วางกัลปังหาสีม่วงไว้ในถังกักน้ำ ลูกน้อยที่พ่อแม่เป็นสีส้มก็เปลี่ยนสีตนเองเพื่อให้เข้ากับกัลปังหาสีม่วง เนื่องจากธรรมชาติของพวกมันเปราะบาง การอยู่รอดจึงขึ้นอยู่กับความสามารถที่พระเจ้าประทานให้ในการปรับตัวให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม

การปรับตัวให้กลมกลืนเป็นกลไกการป้องกันตัวที่มีประโยชน์ในธรรมชาติ แต่พระเจ้าทรงเชื้อเชิญให้ทุกคนรับความรอดและโดดเด่นอยู่ในโลกนี้ด้วยการดำเนินชีวิตของเรา อัครทูตเปาโลเรียกร้องให้ผู้เชื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้าในทุกๆ ด้านของชีวิต และนมัสการพระองค์โดยถวายตัวของเราเป็น “เครื่องบูชาที่มีชีวิต” (รม.12:1) เนื่องด้วยความอ่อนแอของเราในฐานะมนุษย์ที่รับผลจากบาป สุขภาพฝ่ายวิญญาณของเราในฐานะผู้เชื่อจึงขึ้นอยู่กับพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะทรง “เปลี่ยนแปลง” จิตใจของเราใหม่ และประทานกำลังแก่เราที่จะหลีกเลี่ยงการประพฤติ “ตามอย่างคนในยุคนี้” ที่ปฏิเสธพระเจ้าและยกย่องความบาป (ข้อ 2)

การปรับตัวให้กลมกลืนกับโลกหมายถึงการดำเนินชีวิตที่ตรงข้ามกับพระคัมภีร์ แต่โดยฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราจึงมีท่าทีและสำแดงความรักได้เหมือนอย่างพระเยซู!

ฤทธิ์เดชของพระคริสต์

ในปี 2013 มีผู้คนประมาณ 600 คนในสถานที่จริงที่คอยชมนักกายกรรม นิค วัลเล็นดา เดินไต่เชือกข้ามช่องเขากว้างราว 427 เมตรใกล้ๆแกรนด์แคนยอน วัลเล็นดาก้าวออกไปบนเชือกเคเบิลหนา 2 นิ้วและขอบคุณพระเยซูสำหรับภาพที่เขามองเห็นขณะที่กล้องติดศีรษะของเขาหันไปทางหุบเขาเบื้องล่าง เขาอธิษฐานและขอบคุณพระเยซูขณะเดินข้ามช่องเขานั้นไปอย่างสงบราวกับกำลังเดินเล่นอยู่บนทางเท้า เวลาที่ลมพัดแรงเขาจะหยุดและย่อตัวลง แล้วจึงยืดตัวยืนขึ้นปรับสมดุลร่างกายใหม่ และขอบคุณพระเจ้าที่ทรงทำให้ “เชือกนิ่ง” ในแต่ละย่างก้าวบนเชือกนั้น เขาสำแดงถึงการพึ่งพาในฤทธิ์อำนาจของพระคริสต์ต่อหน้าทุกคนที่อยู่ที่นั่น รวมถึงทุกคนที่ดูอยู่ในเวลานี้ทางวีดิโอที่เผยแพร่ไปทั่วโลก

เมื่อลมพายุทำให้เกิดคลื่นซัดใส่เหล่าสาวกในทะเลกาลิลี พวกเขาร้องขอความช่วยเหลือด้วยความหวาดกลัว (มก.4:35-38) หลังจากพระเยซูทรงห้ามพายุแล้ว พวกเขารู้ว่าพระองค์ทรงควบคุมลมและทุกสิ่งทุกอย่าง (ข้อ 39-41) พวกเขาได้ค่อยๆเรียนรู้ที่จะไว้วางใจในพระองค์ ประสบการณ์ส่วนตัวของพวกเขาสามารถช่วยให้ผู้อื่นรู้จักฤทธิ์อำนาจที่ไม่ธรรมดาของพระเยซูและรู้ว่าทรงพร้อมที่จะช่วยเราเสมอ

ขณะที่เราเผชิญกับมรสุมแห่งชีวิต หรือไต่ไปตามเชือกแห่งความไว้วางใจที่พาดอยู่เหนือหุบเขาสูงชันแห่งความทุกข์ เราสามารถแสดงออกถึงความเชื่อมั่นในฤทธิ์เดชของพระคริสต์ พระเจ้าจะทรงใช้การดำเนินในความเชื่อของเราเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นมีความหวังในพระองค์

พระเจ้าผู้สัตย์ซื่อเป็นนิตย์

เมื่อซาเวียร์ยังเป็นเด็กประถมฉันขับรถไปรับส่งเขาที่โรงเรียน วันหนึ่งมีเรื่องที่ไม่เป็นตามแผนเกิดขึ้น ฉันไปรับเขาสาย เมื่อจอดรถฉันก็อธิษฐานอย่างลนลานขณะวิ่งไปที่ห้องเรียนของเขา ฉันพบเขากอดเป้และนั่งอยู่บนม้านั่งข้างๆครู “แม่ขอโทษนะมิโจ ลูกไม่เป็นอะไรนะ” ลูกชายถอนหายใจ “ผมไม่เป็นไรครับ แต่ผมโกรธที่แม่มาสาย” ฉันจะว่าเขาได้อย่างไรในเมื่อฉันก็โกรธตัวเองเหมือนกัน ฉันรักลูกแต่ฉันรู้ว่ามีหลายครั้งทีเดียวที่ฉันทำให้เขาผิดหวัง และฉันรู้ด้วยว่าวันหนึ่งเขาอาจรู้สึกผิดหวังในพระเจ้าด้วย ดังนั้นฉันจึงพยายามอย่างยิ่งที่จะสอนเขาว่า พระเจ้าไม่เคยผิดสัญญาและพระองค์จะไม่มีวันผิดสัญญา

สดุดี 33 หนุนใจเราให้เฉลิมฉลองความสัตย์ซื่อของพระเจ้าด้วยการสรรเสริญเปรมปรีดิ์ (ข้อ 1-3) เพราะ “พระวจนะของพระเจ้าเที่ยงธรรม และพระราชกิจของพระองค์ก็สำเร็จด้วยความซื่อสัตย์” (ข้อ 4) ผู้เขียนใช้โลกนี้ที่พระเจ้าทรงสร้างเป็นหลักฐานอันชัดเจนถึงฤทธิ์อำนาจและความน่าเชื่อถือของพระองค์ (ข้อ 5-7) และเรียกร้องให้เราผู้เป็น “บรรดาชาวพิภพทั้งปวง” นมัสการพระเจ้า (ข้อ 8)

เมื่อแผนการเกิดผิดพลาดหรือมีคนทำให้เราผิดหวัง เราอาจถูกล่อลวงให้รู้สึกผิดหวังในพระเจ้า อย่างไรก็ตาม เราสามารถวางใจในความน่าไว้วางใจของพระเจ้าเพราะแผนการพระองค์ “ตั้งมั่นคงเป็นนิตย์” (ข้อ 11) เราสรรเสริญพระเจ้าได้แม้ในเวลาที่มีสิ่งผิดพลาดเกิดขึ้น เพราะพระผู้สร้างผู้ทรงเปี่ยมไปด้วยความรักนั้นทรงค้ำชูทุกๆอย่างและทุกๆคน พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อเป็นนิตย์

ต้องการพระคุณเป็นพิเศษ

ขณะที่เราตกแต่งสถานที่สำหรับจัดงานพิเศษที่คริสตจักร ผู้หญิงที่เป็นแม่งานก็บ่นไม่หยุดเรื่องที่ฉันไม่มีประสบการณ์ หลังจากที่เธอเดินออกไป ผู้หญิงอีกคนก็เดินเข้ามาหาฉันและพูดว่า “อย่าไปสนใจเธอเลย เธอคือบุคคลที่เราเรียกว่า E.G.R - Extra Grace Required (ต้องการพระคุณเป็นพิเศษ)”

ฉันหัวเราะ จากนั้นไม่นานฉันก็เริ่มใช้ฉายาดังกล่าวกับใครก็ตามที่ฉันมีปัญหาด้วย หลายปีต่อมาฉันได้ยินข่าวการเสียชีวิตของ E.G.R. ผู้นี้ที่คริสตจักรแห่งเดิม ศิษยาภิบาลเล่าว่าเธอเป็นคนที่รับใช้พระเจ้าอยู่เบื้องหลังและมีจิตใจโอบอ้อมอารี ฉันขอพระเจ้ายกโทษที่ไปตัดสินและนินทาเธอ รวมถึงใครก็ตามในอดีตที่ฉันเคยเรียกเขาว่า E.G.R ทั้งๆที่ตัวฉันเองนั่นแหละที่ต้องการพระคุณเป็นพิเศษมากพอๆกับผู้เชื่อคนอื่นๆ

ในเอเฟซัส 2 อัครทูตเปาโลกล่าวว่าผู้เชื่อทุกคน “ตามสันดาน...เป็นคนควรแก่พระอาชญา” (ข้อ 3) แต่พระเจ้าทรงประทานของประทานแห่งความรอดแก่เราทั้งหลายทั้งๆที่เราไม่สมควรได้รับ เป็นของประทานที่เราไม่อาจทำสิ่งใดเพื่อจะได้มา “เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้” (ข้อ 9) แม้แต่คนเดียว

เมื่อเรายอมจำนนต่อพระเจ้าในทุกช่วงเวลาของการเดินทางแห่งชีวิตที่ยาวนาน พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงนิสัยของเรา เพื่อเราจะสามารถสะท้อนถึงพระลักษณะของพระคริสต์ ผู้เชื่อทุกคนต้องการพระคุณเป็นพิเศษ แต่เราสามารถขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับพระคุณของพระองค์ที่มีเพียงพออยู่เสมอ (2 คร.12:9)

เลียนแบบพระเยซู

“เจ้าแห่งการปลอมแปลง” อาศัยอยู่ในน่านน้ำของอินโดนีเซียและในแนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟ หมึกสายเลียนแบบนั้นเป็นเหมือนปลาหมึกอื่นๆ ที่สามารถเปลี่ยนสีของมันให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมได้ สิ่งมีชีวิตที่ชาญฉลาดนี้ยังเปลี่ยนแปลงรูปร่าง รูปแบบการเคลื่อนไหว และพฤติกรรมของมันเมื่อถูกคุกคาม โดยจะเลียนแบบสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เช่น ปลาสิงโตมีพิษ และแม้แต่งูทะเลที่อันตรายถึงชีวิต

แต่ผู้เชื่อในพระเยซูนั้นไม่เหมือนกับหมึกสายเลียนแบบ เราต้องโดดเด่นในโลกที่รายล้อมเรา เราอาจรู้สึกถูกคุกคามจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับเราและถูกทดลองให้ทำตัวกลมกลืน เพื่อเราจะไม่ถูกจดจำได้ว่าเป็นสาวกของพระคริสต์ แต่อัครทูตเปาโลหนุนใจให้ถวายตัวของเราเป็น “เครื่องบูชาที่มีชีวิตอันบริสุทธิ์และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า” (รม.12:1) เพื่อเป็นตัวแทนของพระเยซูในทุกแง่มุมของชีวิตเรา

เพื่อนๆหรือคนในครอบครัวอาจพยายามกดดันให้เราประพฤติ “ตามอย่างคนในยุคนี้” (ข้อ 2) แต่เราแสดงให้เห็นได้ว่าเรารับใช้ใคร โดยปรับชีวิตเราให้สอดคล้องกับสิ่งที่เราบอกว่าเราเชื่อในฐานะบุตรของพระเจ้า เมื่อเราเชื่อฟังพระคัมภีร์และสะท้อนถึงพระลักษณะแห่งความรักของพระองค์ ชีวิตของเราจะแสดงให้เห็นได้ว่า รางวัลของการเชื่อฟังนั้นยิ่งใหญ่กว่าการสูญเสียใดๆเสมอ วันนี้คุณจะเลียนแบบพระเยซูอย่างไร

ทีละก้าว

ผู้เล่นสิบสองทีมที่แต่ละทีมมีผู้เล่นสามคนยืนไหล่ชิดกันเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันวิ่งสี่ขา คนที่อยู่ด้านข้างถูกมัดข้อเท้าและเข่ากับคนที่อยู่ตรงกลางด้วยผ้าสีสดใส ทั้งสามต่างจับจ้องไปที่เส้นชัย เมื่อเสียงนกหวีดดังขึ้น ทั้งสามเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ผู้เล่นส่วนใหญ่ล้มและพยายามลุกขึ้นเดินใหม่ บางกลุ่มเลือกที่จะกระโดดแทนการเดิน บางคนยอมแพ้ แต่ทีมหนึ่งออกตัวช้า ทำตามแผน และสื่อสารกันในระหว่างที่ก้าวไปข้างหน้า พวกเขาสะดุดระหว่างการเดินแต่ก็มุ่งมั่นจนไม่นานก็สามารถแซงทุกทีมไปได้ ความเต็มใจให้ความร่วมมือของพวกเขาในการก้าวไปทีละก้าว ทำให้พวกเขาเข้าสู่เส้นชัยด้วยกัน

การใช้ชีวิตเพื่อพระเจ้าในท่ามกลางผู้เชื่อพระเยซูบางครั้งอาจรู้สึกหงุดหงิดเหมือนเช่นการพยายามก้าวไปข้างหน้าในการแข่งเดินสี่ขา เรามักจะสะดุดล้มเวลาต้องปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากเราเปโตรพูดถึงการอธิษฐาน การต้อนรับขับสู้ และการใช้ของประทานของเราเพื่อเชื่อมโยงให้เข้ากับผู้อื่นได้เพื่อชีวิตในอนาคต ท่านเรียกร้องให้ผู้เชื่อในพระเยซู “รักซึ่งกันและกันให้มาก” (1ปต.4:8) เพื่อจะต้อนรับเลี้ยงดูซึ่งกันและกันโดยไม่บ่น และเพื่อ “ใช้ของประทานนั้นเพื่อประโยชน์แก่กันและกัน เป็นผู้รับมอบฉันทะที่ดีที่แจกและสำแดงพระคุณนานาประการของพระเจ้า” (ข้อ 10) เมื่อเราทูลขอให้พระเจ้าทรงช่วยเราในการสื่อสารและร่วมมือกัน เราก็สามารถเป็นผู้นำในการแข่งขันเพื่อแสดงให้โลกเห็นถึงการชื่นชมยินดีในความแตกต่าง และการใช้ชีวิตร่วมกันอย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้

อยู่ในเอื้อมพระหัตถ์พระเจ้า

เมื่อเจ้าหน้าที่ค้นตัวเสร็จฉันก็เดินเข้าไปในเรือนจำเขต ลงชื่อผู้เข้าเยี่ยม และนั่งลงในห้องรับรองที่แน่นขนัด ฉันอธิษฐานอย่างเงียบๆ มองดูพวกผู้ใหญ่ที่กระสับกระส่ายและถอนหายใจขณะที่เด็กๆบ่นเรื่องการรอ ผ่านไปชั่วโมงกว่าเจ้าหน้าที่ติดอาวุธขานรายชื่อซึ่งมีชื่อของฉันด้วย เขาพากลุ่มของเราเข้าไปในห้องและชี้ให้นั่งเก้าอี้ที่กำหนดไว้ เมื่อลูกเลี้ยงชายของฉันนั่งลงบนเก้าอี้อีกฝั่งของบานกระจกหนาและหยิบหูฟังโทรศัพท์ขึ้นมา ความสิ้นหวังอย่างที่สุดก็ท่วมท้นตัวฉัน แต่ขณะที่ร้องไห้ พระเจ้าทรงยืนยันกับฉันว่าลูกเลี้ยงของฉันยังคงอยู่ในเอื้อมพระหัตถ์ของพระองค์

ในสดุดี 139 ดาวิดทูลพระเจ้าว่า “พระองค์...ทรงรู้จักข้าพระองค์...ทรงคุ้นเคยกับทางทั้งสิ้นของข้าพระองค์ (ข้อ 1-3) คำประกาศถึงพระเจ้าผู้ทรงสัพพัญญูของดาวิดนำไปสู่การเฉลิมฉลองถึงการทรงดูแลและปกป้องอย่างใกล้ชิดของพระองค์ (ข้อ 5) พระปัญญาอันกว้างใหญ่ไพศาลและการทรงสัมผัสอย่างลึกซึ้งของพระเจ้าท่วมท้นท่าน ดาวิดถามคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบสองข้อ “ข้าพระองค์จะไปไหนให้พ้นพระวิญญาณของพระองค์ได้ หรือข้าพระองค์จะหนีไปไหนให้พ้นพระพักตร์ของพระองค์” (ข้อ 7)

เมื่อตัวเราหรือคนที่เรารักตกอยู่ในสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกสิ้นหวังและอับจนหนทาง พระหัตถ์ของพระเจ้ายังคงเข้มแข็งและมั่นคง แม้ขณะที่เราคิดว่าเราหลงไปไกลจากการทรงไถ่ด้วยความรักของพระองค์ แต่เรายังอยู่ในเอื้อมพระหัตถ์ของพระองค์เสมอ

พระเจ้าทรงมองเห็น เข้าใจ และห่วงใย

บางครั้งการอยู่กับโรคอ่อนเพลียเรื้อรังทำให้ต้องแยกตัวอยู่บ้านและรู้สึกโดดเดี่ยว ฉันมักรู้สึกว่าถูกพระเจ้าและคนอื่นมองข้ามบ่อยๆ ฉันเผชิญกับความรู้สึกนั้นขณะเดินอธิษฐานตอนเช้ากับสุนัขบริการของฉัน ฉันสังเกตเห็นลูกบอลลูนอยู่ไกลๆ คนที่อยู่ในกระเช้าบอลลูนนั้นสามารถชื่นชมหมู่บ้านอันเงียบสงบของเราผ่านมุมสูงได้ แต่พวกเขามองไม่เห็นฉัน ฉันถอนหายใจขณะที่เดินผ่านบ้านของพวกเพื่อนบ้าน จะมีกี่คนด้านหลังประตูที่ปิดเหล่านั้นที่รู้สึกถูกมองข้ามและไม่สำคัญ เมื่อฉันเดินเสร็จ ฉันทูลขอพระเจ้าประทานโอกาสให้ฉันได้บอกเพื่อนบ้านเหล่านี้ได้รู้ว่าฉันมองเห็นและห่วงใยพวกเขา และพระองค์ก็เช่นกัน

พระเจ้าทรงกำหนดจำนวนของดวงดาวที่พระองค์ได้ตรัสสั่งให้เกิดมีขึ้น พระองค์ทรงตั้งชื่อให้ดาวแต่ละดวง (สดด.147:4) ซึ่งเป็นการกระทำอันละเอียดอ่อนที่แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงใส่ใจรายละเอียดที่เล็กน้อยที่สุด พระกำลังซึ่งรวมถึงพระปัญญา ความเข้าใจและความรอบรู้ของพระองค์นั้น “วัดไม่ได้” ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต (ข้อ 5)

พระเจ้าทรงได้ยินทุกเสียงร้องไห้อันสิ้นหวังและมองเห็นน้ำตาทุกหยดที่หลั่งรินอย่างเงียบๆได้ชัดเจนเหมือนที่พระองค์ทรงมองเห็นทุกความสุขและการหัวเราะสุดเสียง พระองค์ทรงเห็นทั้งตอนที่เราสะดุดล้มและยืนหยัดด้วยชัยชนะ พระองค์ทรงเข้าใจความกลัวที่ลึกที่สุด ความคิดที่ซ่อนอยู่ภายใน และความฝันที่สุดขั้วของเรา พระองค์ทรงรู้ว่าเราผ่านอะไรมาและเรากำลังจะไปไหน เมื่อพระเจ้าทรงช่วยให้เรามองเห็น ได้ยิน และรักเพื่อนบ้านของเรา เราก็วางใจได้ว่าพระองค์จะมองเห็น เข้าใจ และห่วงใยเราเช่นเดียวกัน

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา