ของขวัญแห่งคำอธิษฐาน
ฉันจำใจเดินเข้าไปในร้านขายของเพื่อจะซื้อการ์ดวันพ่อ ฉันยกโทษให้พ่อแล้ว และได้พยายามคืนดีกับท่านตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยการอธิษฐานและจัดการกับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นทั้งก่อนและหลังจากที่ฉันออกจากบ้านตอนอายุสิบห้า น่าเศร้าใจที่หลายสิบปีผ่านไป ฉันยังคงไม่เข้าใจกับข้อความในการ์ดที่แสดงความกตัญญูต่อพ่อที่ “ประเสริฐที่สุด” เหล่านั้นได้เลย แต่ด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะถวายเกียรติแด่พระบิดาในสวรรค์ ฉันจึงยืนอยู่ที่ชั้นวางการ์ดนั้นและอธิษฐานเผื่อพ่อผู้ให้กำเนิดฉัน
ตั้งแต่อาดัมและคาอิน เรื่อยมาถึงดาวิดและอับซาโลม จนมาถึงพ่อและตัวฉัน บาปได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งและความเจ็บปวดมาหลายชั่วอายุคน ถึงกระนั้น เปาโลก็ยังหนุนใจให้บุตรเชื่อฟังพ่อแม่ “ในองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะกระทำอย่างนั้นเป็นการถูก” (อฟ.6:1) การให้เกียรติพ่อแม่เป็นพระบัญญัติที่มาพร้อมกับพระสัญญาและรางวัล (ข้อ 2-3) ในทางกลับกัน ผู้เป็นพ่อมีหน้าที่อบรมบุตรให้รู้จักและรักพระเจ้า (ข้อ 4) ประชากรของพระเจ้าถูกออกแบบมาให้รับใช้กันและกัน “ด้วยจิตใจชื่นบาน เหมือนกับปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่ปรนนิบัติมนุษย์” (ข้อ 7) น่าเสียดายที่บาปสามารถทำลายความสัมพันธ์เหล่านี้ลง
ไม่ว่าสถานะความสัมพันธ์ของเรากับพ่อแม่จะเป็นอย่างไร เรายังสามารถขอบพระคุณพระเจ้าได้สำหรับพวกเขาที่พระองค์ทรงเลือกใช้เพื่อจะประทานชีวิตให้แก่เรา และเราสามารถอธิษฐานขอให้พวกเขามีความสัมพันธ์กับพระคริสต์และมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลง คำอธิษฐานที่นำไปถึงพระเยซูเป็นของขวัญแห่งความรักที่น่ายกย่อง ซึ่งจะนำไปสู่ความสัมพันธ์และชีวิตที่ได้รับการเปลี่ยนแปลง
ในสายพระเนตรของพระเจ้า
ทรีน่าได้รับบัตรฟรีสำหรับงานอีเวนท์ที่ขายบัตรหมดไปแล้ว และเธอสอดมันไว้ในพระคัมภีร์ ต่อมาลูกชายของเธอเห็นเธอค้นไปทั่วตู้เก็บอาหารอย่างลนลาน เมื่อเธออธิบายว่าเธอทำพระคัมภีร์หาย เขาจึงถามว่าทำไมเธอถึงค้นหาในตู้เก็บอาหาร “เพราะแม่หาที่อื่นทั่วแล้ว และงานจะเริ่มในอีกสามสิบนาที” เธอบอก “แม่ไม่อยากพลาดแม้แต่วินาทีเดียว” ลูกชายของเธอหัวเราะเบาๆ “หายใจเข้าลึกๆครับแม่” เขาพูด “ผมคิดว่าแม่กำลังเป็นโรคกลัวการตกเทรนด์หรือไม่ทันกระแสอยู่” เธอหัวเราะ ขณะที่ลูกชายช่วยแม่หาของ สามีของทรีน่าก็เดินเข้ามา “คุณลืมนี่ไว้ในรถ” เขาพูดพลางชูพระคัมภีร์ขึ้น
ไม่ใช่เรื่องผิดที่จะชื่นชมยินดีเมื่อได้รับสิ่งที่ไม่คาดคิด โอกาสดีๆ หรือโอกาสเพียงครั้งเดียวในชีวิต แต่ความปรารถนาที่จะมีความสุขนี้ก็อาจกลายเป็นความกลัวที่จะพลาดโอกาสดีๆไปได้ง่ายๆ เราอาจถูกล่อลวงให้คิดว่าพระเจ้าเก็บบางอย่างไว้ไม่มอบให้เราหรือมองไม่เห็นเรา อย่างไรก็ตาม “ผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก” (สดด.121:2) ทรงเป็นผู้จัดเตรียมและผู้อารักขาที่ระแวดระวังอยู่เสมอและไม่เคลิ้มไป (ข้อ 3-7) เราจึงไม่ต้องกังวลเรื่องทางอ้อม ความล่าช้า หรือแม้แต่การพลาดโอกาส พระเจ้าจะทรงดูแล “การเข้าออกของท่าน ตั้งแต่กาลบัดนี้สืบไปเป็นนิตย์” (ข้อ 8)
ในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยาก ฤดูกาลแห่งความอุดมสมบูรณ์ และในทุกช่วงเวลาที่แสนธรรมดาที่พระเจ้าทรงวางแผนไว้สำหรับเรา เราอยู่ในสายพระเนตรของพระองค์เสมอ เราจะไม่พลาดสิ่งใดที่พระเจ้าทรงวางแผนไว้ให้เราได้พบเจอ
ราคาของความเชื่ออันมั่นคง
กลุ่มผู้นำคริสเตียนยี่สิบสองคนเดินทางครึ่งวันเพื่อไปพบและเรียนรู้จากศิษยาภิบาลที่มาจากอีกประเทศอย่างลับๆ หากถูกจับได้ ศิษยาภิบาลจะถูกขับออกนอกประเทศ และคนอื่นๆจะต้องโทษจำคุกสามปี มีคนถูกคุมขังแล้วสิบแปดคนจากยี่สิบสองคนเพราะความเชื่อในพระเยซู
หลังจากศิษยาภิบาลแจกจ่ายพระคัมภีร์สิบห้าเล่มที่นำติดตัวมาด้วย ผู้หญิงคนหนึ่งมอบเล่มที่เธอได้รับแก่ผู้อื่น เช่นเดียวกับอีกหลายๆคน เธอท่องจำข้อพระคัมภีร์มากมายเพื่อจะมีสติปัญญาของพระเจ้าอยู่ในใจหากวันหนึ่งเธอจะต้องถูกจำคุก ต่อมาเธอขอให้ศิษยาภิบาลอธิษฐานเพื่อคริสตจักรของเธอจะมีอิสระในการอยู่ร่วมกันเช่นเดียวกับของเขา ด้วยความอัศจรรย์ใจในการเสียสละ ทนทุกข์กับการถูกข่มเหง และเสี่ยงกับการต้องโทษของพวกเขา ศิษยาภิบาลกลับอธิษฐานขอให้คริสตจักรของท่านเป็นเหมือนคริสตจักรของพวกเขา
มีผู้เชื่อมากมายทั่วโลกที่ถูกข่มเหงเพราะความเชื่อในพระคริสต์ บางแห่งอาจจะรุนแรงกว่าที่อื่นๆ และผู้เชื่อทุกคนอาจถูกล่อลวงให้หวาดกลัว เมื่อการมีชีวิตเพื่อพระคริสต์ของเขาอยู่ในความเสี่ยง แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงช่วยเราให้ใช้ของประทานที่มาจากพระเจ้าพร้อมด้วย “ฤทธิ์เดช ความรัก และการบังคับตนเอง” ( 2 ทธ.1:7) พระเจ้าจะทรงช่วยเราให้ประกาศข่าวประเสริฐด้วยความกล้าหาญและเปี่ยมด้วยความรักในทุกแห่งที่ทรงนำเราไป เพราะทุกสิ่งที่พระองค์ได้ทรงกระทำเพื่อเรา (ข้อ 9-10) เราจึงสามารถยอมรับราคาที่ต้องจ่ายเพื่อความเชื่ออันมั่นคงในพระคริสต์ และอดทนรักษา “แบบแห่งคำสอนอันมีหลัก...ด้วยความเชื่อและความรักซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์” (ข้อ 13) ได้
การพักผ่อนเพื่อการฟื้นฟู
ในระหว่างงานเลี้ยงวันเกิด มิอาวัย 5 ขวบเพลิดเพลินกับการเล่น การร้องเพลง “สุขสันต์วันเกิด” การกินเค้ก และการดูเพื่อนของเธอแกะของขวัญ เมื่อทุกคนออกไปเล่นข้างนอก มิอาก็พูดว่า “แม่คะ หนูอยากจะกลับแล้ว” พวกเขากล่าวขอบคุณเจ้าภาพ ขณะขับรถออกมา แม่ของมิอาถามว่าเธอชอบอะไรมากที่สุดในวันนั้น มิอาตอบว่า “การจากมา” เธอยิ้มและผล็อยหลับไปก่อนที่พวกเขาจะเลี้ยวที่มุมถนน
ถึงแม้เราจะไม่รู้ตัวว่าเราหมดแรง แต่เราทุกคนต้องการการพักผ่อนทั้งทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ พระเจ้าได้ประทานการพำนักในพระองค์แก่เราเมื่อเราตอบรับข่าวประเสริฐแห่งความรอดผ่านทางพระเยซูคริสต์และการพักผ่อนฝ่ายวิญญาณในทุกๆวัน ตามที่มีพระวิญญาณทรงช่วยให้เราสามารถดำเนินชีวิตเพื่อพระคริสต์โดยความเชื่อ ผู้ที่วางใจในพระเจ้าสามารถพึ่งพาในการทรงสถิตอยู่ด้วยเสมอ ในฤทธิ์เดชอันไร้ขีดจำกัด และในพระสัญญาที่ไม่เปลี่ยนแปลงของพระองค์ เมื่อเราได้รับความรอดโดยพระราชกิจของพระคริสต์บนกางเขน เราก็พำนักในสันติสุขแห่งความเพียงพอในพระองค์ได้ (ฮบ.4:1-4) เราสามารถสัมผัสถึงประสบการณ์การพำนักในพระเจ้าอันเป็นหลักประกันที่สมบูรณ์แล้วตลอดไปทั้งในปัจจุบันและเมื่อพระเยซูจะเสด็จกลับมาอีกครั้ง (ข้อ 5-8)
“ผู้ใดที่ได้เข้าสู่การพำนักของพระเจ้าแล้ว ก็ได้พักงานของตน เหมือนพระเจ้าได้ทรงพักพระราชกิจของพระองค์” (ข้อ 10) ดังนั้น เมื่อเรามั่นคงอยู่ในพระคริสต์แล้ว เราจึงจะมีความสุขกับชีวิตที่เปี่ยมด้วยความหวังซึ่งยอมจำนนและเชื่อฟังด้วยใจรักเมื่อเราวางใจและพึ่งพาในพระองค์ มีเพียงพระองค์ผู้เดียวที่ประทานการพำนักแห่งการฟื้นฟูได้ทั้งในวานนี้ วันนี้ และสืบๆไป
อยู่ในเอื้อมพระหัตถ์ของพระเจ้า
เด็กสาววัยสิบหกปีนั่งอยู่ในห้องขังเดี่ยว เธอถูกตัดสินจำคุกห้าสิบปีในเรือนจำความมั่นคงสูงสุด เธอถูกแยกจากผู้ต้องขังคนอื่นเพราะอายุของเธอ เกือบปีมาแล้วที่ไม่มีบุคคลภายนอกมาเยี่ยม ในระหว่างการประกาศข่าวประเสริฐและพิธีบัพติศมาที่จัดในพื้นที่ส่วนกลาง ผู้คุมให้ผู้นำพันธกิจเข้าไปในห้องขังของเธอ เธอได้ยินข่าวประเสริฐ ยอมมอบชีวิตให้กับพระเยซู และขอรับบัพติศมา ตอนแรกทีมงานคิดว่าจะใช้ขวดน้ำ แต่แล้วเจ้าหน้าที่เรือนจำก็ปิดพื้นที่ส่วนกลางทั้งหมดและนำเธอไปที่สระบัพติศมาแบบเคลื่อนย้ายได้ เธอร้องไห้ในขณะที่คนของพระเจ้าอธิษฐาน
แม้พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะพิพากษาผู้ที่ปฏิเสธพระองค์ แต่พระองค์ก็ทรงมีพระเมตตาต่อผู้ที่กลับใจด้วย พระองค์ทรงรื้อฟื้นและปกป้องผู้ที่วางใจในพระนามของพระองค์ (ศฟย.3:10-12) การกลับใจใหม่นำไปสู่การไถ่ เพราะพระเจ้าเอง “ทรงล้มเลิก” การลงโทษที่เราสมควรได้รับแล้ว (ข้อ 15) เสียงแห่งความหวังดังก้องอยู่ในถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะเศฟันยาห์ที่บอกถึงพระเจ้าว่า “พระองค์ทรงเปรมปรีดิ์เพราะเจ้าด้วยความยินดี พระองค์จะทรงรื้อฟื้นเจ้าใหม่ด้วยความรักของพระองค์ พระองค์จะทรงเริงโลดเพราะเจ้าด้วยร้องเพลงเสียงดัง” (ข้อ 17)
ดังนั้นเราจึงสามารถแบ่งปันข่าวประเสริฐด้วยความเมตตาและความมั่นใจ โดยเฉพาะกับผู้ที่อาจรู้สึกว่าตนอยู่ห่างไกลจากพระเจ้าอย่างยิ่ง ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน ทำอะไรมา หรือรู้สึกโดดเดี่ยว ถูกหลงลืม หรือไม่คู่ควรเพียงใด พระเจ้าก็ทรงรักและติดตามหาเรา ทุกคนล้วนอยู่ในเอื้อมพระหัตถ์ของพระเจ้า
พระผู้ช่วยให้รอดผู้เปี่ยมด้วยความรัก
ระหว่างที่ไฟป่ากำลังลุกลาม เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าได้ช่วยชีวิตลูกหมีตัวหนึ่งเอาไว้ ณ สถานพักฟื้นที่ปลอดภัยซึ่งอยู่ห่างจากบริเวณที่ยังคงต่อสู้กับไฟป่า เจ้าหน้าที่ได้วางลูกหมีลงบนพื้น มันยืนขึ้นบนอุ้งเท้าหลังขนาดเล็กและกอดขาของเขาไว้แน่น เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าค่อยๆดึงตัวเองออก ปากของมันอ้ากว้างราวกับกำลังร้องไห้ด้วยความสิ้นหวัง เจ้าหมีน้อยพยายามปีนป่ายและเกาะเขาไว้เพื่อจะหลบภัยอยู่ในอ้อมกอดของผู้ช่วยชีวิตมัน ขณะที่ลูกหมีกอดแขนของเขาไว้ ชายผู้ใจดีก็ยอมแพ้และลูบหัวเพื่อนขนฟูของเขา
จะเป็นอย่างไรหากเราติดตามผู้ช่วยให้รอดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือพระเยซู ด้วยสุดใจและด้วยความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม เช่นเดียวกับลูกหมีที่ติดตามและเกาะติดผู้ที่ช่วยชีวิตมันจากความตาย
มนุษย์ทุกคนที่พระเจ้าทรงสร้างล้วนต้องการการช่วยให้รอด ดาวิดผู้ประพันธ์เพลงสดุดีสารภาพว่า ท่านต้องการผู้ช่วยกู้คือพระเจ้า ที่จะฟังและตอบคำอธิษฐานของท่าน (สดด.55:1-2) ดาวิดยอมรับว่าท่านเผชิญกับปัญหา ภัยคุกคาม ความทุกข์ และความกลัว (ข้อ 3-5) แต่ท่านยังคงติดตามพระเจ้าด้วยความมั่นใจ โดยบอกว่า “ฝ่ายข้าพเจ้าร้องทูลต่อพระเจ้า และพระเจ้าจะทรงช่วยข้าพเจ้าให้รอด” (ข้อ 16) “ทั้งเวลาเช้า เวลาเย็น และเวลาเที่ยง ข้าพเจ้าร้องทุกข์และคร่ำครวญ และพระองค์จะทรงฟังเสียงของข้าพเจ้า” (ข้อ 17) ดาวิดอธิษฐานอยู่เสมอ ท่านเชื่อว่าพระเจ้าจะทรงสดับและช่วยกู้ท่านให้ “ปลอดภัย” (ข้อ 18)
เมื่อเราเผชิญความยากลำบากหรือความทุกข์ยากใดๆ เราร้องทูลต่อพระเจ้าได้เช่นเดียวกับดาวิด แล้วพระผู้ช่วยให้รอดผู้เปี่ยมด้วยความรักและทรงติดตามหาเรา จะทรงฟังและช่วยกู้เราเมื่อเราแสวงหาพระองค์เช่นกัน
รวมกันโดยพระเยซู
ประติมากรรมหินรูปซุ้มประตูโค้งของแอนดี้ โกลส์เวิธธี ตั้งอยู่ริมถนนราวกับกำลังก้าวไปพร้อมกับคนเดินทาง ศิลปินได้สร้างประตูโค้งสูงสิบแปดฟุตด้วยหินทรายจากสก็อตแลนด์สามสิบหกก้อน โดยไม่ใช้ซีเมนต์หรือที่ยึดใด หินที่ถูกจัดเรียงลงมาตามองศา แต่ละก้อนแตกต่างกันและถูกตัดให้เรียงเข้ากันได้ และอาศัยแรงกดจากหินก้อนหลักรูปลิ่มที่อยู่ตรงกลางแถวบนสุด เพื่อให้ทุกก้อนต่อกันสนิทสมบูรณ์ หินก้อนหลักเป็นก้อนสำคัญในการยึดโครงสร้างเข้าด้วยกัน เช่นเดียวกับศิลามุมเอก
ประติมากรรมนี้เตือนให้ฉันนึกถึงการที่พระเยซูทรงเป็น “ศิลามุมเอก” ของคริสตจักรที่มีความแตกต่างกัน(อฟ.2:20) คนต่างชาติทั้งหมดที่ไม่ใช่คนยิว ครั้งหนึ่งเคย “ขาดจากการเป็นพลเมืองอิสราเอล และไม่มีส่วนในบรรดาพันธสัญญาซึ่งทรงสัญญาไว้นั้น ไม่มีที่หวัง และอยู่ในโลกปราศจากพระเจ้า” (ข้อ 12) พระเยซูทรงกระทำให้ “ทั้งสองฝ่ายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” และ “ทรงรื้อกำแพงที่กั้นระหว่างสองฝ่ายลง” (ข้อ 14) พระองค์ทรงสร้าง “คนใหม่คนเดียว” และ “เพื่อจะทรงกระทำให้ทั้งสองพวกคืนดีกับพระเจ้า เป็นกายเดียวโดยกางเขน” ทรงทำให้เราทั้งสองพวก “มีโอกาสเข้าเฝ้าพระบิดาโดยพระวิญญาณองค์เดียวกัน” (ข้อ 15-16,18)
พระคริสต์ทรงสร้างเราขึ้นเป็นคริสตจักรซึ่ง “เป็นที่สถิตของพระเจ้าในฝ่ายพระวิญญาณ” (ข้อ 22) พระองค์ทรงปั้นเราแต่ละคนขึ้นอย่างพิเศษ ทรงเชื่อมเรากับพระองค์และเชื่อมเราเข้าด้วยกันผ่านทางพระองค์ และทรงเดินเคียงข้างเรา คริสตจักรนั้นถูกรวมเข้าด้วยกันโดยพระเยซู
เป็นตัวแทนของพระเยซู
วันแรกในค่ายที่อลันสอนนักเรียนวัยรุ่นเกี่ยวกับทักษะการเป็นผู้ประกอบการ นักเรียนคนหนึ่งพูดว่า “คุณเป็นคริสเตียนใช่ไหม ผมดูออก” ก่อนที่อลันจะบอกว่าเขาเป็นคริสเตียนหรือสวมถุงเท้าและเน็คไทที่เขาชอบซึ่งประดับด้วยสัญลักษณ์ของคริสเตียน วัยรุ่นคนนั้นบอกว่าเขาเห็นพระเยซูผ่านคำพูด การกระทำ และทัศนคติของอลัน พวกเขาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันว่าจะสามารถเป็นตัวแทนของพระเยซูให้ดีขึ้นได้อย่างไรในทุกที่ที่พวกเขาไป
การบอกว่าเราเป็นคริสเตียนและการสวมเสื้อผ้าที่มีข้อความแบบคริสเตียนเป็นสิ่งที่ดี แต่พระคัมภีร์สอนว่าการที่เราดำเนินชีวิตและแสดงความรักในขณะที่เราประกาศพระกิตติคุณจะเป็นข้อบ่งชี้ที่แท้จริงของผู้ที่ติดตามพระเยซู อัครทูตเปาโลและผู้เชื่อคนอื่นๆในเมืองโครินธ์ตั้งเป้าหรือได้รับแรงกระตุ้นที่จะทำให้พระเจ้าพอพระทัย โดยการดำเนินชีวิตด้วยมุมมองอันเป็นนิรันดร์ขณะประกาศเรื่องของพระเจ้าแก่ผู้อื่น (2 คร.5:9-14)
เมื่อเราอุทิศทุ่มเทในการใช้ชีวิตเพื่อพระคริสต์แทนการอยู่เพื่อตนเอง พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเปลี่ยนมุมมอง ลักษณะนิสัย และลำดับความสำคัญของเรา รวมถึงวิธีการที่เราโต้ตอบกับผู้อื่น (ข้อ 15-17) ชีวิตใหม่ของเราในพระเยซูมีเป้าหมายที่จะเป็นตัวแทนของพระองค์ในขณะที่เราทำให้ผู้อื่นเห็นพระองค์ “โดยที่พระเจ้าทรงขอร้องท่านทั้งหลายทางเรา” (ข้อ 20)
เมื่อเราทั้งหลายได้รับกำลังจากพระวิญญาณ เราก็ได้รับความชื่นชมยินดีและมีหน้าที่เป็นตัวแทนของพระคริสต์ไม่ว่าเราจะไปที่ใด
พร้อมที่จะอธิษฐาน
ฝูงไฮยีน่าล้อมสิงโตตัวเมียที่อยู่โดดเดี่ยว เมื่อฝูงสัตว์ดุร้ายส่งเสียงแหลมเข้าจู่โจม สิงโตตัวเมียก็สู้กลับ มันทั้งกัด ทั้งตะปบ แผดเสียง และคำรามอย่างสุดกำลังเพื่อป้องกันตัวจากศัตรู ในที่สุดมันก็ล้มลง ขณะที่ฝูงไฮยีน่ากำลังรุมมัน สิงโตตัวเมียอีกตัวหนึ่งเข้ามาช่วยพร้อมผู้ช่วยอีกสามตัวที่ตามหลังมาติดๆ แม้ว่าจะมีจำนวนน้อยกว่า แต่พวกมันก็สู้จนฝูงไฮยีน่ากระจัดกระจายไป สิงโตตัวเมียยืนอยู่ด้วยกัน กวาดสายตาไปรอบๆราวกับกำลังรอคอยการจู่โจมอีกครั้งหนึ่ง
ผู้เชื่อในพระเยซูก็ต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่นอย่างยิ่งเช่นกัน การช่วยเหลือที่ทรงพลังที่สุดที่เรามอบให้ได้คือคำอธิษฐาน อัครทูตเปาโลเขียนในจดหมายถึงคริสตจักรในกรุงโรมว่า “พี่น้องทั้งหลาย โดยพระเยซูคริสต์พระผู้เป็นเจ้าของเราและโดยความรักของพระวิญญาณ ข้าพเจ้าวิงวอนขอให้ท่านช่วยอธิษฐานพระเจ้าด้วยใจร้อนรนเพื่อข้าพเจ้า” (รม.15:30) เปาโลขอให้พวกเขาอธิษฐานให้ท่าน “พ้นจากมือของคนในประเทศยูเดียที่ไม่เชื่อ” และเพื่อให้การปรนนิบัติเนื่องด้วยผลทาน “เป็นที่พอใจของธรรมิกชน” (ข้อ 31) ท่านรู้ถึงรางวัลของการที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในชุมชน (ข้อ 32) ท่านยืนหยัดร่วมกับพวกเขาในคำอธิษฐานด้วย และลงท้ายจดหมายของท่านด้วยการอวยพร “ขอพระเจ้าแห่งสันติสุขจงสถิตอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด” (ข้อ 33)
ขณะที่เราดำเนินชีวิตเพื่อพระเยซู เราจะเผชิญหน้ากับศัตรูทั้งในฝ่ายเนื้อหนังและฝ่ายวิญญาณ แต่พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะอยู่กับเราและต่อสู้แทนเรา เมื่อเรายืนหยัดร่วมกัน... โดยพร้อมที่จะอธิษฐานอยู่เสมอ