การพักผ่อนเพื่อการฟื้นฟู
ในระหว่างงานเลี้ยงวันเกิด มิอาวัย 5 ขวบเพลิดเพลินกับการเล่น การร้องเพลง “สุขสันต์วันเกิด” การกินเค้ก และการดูเพื่อนของเธอแกะของขวัญ เมื่อทุกคนออกไปเล่นข้างนอก มิอาก็พูดว่า “แม่คะ หนูอยากจะกลับแล้ว” พวกเขากล่าวขอบคุณเจ้าภาพ ขณะขับรถออกมา แม่ของมิอาถามว่าเธอชอบอะไรมากที่สุดในวันนั้น มิอาตอบว่า “การจากมา” เธอยิ้มและผล็อยหลับไปก่อนที่พวกเขาจะเลี้ยวที่มุมถนน
ถึงแม้เราจะไม่รู้ตัวว่าเราหมดแรง แต่เราทุกคนต้องการการพักผ่อนทั้งทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ พระเจ้าได้ประทานการพำนักในพระองค์แก่เราเมื่อเราตอบรับข่าวประเสริฐแห่งความรอดผ่านทางพระเยซูคริสต์และการพักผ่อนฝ่ายวิญญาณในทุกๆวัน ตามที่มีพระวิญญาณทรงช่วยให้เราสามารถดำเนินชีวิตเพื่อพระคริสต์โดยความเชื่อ ผู้ที่วางใจในพระเจ้าสามารถพึ่งพาในการทรงสถิตอยู่ด้วยเสมอ ในฤทธิ์เดชอันไร้ขีดจำกัด และในพระสัญญาที่ไม่เปลี่ยนแปลงของพระองค์ เมื่อเราได้รับความรอดโดยพระราชกิจของพระคริสต์บนกางเขน เราก็พำนักในสันติสุขแห่งความเพียงพอในพระองค์ได้ (ฮบ.4:1-4) เราสามารถสัมผัสถึงประสบการณ์การพำนักในพระเจ้าอันเป็นหลักประกันที่สมบูรณ์แล้วตลอดไปทั้งในปัจจุบันและเมื่อพระเยซูจะเสด็จกลับมาอีกครั้ง (ข้อ 5-8)
“ผู้ใดที่ได้เข้าสู่การพำนักของพระเจ้าแล้ว ก็ได้พักงานของตน เหมือนพระเจ้าได้ทรงพักพระราชกิจของพระองค์” (ข้อ 10) ดังนั้น เมื่อเรามั่นคงอยู่ในพระคริสต์แล้ว เราจึงจะมีความสุขกับชีวิตที่เปี่ยมด้วยความหวังซึ่งยอมจำนนและเชื่อฟังด้วยใจรักเมื่อเราวางใจและพึ่งพาในพระองค์ มีเพียงพระองค์ผู้เดียวที่ประทานการพำนักแห่งการฟื้นฟูได้ทั้งในวานนี้ วันนี้ และสืบๆไป
อยู่ในเอื้อมพระหัตถ์ของพระเจ้า
เด็กสาววัยสิบหกปีนั่งอยู่ในห้องขังเดี่ยว เธอถูกตัดสินจำคุกห้าสิบปีในเรือนจำความมั่นคงสูงสุด เธอถูกแยกจากผู้ต้องขังคนอื่นเพราะอายุของเธอ เกือบปีมาแล้วที่ไม่มีบุคคลภายนอกมาเยี่ยม ในระหว่างการประกาศข่าวประเสริฐและพิธีบัพติศมาที่จัดในพื้นที่ส่วนกลาง ผู้คุมให้ผู้นำพันธกิจเข้าไปในห้องขังของเธอ เธอได้ยินข่าวประเสริฐ ยอมมอบชีวิตให้กับพระเยซู และขอรับบัพติศมา ตอนแรกทีมงานคิดว่าจะใช้ขวดน้ำ แต่แล้วเจ้าหน้าที่เรือนจำก็ปิดพื้นที่ส่วนกลางทั้งหมดและนำเธอไปที่สระบัพติศมาแบบเคลื่อนย้ายได้ เธอร้องไห้ในขณะที่คนของพระเจ้าอธิษฐาน
แม้พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะพิพากษาผู้ที่ปฏิเสธพระองค์ แต่พระองค์ก็ทรงมีพระเมตตาต่อผู้ที่กลับใจด้วย พระองค์ทรงรื้อฟื้นและปกป้องผู้ที่วางใจในพระนามของพระองค์ (ศฟย.3:10-12) การกลับใจใหม่นำไปสู่การไถ่ เพราะพระเจ้าเอง “ทรงล้มเลิก” การลงโทษที่เราสมควรได้รับแล้ว (ข้อ 15) เสียงแห่งความหวังดังก้องอยู่ในถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะเศฟันยาห์ที่บอกถึงพระเจ้าว่า “พระองค์ทรงเปรมปรีดิ์เพราะเจ้าด้วยความยินดี พระองค์จะทรงรื้อฟื้นเจ้าใหม่ด้วยความรักของพระองค์ พระองค์จะทรงเริงโลดเพราะเจ้าด้วยร้องเพลงเสียงดัง” (ข้อ 17)
ดังนั้นเราจึงสามารถแบ่งปันข่าวประเสริฐด้วยความเมตตาและความมั่นใจ โดยเฉพาะกับผู้ที่อาจรู้สึกว่าตนอยู่ห่างไกลจากพระเจ้าอย่างยิ่ง ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน ทำอะไรมา หรือรู้สึกโดดเดี่ยว ถูกหลงลืม หรือไม่คู่ควรเพียงใด พระเจ้าก็ทรงรักและติดตามหาเรา ทุกคนล้วนอยู่ในเอื้อมพระหัตถ์ของพระเจ้า
พระผู้ช่วยให้รอดผู้เปี่ยมด้วยความรัก
ระหว่างที่ไฟป่ากำลังลุกลาม เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าได้ช่วยชีวิตลูกหมีตัวหนึ่งเอาไว้ ณ สถานพักฟื้นที่ปลอดภัยซึ่งอยู่ห่างจากบริเวณที่ยังคงต่อสู้กับไฟป่า เจ้าหน้าที่ได้วางลูกหมีลงบนพื้น มันยืนขึ้นบนอุ้งเท้าหลังขนาดเล็กและกอดขาของเขาไว้แน่น เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าค่อยๆดึงตัวเองออก ปากของมันอ้ากว้างราวกับกำลังร้องไห้ด้วยความสิ้นหวัง เจ้าหมีน้อยพยายามปีนป่ายและเกาะเขาไว้เพื่อจะหลบภัยอยู่ในอ้อมกอดของผู้ช่วยชีวิตมัน ขณะที่ลูกหมีกอดแขนของเขาไว้ ชายผู้ใจดีก็ยอมแพ้และลูบหัวเพื่อนขนฟูของเขา
จะเป็นอย่างไรหากเราติดตามผู้ช่วยให้รอดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือพระเยซู ด้วยสุดใจและด้วยความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม เช่นเดียวกับลูกหมีที่ติดตามและเกาะติดผู้ที่ช่วยชีวิตมันจากความตาย
มนุษย์ทุกคนที่พระเจ้าทรงสร้างล้วนต้องการการช่วยให้รอด ดาวิดผู้ประพันธ์เพลงสดุดีสารภาพว่า ท่านต้องการผู้ช่วยกู้คือพระเจ้า ที่จะฟังและตอบคำอธิษฐานของท่าน (สดด.55:1-2) ดาวิดยอมรับว่าท่านเผชิญกับปัญหา ภัยคุกคาม ความทุกข์ และความกลัว (ข้อ 3-5) แต่ท่านยังคงติดตามพระเจ้าด้วยความมั่นใจ โดยบอกว่า “ฝ่ายข้าพเจ้าร้องทูลต่อพระเจ้า และพระเจ้าจะทรงช่วยข้าพเจ้าให้รอด” (ข้อ 16) “ทั้งเวลาเช้า เวลาเย็น และเวลาเที่ยง ข้าพเจ้าร้องทุกข์และคร่ำครวญ และพระองค์จะทรงฟังเสียงของข้าพเจ้า” (ข้อ 17) ดาวิดอธิษฐานอยู่เสมอ ท่านเชื่อว่าพระเจ้าจะทรงสดับและช่วยกู้ท่านให้ “ปลอดภัย” (ข้อ 18)
เมื่อเราเผชิญความยากลำบากหรือความทุกข์ยากใดๆ เราร้องทูลต่อพระเจ้าได้เช่นเดียวกับดาวิด แล้วพระผู้ช่วยให้รอดผู้เปี่ยมด้วยความรักและทรงติดตามหาเรา จะทรงฟังและช่วยกู้เราเมื่อเราแสวงหาพระองค์เช่นกัน
รวมกันโดยพระเยซู
ประติมากรรมหินรูปซุ้มประตูโค้งของแอนดี้ โกลส์เวิธธี ตั้งอยู่ริมถนนราวกับกำลังก้าวไปพร้อมกับคนเดินทาง ศิลปินได้สร้างประตูโค้งสูงสิบแปดฟุตด้วยหินทรายจากสก็อตแลนด์สามสิบหกก้อน โดยไม่ใช้ซีเมนต์หรือที่ยึดใด หินที่ถูกจัดเรียงลงมาตามองศา แต่ละก้อนแตกต่างกันและถูกตัดให้เรียงเข้ากันได้ และอาศัยแรงกดจากหินก้อนหลักรูปลิ่มที่อยู่ตรงกลางแถวบนสุด เพื่อให้ทุกก้อนต่อกันสนิทสมบูรณ์ หินก้อนหลักเป็นก้อนสำคัญในการยึดโครงสร้างเข้าด้วยกัน เช่นเดียวกับศิลามุมเอก
ประติมากรรมนี้เตือนให้ฉันนึกถึงการที่พระเยซูทรงเป็น “ศิลามุมเอก” ของคริสตจักรที่มีความแตกต่างกัน(อฟ.2:20) คนต่างชาติทั้งหมดที่ไม่ใช่คนยิว ครั้งหนึ่งเคย “ขาดจากการเป็นพลเมืองอิสราเอล และไม่มีส่วนในบรรดาพันธสัญญาซึ่งทรงสัญญาไว้นั้น ไม่มีที่หวัง และอยู่ในโลกปราศจากพระเจ้า” (ข้อ 12) พระเยซูทรงกระทำให้ “ทั้งสองฝ่ายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” และ “ทรงรื้อกำแพงที่กั้นระหว่างสองฝ่ายลง” (ข้อ 14) พระองค์ทรงสร้าง “คนใหม่คนเดียว” และ “เพื่อจะทรงกระทำให้ทั้งสองพวกคืนดีกับพระเจ้า เป็นกายเดียวโดยกางเขน” ทรงทำให้เราทั้งสองพวก “มีโอกาสเข้าเฝ้าพระบิดาโดยพระวิญญาณองค์เดียวกัน” (ข้อ 15-16,18)
พระคริสต์ทรงสร้างเราขึ้นเป็นคริสตจักรซึ่ง “เป็นที่สถิตของพระเจ้าในฝ่ายพระวิญญาณ” (ข้อ 22) พระองค์ทรงปั้นเราแต่ละคนขึ้นอย่างพิเศษ ทรงเชื่อมเรากับพระองค์และเชื่อมเราเข้าด้วยกันผ่านทางพระองค์ และทรงเดินเคียงข้างเรา คริสตจักรนั้นถูกรวมเข้าด้วยกันโดยพระเยซู
เป็นตัวแทนของพระเยซู
วันแรกในค่ายที่อลันสอนนักเรียนวัยรุ่นเกี่ยวกับทักษะการเป็นผู้ประกอบการ นักเรียนคนหนึ่งพูดว่า “คุณเป็นคริสเตียนใช่ไหม ผมดูออก” ก่อนที่อลันจะบอกว่าเขาเป็นคริสเตียนหรือสวมถุงเท้าและเน็คไทที่เขาชอบซึ่งประดับด้วยสัญลักษณ์ของคริสเตียน วัยรุ่นคนนั้นบอกว่าเขาเห็นพระเยซูผ่านคำพูด การกระทำ และทัศนคติของอลัน พวกเขาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันว่าจะสามารถเป็นตัวแทนของพระเยซูให้ดีขึ้นได้อย่างไรในทุกที่ที่พวกเขาไป
การบอกว่าเราเป็นคริสเตียนและการสวมเสื้อผ้าที่มีข้อความแบบคริสเตียนเป็นสิ่งที่ดี แต่พระคัมภีร์สอนว่าการที่เราดำเนินชีวิตและแสดงความรักในขณะที่เราประกาศพระกิตติคุณจะเป็นข้อบ่งชี้ที่แท้จริงของผู้ที่ติดตามพระเยซู อัครทูตเปาโลและผู้เชื่อคนอื่นๆในเมืองโครินธ์ตั้งเป้าหรือได้รับแรงกระตุ้นที่จะทำให้พระเจ้าพอพระทัย โดยการดำเนินชีวิตด้วยมุมมองอันเป็นนิรันดร์ขณะประกาศเรื่องของพระเจ้าแก่ผู้อื่น (2 คร.5:9-14)
เมื่อเราอุทิศทุ่มเทในการใช้ชีวิตเพื่อพระคริสต์แทนการอยู่เพื่อตนเอง พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเปลี่ยนมุมมอง ลักษณะนิสัย และลำดับความสำคัญของเรา รวมถึงวิธีการที่เราโต้ตอบกับผู้อื่น (ข้อ 15-17) ชีวิตใหม่ของเราในพระเยซูมีเป้าหมายที่จะเป็นตัวแทนของพระองค์ในขณะที่เราทำให้ผู้อื่นเห็นพระองค์ “โดยที่พระเจ้าทรงขอร้องท่านทั้งหลายทางเรา” (ข้อ 20)
เมื่อเราทั้งหลายได้รับกำลังจากพระวิญญาณ เราก็ได้รับความชื่นชมยินดีและมีหน้าที่เป็นตัวแทนของพระคริสต์ไม่ว่าเราจะไปที่ใด
พร้อมที่จะอธิษฐาน
ฝูงไฮยีน่าล้อมสิงโตตัวเมียที่อยู่โดดเดี่ยว เมื่อฝูงสัตว์ดุร้ายส่งเสียงแหลมเข้าจู่โจม สิงโตตัวเมียก็สู้กลับ มันทั้งกัด ทั้งตะปบ แผดเสียง และคำรามอย่างสุดกำลังเพื่อป้องกันตัวจากศัตรู ในที่สุดมันก็ล้มลง ขณะที่ฝูงไฮยีน่ากำลังรุมมัน สิงโตตัวเมียอีกตัวหนึ่งเข้ามาช่วยพร้อมผู้ช่วยอีกสามตัวที่ตามหลังมาติดๆ แม้ว่าจะมีจำนวนน้อยกว่า แต่พวกมันก็สู้จนฝูงไฮยีน่ากระจัดกระจายไป สิงโตตัวเมียยืนอยู่ด้วยกัน กวาดสายตาไปรอบๆราวกับกำลังรอคอยการจู่โจมอีกครั้งหนึ่ง
ผู้เชื่อในพระเยซูก็ต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่นอย่างยิ่งเช่นกัน การช่วยเหลือที่ทรงพลังที่สุดที่เรามอบให้ได้คือคำอธิษฐาน อัครทูตเปาโลเขียนในจดหมายถึงคริสตจักรในกรุงโรมว่า “พี่น้องทั้งหลาย โดยพระเยซูคริสต์พระผู้เป็นเจ้าของเราและโดยความรักของพระวิญญาณ ข้าพเจ้าวิงวอนขอให้ท่านช่วยอธิษฐานพระเจ้าด้วยใจร้อนรนเพื่อข้าพเจ้า” (รม.15:30) เปาโลขอให้พวกเขาอธิษฐานให้ท่าน “พ้นจากมือของคนในประเทศยูเดียที่ไม่เชื่อ” และเพื่อให้การปรนนิบัติเนื่องด้วยผลทาน “เป็นที่พอใจของธรรมิกชน” (ข้อ 31) ท่านรู้ถึงรางวัลของการที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในชุมชน (ข้อ 32) ท่านยืนหยัดร่วมกับพวกเขาในคำอธิษฐานด้วย และลงท้ายจดหมายของท่านด้วยการอวยพร “ขอพระเจ้าแห่งสันติสุขจงสถิตอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด” (ข้อ 33)
ขณะที่เราดำเนินชีวิตเพื่อพระเยซู เราจะเผชิญหน้ากับศัตรูทั้งในฝ่ายเนื้อหนังและฝ่ายวิญญาณ แต่พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะอยู่กับเราและต่อสู้แทนเรา เมื่อเรายืนหยัดร่วมกัน... โดยพร้อมที่จะอธิษฐานอยู่เสมอ
สันติสุขแห่งการมอบไว้กับพระเจ้า
คิ้วของเคย์ล่าขมวดเข้าหากันขณะที่เธอดันกระดาษอีกแผ่นหนึ่งลงในกล่องที่เต็มจนแน่นแล้ว กล่องนั้นมีข้อความเขียนไว้ว่า “มอบไว้กับพระเจ้า” อยู่ทั้งสี่ด้าน เธอถอนหายใจยาวและค้นหาคำอธิษฐานที่เธอเขียนใส่ไว้ในกล่องก่อนหน้านี้ “ฉันอ่านออกเสียงคำอธิษฐานเกือบทุกวัน” เธอบอกกับชานเทลเพื่อนของเธอ “ฉันจะแน่ใจได้อย่างไรว่าพระเจ้าทรงได้ยินฉัน” ชานเทลยื่นพระคัมภีร์ให้เคย์ล่า “ก็ด้วยการวางใจว่าพระเจ้าทรงรักษาคำตรัสของพระองค์” เธอกล่าว “และทุกครั้ง ให้เธอวางมอบคำอธิษฐานที่เธอเขียนหรืออ่านนั้นไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์”
อัครทูตเปาโลหนุนใจผู้เชื่อในพระเยซูให้ “ชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้า” และให้เหตุผลที่ดีที่จะทำเช่นนั้นโดยยืนยันว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ใกล้แล้ว” (ฟป.4:4-5) ท่านหนุนใจคนของพระเจ้าให้เปลี่ยนความคิดกังวลเป็นคำอธิษฐานที่เต็มไปด้วยความเชื่อ โดยเชื่อว่าพระองค์ทรงได้รับคำร้องทูลทุกอย่าง และให้เราสรรเสริญพระองค์ขณะพักสงบอยู่ในสันติสุขอันลึกซึ้งแห่งการทรงสถิตอันไม่สิ้นสุดของพระองค์ (ข้อ 6-7)
พระเยซูองค์สันติราชจะทรงคุ้มครองจิตใจและความรู้สึกของเรา เมื่อเรามุ่งความสนใจไปยังสิ่งที่นำเราไปถึงพระองค์ นั่นคือ “สิ่งที่จริง...สิ่งที่ยุติธรรม...สิ่งที่บริสุทธิ์...สิ่งที่ควรแก่การสรรเสริญ” (ข้อ 8)
สันติสุขของพระเจ้าจะปกป้องเราเมื่อเราไว้วางใจว่าพระเจ้าแห่งสันติสุขทรงอยู่กับเรา เมื่อเราเป็นอิสระจากภาระแห่งการยึดติดกับความกังวลแล้ว เราจะสัมผัสถึงสันติสุขในการมอบวางคำอธิษฐานทุกอย่างไว้ในพระหัตถ์ที่ไว้วางใจได้ของพระเจ้า
พระเยซู...เป็นทุกสิ่งของข้า
ด้วยการให้สัญญาณครั้งสุดท้ายของกรรมการตัดสิน เคเนดี้ เบลดส์ นักกีฬามวยปล้ำได้กลายเป็นแชมป์โอลิมปิคประจำปี 2024 เธอประสานมือชูขึ้นพร้อมกับมองไปบนสวรรค์และสรรเสริญพระเจ้า นักข่าวถามถึงพัฒนาการของเธอตลอดสามปีที่ผ่านมา แต่นักกีฬาชั้นยอดผู้นี้ไม่ได้พูดถึงการฝึกฝนทางกายของเธอเลยด้วยซ้ำ “ฉันแค่เข้าใกล้พระเยซูมากขึ้น” เธอกล่าว เธอประกาศว่าพระคริสต์ทรงเป็นกษัตริย์และพระองค์จะเสด็จกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับ
หนุนใจผู้อื่นให้เชื่อวางใจในพระองค์ “เป็นเพราะพระองค์” เธอกล่าว “นั่นคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ฉันทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ได้” ในการให้สัมภาษณ์อื่นๆเธอก็ประกาศอย่างตรงไปตรงมาว่า พระเยซูทรงเป็นทุกสิ่งสำหรับเธอและเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอได้รับสิ่งที่ดีในชีวิต
ความร้อนรนที่จะดำเนินชีวิตโดยมีพระเจ้าเป็นศูนย์กลางนี้สะท้อนถึงคำประกาศของดาวิดในสดุดี 63 ดาวิดโหยหาที่จะได้พบองค์พระผู้สร้างของท่าน โดยกล่าวว่า “ข้าพระองค์แสวงพระองค์ จิตวิญญาณของข้าพระองค์กระหายหาพระองค์” (ข้อ 1) ดาวิดได้ “เห็น” พระเจ้า และ “เห็นฤทธานุภาพ” และ “พระสิริ” ของพระองค์ (ข้อ 2) ท่านประกาศว่า ความรักมั่นคงของพระเจ้า “ดีกว่าชีวิต” (ข้อ 3) จากนั้นอธิษฐานว่า “เพราะพระองค์ทรงเป็นความอุปถัมภ์ของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เปรมปรีดิ์อยู่ในร่มปีกของพระองค์ จิตวิญญาณของข้าพระองค์เกาะติดอยู่ที่พระองค์ พระหัตถ์ขวาของพระองค์ชูข้าพระองค์ไว้” (ข้อ 7-8) เห็นได้ชัดว่าพระเจ้าทรงเป็นทุกสิ่งสำหรับดาวิด
ชีวิตของเราสามารถเป็นแสงนำทางให้ผู้อื่นเข้ามามีความสัมพันธ์กับพระเจ้า พระผู้ช่วยให้รอด เมื่อพระเยซูกลายมาเป็นเหตุผลและทุกสิ่งในชีวิตของเรา
ความเชื่อที่ไม่สั่นคลอน
เมื่อไดแอน ด็อคโค่คิมและสามีรู้ว่าลูกชายถูกวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติก เธอทุกข์ใจกับความเป็นไปได้ที่ว่าลูกซึ่งมีความบกพร่องด้านสติปัญญาอาจมีชีวิตยืนยาวกว่าเธอ เธอร้องทูลพระเจ้าว่า เขาจะเป็นอย่างไรหากไม่มีข้าพระองค์ คอยดูแล พระเจ้าทรงให้เธอได้อยู่ท่ามกลางการสนับสนุนจากกลุ่มพ่อแม่ที่เลี้ยงดูเด็กที่มีความพิการ ในความรู้สึกผิดที่มักจะอธิบายไม่ได้ ในความรู้สึกไม่ดีพอและความกลัวนั้น พระเจ้าประทานกำลังแก่ไดแอนที่จะไว้วางใจในพระองค์ ในที่สุดแล้วจากหนังสือที่เธอเขียนชื่อ ความเชื่อที่ไม่สั่นคลอนไดแอนได้มอบความหวังเรื่อง “การฟื้นฟูฝ่ายวิญญาณ” ให้กับผู้คนที่เลี้ยงดูลูกที่พิการ เมื่อลูกชายของเธอเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ความเชื่อของไดแอนก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เธอไว้วางใจว่าพระเจ้าจะทรงดูแลเธอและลูกชายของเธอตลอดไป
ความไม่แน่นอนในชีวิตอาจทำให้ใจของเราแข็งกระด้างต่อพระเจ้า เราอาจถูกล่อลวงให้เชื่อในสิ่งอื่นหรือคนอื่นรวมถึงตัวเราเอง แต่เราสามารถพึ่งพาใน “พระศิลาแห่งความรอดของพวกเรา” ได้ (สดด.95:1) นี่เป็นวลีที่ชี้ให้เห็นถึงพระลักษณะที่แน่นอนของพระเจ้า “ที่ลึกของแผ่นดินโลกอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ที่สูงของภูเขาเป็นของพระองค์ด้วย ทะเลเป็นของพระองค์ เพราะพระองค์ทรงสร้างมัน และพระหัตถ์ของพระองค์ทรงปั้นแผ่นดิน” (ข้อ 4-5)
เราดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อที่ไม่สั่นคลอนได้ด้วยการนมัสการ “พระเจ้าผู้ทรงสร้างพวกเรา” (ข้อ 6) เราวางใจได้ว่าทรงอยู่กับเราและคนที่เรารักเพราะ เราเป็น “ฝูงแกะที่พระองค์ทรงอุ้มชูด้วยพระหัตถ์ของพระองค์” (ข้อ 7 TNCV)