จบลงอย่างสวยงาม
มาน ควอร์ในวัย 103 ปี เป็นนักกีฬาหญิงที่อายุมากที่สุดของอินเดียซึ่งลงแข่งขันในการแข่งขันกรีฑาชิงแชมป์โลกปี 2019 ที่ประเทศโปแลนด์ เป็นเรื่องน่าทึ่งที่ควอร์ได้เหรียญทองถึง 4 รายการ คือ พุ่งหลาว ทุ่มน้ำหนัก วิ่ง 60 เมตร และ 200 เมตร แต่ที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ เธอวิ่งได้เร็วกว่าสถิติที่เธอเคยทำไว้ในการแข่งขันกรีฑาชิงแชมป์โลกปี 2017 คุณยายทวดผู้ซึ่งกำลังย่างเข้าสู่ศตวรรษที่สองของชีวิต ได้แสดงให้เห็นถึงวิธีการจบลงอย่างสวยงาม
อัครทูตเปาโลเขียนถึงทิโมธีสาวกที่อายุน้อย เล่าว่าท่านได้เข้าสู่ช่วงสุดท้ายของชีวิตอย่างไรโดยบอกว่า “ถึงเวลาที่ข้าพเจ้าจะจากไป” (2 ทธ.4:6) เมื่อใคร่ครวญดูชีวิตของท่าน ท่านเชื่อมั่นว่าท่านจะปิดฉากลงอย่างสวยงาม “ข้าพเจ้าได้ต่อสู้อย่างเต็มกำลัง” เปาโลกล่าว “ข้าพเจ้าได้แข่งขันจนถึงที่สุด” (ข้อ 7) ท่านไม่ได้มั่นใจเพราะท่านประเมินจากตัวเลขความสำเร็จอันน่าประทับใจหรือจากการสำรวจอิทธิพลที่ท่านมีในวงกว้าง (ถึงแม้มันจะมีมากมายก็ตาม) แต่ท่านรู้ตัวว่าได้ “รักษาความเชื่อไว้แล้ว” (ข้อ 7) เปาโลยังคงจงรักภักดีต่อพระเยซูและติดตามพระองค์ผู้ทรงช่วยกู้ท่านจากความพินาศผ่านความทุกข์โศกและความยินดี ท่านรู้ว่าพระเยซูทรงยืนเตรียมพร้อมที่จะมอบ “มงกุฎแห่งความชอบธรรม” ซึ่งเป็นตอนจบอันน่ายินดีสำหรับชีวิตที่สัตย์ซื่อของท่าน (ข้อ 8)
เปาโลยืนยันว่ามงกุฎนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับคนชั้นสูงเพียงไม่กี่คน แต่สำหรับ “คนทั้งปวงที่ยินดีในการเสด็จมาของพระองค์” (ข้อ 8) เมื่อเราก้าวเข้าสู่ปีใหม่ ให้เราระลึกว่าพระเยซูทรงปรารถนาที่จะสวมมงกุฎให้กับทุกคนที่รักพระองค์ และขอให้เราใช้ชีวิตเพื่อจะจบลงอย่างสวยงาม
มอบอนาคตไว้กับพระเจ้า
ในปี 2010 ลาสโล ฮันเยคซ์ซื้อของด้วยบิตคอยน์เป็นครั้งแรก (เงินดิจิตอลสกุลหนึ่งที่มีมูลค่าน้อยมากเมื่อเทียบกับเงินปกติในเวลานั้น) โดยต้องจ่าย 10,000 บิตคอยน์สำหรับพิซซ่าสองถาด (ราคา 25 ดอลล่าร์) ในปี 2021 บิตคอยน์เหล่านั้นมีมูลค่าสูงสุดถึงกว่า 500 ล้านดอลล่าร์ ย้อนกลับไปก่อนที่มูลค่าจะพุ่งขึ้น เขาจ่ายค่าพิซซ่าไปแล้วถึง 100,000 บิตคอยน์ ถ้าหากเขาเก็บบิตคอยน์เหล่านั้นไว้ มูลค่าของมันคงทำให้เขาได้เป็นมหาเศรษฐีในทำเนียบการจัดอันดับของฟอร์บส์ในปี 2021 ถ้าเพียงแต่เขารู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น
แน่นอนว่าฮันเยคซ์ไม่มีทางจะรู้ได้ ไม่มีใครทำได้ แม้ว่าเราจะพยายามเข้าใจและควบคุมอนาคต ปัญญาจารย์ได้บอกความจริงว่า “มนุษย์หารู้ไม่ว่าเหตุอันใดจะบังเกิดขึ้น” (10:14) เราบางคนหลอกตัวเองให้คิดว่าเรารู้มากกว่าที่ตัวเองรู้ หรือแย่กว่านั้นคือคิดว่าเราสามารถหยั่งรู้ถึงชีวิตหรืออนาคตของคนอื่นด้วย แต่ปัญญาจารย์บอกอย่างชัดเจน “ใครเล่าจะบอกเขาได้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นเมื่อเขาล่วงไป” (ข้อ 14) ไม่มี เลย
พระคัมภีร์เปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างอย่างหนึ่งระหว่างคนฉลาดกับคนโง่ นั่นคือความเจียมตัวเกี่ยวกับอนาคต (สภษ.27:1) คนฉลาดตระหนักดีว่ามีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะเกิดอะไรเมื่อเขาตัดสินใจ แต่คนโง่ทึกทักเอาจากความไม่รู้ของตัวเอง ขอให้เรามีสติปัญญาโดยมอบอนาคตของเราไว้กับพระองค์ผู้เดียวเท่านั้นที่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
นึกภาพอนาคตที่ต่างออกไป
นักเรียนชั้นมัธยมต้นและมัธยมปลาย 300 คนในเมืองเล็กๆชื่อนิโอเดอชา รัฐแคนซัส เรียงแถวกันเข้าร่วมการประชุมของโรงเรียน พวกเขานั่งอยู่ตรงนั้นด้วยความไม่เชื่อ เมื่อได้ยินว่าสามีภรรยาที่มีความเกี่ยวข้องกับเมืองของพวกเขา ตัดสินใจจะจ่ายค่าเรียนมหาวิทยาลัยให้นักเรียนนิโอเดอชาทุกคนเป็นเวลา 25 ปี นักเรียนทุกคนตะลึงงัน เปี่ยมไปด้วยความสุขและน้ำตา
นิโอเดอชาได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ซึ่งหมายความว่าหลายครอบครัวกังวลว่าจะจ่ายค่าเรียนมหาวิทยาลัยได้อย่างไร ของขวัญนี้เปลี่ยนชีวิตคนหลายช่วงอายุ ผู้บริจาคหวังว่าสิ่งนี้จะช่วยหลายครอบครัวได้ในทันทีและยังเป็นการจูงใจให้คนอื่นย้ายมาเมืองนิโอเดอชาด้วย พวกเขานึกภาพว่าความมีน้ำใจของพวกเขาจะสร้างงานใหม่ ความมีชีวิตชีวาใหม่ และอนาคตที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิงให้กับเมืองนี้
พระเจ้าปรารถนาให้คนของพระองค์มีใจกว้าง ไม่ใช่แค่ตอบสนองความต้องการของตน ณ เวลานั้น แต่โดยการนึกถึงอนาคตใหม่ของเพื่อนบ้านที่กำลังลำบาก คำสั่งของพระเจ้าชัดเจน “หากพี่น้องร่วมชาติของเจ้ายากจนลงไม่สามารถหาเลี้ยงชีพได้ เจ้าจงช่วยเหลือเขา” (ลนต.25:35 TNCV) ความมีน้ำใจไม่ใช่แค่การให้สิ่งจำเป็นต่อร่างกาย แต่คือการนึกถึงสิ่งที่พวกเขาต้องการ เพื่อใช้ชีวิตร่วมกันเป็นชุมชนในอนาคต พระเจ้าตรัสว่า “จงช่วยเหลือเขา...เพื่อเขาจะอยู่ท่ามกลางพวกเจ้าต่อไปได้” (ข้อ 35 TNCV)
การให้ที่ลึกซึ้งที่สุดนั้นให้ภาพของอนาคตที่ต่างออกไป ความเมตตาอันยิ่งใหญ่และสร้างสรรค์ของพระเจ้าหนุนใจให้เรานึกถึงวันนั้นที่เราทุกคนจะอยู่ร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวและสมบูรณ์
ใจเมตตาเหนือใจขมขื่น
เมื่อตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ถล่มในวันที่ 11 กันยายน 2001 เกร็ก โรดริเกซเป็นหนึ่งในเหยื่อที่เสียชีวิตในซากปรักหักพัง ขณะที่ฟิลลิสผู้เป็นแม่และพ่อของเขาเศร้าโศก พวกเขาได้ใคร่ครวญอย่างรอบคอบในการตอบสนองต่อการโจมตีอันน่ากลัวนี้ ในปี 2002 ฟิลลิสพบกับไอช่า เอลวาเฟ่ซึ่งเป็นแม่ของชายคนหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่าช่วยเหลือผู้ก่อการร้าย ฟิลลิสเล่าว่าเธอ “อ้าแขนออกและเดินเข้าไปหาหญิงคนนั้น เราสวมกอดกันและร้องไห้ ...ไอช่ากับฉันเกิดความผูกพันกันในทันที...เราทั้งคู่ต่างทนทุกข์กับเรื่องราวของลูกชายพวกเรา”
ฟิลลิสพบกับไอช่าในเวลาที่เจ็บปวดและทุกข์โศกร่วมกัน เธอเชื่อว่าความโกรธแค้นต่อการตายของลูกชายอย่างที่ควรจะเป็นนั้น ไม่อาจเยียวยาความปวดร้าวของเธอได้ เมื่อฟังเรื่องราวของครอบครัวไอช่า เธอรู้สึกสงสารและต่อต้านการทดลองที่จะให้มองพวกเขาเป็นศัตรู เธอปรารถนาความยุติธรรม แต่เธอก็เชื่อว่าเราต้องสลัดทิ้งการทดลองที่จะแสวงหาการแก้แค้น ซึ่งมักจะผูก
มัดเราไว้เมื่อเราเป็นผู้ถูกกระทำ
อัครทูตเปาโลแบ่งปันความเชื่อมั่นนี้ โดยเตือนเราว่า “จงให้ใจขมขื่น และใจขัดเคือง และใจโกรธ และการทะเลาะเถียงกัน และการพูดให้ร้าย กับการคิดปองร้ายทุกอย่างอยู่ห่างไกลจากท่านเถิด” (อฟ.4:31) เมื่อเราสละอำนาจของการทำลายล้างเหล่านี้ พระวิญญาณของพระเจ้าก็จะทรงเติมเต็มเราด้วยมุมมองใหม่ เปาโลกล่าวว่า “จงเมตตาต่อกัน มีใจเอ็นดูต่อกัน” (ข้อ 32) เป็นไปได้ที่เราจะแก้ไขสิ่งผิดให้ถูกในขณะที่ปฏิเสธใจที่โกรธแค้น ขอพระวิญญาณทรงช่วยเราที่จะสำแดงความเมตตาซึ่งมีชัยเหนือใจขมขื่น
มองเห็นทางที่ใช่
คงไม่มีใครเชื่อว่าเฟลิเป้ กุสตาโว นักสเก็ตบอร์ดชาวบราซิลวัย 16 ปีจะกลายเป็น “หนึ่งในสุดยอดนักสเก็ตบอร์ดในตำนานของโลก” พ่อของเขาเชื่อว่าลูกชายจะต้องไล่ตามความฝันในการเล่นสเก็ตเป็นอาชีพ แต่พวกเขาไม่มีเงิน พ่อจึงขายรถยนต์ที่มีและพาลูกชายไปเข้าแข่งขันในรายการแทมปาแอมอันโด่งดังในฟลอริดา ไม่มีใครเคยได้ยินชื่อกุสตาโว...จนกระทั่งเขาชนะการแข่งขัน และชัยชนะนั้นนำเขาเข้าสู่อาชีพที่น่าทึ่งในเวลาอันรวดเร็ว
พ่อของกุสตาโวมีความสามารถในการมองเห็นหัวใจและความปรารถนาของลูกชาย กุสตาโวบอกว่า “เมื่อผมกลายเป็นพ่อคน ขอให้ผมเป็นได้เพียง 5 เปอร์เซ็นต์เหมือนพ่อของผมก็พอ”
พระธรรมสุภาษิตอธิบายถึงโอกาสของพ่อแม่ที่จะช่วยลูกๆ เพื่อให้พวกเขามองเห็นว่าพระเจ้าได้ทรงออกแบบจิตใจ ความรู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และบุคลิกภาพที่เป็นแบบเฉพาะของพวกเขา และจากนั้นจึงแนะแนวทางและส่งเสริมให้พวกเขาไปสู่เส้นทางนั้น ที่สะท้อนให้เห็นว่าพระเจ้าทรงสร้างพวกเขาให้เป็นใคร ดังที่ผู้เขียนได้กล่าวว่า “จงฝึกเด็กในทางที่เขาควรจะเดินไป และเมื่อเขาเป็นผู้ใหญ่แล้วเขาจะไม่พรากจากทางนั้น” (22:6)
เราอาจไม่มีต้นทุนที่สูงหรือความรู้ในระดับลึก แต่ด้วยพระปัญญาของพระเจ้า (ข้อ 17-21) และความรักความเอาใจใส่ของเรา เราสามารถมอบของขวัญอันยิ่งใหญ่ให้ลูกๆ และเด็กคนอื่นๆ ที่ได้รับอิทธิพลจากเรา เราสามารถช่วยให้พวกเขาวางใจในพระเจ้าและมองให้ออกถึงเห็นเส้นทางที่เขาจะสามารถเดินไปตลอดชีวิตของพวกเขา (3:5-6)
ทั้งครอบครัว
เจมส์ในชุดนักโทษลายทาง เดินข้ามห้องออกกำลังกายที่อบอ้าวแล้วปีนเข้าไปในสระน้ำสำเร็จรูปที่ซึ่งอนุศาสกประจำเรือนจำได้ให้บัพติศมาแก่เขา ความสุขของเจมส์เพิ่มทวีคูณเมื่อได้ยินว่า บริตทานีผู้เป็นลูกสาวและเป็นผู้ต้องขังเช่นกัน ได้รับบัพติศมาในวันเดียวกัน...ในน้ำเดียวกัน! เมื่อพวกเขารู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แม้แต่เจ้าหน้าที่ต่างก็ซาบซึ้งใจ “ไม่มีตาคู่ใดที่ปราศจากน้ำตา” อนุศาสกกล่าว หลังจากเข้าออกคุกเป็นเวลาหลายปี บริตทานีกับพ่อของเธอต่างต้องการการยกโทษจากพระเจ้า และพระเจ้าประทานชีวิตใหม่ให้ทั้งคู่พร้อมกัน
พระคัมภีร์บรรยายถึงการเผชิญหน้าในคุกอีกแบบหนึ่ง ครั้งนี้เป็นเรื่องของนายคุกที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงโดยความรักของพระเยซูทั้งครอบครัว หลังเกิด “แผ่นดินไหวใหญ่” ที่สะเทือนสะท้านคุกและ “ประตูคุกเปิดหมดทุกบาน” เปาโลกับสิลาสไม่ได้หนีแต่ยังคงอยู่ในคุก (กจ.16:26-28) นายคุกเต็มล้นด้วยความซาบซึ้งใจที่พวกเขาไม่หนีไปจึงพาพวกเขาไปที่บ้าน และในที่สุดได้ถามคำถามที่เปลี่ยนแปลงชีวิตว่า “ข้าพเจ้าจะต้องทำอย่างไรจึงจะรอดได้” (ข้อ 30)
“จงเชื่อและวางใจในพระเยซูเจ้า” พวกเขาตอบ “ทั้งครอบครัวของท่านด้วย” (ข้อ 31) คำตอบนี้เผยให้เห็นน้ำพระทัยของพระเจ้าที่ต้องการเทพระเมตตาลงมา ไม่เพียงแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งแต่ทั้งครอบครัวของเขาด้วย เมื่อได้พบกับความรักของพระเจ้า พวกเขาทุกคนทั้ง “ตัวเขา [นายคุก] และทุกคนในครอบครัว...ได้มาเชื่อพระเจ้า” (ข้อ 34 TNCV) แม้เรามักจะปรารถนาอย่างยิ่งให้คนที่เรารักได้รับความรอด แต่เราเชื่อวางใจได้ว่าพระเจ้าทรงรักพวกเขามากกว่าที่เรารัก พระองค์ทรงปรารถนาจะสร้างพวกเราทุกคนขึ้นใหม่ รวมทั้งครอบครัวของเราด้วย
ดูแลซึ่งกันและกัน
โฮเซ่เป็นครูสอนแทนวัย 77 ปีที่อาศัยอยู่ในรถเป็นเวลากว่าแปดปี ทุกคืนชายชราจะซุกตัวนอนในรถฟอร์ดทันเดอร์เบิร์ดแอลเอ็กซ์ปี 1997 ของเขา คอยตรวจสอบแบตเตอรี่รถยนต์อย่างระมัดระวังขณะที่ใช้จ่ายไฟให้กับคอมพิวเตอร์เมื่อทำงานในช่วงค่ำ แทนที่จะแบ่งเงินเป็นค่าเช่าบ้าน โฮเซ่กลับส่งไปให้สมาชิกครอบครัวหลายคนในประเทศเม็กซิโกที่มีความจำเป็นมากกว่า ทุกเช้าศิษย์เก่าคนหนึ่งของเขาจะเห็นโฮเซ่คุ้ยหาของในกระโปรงหลังรถ “ผมแค่รู้สึกว่าต้องทำบางอย่างในเรื่องนี้” ชายคนนี้กล่าว เขาจึงเปิดระดมทุนและหลายอาทิตย์ต่อมาก็ได้มอบเช็คแก่โฮเซ่เพื่อช่วยเขาจ่ายค่าที่พัก
แม้พระคัมภีร์จะบอกอยู่บ่อยครั้งให้เราดูแลซึ่งกันและกัน แต่บางครั้งก็เป็นเรื่องยากที่จะมองข้ามความกังวลของเราเอง ผู้เผยพระวจนะเศคาริยาห์ตำหนิชาวอิสราเอลที่แทนที่จะนมัสการพระเจ้าและรับใช้ผู้อื่น พวกเขากลับ “รับประทานเพื่อตัว[เขา]เอง” (ศคย.7:6) พวกเขาไม่สนใจว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและเพิกเฉยต่อความต้องการของเพื่อนบ้าน เศคาริยาห์อธิบายพระบัญชาของพระเจ้าอย่างชัดเจนว่า พวกเขาต้อง “พิพากษาตามความจริง จงแสดงความกรุณาและความปรานีต่อพี่น้องของตน [และ] อย่าบีบบังคับหญิงม่าย ลูกกำพร้าพ่อ คนต่างด้าวหรือคนยากจน” (ข้อ 9-10)
แม้เป็นเรื่องง่ายที่เราจะหมกมุ่นอยู่กับความต้องการของตัวเอง แต่ความสัตย์ซื่อเรียกร้องให้เราใส่ใจต่อความต้องการของผู้อื่นด้วย ในคลังทรัพย์ของพระเจ้ามีมากเพียงพอสำหรับทุกคน และด้วยพระกรุณาของพระเจ้า พระองค์ทรงเลือกใช้เราเป็นผู้มอบบางส่วนจากคลังทรัพย์อันรุ่งเรืองนี้แก่ผู้อื่น
ไม่กำพร้าพ่ออีกต่อไป
กาย ไบรอันท์เป็นคนโสดและไม่มีลูก เขาทำงานในแผนกสวัสดิการเด็กของนครนิวยอร์ก ในแต่ละวันเขาพบว่ามีความต้องการพ่อแม่บุญธรรมสูงมาก เขาจึงตัดสินใจทำบางอย่าง เป็นเวลากว่า 10 ปีที่ไบรอันท์อุปการะเด็กมากกว่า 50 คน เขาเคยดูแลเด็ก 9 คนในเวลาเดียวกัน ไบรอันท์อธิบายว่า “ทุกครั้งที่ผมหันไปมอง ผมจะเห็นเด็กที่ต้องการที่พัก ถ้าคุณมีที่ว่างในบ้านและในหัวใจของคุณ คุณจะรับเลี้ยงพวกเขาโดยไม่ต้องคิดอะไรเลย” เด็กในอุปการะที่โตขึ้นและออกไปใช้ชีวิตของตนเองจะยังมีกุญแจเข้าอพาร์ทเมนท์ของไบรอันท์ และมักจะกลับมาในวันอาทิตย์เพื่อมากินอาหารเที่ยงกับ “พ่อ” ไบรอันท์สำแดงความรักของพ่อให้แก่คนมากมาย
พระวจนะบอกเราว่าพระเจ้าทรงติดตามทุกคนที่ถูกลืมหรือถูกทอดทิ้ง ถึงแม้ผู้เชื่อบางคนจะพบว่าชีวิตของตนขาดแคลนและเปราะบาง แต่พระเจ้าสัญญาว่าจะอยู่กับพวกเขา พระเจ้ายังทรงเป็น “พระบิดาของคนกำพร้า” (สดด.68:5) หากเราอยู่ตัวคนเดียวไม่ว่าจะเป็นเพราะการถูกละเลยหรือโศกนาฏกรรม พระเจ้าทรงอยู่และเอื้อมพระหัตถ์มาหาเรา ดึงเราเข้าใกล้และประทานความหวังให้แก่เรา แท้จริงแล้ว “พระเจ้าทรงให้คนเปลี่ยวเปล่าอาศัยอยู่ตามบ้านเรือน” (ข้อ 6) ในพระเยซู ผู้เชื่อคนอื่นๆคือครอบครัวฝ่ายวิญญาณของเรา
ไม่ว่าความท้าทายเกี่ยวกับครอบครัวของเราจะเป็นเรื่องใด การแยกอยู่ตัวคนเดียว การถูกทอดทิ้ง หรือความสัมพันธ์ที่ผิดปกติ เรารู้ได้ว่าเราเป็นที่รัก เมื่อมีพระเจ้าเราจะไม่กำพร้าพ่ออีกต่อไป
การเยียวยาสำหรับคนทั้งโลก
สถานพยาบาลลับ (โรงพยาบาลฟรานย่าพาร์ติซาน) ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาห่างไกลทางตะวันตกของสโลวีเนีย มีเจ้าหน้าที่จำนวนมากคอยดูแลทหารบาดเจ็บหลายพันคนระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 และถูกปิดซ่อนจากนาซีมาตลอด แม้จะเป็นเรื่องน่าจดจำที่สามารถหลบเลี่ยงการพยายามค้นหาของนาซีหลายครั้งได้สำเร็จ แต่ที่น่าจดจำกว่าคือการที่โรงพยาบาลแห่งนี้ (ซึ่งก่อตั้งและดำเนินการโดยกลุ่มต่อต้านสโลวีเนีย) ดูแลทหารจากทั้งฝ่ายพันธมิตรและอักษะ โรงพยาบาลนี้ต้อนรับทุกคน
พระคัมภีร์เรียกให้เราช่วยคนทั้งโลกให้ได้รับการเยียวยาฝ่ายวิญญาณ นั่นหมายความว่าเราต้องมีเมตตาต่อทุกคนไม่ว่าเขาจะมีแนวคิดหรืออุดมการณ์เช่นไร ทุกคนสมควรได้รับความรักและความเมตตาจากพระคริสต์ เปาโลยืนยันว่าความรักที่พระเยซูทรงมีต่อเราทุกคน “ได้ครอบครองเราอยู่ เพราะเราคิดเห็นอย่างนี้ว่ามีผู้หนึ่งได้ตายเพื่อคนทั้งปวง” (2 คร.5:14) เราทุกคนล้วนทนทุกข์จากความเจ็บป่วยเนื่องจากบาป และจำเป็นต้องได้รับการเยียวยาจากการอภัยของพระเยซู และพระองค์เสด็จมาหาเราเพื่อเยียวยาเราทุกคน
แล้วในกระบวนการอันน่าประหลาดใจนี้ พระเจ้าทรงมอบหมายให้เราประกาศ “เรื่องการคืนดีกัน” (ข้อ 19) พระเจ้าทรงเชิญให้เรารักษาผู้คนที่บาดเจ็บและแตกสลาย (เช่นเดียวกับเรา) เรามีส่วนร่วมในงานแห่งการเยียวยารักษาในที่ซึ่งคนเจ็บป่วยจะกลับมาแข็งแรงอีกครั้งผ่านการคืนดีกับพระองค์ และการคืนดีหรือการเยียวยานี้เป็นของทุกคนที่ยอมรับมัน