ชนะความชั่วด้วยความดี
ดร.ดูลิตเติ้ล คือตัวละครที่เป็นแพทย์ซึ่งพูดคุยกับสัตว์ได้ และได้สร้างความสุขให้กับแฟนๆผ่านบรรดาหนังสือ ภาพยนตร์ และละครเวที แต่น้อยคนที่รู้ว่า ฮิวจ์ ลอฟติงผู้เขียนได้แต่งนิทานเรื่องดูลิตเติ้ลนี้ให้กับลูกๆของเขาจากสนามเพลาะอันน่าขนลุกในสงครามโลกครั้งที่ 1 เขากล่าวในจดหมายภายหลังว่า สงครามนั้นเลวร้ายเกินกว่าจะบรรยายในจดหมายได้ เขาจึงแต่งนิทานประกอบภาพแทน เรื่องราวที่แปลกประหลาดและเต็มไปด้วยความสนุกสนานเหล่านี้ เป็นวิธีของลอฟติงในการขจัดความน่าสะพรึงกลัวของสงครามออกไป
เรื่องนี้สร้างแรงบันดาลใจในการได้เห็นคนหนึ่งเคลื่อนไหวต่อกรกับกองกำลังที่คุกคามและน่าเกรงขามซึ่งดูมีพลังเกินกว่าจะขัดขวางได้ เราชื่นชมการยืนหยัดอย่างกล้าหาญนี้ เพราะเรากลัวว่าความอยุติธรรม ความรุนแรง และความโลภจะมีชัย บางครั้งเรากลัวว่าโลกทั้งใบนี้จะถูก “ความชั่วเอาชนะเราได้” (รม.12:21) และความกลัวเหล่านี้จะเกิดขึ้นหากเราถูกทิ้งให้อยู่ลำพัง แต่พระเจ้าไม่ได้ทรงปล่อยเราไว้ตามลำพัง พระองค์ทรงเติมเต็มเราด้วยพระกำลังของพระองค์ ทรงวางเราไว้ให้ลงมือทำ และเรียกเราให้ “เอาชนะความชั่วด้วยความดี” (ข้อ 21)
เราแต่ละคนเอาชนะความชั่วด้วยความดีได้ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตามที่พระเจ้าทรงบรรจุไว้ในใจเรา บางคนเขียนเรื่องราวที่งดงาม บางคนดูแลคนยากจน บางคนเปิดบ้านต้อนรับผู้คน บางคนแบ่งปันเรื่องราวของพระเจ้าผ่านท่วงทำนอง บทกวี หรือการพูดคุย โดยการที่เรานำความประเสริฐและสันติสุขของพระองค์มาสู่โลกด้วยวิธีต่างๆที่หลากหลายนี้ (ข้อ 18) เราก็ได้เอาชนะความชั่วร้ายแล้ว
พระเจ้าทรงอยู่ทุกหนแห่ง
นักไวโอลินที่ดูธรรมดาคนหนึ่งสวมหมวกเบสบอลและเสื้อยืด เปิดการแสดงอยู่ใกล้สถานีรถไฟใต้ดินลองฟองพลาซ่าในกรุงวอชิงตัน ดี ซี เขาขยับคันชักสีไปบนสายเพื่อบรรเลงท่วงทำนองอันไพเราะ แต่ผู้คนที่สัญจรไปมาเดินผ่านไปอย่างเร่งรีบและไม่ทันได้สังเกต เขาบรรเลงดนตรีจนจบโดยมีเพียงไม่กี่คนที่หยุดฟัง ผู้คนเหล่านั้นไม่รู้ว่าพวกเขากำลังรีบเร่งเดินผ่านหน้า โจชัว เบลล์ หนึ่งในอัจฉริยะบุคคลด้านดนตรีที่ฝีมือดีที่สุดในยุคนี้ คนที่แสดงดนตรีที่หอสมุดรัฐสภาเมื่อคืนก่อน เบลล์ใช้ไวโอลินที่เล่นยากที่สุดและน่าทึ่งที่สุดในโลกหลายชิ้น โดยใช้ไวโอลินสตราดิวาเรียสรุ่นปีค.ศ. 1713 ซึ่งมีมูลค่าราว 3.5 ล้านดอลลาร์
บ่อยครั้งที่เราไม่รู้ตัวและมองข้ามสิ่งมหัศจรรย์ที่อยู่ตรงหน้าเราไป นี่คือประสบการณ์ของยาโคบขณะที่ท่านเดินทางไปยังเมืองฮาราน (ปฐก.28:10) ท่านหยุดและตั้งค่ายในบริเวณที่ดูธรรมดาเหมือนบริเวณอื่นๆ คือเป็นเพียงที่สำหรับนอนพักค้างแรม แต่พระเจ้าได้ทรงมาปรากฏแก่ท่านในฝันยามค่ำคืน ทรงตรัสว่าเชื้อสายของท่านจะทำให้ “บรรดาพงศ์พันธุ์ของมนุษย์โลก” ได้รับพร (ข้อ 14) พระองค์ยังทรงรับรองกับยาโคบว่าพระองค์จะ “พิทักษ์รักษาเจ้าทุกแห่งหนที่เจ้าไป” (ข้อ 15) เมื่อยาโคบตื่นขึ้น ท่านก็พูดว่า “พระเจ้าทรงสถิต ณ ที่นี้แน่ทีเดียว แต่ข้าหารู้ไม่” (ข้อ 16)
พระเจ้าทรงสถิตอยู่ทุกหนแห่ง “เต็มฟ้าสวรรค์และโลก” (ยรม.23:24) พระองค์สถิตอยู่ในสถานที่ที่ธรรมดาที่สุด คำเชื้อเชิญที่มีมาถึงเราคือจงเปิดตาและเปิดหูของเราเอาไว้เพื่อเฝ้ามองและคอยฟังพระองค์
การเลือกกับผลที่ตามมา
ในปีค.ศ. 1890 ยูจีน ชิฟเฟลิน ผู้ศึกษาเรื่องนกสมัครเล่น ตัดสินใจปล่อยนกกิ้งโครงพันธุ์ยุโรปจำนวนหกสิบตัวเข้าไปในสวนสาธารณะเซ็นทรัลพาร์ค นครนิวยอร์ค แม้จะมีคนเคยนำนกชนิดนี้มาปล่อยหลายสายพันธุ์แล้ว แต่นกกิ้งโครงที่ชิฟเฟลินปล่อย เป็นสายพันธุ์ที่มีการบันทึกว่าสามารถทำรังได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ปัจจุบันมีนกกิ้งโครงประมาณ 85 ล้านตัวบินว่อนไปทั่วยุโรป น่าเสียดายที่พวกมันได้รุกรานและขับไล่ประชากรนกพื้นเมืองออกไป แล้วยังแพร่โรคไปยังวัว และสร้างความเสียหายเป็นมูลค่าสูงถึงแปดร้อยล้านดอลลาร์ต่อปี ชิฟเฟลินไม่คิดว่าการตัดสินใจของตนจะสร้างความเสียหายสูงถึงเพียงนี้
การตัดสินใจเลือกสามารถส่งผลเสียร้ายแรงตามมา แม้จะได้รับคำเตือนแล้ว แต่อาดัมกับเอวาคิดไม่ถึงว่าการเลือกของพวกเขาจะนำหายนะมาถึงสิ่งทรงสร้างทั้งหมด พระเจ้าบอกพวกเขาว่า “บรรดาผลไม้ทุกอย่างในสวนนี้ เจ้ากินได้ทั้งหมด” (ปฐก.2:16) ยกเว้นผลของต้นไม้ที่อยู่ “กลางสวน” (3:3) แต่เมื่อถูกงูล่อลวง “[เอวา]จึงเก็บผลไม้นั้นมากิน” (ข้อ 6) จากนั้นอาดัมก็ทำตามโดยตัดสินใจกินผลไม้ต้องห้ามนั้น การทำลายล้าง ใจที่แตกสลาย และหายนะมากมายเกิดขึ้นเพราะการเลือกเพียงครั้งเดียว
ทุกครั้งที่เราเพิกเฉยต่อสติปัญญาของพระเจ้าและเลือกเส้นทางอื่น เราก็เชื้อเชิญความหายนะเข้ามา การเลือกของเราอาจดูเหมือนไม่มีนัยสำคัญ หรือส่งผลเฉพาะเราเท่านั้น แต่ความเข้าใจอันจำกัดหรือความปรารถนาเพียงชั่วครู่สามารถนำเราเข้าสู่โลกแห่งปัญหาได้อย่างง่ายดาย ส่วนการเลือกทางของพระเจ้าจะนำเราไปสู่ชีวิตและความเจริญรุ่งเรือง
ใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
เมื่อซาดิโอ มาเน่ นักฟุตบอลดาวเด่นจากเซเนกัลลงเล่นให้กับทีมลิเวอร์พูลในพรีเมียร์ลีกอังกฤษนั้น เขาเป็นหนึ่งในผู้เล่นชาวแอฟริกันที่ได้รับค่าตอบแทนสูงที่สุดในโลก โดยทำรายได้หลายล้านดอลล่าร์ต่อปี เมื่อแฟนบอลเห็นภาพมาเน่ถือไอโฟนที่หน้าจอแตก จึงล้อเลียนเรื่องที่เขาใช้อุปกรณ์ที่พังแล้ว เขาตอบอย่างไม่สะทกสะท้านว่า “ทำไมผมต้องอยากได้เฟอร์รารีสิบคัน นาฬิกาฝังเพชรยี่สิบเรือน และเครื่องบินเจ็ทสองลำด้วยเล่า” เขาถาม “ผมเคยหิวโหย เคยทำงานในไร่ วิ่งเล่นเท้าเปล่าและไม่ได้ไปโรงเรียน เวลานี้ผมสามารถช่วยคนอื่นได้ ผมอยากสร้างโรงเรียนและให้คนยากจนได้มีอาหารและเสื้อผ้า...[แบ่งปัน] บางอย่างที่ผมมีในชีวิต”
มาเน่รู้ดีว่าการที่เขากักตุนความมั่งคั่งทั้งสิ้นของตนไว้ช่างเป็นเรื่องที่เห็นแก่ตัว ขณะที่เพื่อนบ้านที่บ้านเกิดของเขาอีกมากมายต้องดิ้นรนภายใต้สภาพที่ย่ำแย่ พระธรรมฮีบรูเตือนเราว่าวิถีชีวิตที่เอื้อเฟื้อนี้มีไว้สำหรับเราทุกคน ไม่ใช่สำหรับคนร่ำรวยเท่านั้น “จงอย่าละเลยที่จะกระทำการดี และจงแบ่งปันข้าวของซึ่งกันและกัน” ผู้เขียนกล่าว “เพราะเครื่องบูชาอย่างนั้นเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า” (13:16) ตามพระคัมภีร์แล้วการให้มีจิตใจที่เอื้อเฟื้อไม่เพียงแต่เป็นเรื่องที่สมควรทำ แต่ใจที่เอื้อเฟื้อยังทำให้พระเจ้าทรงยิ้มได้อีกด้วย แล้วใครกันเล่าไม่อยากทำให้พระเจ้าพอพระทัย
ความเอื้อเฟื้อไม่ได้จำกัดแค่เพียงว่าเราให้มากแค่ไหน แต่ความเอื้อเฟื้อหมายถึงท่าทีในหัวใจของเรา สิ่งหนึ่งที่เราทำได้ซึ่ง “เป็นที่ชอบในสายพระเนตร[พระเจ้า ]” (ข้อ 21) คือการยื่นมือออกไปและแบ่งปันในสิ่งที่เรามี
ความรักที่คู่ควรกับชีวิตของเรา
วิลเลี่ยม เทมเปิ้ล บิชอปชาวอังกฤษแห่งศตวรรษที่ 19 เคยสรุปคำเทศนา ให้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ด้วยเนื้อร้องของเพลง “เมื่อข้าฯเพ่งดูกางเขนประหลาด” แต่เขาได้เตือนพวกนักศึกษาว่าอย่าร้องเพลงนี้แบบขอไปที “ถ้าคุณหมายความตามที่คุณร้องจริงๆจากใจ ก็จงร้องออกมาให้ดังสุดเสียง” เทมเปิ้ลกล่าว “ถ้าคุณไม่ได้หมายความตามนั้นเลย ก็จงเงียบไว้ แต่ถ้าคุณหมายความตามนั้นแม้เพียงเล็กน้อย และต้องการพัฒนาให้มากขึ้น จงร้องมันเบาๆ” ที่ประชุมเงียบเสียงลงขณะที่ทุกคนมองดูเนื้อเพลง แล้วเสียงนับพันก็เริ่มเปล่งออกมาเบาๆ โดยร้องประโยคสุดท้ายด้วยความจริงจังว่า “ความรักพระองค์ประเสริฐนักหนา เรายอมถวายทั้งใจและกาย”
นักศึกษามหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดเหล่านั้นเข้าใจความจริงที่ว่าการเชื่อและติดตามพระเยซูเป็นการตัดสินใจที่สำคัญ เพราะนั่นหมายถึงการยอมรับในความรักสุดขั้วที่เรียกร้องทุกอย่างจากเรา การติดตามพระคริสต์ต้องใช้ทั้งชีวิตและทุกสิ่งที่เป็นเรา พระองค์ตรัสกับเหล่าสาวกอย่างตรงไปตรงมาว่า “ผู้ใดใคร่ตามเรามาให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตนแบกและตามเรามา” (มธ.16:24) ไม่ควรมีใครตัดสินใจแบบขอไปที
แต่การติดตามพระเยซูก็เป็นหนทางที่นำเราไปสู่ความชื่นชมยินดีที่ล้ำลึกที่สุดเช่นกัน เราจะได้พบว่าชีวิตกับพระเยซูนั้นเป็นชีวิตที่เราปรารถนาอย่างแท้จริง ฟังดูเหมือนเป็นความขัดแย้งอย่างมาก แต่หากเราตอบสนองต่อความรักของพระเจ้า เชื่อในพระเยซูคริสต์ และละทิ้งความปรารถนาอันเห็นแก่ตัวและคับแคบของเรา เราก็จะได้พบกับชีวิตที่จิตวิญญาณของเราใฝ่หา (ข้อ 25)
สงครามขนมพาย
ในบรรดาความโง่เขลาทั้งหมดที่เป็นเหตุนำพาประเทศไปสู่สงคราม ขนมพายอาจจะเป็นเรื่องผิดพลาดที่สุดหรือไม่ ในปีค.ศ.1832 ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างฝรั่งเศสกับเม็กซิโก ทหารเม็กซิกันกลุ่มหนึ่งเข้าไปในร้านขนมฝรั่งเศสในเมืองเม็กซิโกซิตี้ และชิมขนมทุกชนิดในร้านโดยไม่จ่ายเงิน แม้ว่ารายละเอียดจะซับซ้อน (และการปลุกปั่นอื่นๆทำให้เกิดปัญหามากขึ้น) แต่ผลลัพธ์คือสงครามครั้งแรกระหว่างฝรั่งเศสกับเม็กซิโก (ปี 1838-39) หรือที่รู้จักกันว่าสงครามขนมพาย มีทหารเสียชีวิตมากกว่าสามร้อยนาย เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ความโกรธในชั่วขณะหนึ่งกระตุ้นให้เกิดสงคราม
ความขัดแย้งส่วนใหญ่ของมนุษย์ทั้งชีวิตสมรสที่พังทลายและมิตรภาพที่ถูกทำลาย ล้วนมีรากฐานมาจากรูปแบบความโกรธที่ไม่ได้ถูกแก้ไข ทั้งความเห็นแก่ตัวและการแสดงอำนาจ ความเข้าใจผิดที่ไม่ได้รับการแก้ไข การดูถูกและการตอบโต้อย่างแข็งกร้าว ล้วนแล้วแต่เป็นความโง่เขลา บางครั้งการรับรู้หรือการตอบโต้ที่ไม่เหมาะสมของเรานำไปสู่ความโกรธที่ทำลายล้าง แต่ปัญญาจารย์ได้ให้ถ้อยคำแห่งปัญญาว่า “อย่าให้ใจของเจ้าโกรธเร็ว เพราะความโกรธมีประจำอยู่ในทรวงอกของคนเขลา” (7:9)
ความขี้โมโหและโกรธง่ายนั้นเป็นเรื่องที่โง่เขลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพระเจ้าประทานวิธีที่ดีกว่า บางครั้งก็โดยผ่าน “คำตำหนิของคนที่มีสติปัญญา” (ข้อ 5) เมื่อเราติดตามปัญญา เราก็สามารถ “ให้สันติสุขของพระคริสต์ครองจิตใจ [ของเรา]” (คส.3:15) เราดำเนินชีวิตด้วยสติปัญญาและการให้อภัยได้เมื่อพระองค์ทรงช่วยเรา
พระเจ้าไม่เคยทอดทิ้งเรา
กระทรวงคมนาคมสหรัฐรายงานว่า ในปี 2021 สายการบินสหรัฐจัดการกระเป๋ากว่าสองล้านใบผิดพลาด ขอบคุณพระเจ้าที่กระเป๋าหลายใบเพียงแค่ล่าช้าหรือหายไปในระยะเวลาไม่นาน แต่กระเป๋าหลายพันใบหายไปตลอดกาล จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ตลาดของอุปกรณ์จีพีเอสเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยนำไปใส่ไว้ในสิ่งของต่างๆและช่วยให้คุณติดตามกระเป๋าได้แม้สายการบินจะหยุดการตามหา เราทุกคนต่างกลัวว่าจะไม่สามารถไว้ใจคนที่ทำหน้าที่ติดตามสิ่งของสำคัญได้
คนอิสราเอลก็มีความกลัวที่คล้ายกันต่อพระเจ้า พวกเขากลัวว่าพระองค์จะทอดทิ้งพวกเขา เมื่อประชาชนเตรียมตัวเข้าสู่แผ่นดินใหม่ โมเสสบอกข่าวที่สร้างความกังวลใจว่าท่านจะไม่ได้นำพวกเขาเข้าไป โดยอธิบายว่าท่านชราแล้วและ “ไม่สามารถเป็นผู้นำของท่านได้อีกต่อไป” (ฉธบ.31:2 TNCV) ประชาชนต่างตกตะลึง โมเสสเป็นตัวแทนถึงการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้าและประกาศถ้อยคำของพระองค์ พระเจ้าทรงลืมพวกเขาแล้วหรือไม่ พระองค์จะทรงทอดทิ้งพวกเขาในถิ่นทุรกันดารเช่นนั้นหรือ
“อย่ากลัวหรืออย่าครั่นคร้าม” โมเสสกล่าว “เพราะว่าผู้ที่ไปกับท่านคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน พระองค์จะไม่ทรงปล่อยท่านให้ล้มเหลวหรือทอดทิ้งท่านเสีย” (ข้อ 6) ท่านสัญญาว่าพระเจ้าจะอยู่กับพวกเขาเสมอและยืนยันกับพวกเขาว่าพระองค์จะไม่มีวันทอดทิ้งพวกเขา และในพระเยซู พระเจ้าทรงให้สัญญาอันมั่นคงและไม่เปลี่ยนแปลงเดียวกันนี้กับเรา พระคริสต์จะอยู่กับเรา “จนกว่าจะสิ้นยุค” (มธ.28:20) พระเจ้าจะไม่ทรงทอดทิ้งเรา ไม่มีวัน
วันที่ 4 - ไม่เคยถูกทอดทิ้ง

มัทธิว 27:46
ครั้นประมาณบ่ายสามโมง พระเยซูทรงร้องเสียงดังว่า... “พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย”
ขณะคุณปู่ของผมกำลังจะเสียชีวิต ผมไปยังสถานพยาบาลของท่านเพื่อบอกลา ทางเดินว่างเปล่า ห้องได้รับการฆ่าเชื้อ แสงนีออนสว่าง พื้นปูลามิเนต มีต้นไม้กระถางหนึ่ง และรูปครอบครัวใบหนึ่ง ทั้งสถานที่มีแต่กลิ่นน้ำส้มสายชูและมะนาว ผมไม่เคยเห็นใครเสียชีวิตมาก่อน แต่ผมได้ยินเสียงหายใจติดขัดแห่งวาระสุดท้ายและเห็นดวงตาของท่านที่ลึกโหลลงไป ผมอยากบอกลา อยากบอกให้ท่านรู้ว่า (แม้ผมไม่คิดว่าท่านรู้สึกตัว) แม้ในสถานที่อันหม่นหมองแห่งนี้ ท่านก็ไม่ได้อยู่คนเดียวตามลำพัง
อะไรจะเลวร้ายไปกว่าความรู้สึกโดดเดี่ยวในช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุด พระเยซูทรงรู้สึกถึงความทุกข์ระทมนี้อย่างแท้จริง จากไม้กางเขน พระองค์ทรงร้องว่า "พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย" (มัทธิว 27:46) พระองค์ไม่เพียงแสดงความรู้สึกที่ถูกทอดทิ้งออกมา แต่ยังสะท้อนความเจ็บปวดของโลกด้วย พระคริสต์ไม่ได้ตรัสตามอารมณ์ขณะนั้น แต่พระองค์กำลังตรัสคำอธิษฐานของอิสราเอล (สดุดี 22:1) พระองค์ทรงสะท้อนความกลัวของอิสราเอลที่ว่าพระเจ้าจะทรงทอดทิ้งพวกเขา และพระองค์กำลังอธิษฐานร่วมกับเรา ทรงตรัสถึงความกลัวเดียวกันนี้ที่เราแต่ละคนต้องเผชิญในช่วงเวลาแห่งความสิ้นหวัง ในยามที่เราสูญเสียลูก หรือการแต่งงานล้มเหลว เรากลัวว่าพระเจ้าไม่ทรงอยู่ด้วย
อย่างไรก็ตาม เป็นเพราะความโดดเดี่ยวของพระเยซูบนไม้กางเขนและการฟื้นคืนพระชนม์ที่จะตามมานี่เอง ที่ให้คำตอบแก่เราในยามทุกข์ใจ เราอาจรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง แต่พระเยซูทรงสำแดงให้เห็นความจริงที่ว่า พระเจ้าทรงอยู่กับเราเสมอ แม้ในหุบเขาเงามัจจุราช เราไม่เคยถูกทอดทิ้ง
วินน์ โคลิเออร์
ใคร่ครวญ : คุณเคยรู้สึกถูกทอดทิ้งอย่างไรบ้าง พระเจ้าทรงมาพบคุณในสถานที่ที่คุณรู้สึกถูกทอดทิ้งนั้นอย่างไร
อธิษฐาน :พระเจ้าที่รัก ข้าพระองค์เข้าใจความรู้สึกของการถูกทอดทิ้ง…
วันที่ 4 - ไม่เคยถูกทอดทิ้ง

มัทธิว 27:46
ครั้นประมาณบ่ายสามโมง พระเยซูทรงร้องเสียงดังว่า... “พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย”
ขณะคุณปู่ของผมกำลังจะเสียชีวิต ผมไปยังสถานพยาบาลของท่านเพื่อบอกลา ทางเดินว่างเปล่า ห้องได้รับการฆ่าเชื้อ แสงนีออนสว่าง พื้นปูลามิเนต มีต้นไม้กระถางหนึ่ง และรูปครอบครัวใบหนึ่ง ทั้งสถานที่มีแต่กลิ่นน้ำส้มสายชูและมะนาว ผมไม่เคยเห็นใครเสียชีวิตมาก่อน แต่ผมได้ยินเสียงหายใจติดขัดแห่งวาระสุดท้ายและเห็นดวงตาของท่านที่ลึกโหลลงไป ผมอยากบอกลา อยากบอกให้ท่านรู้ว่า (แม้ผมไม่คิดว่าท่านรู้สึกตัว) แม้ในสถานที่อันหม่นหมองแห่งนี้ ท่านก็ไม่ได้อยู่คนเดียวตามลำพัง
อะไรจะเลวร้ายไปกว่าความรู้สึกโดดเดี่ยวในช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุด พระเยซูทรงรู้สึกถึงความทุกข์ระทมนี้อย่างแท้จริง จากไม้กางเขน พระองค์ทรงร้องว่า "พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย" (มัทธิว 27:46) พระองค์ไม่เพียงแสดงความรู้สึกที่ถูกทอดทิ้งออกมา แต่ยังสะท้อนความเจ็บปวดของโลกด้วย พระคริสต์ไม่ได้ตรัสตามอารมณ์ขณะนั้น แต่พระองค์กำลังตรัสคำอธิษฐานของอิสราเอล (สดุดี 22:1) พระองค์ทรงสะท้อนความกลัวของอิสราเอลที่ว่าพระเจ้าจะทรงทอดทิ้งพวกเขา และพระองค์กำลังอธิษฐานร่วมกับเรา ทรงตรัสถึงความกลัวเดียวกันนี้ที่เราแต่ละคนต้องเผชิญในช่วงเวลาแห่งความสิ้นหวัง ในยามที่เราสูญเสียลูก หรือการแต่งงานล้มเหลว เรากลัวว่าพระเจ้าไม่ทรงอยู่ด้วย
อย่างไรก็ตาม เป็นเพราะความโดดเดี่ยวของพระเยซูบนไม้กางเขนและการฟื้นคืนพระชนม์ที่จะตามมานี่เอง ที่ให้คำตอบแก่เราในยามทุกข์ใจ เราอาจรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง แต่พระเยซูทรงสำแดงให้เห็นความจริงที่ว่า พระเจ้าทรงอยู่กับเราเสมอ แม้ในหุบเขาเงามัจจุราช เราไม่เคยถูกทอดทิ้ง
วินน์ โคลิเออร์
ใคร่ครวญ : คุณเคยรู้สึกถูกทอดทิ้งอย่างไรบ้าง พระเจ้าทรงมาพบคุณในสถานที่ที่คุณรู้สึกถูกทอดทิ้งนั้นอย่างไร
อธิษฐาน :พระเจ้าที่รัก ข้าพระองค์เข้าใจความรู้สึกของการถูกทอดทิ้ง…