ได้กลับบ้าน
วอลเตอร์ ดิ๊กสันมีเวลาฉลองน้ำผึ้งพระจันทร์ห้าวันก่อนถูกส่งไปร่วมรบในสงครามเกาหลี ไม่ถึงหนึ่งปีหลังจากนั้น ทหารพบเสื้อแจ็คเก็ตของดิ๊กสันในสนามรบโดยมีจดหมายของภรรยาเขาในกระเป๋าเสื้อ กรมทหารแจ้งต่อภรรยาสาวของเขาว่าสามีเธอเสียชีวิตในหน้าที่ ในความเป็นจริงดิ๊กสันยังมีชีวิตอยู่และใช้ชีวิตสองปีครึ่งในฐานะเชลยสงคราม ทุกเวลาที่เขาตื่น เขาวางแผนที่จะหนีกลับบ้าน ดิ๊กสันหนีออกมาได้ห้าครั้งแต่ก็ถูกจับตัวกลับไปทุกครั้ง ในที่สุดเขาก็ได้รับอิสรภาพ คุณจินตนาการถึงความตกใจได้เมื่อเขากลับถึงบ้าน!
ประชากรของพระเจ้ารู้จักการถูกกักขัง การย้ายถิ่นไปไกล และความคิดถึงบ้านเป็นอย่างดี เพราะการที่พวกเขากบฏต่อพระเจ้าจึงทำให้ถูกเนรเทศ ทุกเช้าพวกเขาตื่นขึ้นพร้อมกับความโหยหาที่จะกลับไป แต่พวกเขาไม่อาจช่วยตัวเองได้ ขอบพระคุณพระเจ้า เพราะพระองค์สัญญาว่าจะไม่ลืมพวกเขา “เราจะนำเขากลับมาเพราะเราสงสารเขา” (ข้อ 6) พระองค์ทรงช่วยพวกเขาจากความคิดถึงบ้านอันปวดร้าว...ไม่ใช่เพราะความบากบั่นของพวกเขา แต่โดยพระเมตตาของพระองค์ “เราจะผิวปากเรียกเขา ...และเขาจะ...กลับมา” (ข้อ 8-9)
ความรู้สึกเหมือนถูกเนรเทศของพวกเราอาจเกิดจากการตัดสินใจที่ผิดพลาด หรือความยากลำบากที่อยู่เหนือการควบคุมของเรา ไม่ว่าด้วยเหตุใดพระเจ้าไม่เคยลืมพวกเรา พระองค์รู้ถึงความปรารถนาของเราและจะทรงเรียกเรา และหากเราตอบพระองค์ เราก็จะได้กลับไปหาพระองค์ ซึ่งคือการได้กลับบ้าน
พระเจ้าทรงยึดเราไว้
เฟรดดี้ บลอมชาวแอฟริกาใต้อายุครบ 114 ปีในปี 2018 เขาเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางว่าเป็นชายที่อายุยืนที่สุด เขาเกิดเมื่อปี 1904 ซึ่งเป็นปีที่พี่น้องตระกูลไรท์สร้างเครื่องบินฟลายเออร์ทู เขาผ่านช่วงสงครามโลกทั้งสองครั้ง เผชิญนโยบายแบ่งแยกสีผิว และมหาวิกฤติเศรษฐกิจโลก เมื่อถามถึงเคล็ดลับการมีอายุยืน เขาเพียงแค่ยักไหล่ เช่นเดียวกับเราหลายคน เขาไม่ได้เลือกอาหารหรือปฏิบัติตัวเพื่อให้สุขภาพแข็งแรง แต่เขาบอกว่ามีสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขามีสุขภาพดี “มีเพียงสิ่งเดียว คือพระเจ้า พระองค์ผู้ทรงกำลังเหนือทุกสิ่ง... ทรงค้ำชูผมไว้”
เฟรดดี้สะท้อนคำพูดที่พระเจ้าตรัสกับอิสราเอล ขณะที่ทั้งชาติอ่อนเปลี้ยอยู่ใต้การกดขี่ของศัตรูที่โหดร้าย “เราจะหนุนกำลังเจ้า เราจะช่วยเจ้า” พระเจ้าทรงสัญญา “เราจะชูเจ้าด้วยมือขวาอันมีชัยของเรา” (อสย.41:10) ถึงสถานการณ์จะเลวร้าย แม้โอกาสจะพบทางออกนั้นริบหรี่ พระเจ้าทรงยืนยันว่าจะดูแลประชากรของพระองค์ “อย่ากลัวเลย เพราะเราอยู่กับเจ้า” และย้ำว่า “อย่าขยาด เพราะเราเป็นพระเจ้าของเจ้า” (ข้อ 10)
ไม่ว่าเราจะมีอายุขัยกี่ปี ความทุกข์ยากในชีวิตก็จะมาเคาะที่ประตู ไม่ว่าจะเป็นชีวิตแต่งงานที่มีปัญหา ลูกหนีออกจากบ้าน ข่าวร้ายจากหมอ แม้แต่การถูกข่มเหง ไม่ว่าจะอย่างไรพระเจ้าทรงเอื้อมพระหัตถ์มาและยึดเราอย่างมั่นคง ทรงนำเราเข้ามาและยึดเราไว้ด้วยพระหัตถ์ที่อ่อนโยนเข้มแข็ง
ร่วมทุกข์
ปี 2013 เจมส์ แมคคอนเนลอดีตนาวิกโยธินผ่านศึกของอังกฤษวัย 70 ปีได้เสียชีวิตลง เขาไม่มีครอบครัวและเจ้าหน้าที่บ้านพักคนชราของเขาเกรงว่าจะไม่มีคนมาร่วมงานไว้อาลัย ชายที่เป็นคนทำพิธีโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า “สมัยนี้มันแย่พออยู่แล้วที่ใครคนหนึ่งต้องจากโลกนี้ไปโดยไม่มีใครร่ำไห้ แต่ชายคนนี้เป็นครอบครัวของเรา... ถ้าคุณสามารถมาที่สุสาน...เพื่อแสดงความเคารพอดีตทหารร่วมรบที่จากไปได้ ก็ขอให้พยายามมา” นาวิกโยธินอังกฤษสองร้อยนายมากันจนแน่น!
เพื่อนร่วมชาติชาวอังกฤษกลุ่มนี้สำแดงความจริงจากพระคัมภีร์ข้อหนึ่งคือ เราผูกพันซึ่งกันและกัน เปาโลกล่าวว่า “ร่างกายมิได้ประกอบด้วยอวัยวะเดียว แต่ด้วยหลายอวัยวะ” (1 คร.12:14) เราไม่ได้แปลกแยก แต่ตรงกันข้ามเราผูกพันกันในพระเยซู พระคัมภีร์กล่าวถึงความเชื่อมโยงกันของร่างกายว่า “ถ้าอวัยวะอันหนึ่งเจ็บ อวัยวะทั้งหมดก็พลอยเจ็บด้วย” (ข้อ 26) เราที่เป็นผู้เชื่อในพระเยซูเป็นสมาชิกของครอบครัวใหม่ในพระเจ้า เราเดินเข้าหากันสู่ความเจ็บปวด ความโศกเศร้า ที่มืดต่างๆที่เรากลัวเมื่อต้องไปคนเดียว แต่ขอบคุณพระเจ้าที่เราไม่ต้องไปตามลำพัง
บางทีสิ่งเลวร้ายที่สุดของความทุกข์คือความรู้สึกว่าเราดำดิ่งอยู่ในความมืดตามลำพัง แต่พระเจ้าทรงสร้างชุมชนใหม่ที่ร่วมทุกข์กับเรา ชุมชนใหม่ที่จะไม่มีใครถูกทอดทิ้งอยู่ในความมืด
สงครามจบแล้วจริงๆ
เป็นเวลายี่สิบเก้าปีหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ฮิรุ โอโนดะ ได้เข้าไปซ่อนตัวในป่าและปฏิเสธไม่ยอมเชื่อว่าประเทศของเขาได้ยอมแพ้แล้ว ผู้นำทหารของญี่ปุ่นส่งโอโนดะไปยังเกาะที่ห่างไกลในฟิลิปปินส์ (เกาะลูบัง) เพื่อสอดแนมกองกำลังพันธมิตร โอโนดะยังคงใช้ชีวิตอยู่ในป่าเป็นเวลานานหลังการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพและสงครามได้ยุติ ในปี 1974 ผู้บังคับบัญชาของโอโนดะได้เดินทางไปค้นหาเขาที่เกาะและพูดให้เขาเชื่อว่าสงครามสิ้นสุดลงแล้ว
เป็นเวลาสามสิบปีที่โอโนดะมีชีวิตที่โดดเดี่ยวและอดอยาก เพราะเขาปฏิเสธที่จะยอมจำนนและไม่เชื่อว่าความขัดแย้งได้สิ้นสุดลงแล้ว เราเองก็ทำผิดในลักษณะเดียวกันนี้ได้ เปาโลประกาศความจริงอันน่าทึ่งว่า “ท่านไม่รู้หรือว่า เราทั้งหลายที่ได้รับบัพติศมาเข้าในพระเยซูคริสต์ ก็ได้รับบัพติศมานั้นเข้าในความตายของพระองค์” (รม.6:3) บนกางเขนพระเยซูได้ทำลายคำโกหกของซาตาน ความน่ากลัวของความตาย และการเกาะกุมของบาปแล้ว ด้วยวิธีอันล้ำลึกและทรงพลานุภาพของพระองค์ แม้ว่าเราจะ “ตายต่อบาป” และ “มีชีวิตสนิทกับพระเจ้า” (ข้อ 11) แต่เรามักใช้ชีวิตราวกับความชั่วร้ายยังคงมีอำนาจเหนือเรา เรายอมแพ้การทดลองและการล่อลวงของบาป เราฟังคำโกหกและปฏิเสธที่จะวางใจในพระเยซู แต่เราไม่จำเป็นต้องยอมแพ้และติดอยู่กับคำโกหก โดยพระคุณพระเจ้า เรารับเอาความจริงในชัยชนะของพระคริสต์ได้
ในขณะที่เรายังคงต่อสู้กับบาป เสรีภาพจะมาถึงเมื่อเราตระหนักว่าพระเยซูทรงมีชัยชนะในสงครามนั้นแล้ว ขอให้เรามีชีวิตที่สำแดงความจริงนั้นโดยฤทธิ์อำนาจของพระองค์
พระคุณแห่งการลบล้าง
อเล็กซ่า อุปกรณ์สั่งการด้วยเสียงของอเมซอนมีคุณสมบัติที่น่าสนใจ มันสามารถลบทุกอย่างที่คุณพูด ทุกอย่างที่คุณเคยบอกให้มันทำหรือหาข้อมูล แค่สั่งว่า “ลบทุกอย่างที่ฉันพูดไปในวันนี้” อเล็กซ่าจะกำจัดทุกอย่างจนเกลี้ยงเหมือนไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน น่าเสียดายที่ชีวิตของเราไม่มีคุณสมบัตินี้ ทุกคำที่พูดผิด ทุกการกระทำที่ไม่ดี ทุกช่วงเวลาที่เราอยากจะลบทิ้ง เราแค่ออกคำสั่ง ความผิดพลาดทุกอย่างก็จะหายไป
แต่ยังมีข่าวดี พระเจ้าประทานการเริ่มต้นใหม่ให้เราทุกคน เพียงแต่พระองค์ทรงกระทำมากกว่าการลบล้างความผิดพลาดหรือนิสัยไม่ดีของเรา พระเจ้าประทานการทรงไถ่ การเยียวยาภายในที่เปลี่ยนแปลงให้เรากลายเป็นคนใหม่ พระองค์ตรัสว่า “จงกลับมาหาเรา เพราะเราได้ไถ่เจ้าแล้ว” (อสย.44:22) แม้อิสราเอลจะกบฎและไม่เชื่อฟัง พระเจ้ายังทรงฉวยเขาได้ด้วยพระกรุณาอันอุดม พระองค์ “ลบล้างการทรยศของเจ้าเสียเหมือนเมฆ และลบล้างบาปของเจ้าเหมือนหมอก” (ข้อ 22) พระองค์รวบรวมความละอายและความล้มเหลวทั้งหมดของพวกเขาไว้ด้วยกันและทรงชำระล้างออกไปด้วยพระคุณอันอุดมของพระองค์
พระเจ้าจะทรงทำเช่นนั้นกับความบาปและความผิดพลาดของเราเช่นกัน ไม่มีความผิดใดที่พระองค์แก้ไขไม่ได้ ไม่มีบาดแผลใดที่พระองค์รักษาไม่ได้ พระกรุณาของพระเจ้าเยียวยาและกอบกู้จิตวิญญาณที่เจ็บปวดของเรา แม้เราจะเก็บซ่อนสิ่งนั้นมานาน พระกรุณาของพระองค์ลบล้างความผิดทั้งสิ้น และชำระล้างความเสียใจทั้งหมดของเรา
ถ่อมใจและยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง
เมื่อสงครามการปฏิวัติในอเมริกาจบลงด้วยการยอมแพ้อย่างไม่น่าเชื่อของอังกฤษ นักการเมืองและผู้นำทหารหลายคนต้องการตั้งให้นายพลจอร์จ วอชิงตันเป็นราชวงศ์ใหม่ ทั้งโลกจับตาดูว่าวอชิงตันจะยึดอุดมคติเรื่องอิสรภาพและเสรีภาพหรือไม่เมื่ออำนาจเบ็ดเสร็จอยู่แค่เอื้อม แต่พระเจ้าจอร์จที่ 3 เห็นความจริงอีกด้าน พระองค์เชื่อว่าถ้าวอชิงตันต้านทานแรงดึงดูดนี้ได้และกลับไปฟาร์มที่เวอร์จิเนีย เขาจะเป็น “ชายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก” กษัตริย์ทรงทราบว่าความยิ่งใหญ่ที่เห็นได้จากการต้านทานแรงดึงดูดของอำนาจนั้นเป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงความสูงส่งและสำคัญที่แท้จริง
การอภัยที่เป็นไปไม่ได้
ผู้ปลดปล่อยพบคำอธิษฐานนี้ถูกขยำจนยับยู่ยี่อยู่ในซากศพของผู้เสียชีวิตในค่ายกักกันราเวนส์บรูก ซึ่งพวกนาซีได้ฆ่าผู้หญิงเกือบ 50,000 คน: ข้าแต่พระเจ้า โปรดอย่าทรงจดจำเฉพาะชายหญิงที่มีจิตใจดี แต่ระลึกถึงผู้ที่คิดร้ายด้วย โปรดอย่าจดจำความทุกข์ที่พวกเขาทำกับเรา แต่ขอระลึกถึงผลที่เกิดเป็นคำขอบพระคุณจากความทุกข์เหล่านั้น คือมิตรภาพ ความภักดี ความถ่อมใจ ความกล้าหาญ ความเอื้ออาทร และหัวใจที่ยิ่งใหญ่ และเมื่อพวกเขา เข้าสู่การพิพากษา ขอโปรดให้ผลที่ออกมาทั้งหมดเป็นการให้อภัยกับพวกเขา
ฉันไม่อาจจินตนาการถึงความกลัวและเจ็บปวดที่หญิงผู้ถูกทารุณนี้ได้รับ ฉันนึกไม่ออกว่าเธอต้องมีใจเมตตาเพียงใดถึงเขียนคำอธิษฐานนี้ได้ เธอทำในสิ่งที่เราคิดไม่ถึง คือแสวงหาการอภัยจากพระเจ้าให้กับผู้ที่ข่มเหงเธอ
คำอธิษฐานนี้สะท้อนถึงคำอธิษฐานของพระคริสต์ หลังทรงถูกใส่ร้าย ล้อเลียน ทุบตี และทำให้อับอายต่อหน้าฝูงชน พระเยซูทรงถูก “ตรึง...พร้อมกับผู้ร้ายสองคน” (ลก.23:33) การถูกตรึงในสภาพที่อ่อนแรงหายใจรวยริน ทำให้ฉันคาดหวังว่าพระองค์จะประกาศคำพิพากษาเหนือผู้ที่ทรมานพระองค์ และทูลขอการแก้แค้นและความยุติธรรมจากพระเจ้า แต่พระเยซูกลับอธิษฐานเผื่อคนเหล่านั้นซึ่งขัดแย้งกับแรงผลักดันที่อยู่ภายในมนุษย์ทุกคน “โอพระบิดาเจ้าข้า ขอโปรดอภัยโทษเขาเพราะว่าเขาไม่รู้ว่า เขาทำอะไร” (ข้อ 34)
สิ่งที่พระเยซูทำนั้นดูเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ได้ทรงยกโทษให้กับเรา การอภัยที่เป็นไปไม่ได้นั้นไหลล้นออกมาอย่างเสรีโดยพระคุณของพระเจ้า
ลุยข้ามน้ำ
ภาพยนตร์เรื่อง จอมคนล้างแผ่นดิน เล่าถึงสงครามกลางเมืองของสหรัฐที่นิวตัน ไนท์กับพวกทหารหนีทัพและพวกทาสที่ให้การช่วยเหลือกองกำลังของสหภาพ และพวกเขาต่อต้านพวกนายทาสหลังสงครามสงบ หลายคนประกาศว่าไนท์เป็นวีรบุรุษ แต่มีทาสสองคนที่ช่วยชีวิตเขาไว้ตอนที่หนีจากกองทัพ ทั้งสองพาไนท์เข้าไปในป่าและรักษาขาที่บาดเจ็บจากการที่เขาหนีจากกองกำลัง ถ้าทั้งสองปล่อยเขาทิ้งไว้ เขาคงตายแน่
ประชาชนชาวยูดาห์ได้รับบาดเจ็บและสิ้นหวังขณะเผชิญหน้ากับศัตรู อิสราเอลถูกยึดครองโดยอัสซีเรีย และอิสยาห์พยากรณ์ว่าวันหนึ่งพวกเขา (ยูดาห์) จะถูกศัตรูคือชาวบาบิโลนยึดครองเช่นกัน ยูดาห์ต้องการพระเจ้าผู้ที่จะช่วยเหลือ ช่วยกู้ และไม่ทอดทิ้งพวกเขา ลองจินตนาการถึงผู้คนที่เริ่มมีความหวังเมื่อได้ยินคำสัญญาของพระเจ้าที่ว่า “อย่ากลัวเลย เพราะเราอยู่กับเจ้า” (อสย.43:5) ไม่ว่าพวกเขาจะพบกับเรื่องเลวร้ายสักแค่ไหน หรือปัญหาใดที่จะต้องฟันฝ่า พระเจ้าจะอยู่กับเขา พระองค์จะทรง “ลุยข้ามน้ำ” กับพวกเขา และนำพวกเขาไปถึงความปลอดภัย (ข้อ 2) พระองค์จะ “ลุยไฟ” กับพวกเขา และช่วยพวกเขาเดินผ่านเปลวเพลิง (ข้อ 2)
ตลอดทั้งพระคัมภีร์ พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะอยู่กับคนของพระองค์ดูแลเรา นำเรา และไม่มีวันทอดทิ้งเราไม่ว่าเราจะเป็นหรือตาย แม้เมื่อยามที่คุณตกอยู่ในสถานที่ที่ยากลำบาก พระเจ้าจะอยู่กับคุณ พระองค์จะช่วยคุณลุยข้ามน้ำ
ความปรารถนาที่ลึกที่สุด
ตอนยังหนุ่ม ดันแคนเคยกลัวว่าจะมีเงินไม่พอ ในช่วงอายุ 20 ต้นๆ เขาจึงมุ่งมั่นในการสร้างอนาคต ดันแคนมีสมบัติมากมายจากการไต่เต้าในบริษัทที่มีชื่อเสียงในซิลิคอนวัลเลย์ เขามีเงินมหาศาลในบัญชี รถสปอร์ตสุดหรู และบ้านมูลค่าหนึ่งล้านดอลลาร์ในแคลิฟอร์เนีย เขามีทุกอย่างที่ปรารถนา แต่ก็ยังไม่มีความสุข “ผมรู้สึกกังวลและไม่พึงใจ” ดันแคนกล่าว “อันที่จริง สมบัติทำให้ชีวิตแย่ลง” เงินมากมายไม่ได้สร้างมิตรภาพ ชุมชน หรือความชื่นชมยินดี และบ่อยครั้งทำให้เขาปวดใจมากกว่า
บางคนทุ่มเทพลังกายในการสั่งสมทรัพย์สมบัติเพื่อทำให้ชีวิตมั่นคง นั่นคือความโง่เขลา “คนรักเงินย่อมไม่อิ่มเงิน” พระคัมภีร์ยืนยันในเรื่องนี้ (ปญจ. 5:10) บางคนทำงานหนักมาก ดิ้นรนผลักดันตัวเอง เปรียบเทียบสมบัติของตนกับผู้อื่นและทุ่มเทเพื่อบรรลุสถานะทางเศรษฐกิจ แต่แม้จะมีอิสรภาพด้านการเงินตามที่คาดไว้ พวกเขาก็ยังรู้สึกไม่พึงใจ ไม่เพียงพอ เหมือนกับที่ผู้เขียนปัญญาจารย์ได้กล่าวไว้ “นี่ก็อนิจจังด้วย” (ข้อ 10)
ความจริงคือ การมุ่งสู่ความสำเร็จโดยไม่มีพระเจ้าก็ไม่มีประโยชน์อันใด แม้พระคัมภีร์จะเรียกเราให้ทำงานหนักและใช้ของประทานเพื่อประโยชน์ของโลกนี้ แต่เราไม่มีวันสะสมได้มากพอที่จะเติมเต็มความปรารถนาที่ลึกที่สุดของเราได้ พระเยซูเท่านั้นที่ประทานชีวิตที่แท้จริงและครบบริบูรณ์ (ยน.10:10) คือชีวิตบนพื้นฐานความรักของพระองค์นั้นก็เพียงพออย่างแท้จริง