รื้อฟื้นการให้ด้วยใจกว้างขวาง
ในหอประชุมของมหาวิทยาลัยแพทย์อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์นั้นเต็มไปด้วยนักศึกษาที่กำลังตั้งใจฟัง รูธ ก็อตเทสแมนหญิงชราวัย 90 ปีพูด ในตอนจบรูธประกาศท่ามกลางเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีของเหล่านักศึกษาว่าเธอจะบริจาคเงินหนึ่งพันล้านเหรียญเพื่อเป็นค่าเล่าเรียนของพวกเขา นับเป็นเงินบริจาคก้อนใหญ่ที่สุดที่เคยมอบให้กับโรงเรียนแพทย์ แต่ในการให้สัมภาษณ์หลังจากนั้น คุณอาจคิดว่ารูธ ก็อตเทสแมนคือผู้ที่ได้รับของขวัญ เพราะเธอแสดงออกถึงความชื่นชมยินดีและรู้สึกเป็นเกียรติที่มีโอกาสได้มอบเงินของเธอให้แก่ผู้อื่น
พระธรรมสุภาษิตบอกเราถึงการให้ด้วยใจกว้างขวางว่า ผู้ที่ “ยิ่งแจกจ่าย” นั้น นอกจากจะอยู่ห่างไกลจากความขัดสนแล้ว ยังจะพบกับพระพรที่ไม่คาดคิดอีกด้วย (สภษ.11:24 THSV 11) เมื่อเรายื่นมือออกไปช่วยเหลือผู้อื่น เราจะได้รับกลับมามากกว่าเดิม ไม่ใช่น้อยลง “บุคคลที่รดน้ำ” พระคัมภีร์กล่าวว่า “เขาเองจะได้รับการรดน้ำ” (ข้อ 25) บ่อยครั้งเรามักจะถูกล่อลวงให้ยึดสิ่งที่เรามีไว้อย่างเหนียวแน่น โดยกลัวว่าเราอาจถูกเอาเปรียบหรือไม่มีอะไรเหลือ แต่ระบบเศรษฐศาสตร์ของพระเจ้านั้นต่างออกไป พระเยซูทรงล้ำหน้ากว่านั้น พระองค์ตรัสว่า “การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ” (กจ.20:35)
เราสามารถให้ด้วยใจกว้างขวางด้วยทรัพย์และสิ่งของที่เรามีในชีวิต โดยมอบสิ่งที่เรามีแก่ผู้ที่ขาดแคลน แล้วในท้ายที่สุดเราจะพบว่าเราเองก็ได้รับเช่นกัน ในแผ่นดินของพระเจ้านั้นมีทุกสิ่งล้นเหลือสำหรับทุกๆคน
ผู้หยิ่งยโสถูกทำลาย
จอห์น เทย์เลอร์เป็นจักษุศัลยแพทย์ชาวอังกฤษในช่วงทศวรรษที่ 1700 เขามีความทะนงตนเป็นแรงผลักดันที่ทำให้มีชื่อเสียงโด่งดังขึ้น เขาติดตามคนดังและได้เป็นจักษุแพทย์ส่วนพระองค์ของพระเจ้าจอร์จที่ 2 เทย์เลอร์เดินทางไปทั่วประเทศเพื่อแสดงโชว์ทางการแพทย์ที่อ้างว่าสามารถรักษาโรคได้อย่างอัศจรรย์ โดยเขามักจะหลบหนีออกจากเมืองในยามวิกาลพร้อมกับกระเป๋าที่เต็มไปด้วยเงินของชาวบ้าน อย่างไรก็ตาม มีการบันทึกไว้ว่าเทย์เลอร์เป็นนักต้มตุ๋นและน่าจะทำให้คนไข้หลายร้อยคนตาบอด ประวัติศาสตร์ไม่ได้จดจำเขาในฐานะแพทย์ผู้มีชื่อเสียง แต่จดจำเขาในฐานะผู้ที่ทำให้นักแต่งเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสองคนแห่งศตวรรษนั้นตาบอด นั่นคือ บาคและฮันเดล
เทย์เลอร์ปรารถนาชื่อเสียงและการยกย่อง แต่ผลงานที่เขาทิ้งไว้กลับเปิดเผยถึงคำโกหกของเขา รวมทั้งความอับอายและความเจ็บปวดที่เขาก่อขึ้น สุภาษิตอธิบายว่าความเห็นแก่ตัวที่ติดเป็นนิสัยจะนำไปสู่หายนะ พระวจนะกล่าวว่า “ใจของคนก็จองหองก่อนถึงการถูกทำลาย” (18:12) ความอัปยศของเทย์เลอร์เตือนเราว่าความหยิ่งยโสจะทำลายชีวิตของเราได้อย่างไร แต่ความโง่เขลาของคนก็มักจะทำร้ายผู้อื่นด้วย (ข้อ 6-7) “การถูกทำลาย” นั้นหนักหนา
ยิ่งนัก
ในขณะที่ใจหยิ่งยโสทำลายเราและผู้อื่น แต่ใจที่ถ่อมตนนำไปสู่ชีวิตที่มีความหมายและชื่นชมยินดี สุภาษิตกล่าวว่า “ความถ่อมใจเดินอยู่หน้าเกียรติ” (ข้อ 12) หากเราเอาแต่มุ่งทำตามใจตนเองเพื่อประโยชน์ส่วนตัว (ข้อ 1) เราจะไม่มีวันได้พบสิ่งที่ปรารถนา แต่หากเรามอบถวายใจของเราแด่พระเจ้าและรับใช้ผู้อื่น เราก็ได้ถวายพระเกียรติแด่พระองค์และสะท้อนถึงความดีของพระองค์
คนเล็กน้อยที่ทรงพลัง
ในวันที่ 9 ธันวาคม ค.ศ. 1987 กระรอกตัวหนึ่งกัดสายส่งไฟฟ้าในรัฐคอนเนคติคัทขาด และระบบขนาดมหึมาของตลาดหุ้นแนสแด็ก เกิดไฟกระพริบ ส่งเสียงผิดปกติและดับลง บริษัทขนาดใหญ่ที่สุดของโลกหลายแห่งต้องหยุดชะงัก เป็นเวลาเกือบชั่วโมงครึ่งที่เศรษฐกิจทั่วโลกจับตาเฝ้าดูอย่างวิตกกังวล ทั้งหมดนี้เป็นเพราะสัตว์ฟันแทะขนฟูที่มุ่งมั่นตัวหนึ่ง
พระคัมภีร์เล่าถึงเรื่องราวมากมายของสิ่งเล็กน้อยหรือคนเล็กน้อยบางคนที่สร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวง แต่พระเจ้าทรงเปลี่ยนสิ่งเล็กน้อยให้กลายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ ยอห์นเล่าเรื่องพระเยซูทรงเลี้ยงฝูงชนที่กำลังหิว (ผู้ชายห้าพันคนถ้ารวมผู้หญิงและเด็กอาจถึงหนึ่งหมื่นห้าพันคน) เมื่อ “มีเด็กคนหนึ่งมีขนมปังบารลีห้าก้อนกับปลาสองตัว” ได้หยิบยื่นอาหารกลางวันเล็กๆของเขาให้ (ยน.6:9) ในพันธสัญญาเดิม เราจำได้ว่าเด็กเลี้ยงแกะชื่อดาวิดได้วางใจในพระเจ้าและสังหารคนรูปร่างใหญ่โตเหมือนยักษ์ (1 ซมอ.17) และพระคริสต์ทรงกล่าวย้ำว่าอาณาจักรของพระเจ้าเปรียบเหมือนเมล็ดพืชเมล็ดหนึ่ง ซึ่ง “เมล็ดนั้นเล็กกว่าเมล็ดทั้งปวง” (มธ.13:32)
เมื่อเราพิจารณาถึงวิกฤตการณ์ระดับโลกที่ซับซ้อนมากมาย รวมไปถึงความห่วงกังวลต่างๆในชุมชนและครอบครัวของเราเอง สิ่งต่างๆเหล่านี้ลวงให้เราเชื่อว่าความพยายามที่ดูเหมือนเล็กน้อยของเรานั้นไม่มีพลังพอ แต่พระคัมภีร์บอกเราให้ทำด้วยการเชื่อฟังและไว้วางใจในขณะที่พระเจ้าทรงช่วยเรา ด้วยความมั่นใจว่าโดยพระองค์นั้นสิ่งเล็กน้อยจะกลายเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ (ยน.6:10-12)
เชื่อมากกว่าที่ตาเห็น
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 มีคนไม่กี่คนที่ได้เข้าไปในป่าสนยักษ์เซคัวญ่าในสหรัฐอเมริกา และคนจำนวนมากก็ไม่เชื่อรายงานเกี่ยวกับต้นไม้ขนาดใหญ่เหล่านี้ แต่ในค.ศ. 1892 ช่างตัดไม้สี่คนลองเสี่ยงเข้าไปในป่าบิ๊กสตัมพ์ในแคลิฟอร์เนีย และใช้เวลาสิบสามวันในการตัดต้นไม้ขนาดมหึมาที่ชื่อว่า มาร์ก ทเวน ทเวนมีอายุ 1,341 ปี สูงราวเก้าสิบเมตรและมีเส้นรอบวงยาวสิบห้าเมตร ผู้สังเกตการณ์คนหนึ่งบรรยายว่าทเวนเป็นต้นไม้ “ที่มีสัดส่วนงดงาม เป็นหนึ่งในต้นไม้ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในป่านี้” พวกเขาส่งท่อนหนึ่งของต้นไม้ที่สวยงามน่าทึ่งซึ่งถูกตัดลงแล้วไปที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอเมริกัน ที่ซึ่งทุกคนจะสามารถเห็นต้นเซคัวญ่าได้
แต่ในความเป็นจริงเราไม่สามารถพิสูจน์ความจริงทุกอย่างได้ด้วยตาเท่านั้น พระธรรมฮีบรูอธิบายว่าความเชื่อคือ “ความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้ เป็นความรู้สึกมั่นใจว่าสิ่งที่ยังไม่ได้เห็นนั้นมีจริง” (ฮบ.11:1) ความเชื่อไม่ใช่สิ่งที่ไร้เหตุผลหรือเพ้อฝัน เพราะเรื่องราวทั้งหมดมีรากฐานมาจากบุคคลหนึ่ง คือพระเยซู ผู้ที่ทรงมีชีวิตอยู่จริงในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ความเชื่อนี้ประกอบไปด้วยประสาทสัมผัสและเหตุผลของมนุษย์ แต่ก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สองสิ่งนี้ ความเชื่อจำเป็นต้องมีมากกว่านั้น ฮีบรูบันทึกไว้ว่า “โดยความเชื่อนี้เอง เราจึงเข้าใจว่า พระเจ้าได้ทรงสร้างกัลปจักรวาลด้วยพระดำรัสของพระองค์ ดังนั้นสิ่งที่มองเห็นจึงเป็นสิ่งที่เกิดจากสิ่งที่ไม่ปรากฏให้เห็น” (ข้อ 3)
หลายครั้งจึงเป็นเรื่องยากที่เราจะเชื่อในสิ่งที่เราไม่อาจสัมผัส มองเห็น หรือเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่ง แต่ความเชื่อของเราในพระคริสต์อันเกิดได้โดยพระวิญญาณนั้น จะช่วยให้เราเชื่อได้มากยิ่งกว่าสิ่งที่ตาของเรามองเห็น
รอคอยพระเจ้า
เมื่อประเทศต้องเข้าสู่สงครามกลางเมือง ผู้มีอำนาจได้เกณฑ์ชายคนหนึ่งเข้าเป็นทหาร แต่เขาปฏิเสธว่า “ผมไม่อยากมีส่วนในการทำลาย (ประเทศของผมเอง)” และเขาออกจากประเทศไป แต่เขาต้องไปติดอยู่ที่สนามบินของอีกประเทศหนึ่งเพราะเขาไม่มีวีซ่าเข้าประเทศที่ถูกต้อง เป็นเวลาหลายเดือนที่พนักงานในสนามบินมอบอาหารให้ชายคนนี้ และมีหลายพันคนติดตามทวีตของเขาเมื่อเขาย้ายไปตามอาคารต่างๆในสนามบิน ถักผ้าพันคอ และรอคอยด้วยความหวัง เมื่อได้ยินเรื่องราวของเขา ชุมชนหนึ่งในแคนาดาจึงรวมเงินกันและหางานและบ้านให้เขา
พระธรรมเพลงคร่ำครวญพูดถึงการร้องไห้ของเยเรมีย์ ผู้ซึ่งรอคอยพระเจ้าและรอคอยการสิ้นสุดของบทลงโทษเนื่องจากบาปของประชากรของพระองค์ เยเรมีย์ยังคงเชื่อในองค์พระเจ้านิรันดร์ผู้ที่ท่านรู้ว่าไว้วางใจได้ “พระเจ้าทรงดีต่อคนทั้งปวงที่คอยท่าพระองค์อยู่” (3:25) ประชากรของพระเจ้ามีความหวังใจได้แม้ในเวลาที่ปัญหาท่วมท้น และทางแก้ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ แม้ว่าพวกเขาจะต้องถ่อมใจลงยอมรับการสั่งสอนของพระเจ้า พวกเขาก็ยังยึดในความจริงที่ว่า “ถ้าทำดังนั้นชะรอยจะมีหวัง” (ข้อ 29) คนเหล่านั้นที่รู้จักพระเจ้าจะพบความหวังที่มาจากพระองค์ “เป็นการดีที่จะหวังใจและรอคอยความรอดจากพระเจ้า” (ข้อ 26)
เมื่อไม่มีคำตอบหรือทางออกที่แน่ชัด ให้เรารอคอยพระเจ้าผู้ทรงพิสูจน์พระองค์เองแล้วว่า พระองค์ทรงสัตย์ซื่อในการช่วยเราครั้งแล้วครั้งเล่า
ออกจากความมืด
เรือลากจูงล่มห่างจากชายฝั่งไนจีเรียไปยี่สิบไมล์ โดยพลิกคว่ำขณะจมลงสู่ก้นทะเล ลูกเรือสิบเอ็ดคนจมน้ำเสียชีวิต แต่แฮร์ริสัน โอเคเน พ่อครัวประจำเรือเจอโพรงอากาศและรออยู่ที่นั่น เขามีโค้กเพียงขวดเดียวเป็นเสบียง ไฟฉายทั้งสองอันของเขาดับลงหลังยี่สิบสี่ชั่วโมงแรก เป็นเวลาสามวันอันน่าสะพรึงกลัวที่โอเคเนต้องติดอยู่ในความมืดมิดที่ก้นมหาสมุทรเพียงลำพัง เขาเริ่มหมดหวังตอนทีมนักดำน้ำที่ปฏิบัติภารกิจเก็บกู้ร่างมาพบเขานั่งขดตัวสั่นเทาอยู่ลึกเข้าไปในตัวเรือ
ภาพของโอเคเนที่อยู่ลำพังในความมืดเป็นเวลาหกสิบชั่วโมงนั้นชวนสั่นประสาท เขาบอกกับนักข่าวว่าเขายังคงฝันร้ายจากประสบการณ์สะเทือนขวัญครั้งนั้น แต่คุณจินตนาการออกไหมว่าเขารู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นไฟฉายแรงสูงของนักดำน้ำที่สาดทะลุความมืดมิดเข้ามา ช่างเป็นความสุข ความปีติยินดี และความหวัง ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ได้พยากรณ์ล่วงหน้าไว้ว่าเมื่อพระเมสสิยาห์เสด็จมา “ชนชาติที่ดำเนินในความมืด” ทั้งสิ้นจะได้เห็น “ความสว่างยิ่งใหญ่” (9:2) หากเราถูกปล่อยให้ใช้ชีวิตตามอำเภอใจ เราก็จะอาศัยอยู่ใน “แผ่นดินแห่งเงามัจจุราช” แต่ในพระเยซู “สว่างจะได้ส่องมา” (ข้อ 2)
พระคริสต์ทรงเป็น “ความสว่างของโลก” และในพระองค์ เราไม่ต้องกลัวความมืดอีกต่อไป เพราะเรามี “ความสว่างแห่งชีวิต” (ยน.8:12) เราอาจรู้สึกเหมือนติดกับดักหรือหมดหวัง โดดเดี่ยวหรือท้อแท้ แต่พระเจ้าทรงนำข่าวดีมาให้ พระเยซูทรงพาเราออกจากความมืด และเข้าสู่ความสว่างอันอัศจรรย์ของพระองค์
ชนะความชั่วด้วยความดี
ดร.ดูลิตเติ้ล คือตัวละครที่เป็นแพทย์ซึ่งพูดคุยกับสัตว์ได้ และได้สร้างความสุขให้กับแฟนๆผ่านบรรดาหนังสือ ภาพยนตร์ และละครเวที แต่น้อยคนที่รู้ว่า ฮิวจ์ ลอฟติงผู้เขียนได้แต่งนิทานเรื่องดูลิตเติ้ลนี้ให้กับลูกๆของเขาจากสนามเพลาะอันน่าขนลุกในสงครามโลกครั้งที่ 1 เขากล่าวในจดหมายภายหลังว่า สงครามนั้นเลวร้ายเกินกว่าจะบรรยายในจดหมายได้ เขาจึงแต่งนิทานประกอบภาพแทน เรื่องราวที่แปลกประหลาดและเต็มไปด้วยความสนุกสนานเหล่านี้ เป็นวิธีของลอฟติงในการขจัดความน่าสะพรึงกลัวของสงครามออกไป
เรื่องนี้สร้างแรงบันดาลใจในการได้เห็นคนหนึ่งเคลื่อนไหวต่อกรกับกองกำลังที่คุกคามและน่าเกรงขามซึ่งดูมีพลังเกินกว่าจะขัดขวางได้ เราชื่นชมการยืนหยัดอย่างกล้าหาญนี้ เพราะเรากลัวว่าความอยุติธรรม ความรุนแรง และความโลภจะมีชัย บางครั้งเรากลัวว่าโลกทั้งใบนี้จะถูก “ความชั่วเอาชนะเราได้” (รม.12:21) และความกลัวเหล่านี้จะเกิดขึ้นหากเราถูกทิ้งให้อยู่ลำพัง แต่พระเจ้าไม่ได้ทรงปล่อยเราไว้ตามลำพัง พระองค์ทรงเติมเต็มเราด้วยพระกำลังของพระองค์ ทรงวางเราไว้ให้ลงมือทำ และเรียกเราให้ “เอาชนะความชั่วด้วยความดี” (ข้อ 21)
เราแต่ละคนเอาชนะความชั่วด้วยความดีได้ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตามที่พระเจ้าทรงบรรจุไว้ในใจเรา บางคนเขียนเรื่องราวที่งดงาม บางคนดูแลคนยากจน บางคนเปิดบ้านต้อนรับผู้คน บางคนแบ่งปันเรื่องราวของพระเจ้าผ่านท่วงทำนอง บทกวี หรือการพูดคุย โดยการที่เรานำความประเสริฐและสันติสุขของพระองค์มาสู่โลกด้วยวิธีต่างๆที่หลากหลายนี้ (ข้อ 18) เราก็ได้เอาชนะความชั่วร้ายแล้ว
พระเจ้าทรงอยู่ทุกหนแห่ง
นักไวโอลินที่ดูธรรมดาคนหนึ่งสวมหมวกเบสบอลและเสื้อยืด เปิดการแสดงอยู่ใกล้สถานีรถไฟใต้ดินลองฟองพลาซ่าในกรุงวอชิงตัน ดี ซี เขาขยับคันชักสีไปบนสายเพื่อบรรเลงท่วงทำนองอันไพเราะ แต่ผู้คนที่สัญจรไปมาเดินผ่านไปอย่างเร่งรีบและไม่ทันได้สังเกต เขาบรรเลงดนตรีจนจบโดยมีเพียงไม่กี่คนที่หยุดฟัง ผู้คนเหล่านั้นไม่รู้ว่าพวกเขากำลังรีบเร่งเดินผ่านหน้า โจชัว เบลล์ หนึ่งในอัจฉริยะบุคคลด้านดนตรีที่ฝีมือดีที่สุดในยุคนี้ คนที่แสดงดนตรีที่หอสมุดรัฐสภาเมื่อคืนก่อน เบลล์ใช้ไวโอลินที่เล่นยากที่สุดและน่าทึ่งที่สุดในโลกหลายชิ้น โดยใช้ไวโอลินสตราดิวาเรียสรุ่นปีค.ศ. 1713 ซึ่งมีมูลค่าราว 3.5 ล้านดอลลาร์
บ่อยครั้งที่เราไม่รู้ตัวและมองข้ามสิ่งมหัศจรรย์ที่อยู่ตรงหน้าเราไป นี่คือประสบการณ์ของยาโคบขณะที่ท่านเดินทางไปยังเมืองฮาราน (ปฐก.28:10) ท่านหยุดและตั้งค่ายในบริเวณที่ดูธรรมดาเหมือนบริเวณอื่นๆ คือเป็นเพียงที่สำหรับนอนพักค้างแรม แต่พระเจ้าได้ทรงมาปรากฏแก่ท่านในฝันยามค่ำคืน ทรงตรัสว่าเชื้อสายของท่านจะทำให้ “บรรดาพงศ์พันธุ์ของมนุษย์โลก” ได้รับพร (ข้อ 14) พระองค์ยังทรงรับรองกับยาโคบว่าพระองค์จะ “พิทักษ์รักษาเจ้าทุกแห่งหนที่เจ้าไป” (ข้อ 15) เมื่อยาโคบตื่นขึ้น ท่านก็พูดว่า “พระเจ้าทรงสถิต ณ ที่นี้แน่ทีเดียว แต่ข้าหารู้ไม่” (ข้อ 16)
พระเจ้าทรงสถิตอยู่ทุกหนแห่ง “เต็มฟ้าสวรรค์และโลก” (ยรม.23:24) พระองค์สถิตอยู่ในสถานที่ที่ธรรมดาที่สุด คำเชื้อเชิญที่มีมาถึงเราคือจงเปิดตาและเปิดหูของเราเอาไว้เพื่อเฝ้ามองและคอยฟังพระองค์
การเลือกกับผลที่ตามมา
ในปีค.ศ. 1890 ยูจีน ชิฟเฟลิน ผู้ศึกษาเรื่องนกสมัครเล่น ตัดสินใจปล่อยนกกิ้งโครงพันธุ์ยุโรปจำนวนหกสิบตัวเข้าไปในสวนสาธารณะเซ็นทรัลพาร์ค นครนิวยอร์ค แม้จะมีคนเคยนำนกชนิดนี้มาปล่อยหลายสายพันธุ์แล้ว แต่นกกิ้งโครงที่ชิฟเฟลินปล่อย เป็นสายพันธุ์ที่มีการบันทึกว่าสามารถทำรังได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ปัจจุบันมีนกกิ้งโครงประมาณ 85 ล้านตัวบินว่อนไปทั่วยุโรป น่าเสียดายที่พวกมันได้รุกรานและขับไล่ประชากรนกพื้นเมืองออกไป แล้วยังแพร่โรคไปยังวัว และสร้างความเสียหายเป็นมูลค่าสูงถึงแปดร้อยล้านดอลลาร์ต่อปี ชิฟเฟลินไม่คิดว่าการตัดสินใจของตนจะสร้างความเสียหายสูงถึงเพียงนี้
การตัดสินใจเลือกสามารถส่งผลเสียร้ายแรงตามมา แม้จะได้รับคำเตือนแล้ว แต่อาดัมกับเอวาคิดไม่ถึงว่าการเลือกของพวกเขาจะนำหายนะมาถึงสิ่งทรงสร้างทั้งหมด พระเจ้าบอกพวกเขาว่า “บรรดาผลไม้ทุกอย่างในสวนนี้ เจ้ากินได้ทั้งหมด” (ปฐก.2:16) ยกเว้นผลของต้นไม้ที่อยู่ “กลางสวน” (3:3) แต่เมื่อถูกงูล่อลวง “[เอวา]จึงเก็บผลไม้นั้นมากิน” (ข้อ 6) จากนั้นอาดัมก็ทำตามโดยตัดสินใจกินผลไม้ต้องห้ามนั้น การทำลายล้าง ใจที่แตกสลาย และหายนะมากมายเกิดขึ้นเพราะการเลือกเพียงครั้งเดียว
ทุกครั้งที่เราเพิกเฉยต่อสติปัญญาของพระเจ้าและเลือกเส้นทางอื่น เราก็เชื้อเชิญความหายนะเข้ามา การเลือกของเราอาจดูเหมือนไม่มีนัยสำคัญ หรือส่งผลเฉพาะเราเท่านั้น แต่ความเข้าใจอันจำกัดหรือความปรารถนาเพียงชั่วครู่สามารถนำเราเข้าสู่โลกแห่งปัญหาได้อย่างง่ายดาย ส่วนการเลือกทางของพระเจ้าจะนำเราไปสู่ชีวิตและความเจริญรุ่งเรือง