ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Winn Collier

พลังแห่งดนตรี

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ค.ศ. 1915 ความหวังของเซอร์เออร์เนสต์ แชค-เคิลตันและลูกเรืออีกยี่สิบเจ็ดคนได้จมหายไปพร้อมกับเรือเอนดูแรนซ์ สู่ความมืดมิดใต้ผืนน้ำแข็งของแอนตาร์กติกา พวกเขาติดอยู่ในที่ห่างไกลจากบ้านหลายพันกิโลเมตร ต่อมาลูกเรือได้เล่าถึงหลายสิ่งที่ช่วยให้พวกเขารอดชีวิต ซึ่งรวมถึงเครื่องดนตรีแบนโจ ขณะออกเดินทางในสภาพอากาศที่รุนแรง ลีโอนาร์ด ฮัสซีย์ (นักอุตุนิยมวิทยาของคณะสำรวจ) เป็นบุคคลเดียวที่ได้รับอนุญาตให้นำสัมภาระส่วนตัวไปได้มากกว่าหนึ่งกิโลกรัม เขาได้รับอนุญาตให้นำแบนโจยี่ห้อวินด์เซอร์น้ำหนักหกกิโลกรัมของเขามาด้วย “มันเป็นยาทางใจที่จำเป็นสำหรับชีวิต” แชคเคิลตันกล่าวกับฮัสซีย์ “และเราจำเป็นที่จะต้องใช้มัน” บันทึกของลูกเรืออธิบายถึงพลังแห่งดนตรีของฮัสซีย์ “แบนโจ...เป็นอาหารที่บำรุงสมอง” ลูกเรือคนหนึ่งเขียนไว้ ส่วนอีกคนหนึ่งกล่าวว่า “แบนโจที่ขาดไม่ได้ของฮัสซีย์”

พระคัมภีร์กล่าวว่าดนตรีเป็นหนึ่งในของขวัญอันล้ำค่าของพระเจ้า เป็นหนทางหนึ่งที่การเยียวยาและการปลอบประโลมของพระองค์เข้ามาสู่จิตใจมนุษย์ ในเรื่องราวอันน่าเศร้าของกษัตริย์ซาอูล เราได้ยินมาว่า (เนื่องจากการไม่เชื่อฟัง) พระองค์ถูก“วิญญาณชั่ว” ทรมาน (1 ซมอ.16:14) และพวกมหาดเล็กของซาอูลเชื่อว่ากษัตริย์จำเป็นต้องได้รับการบรรเทาทุกข์ด้วยดนตรี ดังนั้นพวกเขาจึงไปพบดาวิดกับพิณคู่ใจ “ดาวิดก็หยิบพิณใช้มือดีดถวาย ซาอูลก็ทรงชุ่มชื่นขึ้นและหายดี และวิญญาณชั่วก็พรากจากพระองค์ไป” (ข้อ 23)

ดนตรีให้เรามากกว่าแค่ความบันเทิง แต่สามารถนำมาซึ่งความยินดี ฟื้นฟูความหวังขึ้นใหม่ และปลอบประโลมจิตวิญญาณที่เหนื่อยล้า ดนตรีเป็นหนึ่งในของประทานที่ทรงพลังจากพระเจ้าอย่างแท้จริง

เสรีภาพในพระคริสต์

ในปี ค.ศ. 1849 เฮนรี่ “บ็อกซ์” บราวน์ (ทาสชาวอเมริกันจากรัฐเวอร์จิเนีย) ได้ขดตัวลงในลังไม้ที่มีป้ายติดว่า “ของแห้ง” และเพื่อนสองคนได้ส่งเขาจากริชมอนด์ไปยังเมืองฟิลาเดลเฟีย บราวน์อยู่ในลังไม้ (3 x 2.5 x 2 ฟุต) ตลอดการเดินทาง 26 ชั่วโมง โดยมีรูเล็กๆสามรูที่เจาะไว้เพื่อระบายอากาศ ขณะที่กลุ่มต่อต้านการค้าทาสดึงบราวน์ออกจากลัง เขาได้ขับร้องบทเพลงที่ถอดความมาจากสดุดีบทที่ 40 ซึ่งแสดงถึงความหวังในพระเจ้าผู้ทรงสัญญาถึงอิสรภาพ “หากคุณไม่เคยถูกพรากอิสรภาพไปเหมือนอย่างผม” บราวน์เขียนในภายหลัง “คุณจะไม่ตระหนักถึงพลังแห่งความหวังที่จะมีอิสรภาพ ซึ่งสำหรับผมแล้ว นี่เป็นเหมือนสมอแห่งจิตวิญญาณที่ทั้งมั่นคงและแน่นอนอย่างแท้จริง”

อิสรภาพเป็นศูนย์กลางของวิธีการที่พระเจ้าทรงทำงานในจิตใจของเราและในโลกใบนี้ พระปัญญาของพระองค์นำไปสู่เสรีภาพฝ่ายวิญญาณ แต่ปัญญาเทียมเท็จนำไปสู่การกดขี่ข่มเหง เปาโลกล่าวว่า “พระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ที่ไหน เสรีภาพ” จากความบาป ความตาย และการกล่าวโทษ “ก็มีอยู่ที่นั่น”(2คร.3:17) เมื่อเราฟังพระเจ้าและดำเนินตามทางของพระองค์ เราจะมีเสรีภาพ แต่น่าเสียดายที่สิ่งตรงกันข้ามก็เป็นจริงเช่นกัน เมื่อเราเพิกเฉยต่อพระองค์และปฏิเสธคำเชิญของพระองค์ เราจะติดกับดักและถูกจำกัดเสรีภาพ พระเจ้าทรงปลดปล่อยและเปลี่ยนแปลงเราโดยพระวิญญาณของพระองค์ (ข้อ 18) แต่บาปและการกบฏกลับดักจับเราไว้

บางครั้งเราเชื่อว่าพระเจ้าทรงจำกัดและขัดขวางโอกาสและความสุขของเรา แต่แท้จริงแล้ว พระองค์เป็นผู้เดียวที่สามารถนำเราไปสู่อนาคตอันยาวไกล พระองค์เป็นผู้เดียวที่สามารถนำเราไปสู่อิสรภาพที่แท้จริงได้

ร่วมกับพระเจ้าเพื่อช่วยเหลือ

เมื่อกลุ่มตาลีบันเข้ายึดครองรัฐบาลอัฟกานิสถานได้อย่างรวดเร็วในปี 2021 และผู้คนหลายหมื่นคนติดอยู่โดยไม่มีทางหนี หลายคนรู้สึกโดดเดี่ยวและสิ้นหวัง ประชาชนทั่วไปเริ่มปฏิบัติการบางอย่างทันที รวมถึงชายหนุ่มคนหนึ่งที่เปิดตัวแคมเปญบนอินสตาแกรมเพื่อระดมทุน 7 ล้านดอลลาร์ในการจ่ายค่าเครื่องบินเช่าเหมาลำสำหรับการอพยพ “ในสถานการณ์นี้ เราได้ขจัดความขัดแย้งทางการเมืองออกไป” เขากล่าวกับสำนักข่าวแห่งหนึ่ง “และได้มารวมตัวกันจากทุกสาขาอาชีพเพื่อรวมพลังและช่วยเหลือผู้คนเหล่านี้” พวกเขาเลือกที่จะเข้าร่วมการต่อสู้

ไม่ใช่แค่ในอัฟกานิสถานเท่านั้น ตั้งแต่ตึกระฟ้าไปจนถึงหมู่บ้านต่างๆทั่วโลก ผู้คนมากมายอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องน่าประทับใจที่ได้เห็นว่าพระเจ้าทรงมุ่งความสนพระทัยไปยังสถานที่ที่มีความทุกข์ยากและความสิ้นหวังเหล่านี้ ในท้ายที่สุดพระองค์จะทรง “ช่วย​กู้​คน​ขัด​สน​เมื่อ​เรา​ร้อง​ทูล คน​ยากจน และ​คน​ที่​ไร้​ผู้​อุปถัมภ์” (72:12) ในเวลาและโดยวิธีของพระองค์ และที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือหนึ่งในวิธีที่พระเจ้าทรงช่วยเหลือนั้นคือผ่านทางเรา สดุดีบทที่ 72 กล่าวถึงทั้งพระราชกิจของกษัตริย์ซาโลมอนและพระราชกิจของพระเจ้า และไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแยกทั้งสองสิ่งออกจากกัน พระเจ้าทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดแต่พระองค์ทรงเรียกให้เราเคลื่อนไปพร้อมกับพระองค์

เมื่อเราเผชิญกับความอยุติธรรมหรือความทุกข์ทรมาน เราสามารถร่วมมือกับพระองค์เพื่อก้าวเข้าไปท่ามกลางความพังพินาศนั้น เราสามารถติดตามพระเจ้าและไปยังสถานที่ซึ่งไม่มีใครคอยให้ความช่วยเหลือได้

รื้อฟื้นการให้ด้วยใจกว้างขวาง

ในหอประชุมของมหาวิทยาลัยแพทย์อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์นั้นเต็มไปด้วยนักศึกษาที่กำลังตั้งใจฟัง รูธ ก็อตเทสแมนหญิงชราวัย 90 ปีพูด ในตอนจบรูธประกาศท่ามกลางเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีของเหล่านักศึกษาว่าเธอจะบริจาคเงินหนึ่งพันล้านเหรียญเพื่อเป็นค่าเล่าเรียนของพวกเขา นับเป็นเงินบริจาคก้อนใหญ่ที่สุดที่เคยมอบให้กับโรงเรียนแพทย์ แต่ในการให้สัมภาษณ์หลังจากนั้น คุณอาจคิดว่ารูธ ก็อตเทสแมนคือผู้ที่ได้รับของขวัญ เพราะเธอแสดงออกถึงความชื่นชมยินดีและรู้สึกเป็นเกียรติที่มีโอกาสได้มอบเงินของเธอให้แก่ผู้อื่น

พระธรรมสุภาษิตบอกเราถึงการให้ด้วยใจกว้างขวางว่า ผู้ที่ “ยิ่งแจกจ่าย” นั้น นอกจากจะอยู่ห่างไกลจากความขัดสนแล้ว ยังจะพบกับพระพรที่ไม่คาดคิดอีกด้วย (สภษ.11:24 THSV 11) เมื่อเรายื่นมือออกไปช่วยเหลือผู้อื่น เราจะได้รับกลับมามากกว่าเดิม ไม่ใช่น้อยลง “บุคคลที่รดน้ำ” พระคัมภีร์กล่าวว่า “เขาเองจะได้รับการรดน้ำ” (ข้อ 25) บ่อยครั้งเรามักจะถูกล่อลวงให้ยึดสิ่งที่เรามีไว้อย่างเหนียวแน่น โดยกลัวว่าเราอาจถูกเอาเปรียบหรือไม่มีอะไรเหลือ แต่ระบบเศรษฐศาสตร์ของพระเจ้านั้นต่างออกไป พระเยซูทรงล้ำหน้ากว่านั้น พระองค์ตรัสว่า “การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ” (กจ.20:35)

เราสามารถให้ด้วยใจกว้างขวางด้วยทรัพย์และสิ่งของที่เรามีในชีวิต โดยมอบสิ่งที่เรามีแก่ผู้ที่ขาดแคลน แล้วในท้ายที่สุดเราจะพบว่าเราเองก็ได้รับเช่นกัน ในแผ่นดินของพระเจ้านั้นมีทุกสิ่งล้นเหลือสำหรับทุกๆคน

ผู้หยิ่งยโสถูกทำลาย

จอห์น เทย์เลอร์เป็นจักษุศัลยแพทย์ชาวอังกฤษในช่วงทศวรรษที่ 1700 เขามีความทะนงตนเป็นแรงผลักดันที่ทำให้มีชื่อเสียงโด่งดังขึ้น เขาติดตามคนดังและได้เป็นจักษุแพทย์ส่วนพระองค์ของพระเจ้าจอร์จที่ 2 เทย์เลอร์เดินทางไปทั่วประเทศเพื่อแสดงโชว์ทางการแพทย์ที่อ้างว่าสามารถรักษาโรคได้อย่างอัศจรรย์ โดยเขามักจะหลบหนีออกจากเมืองในยามวิกาลพร้อมกับกระเป๋าที่เต็มไปด้วยเงินของชาวบ้าน อย่างไรก็ตาม มีการบันทึกไว้ว่าเทย์เลอร์เป็นนักต้มตุ๋นและน่าจะทำให้คนไข้หลายร้อยคนตาบอด ประวัติศาสตร์ไม่ได้จดจำเขาในฐานะแพทย์ผู้มีชื่อเสียง แต่จดจำเขาในฐานะผู้ที่ทำให้นักแต่งเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสองคนแห่งศตวรรษนั้นตาบอด นั่นคือ บาคและฮันเดล

เทย์เลอร์ปรารถนาชื่อเสียงและการยกย่อง แต่ผลงานที่เขาทิ้งไว้กลับเปิดเผยถึงคำโกหกของเขา รวมทั้งความอับอายและความเจ็บปวดที่เขาก่อขึ้น สุภาษิตอธิบายว่าความเห็นแก่ตัวที่ติดเป็นนิสัยจะนำไปสู่หายนะ พระวจนะกล่าวว่า “ใจ​ของ​คน​ก็​จองหอง​ก่อน​ถึง​การ​ถูก​ทำลาย” (18:12) ความอัปยศของเทย์เลอร์เตือนเราว่าความหยิ่งยโสจะทำลายชีวิตของเราได้อย่างไร แต่ความโง่เขลาของคนก็มักจะทำร้ายผู้อื่นด้วย (ข้อ 6-7) “การถูกทำลาย” นั้นหนักหนา
ยิ่งนัก

ในขณะที่ใจหยิ่งยโสทำลายเราและผู้อื่น แต่ใจที่ถ่อมตนนำไปสู่ชีวิตที่มีความหมายและชื่นชมยินดี สุภาษิตกล่าวว่า “ความ​ถ่อม​ใจ​เดิน​อยู่​หน้า​เกียรติ” (ข้อ 12) หากเราเอาแต่มุ่งทำตามใจตนเองเพื่อประโยชน์ส่วนตัว (ข้อ 1) เราจะไม่มีวันได้พบสิ่งที่ปรารถนา แต่หากเรามอบถวายใจของเราแด่พระเจ้าและรับใช้ผู้อื่น เราก็ได้ถวายพระเกียรติแด่พระองค์และสะท้อนถึงความดีของพระองค์

คนเล็กน้อยที่ทรงพลัง

ในวันที่ 9 ธันวาคม ค.ศ. 1987 กระรอกตัวหนึ่งกัดสายส่งไฟฟ้าในรัฐคอนเนคติคัทขาด และระบบขนาดมหึมาของตลาดหุ้นแนสแด็ก เกิดไฟกระพริบ ส่งเสียงผิดปกติและดับลง บริษัทขนาดใหญ่ที่สุดของโลกหลายแห่งต้องหยุดชะงัก เป็นเวลาเกือบชั่วโมงครึ่งที่เศรษฐกิจทั่วโลกจับตาเฝ้าดูอย่างวิตกกังวล ทั้งหมดนี้เป็นเพราะสัตว์ฟันแทะขนฟูที่มุ่งมั่นตัวหนึ่ง

พระคัมภีร์เล่าถึงเรื่องราวมากมายของสิ่งเล็กน้อยหรือคนเล็กน้อยบางคนที่สร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวง แต่พระเจ้าทรงเปลี่ยนสิ่งเล็กน้อยให้กลายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ ยอห์นเล่าเรื่องพระเยซูทรงเลี้ยงฝูงชนที่กำลังหิว (ผู้ชายห้าพันคนถ้ารวมผู้หญิงและเด็กอาจถึงหนึ่งหมื่นห้าพันคน) เมื่อ “มีเด็กคนหนึ่งมีขนมปังบารลีห้าก้อนกับปลาสองตัว” ได้หยิบยื่นอาหารกลางวันเล็กๆของเขาให้ (ยน.6:9) ในพันธสัญญาเดิม เราจำได้ว่าเด็กเลี้ยงแกะชื่อดาวิดได้วางใจในพระเจ้าและสังหารคนรูปร่างใหญ่โตเหมือนยักษ์ (1 ซมอ.17) และพระคริสต์ทรงกล่าวย้ำว่าอาณาจักรของพระเจ้าเปรียบเหมือนเมล็ดพืชเมล็ดหนึ่ง ซึ่ง “เมล็ดนั้นเล็กกว่าเมล็ดทั้งปวง” (มธ.13:32)

เมื่อเราพิจารณาถึงวิกฤตการณ์ระดับโลกที่ซับซ้อนมากมาย รวมไปถึงความห่วงกังวลต่างๆในชุมชนและครอบครัวของเราเอง สิ่งต่างๆเหล่านี้ลวงให้เราเชื่อว่าความพยายามที่ดูเหมือนเล็กน้อยของเรานั้นไม่มีพลังพอ แต่พระคัมภีร์บอกเราให้ทำด้วยการเชื่อฟังและไว้วางใจในขณะที่พระเจ้าทรงช่วยเรา ด้วยความมั่นใจว่าโดยพระองค์นั้นสิ่งเล็กน้อยจะกลายเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ (ยน.6:10-12)

เชื่อมากกว่าที่ตาเห็น

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 มีคนไม่กี่คนที่ได้เข้าไปในป่าสนยักษ์เซคัวญ่าในสหรัฐอเมริกา และคนจำนวนมากก็ไม่เชื่อรายงานเกี่ยวกับต้นไม้ขนาดใหญ่เหล่านี้ แต่ในค.ศ. 1892 ช่างตัดไม้สี่คนลองเสี่ยงเข้าไปในป่าบิ๊กสตัมพ์ในแคลิฟอร์เนีย และใช้เวลาสิบสามวันในการตัดต้นไม้ขนาดมหึมาที่ชื่อว่า มาร์ก ทเวน ทเวนมีอายุ 1,341 ปี สูงราวเก้าสิบเมตรและมีเส้นรอบวงยาวสิบห้าเมตร ผู้สังเกตการณ์คนหนึ่งบรรยายว่าทเวนเป็นต้นไม้ “ที่มีสัดส่วนงดงาม เป็นหนึ่งในต้นไม้ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในป่านี้” พวกเขาส่งท่อนหนึ่งของต้นไม้ที่สวยงามน่าทึ่งซึ่งถูกตัดลงแล้วไปที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอเมริกัน ที่ซึ่งทุกคนจะสามารถเห็นต้นเซคัวญ่าได้

แต่ในความเป็นจริงเราไม่สามารถพิสูจน์ความจริงทุกอย่างได้ด้วยตาเท่านั้น พระธรรมฮีบรูอธิบายว่าความเชื่อคือ “ความ​แน่ใจ​ใน​สิ่ง​ที่​เรา​หวัง​ไว้ เป็น​ความ​รู้สึก​มั่นใจ​ว่าสิ่ง​ที่​ยัง​ไม่ได้​เห็น​นั้น​มี​จริง” (ฮบ.11:1) ความเชื่อไม่ใช่สิ่งที่ไร้เหตุผลหรือเพ้อฝัน เพราะเรื่องราวทั้งหมดมีรากฐานมาจากบุคคลหนึ่ง คือพระเยซู ผู้ที่ทรงมีชีวิตอยู่จริงในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ความเชื่อนี้ประกอบไปด้วยประสาทสัมผัสและเหตุผลของมนุษย์ แต่ก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สองสิ่งนี้ ความเชื่อจำเป็นต้องมีมากกว่านั้น ฮีบรูบันทึกไว้ว่า “โดย​ความ​เชื่อ​นี้​เอง เรา​จึง​เข้าใจ​ว่า ​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​สร้าง​กัลป​จักรวาลด้วย​พระ​ดำรัส​ของ​พระ​องค์ ดังนั้น​สิ่ง​ที่​มอง​เห็น​จึง​เป็น​สิ่ง​ที่​เกิด​จาก​สิ่ง​ที่​ไม่​ปรากฏ​ให้​เห็น” (ข้อ 3)

หลายครั้งจึงเป็นเรื่องยากที่เราจะเชื่อในสิ่งที่เราไม่อาจสัมผัส มองเห็น หรือเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่ง แต่ความเชื่อของเราในพระคริสต์อันเกิดได้โดยพระวิญญาณนั้น จะช่วยให้เราเชื่อได้มากยิ่งกว่าสิ่งที่ตาของเรามองเห็น

รอคอยพระเจ้า

เมื่อประเทศต้องเข้าสู่สงครามกลางเมือง ผู้มีอำนาจได้เกณฑ์ชายคนหนึ่งเข้าเป็นทหาร แต่เขาปฏิเสธว่า “ผมไม่อยากมีส่วนในการทำลาย (ประเทศของผมเอง)” และเขาออกจากประเทศไป แต่เขาต้องไปติดอยู่ที่สนามบินของอีกประเทศหนึ่งเพราะเขาไม่มีวีซ่าเข้าประเทศที่ถูกต้อง เป็นเวลาหลายเดือนที่พนักงานในสนามบินมอบอาหารให้ชายคนนี้ และมีหลายพันคนติดตามทวีตของเขาเมื่อเขาย้ายไปตามอาคารต่างๆในสนามบิน ถักผ้าพันคอ และรอคอยด้วยความหวัง เมื่อได้ยินเรื่องราวของเขา ชุมชนหนึ่งในแคนาดาจึงรวมเงินกันและหางานและบ้านให้เขา

พระธรรมเพลงคร่ำครวญพูดถึงการร้องไห้ของเยเรมีย์ ผู้ซึ่งรอคอยพระเจ้าและรอคอยการสิ้นสุดของบทลงโทษเนื่องจากบาปของประชากรของพระองค์ เยเรมีย์ยังคงเชื่อในองค์พระเจ้านิรันดร์ผู้ที่ท่านรู้ว่าไว้วางใจได้ “พระเจ้าทรงดีต่อคนทั้งปวงที่คอยท่าพระองค์อยู่” (3:25) ประชากรของพระเจ้ามีความหวังใจได้แม้ในเวลาที่ปัญหาท่วมท้น และทางแก้ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ แม้ว่าพวกเขาจะต้องถ่อมใจลงยอมรับการสั่งสอนของพระเจ้า พวกเขาก็ยังยึดในความจริงที่ว่า “ถ้าทำดังนั้นชะรอยจะมีหวัง” (ข้อ 29) คนเหล่านั้นที่รู้จักพระเจ้าจะพบความหวังที่มาจากพระองค์ “เป็นการดีที่จะหวังใจและรอคอยความรอดจากพระเจ้า” (ข้อ 26)

เมื่อไม่มีคำตอบหรือทางออกที่แน่ชัด ให้เรารอคอยพระเจ้าผู้ทรงพิสูจน์พระองค์เองแล้วว่า พระองค์ทรงสัตย์ซื่อในการช่วยเราครั้งแล้วครั้งเล่า

ออกจากความมืด

เรือลากจูงล่มห่างจากชายฝั่งไนจีเรียไปยี่สิบไมล์ โดยพลิกคว่ำขณะจมลงสู่ก้นทะเล ลูกเรือสิบเอ็ดคนจมน้ำเสียชีวิต แต่แฮร์ริสัน โอเคเน พ่อครัวประจำเรือเจอโพรงอากาศและรออยู่ที่นั่น เขามีโค้กเพียงขวดเดียวเป็นเสบียง ไฟฉายทั้งสองอันของเขาดับลงหลังยี่สิบสี่ชั่วโมงแรก เป็นเวลาสามวันอันน่าสะพรึงกลัวที่โอเคเนต้องติดอยู่ในความมืดมิดที่ก้นมหาสมุทรเพียงลำพัง เขาเริ่มหมดหวังตอนทีมนักดำน้ำที่ปฏิบัติภารกิจเก็บกู้ร่างมาพบเขานั่งขดตัวสั่นเทาอยู่ลึกเข้าไปในตัวเรือ

ภาพของโอเคเนที่อยู่ลำพังในความมืดเป็นเวลาหกสิบชั่วโมงนั้นชวนสั่นประสาท เขาบอกกับนักข่าวว่าเขายังคงฝันร้ายจากประสบการณ์สะเทือนขวัญครั้งนั้น แต่คุณจินตนาการออกไหมว่าเขารู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นไฟฉายแรงสูงของนักดำน้ำที่สาดทะลุความมืดมิดเข้ามา ช่างเป็นความสุข ความปีติยินดี และความหวัง ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ได้พยากรณ์ล่วงหน้าไว้ว่าเมื่อพระเมสสิยาห์เสด็จมา “ชน​ชาติ​ที่​ดำเนิน​ใน​ความ​มืด” ทั้งสิ้นจะได้เห็น “ความสว่างยิ่งใหญ่” (9:2) หากเราถูกปล่อยให้ใช้ชีวิตตามอำเภอใจ เราก็จะอาศัยอยู่ใน “​แผ่นดิน​แห่ง​เงา​มัจจุราช” แต่ในพระเยซู “สว่าง​จะ​ได้​ส่อง​มา​” (ข้อ 2)

พระคริสต์ทรงเป็น “ความสว่างของโลก” และในพระองค์ เราไม่ต้องกลัวความมืดอีกต่อไป เพราะเรามี “ความสว่างแห่งชีวิต” (ยน.8:12) เราอาจรู้สึกเหมือนติดกับดักหรือหมดหวัง โดดเดี่ยวหรือท้อแท้ แต่พระเจ้าทรงนำข่าวดีมาให้ พระเยซูทรงพาเราออกจากความมืด และเข้าสู่ความสว่างอันอัศจรรย์ของพระองค์

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา