ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Tim Gustafson

การท้าทายของดวงดาว

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 กวีชาวอิตาลี เอฟ. ที. มาริเนตติได้ให้กำเนิดอนาคตนิยม ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวทางศิลปะที่ปฏิเสธอดีต เย้ยหยันความคิดดั้งเดิมเรื่องความงาม และยกย่องเครื่องจักร ในปีค.ศ. 1909 มาริเนตติเขียนคำแถลงการณ์แห่งอนาคตของเขา ซึ่งเขาประกาศว่า “ผู้หญิงไร้ค่า” แต่สรรเสริญ “การต่อสู้ด้วยกำปั้น” และยืนยันว่า “เราต้องการเชิดชูสงคราม” แถลงการณ์ปิดท้ายว่า “การได้ยืนบนจุดสูงสุดของโลก เราขอประกาศการท้าทายที่โอหังของเราต่อหมู่ดาวอีกครั้งหนึ่ง!”

ห้าปีหลังจากแถลงการณ์ของมาริเนตติ สงครามยุคใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง สงครามโลกครั้งที่ 1 ไม่ได้นำมาซึ่งเกียรติยศใดๆ มาริเนตติเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1944 โดยที่หมู่ดาวไม่ได้ให้ความสนใจใดๆและยังคงอยู่ในที่เดิมของมัน

กษัตริย์ดาวิดร้องบทกวีแห่งดวงดาวแต่ด้วยมุมมองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทรงเขียนว่า “เมื่อข้าพระองค์มองดูฟ้าสวรรค์ อันเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ดวงจันทร์และดวงดาวซึ่งพระองค์ได้ทรงสถาปนาไว้ มนุษย์เป็นผู้ใดเล่าซึ่งพระองค์ทรงระลึกถึงเขา และบุตรของมนุษย์เป็นใครเล่าซึ่งพระองค์ทรงเยี่ยมเขา” (สดด.8:3-4) คำถามของดาวิดไม่ได้มาจากความไม่เชื่อ แต่มาจากความอัศจรรย์ใจอย่างถ่อมใจ พระองค์ทรงทราบว่าพระเจ้าผู้ทรงสร้างจักรวาลอันกว้างใหญ่ทรงห่วงใยพวกเราอย่างยิ่ง พระองค์ทรงสังเกตทุกรายละเอียดเกี่ยวกับเรา ทั้งดีและร้าย ทั้งความถ่อมใจและความโอหัง แม้กระทั่งความโง่เขลาของเรา

ไม่มีประโยชน์อะไรที่เราจะท้าทายดวงดาว แต่ตรงกันข้ามดวงดาวเหล่านั้นท้าทายพวกเราให้สรรเสริญองค์พระผู้สร้าง

ได้สิ่งที่เราต้องการ

แอรอน เบอร์ รอผลตัดสินของการลงคะแนนเสียงที่เสมอกันจากสภาผู้แทนฯสหรัฐอย่างกระวนกระวาย เขาเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีร่วมกับโธมัส เจฟเฟอร์สันในการเลือกตั้งปี 1800 เบอร์มีเหตุผลที่เชื่อได้ว่าสภาฯจะประกาศให้เขาเป็นผู้ชนะ แต่เขากลับพ่ายแพ้และถูกความขมขื่นกัดกินใจ ความคับข้องใจที่มีต่ออเล็กซานเดอร์ แฮมิลตันที่ไม่ลงคะแนนสนับสนุนเขา ทำให้เบอร์ฆ่าแฮมิลตันในการดวลปืนในอีกไม่ถึงสี่ปีต่อมา ความโกรธแค้นจากการสังหารครั้งนี้ทำให้ประเทศชาติหันหลังให้เขา เบอร์เป็นชายชราที่ผูกใจเจ็บจนกระทั่งเสียชีวิต

การลุ่มหลงอำนาจทางการเมืองเป็นส่วนที่น่าเศร้าของประวัติศาสตร์ เมื่อกษัตริย์ดาวิดใกล้จะสิ้นพระชนม์ อาโดนียาห์โอรสของพระองค์คบคิดกับแม่ทัพของดาวิดและหัวหน้าปุโรหิตเพื่อแต่งตั้งตนเป็นกษัตริย์ (1 พกษ.1:5-8)แต่ดาวิดทรงเลือกซาโลมอนเป็นกษัตริย์ (ข้อ 17) ด้วยความช่วยเหลือของผู้เผยพระวจนะนาธัน กบฏจึงถูกโค่นลง (ข้อ 11-53) แม้จะได้รับการยกโทษ แต่อาโดนียาห์ก็ยังวางแผนชิงบัลลังก์ครั้งที่สอง และซาโลมอนประหารเขาเสีย (2:13-25)

ความเป็นมนุษย์ทำให้เราต้องการในสิ่งที่ไม่ใช่ของเราโดยชอบธรรม! ไม่ว่าเราจะพยายามไขว่คว้าอำนาจ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สมบัติมากเพียงใด นั่นก็ไม่เคยพอ เราต้องการมากกว่าเดิมเสมอ ตรงข้ามกับพระเยซูผู้ทรง “ถ่อมพระองค์ ลงยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา กระทั่งความมรณาที่กางเขน” (ฟป.2:8)

ช่างน่าขันที่ความทะเยอทะยานไขว่คว้าอย่างเห็นแก่ตัวไม่เคยทำให้เราได้รับสิ่งที่เราปรารถนามากที่สุดอย่างแท้จริง การมอบผลลัพธ์ไว้กับพระเจ้าเป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่สันติสุขและความชื่นชมยินดี

กลับสู่พื้นฐาน

ดูเหมือนว่าการตั้งปณิธานจะมีไว้เพื่อให้ทำไม่สำเร็จ บางคนเล่นสนุกกับความจริงนี้โดยเสนอปณิธานปีใหม่ที่พูดได้ว่าทำได้อย่างสบายๆ นี่คือตัวอย่างจากสื่อสังคมออนไลน์ : โบกมือให้คนขับรถจักรยานยนต์ตรงไฟจราจร สมัครวิ่งมาราธอนแต่ไม่วิ่ง หยุดผัดวันประกันพรุ่งในวันพรุ่งนี้ หลงทางโดยไม่รับการช่วยเหลือจากสิริ เลิกเป็นเพื่อนกับทุกคนที่โพสต์เรื่องการออกกำลังกายของพวกเขา

อย่างไรก็ตามแนวคิดเรื่องการเริ่มต้นใหม่นั้นอาจเป็นภารกิจที่สำคัญ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวยูดาห์ที่ถูกเนรเทศต้องการอย่างยิ่ง กว่าสองทศวรรษของการเป็นเชลยเจ็ดสิบปีที่พระเจ้าทรงให้กำลังใจพวกเขาผ่านทางผู้เผยพระวจนะเอเสเคียล โดยทรงสัญญาว่า “บัดนี้เราจะให้ยาโคบกลับสู่สภาพเดิม” (อสค.39:25)

แต่ประชาชนจะต้องกลับสู่พื้นฐานเสียก่อน คือคำแนะนำที่พระเจ้าทรงประทานแก่โมเสสเมื่อ 800 ปีก่อนหน้านั้น ซึ่งรวมถึงการฉลองเทศกาลปีใหม่ สำหรับคนยิวในยุคโบราณจะเริ่มในช่วงต้นของฤดูใบไม้ผลิ (45:18) จุดประสงค์หลักของเทศกาลคือให้ระลึกถึงพระลักษณะและความคาดหวังของพระเจ้า พระองค์ทรงบอกผู้นำของพวกเขาว่า “จงทิ้งการทารุณและการบีบคั้นเสีย และกระทำความยุติธรรมและความชอบธรรม” (ข้อ 9) และทรงเรียกร้องพวกเขาในเรื่องความซื่อสัตย์ (ข้อ 10)

บทเรียนนี้เป็นของพวกเราเช่นกัน ความเชื่อของเราจะต้องนำไปปฏิบัติ มิฉะนั้นมันก็ไร้ค่า (ยก.2:17) ในปีใหม่นี้ เมื่อพระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งจำเป็นสำหรับเรา ขอให้เราดำเนินชีวิตที่สำแดงความเชื่อโดยการกลับสู่พื้นฐาน “จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้า” และ จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” (มธ.22:37-39)

คนในรุ่นปัจจุบัน

“อย่าเชื่อใครที่อายุเกิน 30 ปี” แจ็ค ไวน์เบิร์ก นักสิ่งแวดล้อมหนุ่มกล่าวไว้ในปี 1964 คำพูดของเขานั้นเหมารวมคนทั้งรุ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาเสียใจในเวลาต่อมา เมื่อมองย้อนกลับไปเขากล่าวว่า “บางอย่างที่ผมพูดโดยไม่ทันคิด... ถูกบิดเบือนและเข้าใจผิดอย่างสิ้นเชิง”

คุณเคยได้ยินคำสบประมาทเกี่ยวกับคนรุ่นมิลเลนเนียล (Gen Y) หรือในทางกลับกันไหม ความคิดไม่ดีที่ส่งต่อจากคนรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่งสามารถทำร้ายทั้งสองฝ่าย แน่นอนว่ามีวิธีที่ดีกว่านี้

แม้เฮเซคียาห์จะเป็นกษัตริย์ที่ดี แต่ทรงขาดความห่วงใยต่อคนอีกรุ่นหนึ่ง เมื่อยังหนุ่มเฮเซคียาห์ประชวรใกล้จะสิ้นพระชนม์ (2 พกษ.20:1) พระองค์ได้ทรงร้องขอชีวิตจากพระเจ้า (ข้อ 2-3) และพระเจ้าทรงต่อชีวิตให้พระองค์อีก 15 ปี (ข้อ 6)

แต่เมื่อเฮเซคียาห์ได้รับข่าวร้ายว่าลูกๆของพระองค์จะต้องถูกจับไปเป็นเชลยในวันข้างหน้า พระองค์กลับทรงไร้ซึ่งน้ำตา (ข้อ 16-18) พระองค์คิดว่า “ก็ดีแล้วมิใช่หรือ ในเมื่อมีความอยู่เย็นเป็นสุขและความปลอดภัยในวันเวลาของเรา” (ข้อ 19) อาจเป็นเพราะเฮเซคียาห์ไม่ใส่พระทัยต่อความเป็นอยู่ดีของคนรุ่นหลังเหมือนกับของพระองค์เอง

พระเจ้าทรงเรียกให้เรารักในแบบที่กล้าจะก้าวข้ามเส้นที่แบ่งแยกเรา คนรุ่นเก่าต้องการอุดมการณ์ที่สดใหม่และความคิดสร้างสรรค์ของคนที่เด็กกว่า ผู้ซึ่งในทางเดียวกันจะได้รับประโยชน์จากสติปัญญาและประสบการณ์ของคนรุ่นเก่า นี่ไม่ใช่เวลาสำหรับคำพูดหรือสโลแกนประชดประชัน แต่เป็นเวลาสำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดที่มีค่า พวกเราต่างอยู่ในเรือลำเดียวกัน

เข้าถึงผู้อื่นเพื่อพระเยซู

ทศวรรษที่ผ่านมา พวกเขาไม่เคยได้ยินชื่อของพระเยซู ชนเผ่าบันวาออนซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางหุบเขาของมินดาเนาในประเทศฟิลิปปินส์ และติดต่อกับโลกภายนอกน้อยมาก การเดินทางเพื่อขนส่งเสบียงอาจต้องใช้เวลาถึงสองวัน โดยต้องปีนเขาอย่างยากลำบากผ่านภูมิประเทศที่ทุรกันดาร โลกไม่เคยสนใจพวกเขา

ต่อมาพันธกิจมิชชั่นกลุ่มหนึ่งได้เข้าไปหาพวกเขาโดยนำผู้คนเข้าออกพื้นที่นั้นด้วยเฮลิคอปเตอร์ ทำให้ชนเผ่าบันวาออนเข้าถึงสิ่งที่จำเป็น ความช่วยเหลือสำคัญทางการแพทย์ และได้รับรู้ถึงโลกภายนอกมากขึ้น และยังได้นำพวกเขาให้รู้จักกับพระเยซู เดี๋ยวนี้แทนที่จะร้องเพลงให้กับวิญญาณต่างๆ พวกเขาร้องบทสวดตามประเพณีของชนเผ่าด้วยคำร้องใหม่ที่สรรเสริญพระเจ้าผู้เที่ยงแท้พระองค์เดียว พันธกิจการบินได้สถาปนาการเชื่อมโยงที่สำคัญนี้ก่อนพระเยซูเสด็จกลับไปหาพระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ พระองค์ตรัสสั่งเหล่าสาวกว่า “เจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์” (มธ.28:19) พระดำรัสสั่งนั้นยังคงอยู่

กลุ่มคนที่ไม่มีใครเข้าถึงนั้นไม่ได้ถูกจำกัดเพียงผู้ที่อยู่ในพื้นที่ลึกลับห่างไกลที่เราไม่เคยรู้จัก บ่อยครั้งพวกเขาอยู่ท่ามกลางพวกเรา การเข้าถึงชนเผ่าบันวาออนต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์และทรัพยากรมากมาย และสิ่งนั้นกระตุ้นเราให้หาหนทางที่สร้างสรรค์ที่จะก้าวข้ามอุปสรรคในชุมชนของเรา นั่นอาจรวมถึงกลุ่มที่ “ไม่สามารถเข้าถึงได้” ที่คุณไม่เคยนึกถึง ซึ่งอาจเป็นบางคนในละแวกบ้านคุณ พระเจ้าทรงใช้คุณให้เข้าถึงผู้อื่นเพื่อพระเยซูอย่างไร

ทำให้ฤดูกาลกลับคืนมา

ไลซ่าต้องการหาวิธีทำให้ฤดูกาลกลับคืนมา ของตกแต่งมากมายสำหรับฤดูใบไม้ร่วงที่เธอเห็นดูเหมือนเพื่อเฉลิมฉลองความตาย บางอันดูน่าสยดสยองและน่ากลัว

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะต่อต้านความมืดด้วยวิธีง่ายๆ ไลซ่าเริ่มด้วยการเขียนสิ่งที่เธอรู้สึกขอบพระคุณลงบนฟักทองลูกใหญ่ “แสงสว่าง” เป็นสิ่งแรก ในไม่ช้าผู้มาเยือนก็ทยอยเติมสิ่งอื่นๆเพิ่มเข้าไป บางสิ่งดูแปลกประหลาดเช่น “เส้นขยุกขยิก” สิ่งอื่นๆดูเป็นการเป็นงานเช่น “บ้านที่อบอุ่น” “รถที่ใช้งานได้” แต่ยังมีสิ่งอื่นอีกที่ทำให้เจ็บปวด เช่น ชื่อของคนที่เรารักที่ตายจากไป คำขอบพระคุณนั้นเริ่มเชื่อมต่อยาวเป็นลูกโซ่จนพันรอบฟักทองนั้น

พระธรรมสดุดีบทที่ 104 เสนอคำอธิษฐานเพื่อการสรรเสริญพระเจ้าสำหรับสิ่งต่างๆที่เรามักมองข้าม “พระองค์ทรงกระทำให้น้ำพุพลุ่งขึ้นมาในหุบเขา น้ำนั้นก็ไหลไประหว่างเขา” (ข้อ 10) ผู้ประพันธ์ร้อง “พระองค์ทรงให้หญ้างอกมาเพื่อสัตว์เลี้ยง และผักให้มนุษย์ได้ดูแล” (ข้อ 14) แม้ยามค่ำคืนก็ดีและเหมาะสม “พระองค์ทรงให้เกิดความมืดและเป็นกลางคืน เป็นสัตว์ของป่าไม้คลานออกมา” (ข้อ 20) แต่แล้ว “เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น...มนุษย์ก็ออกไปทำงานของเขา ไปทำภารกิจของเขาจนเวลาเย็น” (ข้อ 22-23) ทั้งหมดนี้ผู้เขียนสดุดีสรุปว่า “ข้ามีชีวิตอยู่ตราบใด ข้าจะร้องเพลงสดุดีถวายพระเจ้าของข้า” (ข้อ 33)

ในโลกที่ไม่รู้วิธีรับมือกับความตายนี้ แม้เพียงคำสรรเสริญที่เล็กน้อยที่สุดแด่พระผู้สร้างของเราก็สามารถกลายเป็นความหวังที่เปล่งประกายเจิดจ้า

ถ้อยคำที่คงอยู่ตลอดไป

ในต้นศตวรรษที่ 19 โธมัส คาร์ไลล์ได้มอบต้นฉบับให้กับนักปรัชญาจอห์น สจ๊วต มิลล์ได้ตรวจสอบ แต่ไม่ทราบว่าด้วยอุบัติเหตุหรือความตั้งใจ ต้นฉบับนั้นตกไปในกองไฟ นั่นเป็นฉบับเดียวที่คาร์ไลล์มี แต่เขาก็ไม่ท้อใจตั้งหน้าตั้งตาเขียนบทต่างๆในหนังสือที่เสียหายไปขึ้นมาอีกครั้ง เปลวไฟแค่นั้นไม่สามารถหยุดเรื่องราวที่ยังอยู่ในความคิดของเขาได้ จากการสูญเสียครั้งใหญ่นั้น คาร์ไลล์ได้ผลิตผลงานอันเป็นที่น่าจดจำชื่อว่า ปฏิวัติฝรั่งเศส

ยุคสุดท้ายของอาณาจักรยูดาห์ที่เสื่อมโทรมในอดีต พระเจ้าได้บอกผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ว่า “จงเอาหนังสือม้วนม้วนหนึ่ง และเขียนถ้อยคำนี้ทั้งสิ้นลงไว้ เป็นคำที่เราได้พูดกับเจ้า” (ยรม.36:2) ข้อความนั้นเปิดเผยถึงหัวใจอันอ่อนโยนของพระเจ้า ที่เรียกให้คนของพระองค์กลับใจใหม่เพื่อจะไม่ถูกการโจมตี (ข้อ 3)

เยเรมีย์ทำตามที่พระเจ้าบอก ม้วนหนังสือนั้นถูกส่งไปทันทีถึงเยโฮยาคิม กษัตริย์ยูดาห์ ผู้ซึ่งจงใจตัดม้วนหนังสือนั้นและโยนเข้าไปในไฟ (ข้อ 23-25) การที่กษัตริย์เผาม้วนหนังสือนั้นกลับทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก พระเจ้าบอกเยเรมีย์ให้เขียนม้วนหนังสืออีกอันหนึ่งด้วยข้อความเดิม พระเจ้าตรัสว่า “เยโฮยาคิมจะไม่มีบุตรที่จะประทับบนพระที่นั่งของดาวิด และศพของท่านจะถูกทิ้งไว้ให้ตากแดดกลางวันและตากน้ำค้างแข็งเวลากลางคืน” (ข้อ 30)

เป็นไปได้ที่จะเผาพระคำของพระเจ้าด้วยการโยนหนังสือลงในกองไฟ แต่ไม่มีประโยชน์เลยที่จะทำแบบนั้น เพราะพระวาทะผู้ทรงอยู่เบื้องหลังถ้อยคำของพระเจ้าจะคงอยู่ตลอดไป

การหนีของอีคาโบด

ในตำนานแห่งสลีปปี้ ฮอลโล วอชิงตัน เออร์วิงเล่าถึงอีคาโบด เครน ครูผู้หมายปองสาวสวยชื่อคาทริน่า กุญแจของเรื่องคือชายขี่ม้าไร้หัวที่ไล่ล่าคนตามชนบทในยุคอาณานิคม คืนหนึ่งอีคาโบดเผชิญหน้ากับปีศาจบนหลังม้าและหนีไปด้วยความกลัว “ชายขี่ม้า” นี้แท้จริงแล้วคือคู่แข่งที่หมายปองคาทริน่าเช่นกัน ซึ่งภายหลังได้แต่งงานกับเธอ

อีคาโบดเป็นชื่อที่พบครั้งแรกในพระคัมภีร์และมีเบื้องหลังที่น่าเศร้าเช่นกัน ขณะทำสงครามกับคนฟีลิสเตีย อิสราเอลหามหีบแห่งพระเจ้าเข้าไปในสนามรบ พวกเขาคิดผิด อิสราเอลพ่ายแพ้และหีบแห่งพระเจ้าถูกยึดไป โฮฟนีและฟีเนหัสบุตรสองคนของเอลีมหาปุโรหิตก็ถูกฆ่าตาย (1 ซมอ.4:17) เอลีเองก็สิ้นชีวิต (ข้อ 18) เมื่อภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ของฟีเนหัสรู้ข่าว นางก็ “คลอดบุตรเพราะความเจ็บปวดบังเกิดขึ้นแก่นาง” (ข้อ 19) ก่อนสิ้นใจนางตั้งชื่อลูกว่า อีคาโบด แปลว่า “พระสิริได้พรากไปจากอิสราเอลแล้ว” (ข้อ 22)

ขอบคุณพระเจ้า พระองค์ทรงเปิดเผยเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก พระสิริของพระเจ้าจะปรากฏในพระเยซูผู้ตรัสถึงสาวกของพระองค์ว่า “เกียรติซึ่งพระองค์ (พระบิดา) ได้ประทานแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ได้มอบให้แก่เขา” (ยน. 17:22)

ทุกวันนี้ไม่มีใครรู้ว่าหีบแห่งพระเจ้าอยู่ที่ไหน แต่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ อีคาโบดได้หนีไปแล้ว และพระเจ้าได้ทรงประทานพระสิริของพระองค์แก่เราผ่านทางพระเยซู!

นอกค่าย

วันศุกร์เป็นวันที่มีตลาดนัดในเมืองชนบทของประเทศกานาที่ผมเติบโตมา หลังจากหลายปีผ่านไปผมยังจำแม่ค้าคนหนึ่งได้ นิ้วมือและนิ้วเท้าของเธอกุดไปเพราะโรคเรื้อน เธอหมอบอยู่ที่เสื่อและตักสินค้าของเธอด้วยกระบวยที่ทำจากบวบ บางคนหลบเลี่ยงเธอ แม่ของผมตั้งใจซื้อของจากเธอเป็นประจำ ผมเห็นเธอแค่ในวันที่มีตลาดนัด แล้วเธอก็จะหายออกไปนอกเมือง

ในยุคอิสราเอลโบราณ โรคต่างๆที่เป็นเหมือนโรคเรื้อนนั้นหมายถึงการใช้ชีวิต “ภายนอกค่าย” เป็นชีวิตที่โดดเดี่ยวสิ้นหวัง กฎบัญญัติของอิสราเอลกล่าวถึงคนเหล่านี้ว่า “เขาจะต้องอยู่แต่ลำพัง” (ลนต.13:46) ภายนอกค่ายยังเป็นที่เผาซากวัวซึ่งถวายเป็นเครื่องบูชาด้วย (4:12) ภายนอกค่ายไม่ใช่สถานที่ที่คุณอยากจะอยู่

ความจริงที่โหดร้ายนี้ทำให้คำกล่าวถึงพระเยซูในฮีบรู 13 น่าสนใจมากยิ่งขึ้น “ให้เราทั้งหลายออกไปหาพระองค์ภายนอกค่ายนั้นและยอมรับคำดูหมิ่นเหยียดหยามเพื่อพระองค์” (ข้อ 13) พระเยซูทรงถูกตรึงกางเขนที่นอกประตูเมืองเยรูซาเล็ม นี่เป็นประเด็นสำคัญเมื่อเราศึกษาเรื่องระเบียบในการถวายเครื่องบูชาของฮีบรู

เราอยากเป็นที่ชื่นชอบ ได้รับการเคารพ มีชีวิตที่สะดวกสบาย แต่พระเจ้าทรงเรียกให้เรา “ออกไปนอกค่าย” ซึ่งเป็นที่แห่งความอดสู ที่นั่นเราจะพบแม่ค้าที่เป็นโรคเรื้อน ที่นั่นเราจะพบผู้คนที่โลกไม่ยอมรับ และที่นั่นเราจะได้พบพระเยซู

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา