ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Tim Gustafson

เรามีชีวิตอยู่ตลอดไปได้หรือไม่

การเข้าไปดูข่าวในโลกออนไลน์ในส่วนที่มีการแสดงความคิดเห็นนั้นมีความเสี่ยง เสี่ยงแต่ก็น่าสนใจ ผู้อ่านคนหนึ่งแสดงความเห็นเกี่ยวกับการสัมภาษณ์เศรษฐีที่มุ่งมั่นจะมีชีวิตอยู่ตลอดไป โดยโพสต์ข้อความจากมัทธิว 16:25 ว่า “‘เพราะว่าผู้ใดใคร่จะเอาชีวิตรอด ผู้นั้นจะเสียชีวิต แต่ผู้ใดจะเสียชีวิตเพราะเห็นแก่เรา ผู้นั้นจะได้ชีวิตรอด’-พระเยซู” ผู้อ่านอีกคนตอบกลับความเห็นนี้ว่า “มีหนังสือเล่มหนึ่งเขียนเรื่องพระองค์ไม่ใช่หรือ” ผู้อ่านคนที่สามตอบว่า “ใช่ เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น”

มักจะมีคนที่ล้อเลียนความเชื่อในพระเยซูอยู่เสมอ เมื่ออัครทูตเปาโลยืนขึ้นกลางสภาชุมชนแห่งหนึ่ง เพื่อบอกเล่าเรื่องของพระคริสต์ให้ชาวเอเธนส์จำนวนมากฟัง ผลลัพธ์ที่ได้ก็มีปะปนกัน “ครั้นคนทั้งหลายได้ยินถึงเรื่องการซึ่งเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว บางคนก็เยาะเย้ย” (กจ.17:32) แต่บางคนว่า “ข้าพเจ้าจะคอยฟังท่านกล่าวเรื่องนี้อีกต่อไป” (ข้อ 32) และบางคนก็เชื่อ (ข้อ 34)

การที่คนอื่นจะตอบสนองต่อความจริงในพระคัมภีร์อย่างไรก็เป็นเรื่องระหว่างพวกเขากับพระเจ้า แต่การอ้างว่าเรามีชีวิตอยู่ได้ตลอดไปในโลกนี้นั้นเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ร่างกายของเราถูกกำหนดให้ตาย แต่ในทางตรงข้าม พระคัมภีร์บอกเราถึงผู้ซึ่งเป็น “ทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต” (ยน.14:6) เช่นเดียวกับเปาโล หน้าที่ของเราคือการแบ่งปันกับทุกคนที่รับฟังว่าพระองค์ผู้นี้ทรงทำอะไรเพื่อเรา และเราไว้วางใจในพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้ทรงทำส่วนที่เหลือได้

รู้จักและรักผู้อื่น

ฮิปโปเครตีส (ราว 460-375 ปี ก่อนคริสตกาล) ได้ทำให้การรักษาโรคหลุดพ้นออกจากความเชื่องมงายมาสู่การตรวจสอบและการสังเกตอาการ แต่เขาไม่ได้ละเลยความเป็นมนุษย์ของผู้ป่วย “การรู้ว่าโรคเกิดขึ้นกับใครนั้นสำคัญยิ่งกว่าการรู้ว่าคนคนนั้นป่วยเป็นโรคอะไร” เขากล่าว

อัครทูตเปาโลดูแลคริสตจักรที่มีปัญหามากมาย แต่ท่านมองเห็นความเป็นมนุษย์ของสมาชิกแต่ละคน รวมถึงชายคนที่ทำบาปที่ “​การ​ผิด​นั้น​ถึงแม้​ใน​พวก​ต่างชาติ​ก็​ไม่​มี​เลย” (1 คร.5:1) เปาโลจัดการกับ “โรค” นี้อย่างเด็ดขาดและชายคนนั้นก็กลับใจ บัดนี้ขณะที่ท่านเขียนจดหมายอีกฉบับไปถึงคริสตจักรในเมืองโครินธ์ เปาโลมีคำสั่งที่หนักแน่นสำหรับพวกเขาทุกคน ท่านรู้ว่าบาปของชายคนนี้ส่งผลกระทบต่อทุกคน เพราะชายผู้นั้น “ทำ​ให้​พวก​ท่าน​เป็น​ทุกข์​บ้าง​ด้วย” (2 คร.2:5) แต่เพราะชายคนนั้นได้หันหลังให้กับบาปของเขาแล้ว เปาโลจึงวิงวอนให้พวกเขา “​ยืนยัน​ความ​รัก​ต่อ​คน​นั้น​ใหม่​” (ข้อ 8)

แรงจูงใจของเปาโลนั้นชัดเจน “​ข้าพเจ้า​เขียน​หนังสือ​ถึง​ท่าน เพราะ​ข้าพเจ้า​มี​ความ​ทุกข์​ระทม​ใจ​มาก​และ​น้ำตา​ไหล มิใช่​เพื่อ​จะ​ทำ​ให้​ท่าน​เป็น​ทุกข์ แต่​เพื่อ​จะ​ให้​ท่าน​รู้จัก​ความ​รัก​อย่าง​มาก​มาย ซึ่ง​ข้าพเจ้า​มี​ต่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย” (ข้อ 4) เปาโลรู้จักคนเหล่านั้นทุกคน และรักพวกเขา

ความบาปส่งผลต่อเราทุกคน แต่เบื้องหลังของบาปเหล่านั้นก็คือมนุษย์ เมื่อมีคนทำผิดต่อเรา การกลับไปคืนดีอาจเป็นเรื่องยาก แต่นั่นเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกให้เราทำ จงทำความรู้จักบุคคลนั้น แล้วจงรักพวกเขาด้วยกำลังที่มาจากพระคริสต์

ภาพบนกำแพง

นักข่าวเซบาสเตียน ยังเกอร์ สมัยที่ยังหนุ่มเขาได้เดินทางท่องไปทั่วสหรัฐอเมริกาและเขียนถึงเรื่องนี้ไว้ วันหนึ่งในช่วงทศวรรษ 1980 เขาเข้าไปในห้องน้ำที่หมู่เกาะฟลอริดาคีย์และพบข้อความที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังขีดเขียนไว้บนผนัง ซึ่งส่วนใหญ่มุ่งเป้าไปที่ผู้อพยพชาวคิวบา แต่มีข้อความหนึ่งที่โดดเด่นซึ่งดูเหมือนจะเขียนโดยชาวคิวบา ข้อความนั้นบอกว่า “ขอบคุณพระเจ้าที่คนอื่นๆที่เหลือในประเทศนี้อบอุ่นและเอาใจใส่ และต้อนรับฉันในปี 1962” ยังเกอร์ตั้งข้อสังเกตว่า “สิ่งที่เลวร้ายที่สุดเกี่ยวกับอเมริการวมถึงสิ่งที่ดีที่สุดต่างก็อยู่บนผนังห้องน้ำชาย”

เราจะตอบสนองต่อถ้อยคำที่เป็นพิษทำร้ายจิตใจซึ่งมักพบเจอบ่อยๆได้อย่างไร พระธรรมสุภาษิตให้คำแนะนำที่ดีเอาไว้ ซาโลมอนซึ่งเป็นผู้รวบรวมพระธรรมนี้ได้ใช้ภาพเปรียบเทียบที่คล้ายกันนี้ในการอธิบายบทที่ 15 ว่า “ปาก​ของ​คน​โง่​เท​ความ​โง่​ออกมา” (ข้อ 2) และ “ปาก​ของ​คน​ชั่ว​ร้าย​เท​สิ่ง​ชั่ว​ร้าย​ออก” (ข้อ 28) อย่างไรก็ตามพระธรรมบทนี้ได้เริ่มต้นด้วยยาถอนพิษนี้ว่า “คำตอบ​อ่อนหวาน​ช่วย​ละลาย​ความ​โกรธ​เกรี้ยว​ให้​หายไป” (ข้อ 1) และซาโลมอนกล่าวอีกว่า “ลิ้น​ที่​สุภาพ​เป็น​ต้นไม้​แห่ง​ชีวิต” (ข้อ 4) สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญเสมอคือการตอบสนองอย่างอดทน “ใจ​ของ​คน​ชอบธรรม​รำพึง​ว่า​จะ​ตอบ​อย่างไร” (ข้อ 28)

พระเจ้าจะทรงใช้คำพูดของเราอย่างไรเมื่อเราขอให้พระองค์ช่วยชั่งน้ำหนักคำพูดเหล่านั้นก่อนที่ปากกา แป้นพิมพ์หรือปากของเราจะพ่นพิษและคำหยาบคายใส่เพื่อนมนุษย์ ดังที่สุภาษิตกล่าวว่า “คำ​เดียว​ที่​ถูก​กา​ละ​ก็​ดี​จริงๆ” (ข้อ 23)

ความทรงจำเหมือนแสงแฟลช

ช่วงต้นฤดูหนาวในปีค.ศ. 1941 การนมัสการวันอาทิตย์เพิ่งจบลง พ่อของผมและพี่น้องของพ่อเดินกลับบ้านที่อยู่ไม่ไกลออกไป ในขณะที่คุณปู่ยังอ้อยอิ่งอยู่ที่โบสถ์เล็กๆทางตอนเหนือของประเทศ เมื่อปู่เดินขึ้นเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะกลับมายังบ้านไร่ ปู่ร้องไห้เพราะเพิ่งจะรู้ว่าอ่าวเพิร์ลฮาร์เบอร์ถูกระเบิด ลูกๆของปู่ซึ่งรวมถึงพ่อผมด้วยนั้นจะต้องไปรบ พ่อจำช่วงเวลานั้นได้เป็นอย่างดี

นักวิจัยเรียกเหตุการณ์ในลักษณะนี้ว่า “ความทรงจำเหมือนแสงแฟลช(ความทรงจำที่ชัดเจน)” เหตุการณ์เหล่านั้นฝังอยู่ในความทรงจำของเรา ลองนึกถึงเหตุการณ์วันที่ 11 กันยายน หรือวันที่คุณสูญเสียคนใกล้ชิดไป และลองคิดถึงประสบการณ์ที่มีความสุขที่สุดของคุณ

ลองจินตนาการถึงความทรงจำเหมือนแสงแฟลชสาวกพระเยซูดู พวกเขาได้เห็นการอัศจรรย์ครั้งแล้วครั้งเล่า ทันใดนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ พระบุตรของพระเจ้าถูกจับและถูกตรึงกางเขน แต่หลังจากนั้นทรงฟื้นคืนพระชนม์! มารีย์ชาวมักดาลารีบไปบอกพวกสาวก “ข้าพเจ้าได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว” (ยน.20:18) แต่สาวกยังหลบซ่อนด้วยความกลัว พวกเขาไม่เชื่อข่าวที่ได้ยิน (ลก.24:11) จนกระทั่ง “พระเยซูได้เสด็จเข้ามาประทับยืนอยู่ท่ามกลางเขา” (ยน.20:19) และ “เมื่อพวกสาวกเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้วก็มีความยินดี” (ข้อ 20)

ยอห์นบันทึกเหตุการณ์เหล่านั้นว่า “แต่การที่ได้บันทึกเหตุการณ์เหล่านี้ไว้ ก็เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เชื่อว่า พระเยซูทรงเป็นพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า และเมื่อมีความเชื่อแล้ว ท่านก็จะมีชีวิตโดยพระนามของพระองค์” (ข้อ 31) “ความทรงจำเหมือนแสงแฟลช” ที่มาพร้อมกับความยิ่งใหญ่นิรันดร์

คำอธิษฐานของผู้สิ้นหวัง

ชาร์ลส์จมอยู่กับภาวะซึมเศร้า แม้ครอบครัวจะรักเขาแต่เขากลับรู้สึกโดดเดี่ยว “แรงกดดันมหาศาลที่ต้องเลี้ยงดูพวกเขายังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ” เขากล่าว “และผมรู้สึกอยากฆ่าตัวตาย” ที่น่าประหลาดใจ (หรืออาจจะไม่)คือชาร์ลส์ มอร์ริสเป็นผู้นำพันธกิจคริสเตียนด้วย

เพื่อนที่มีสติปัญญาคนหนึ่งบอกเขาว่าเมื่อเผชิญกับภาวะซึมเศร้า “เราควรใช้เวลาใคร่ครวญพระธรรมสดุดี” ชาร์ลส์ผ่านพ้นความสิ้นหวังที่จมดิ่งได้ด้วยการอ่านข้อพระคัมภีร์ที่เกี่ยวข้อง ยอมรับการรักษาพยาบาลที่เหมาะสม และเทใจของเขาออกต่อพระเจ้า

พระธรรมสดุดีมักมีลักษณะตรงไปตรงมาไม่รักษาน้ำใจ ​เฮ​มานจากตระกูล​เอศ​ราคเขียนสดุดีที่ขมขื่นที่สุดบทหนึ่ง มีการพูดถึงความหวังเฉพาะในบรรทัดแรกเท่านั้น คือ “ข้า​แต่​พระ​เจ้า ​พระ​เจ้า​แห่ง​ความ​รอด​ของ​ข้า​พระ​องค์” (88:1) เฮมานดูเหมือนจะกล่าวโทษพระเจ้าว่า “พระ​องค์​ทรง​ใส่​ข้า​พระ​องค์​ไว้​ใน​ส่วน​ลึก​ของ​ปาก​แดน​ผู้ตาย” (ข้อ 6) “พระ​องค์​ทรง​ทับ​ถม​ข้า​พระ​องค์​” (ข้อ 7) และเขามีคำถามว่า “ข้า​แต่​พระ​เจ้า ไฉน​พระ​องค์​ทรง​เหวี่ยง​ข้า​พระ​องค์​ออกไป​เสีย ไฉน​พระ​องค์​ทรง​ซ่อน​พระ​พักตร์​เสีย​จาก​ข้า​พระ​องค์” (ข้อ 14) พระธรรมสดุดีส่วนใหญ่มักจบลงด้วยถ้อยคำแห่งความหวังแต่ไม่ใช่ในบทนี้ เฮมานสรุปว่า “พวก​เพื่อน​ของ​ข้า​พระ​องค์​อยู่​ใน​ความ​มืด” (ข้อ 18) นี่คือคำอธิษฐานของชายผู้สิ้นหวังอย่างแท้จริง แต่เฮมานได้ระบายความเจ็บปวดทั้งหมดของเขาไปที่พระเจ้า

เมื่อเราอ่านพระธรรมสดุดีเช่นบทนี้ เราจะรู้ว่าเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว มีคนอื่นที่เคยประสบกับความรู้สึกสิ้นหวังและกล้าที่จะพูดมันออกมา พระเจ้าทรงรับฟังความจริงใจที่ตรงไปตรงมาจากเฮมานได้ พระองค์ก็รับฟังจากคุณได้เช่นกัน พระองค์ทรงอยู่ที่นั่นและทรงกำลังฟังอยู่

ปรารถนาความชื่นชมยินดี

บรอนนี่ แวร์ เขียนบล็อกของเธอเรื่อง “ความเสียใจของคนที่กำลังจะตาย” จากสิ่งที่เธอได้ยินขณะเป็นพยาบาลดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ส่วนหนึ่งของคำพูดนั้นคือ “ฉันนึกหวังให้ตัวเองไม่ทำงานหนักขนาดนั้น” และ “ฉันน่าจะติดต่อกับเพื่อนๆ” ประโยคที่น่าสนใจที่สุดคงจะเป็น “ฉันน่าจะยอมให้ตัวเองมีความสุขมากกว่านี้”

“การที่เราเผชิญหน้ากับความตายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นั้นเป็นเครื่องมืออันยอดเยี่ยมในการมีชีวิตที่เปี่ยมด้วยความสุข” แวร์เขียน นี่เป็นคำแนะนำที่ดี แต่แหล่งแห่งความสุขนั้นมาจากไหน เราจะพบความหมายสูงสุดได้จากที่ใด

เมื่อตอนยังหนุ่ม ยอห์นมีมุมมองเรื่องเป้าหมายชีวิตที่ผิดเพี้ยนไป ท่านและพี่ชายทูลขอพระเยซูว่า “เมื่อพระองค์จะทรงพระสิรินั้น ขอให้ข้าพระองค์นั่งที่เบื้องขวาพระหัตถ์คนหนึ่ง เบื้องซ้ายคนหนึ่ง” (มก.10:37) คำขอของพวกเขาทำให้เกิดความขัดแย้งในหมู่สาวก (ข้อ 41) หลายสิบปีต่อมายอห์นมีมุมมองที่ต่างไปอย่างสิ้นเชิง ท่านเห็นความรักและชุมชนในพระเยซู ท่านเห็นว่าชีวิต การสิ้นพระชนม์ และการฟื้นพระชนม์ของพระเยซูเป็นรากฐานของทุกสิ่ง “เราประกาศชีวิตนิรันดร์นั้นแก่ท่านทั้งหลาย” ท่านเขียน (1ยน.1:2) ยอห์นบอกถึงเรื่องของพระเยซูเพื่อว่า “ท่านทั้งหลายจะได้ร่วมสามัคคีธรรมกับเรา” (ข้อ 3) และ “ร่วมสามัคคีกับพระบิดา และกับพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ และเราเขียนข้อความเหล่านี้ เพื่อความปลาบปลื้มยินดีของเราจะได้เต็มเปี่ยม” (ข้อ 3-4)

ชีวิตอาจนำความเสียใจมาให้ แต่พระเยซูทรงเชื้อเชิญให้เราเปลี่ยนความเสียใจเป็นความชื่นชมยินดีอันสมบูรณ์ ที่พระองค์เท่านั้นประทานให้ได้

เมื่อชีวิตไม่ยุติธรรม

ในนวนิยายคลาสสิกของชาร์ลส์ ดิ๊กเกนส์เรื่องโอลิเวอร์ ทวิสต์ นั้น โอลิเวอร์ผู้อ่อนแอเกิดมาในสถานสงเคราะห์คนยากไร้ที่ขึ้นชื่อในเรื่องการหาประโยชน์จากคนยากจน เด็กชายกำพร้าตั้งแต่เกิด และสุดท้ายเขาหนีออกจากสถานสงเคราะห์เพราะถูกทารุณ จากการ “พลิกผัน” อันน่าทึ่ง เขาพบว่าตัวเองคือผู้สืบทอดมรดกจำนวนมหาศาล ดิ๊กเกนส์ผู้ซึ่งชอบเขียนเรื่องที่จบอย่างมีความสุข ได้ทำให้ทุกคนที่ทำร้ายโอลิเวอร์ตลอดหลายปีที่ผ่านมานั้นรับการลงโทษอย่างยุติธรรมหรือไม่ก็กลับใจ ผู้ที่บังคับกดขี่เขาได้รับสิ่งที่สมควรได้รับ ในขณะที่โอลิเวอร์ “ได้รับมรดกที่ดิน” หากชีวิตมาพร้อมกับตอนจบที่สวยงามเหมือนที่เขียนไว้ในนวนิยายของดิ๊กเกนส์ก็คงจะดี

ในพระคัมภีร์ เราได้อ่านเนื้อร้องของบทเพลงโดยชายผู้หนึ่งที่รอคอยวันที่คนทำชั่วจะถูกตัดออกไป และบรรดาผู้ที่รอคอยพระเจ้าจะ “ได้แผ่นดินตกไปเป็นมรดก”(สดด.37:9) แม้ท่านเป็นผู้ประสบกับความชั่วร้ายโดยตรง แต่ดาวิดผู้เขียนบทกลอนนี้ได้เตือนให้มีความอดทนว่า “จงสงบอยู่ต่อพระเจ้า และเพียรรอคอยพระองค์อยู่ อย่าให้ใจของท่านเดือดร้อนเพราะเหตุผู้ที่เจริญตามทางของเขา หรือเพราะเหตุผู้ที่กระทำตามอุบายชั่ว” (ข้อ 7) และกล่าวต่อว่า “คนที่กระทำชั่วจะถูกตัดออกไป แต่บรรดาผู้ที่รอคอยพระเจ้าจะได้แผ่นดินตกไปเป็นมรดก” (ข้อ 9) แม้จะเห็นวิธีการที่ “คนอธรรมชักดาบ” เพื่อ “เอาคนจนและคนขัดสนลง” (ข้อ 14) แต่ดาวิดก็วางใจพระเจ้าว่าพระองค์จะทรงแก้ไขทุกอย่างให้ถูกต้อง (ข้อ 15)

ชีวิตนั้นไม่ง่ายและมักจะไม่ยุติธรรม แต่เราได้ยินคำตรัสของพระเยซูซึ่งเป็นเสียงสะท้อนจากสดุดี 37 ว่า “บุคคลผู้ใดมีใจอ่อนโยน ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าเขาจะได้รับแผ่นดินโลกเป็นมรดก” (มัทธิว 5:5)

มองเห็นและรับใช้

“ในชีวิตเราบางครั้งเราก็เห็นสิ่งที่เราไม่อาจมองข้ามได้” อเล็กซานเดอร์ แม็กลีนบอกกับผู้สัมภาษณ์ในรายการซิกตี้มินิท เมื่ออายุสิบแปดปีชาวเมืองลอนดอนใต้คนนี้เดินทางไปยูกันดาเพื่อช่วยงานในเรือนจำและบ้านพักผู้ป่วยระยะสุดท้าย ที่นั่นเขาได้เห็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้ คือชายชราคนหนึ่งที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้นอนอยู่ข้างห้องน้ำ แม็กลีนดูแลเขาอยู่ห้าวันและชายคนนั้นก็เสียชีวิต ประสบการณ์นั้นจุดประกายภาระใจให้แม็กลีน เขาเรียนจนได้ปริญญาด้านกฎหมายและกลับไปที่แอฟริกาเพื่อช่วยคนที่ถูกละเลย ในที่สุดเขาก่อตั้งองค์กรชื่อ ผู้ปกป้องความยุติธรรม ที่ช่วยเป็นทนายให้กับนักโทษ

หลายคนมีชีวิตในสภาวะที่เราไม่อาจ “มองข้าม” ได้หากเราได้เห็นพวกเขาแล้ว แต่เรามองไม่เห็นพวกเขา ในบทเพลงคร่ำครวญถึงบ้านเกิดที่ถูกทำลาย ผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ระบายความรู้สึกของการถูกมองข้าม “ดูก่อน ท่านทั้งหลายที่เดินผ่านไป ท่านไม่เกิดความรู้สึกอะไรบ้างหรือ นี่แน่ะ จงดูซิว่ามีความทุกข์อันใดบ้างไหมที่เหมือนความทุกข์ที่มาสู่ข้าพเจ้า” (พคค.1:12)

หัวใจของเยเรมีย์ไม่เพียงเจ็บปวดเพื่อตัวเองเท่านั้นแต่เพื่อทุกคนที่ถูกกดขี่ด้วย “การเหยียบย่ำนักโทษทั้งปวงในดินแดน การตัดสิทธิ์ผู้หนึ่งผู้ใด...องค์พระผู้เป็นเจ้าจะไม่ทรงเห็นสิ่งเหล่านี้หรือ” ท่านถามขึ้น (3:34-36TNCV) แต่ท่านยังมองเห็นความหวัง “ด้วยว่าพระเจ้าจะไม่ทรงละทิ้งเป็นนิตย์ดอก” ท่านกล่าว “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ได้ทรงเข้ากับคดีของข้าพระองค์แล้ว พระองค์ทรงไถ่ชีวิตข้าพระองค์” (ข้อ 31,58)

มีสิ่งที่ “ถูกมองข้าม” อยู่รอบตัวเรา พระเจ้าผู้ทรงไถ่ชีวิตเรา ทรงเรียกให้เรามองเห็นและรับใช้พวกเขาขณะที่พระองค์ประทานความสามารถแก่เรา

ตื่นตระหนกอยู่ในถ้ำ

มีเด็กหนุ่มวัยรุ่นสามคนที่ต่อมอะดรีนาลีนกำลังพลุ่งพล่านถูกนำมาปล่อยในระบบใต้ดินขนาดใหญ่ซึ่งเชื่อมต่อกับถ้ำของช้างแมมมอธ โดยมีลุงแฟรงค์นักสำรวจถ้ำผู้มากด้วยประสบการณ์และคุ้นเคยกับส่วนต่างๆของถ้ำเป็นอย่างดี ไปกับพวกเขาด้วย เขารู้จุดที่ถูกนำมาหย่อนและจุดที่อันตราย และจะคอยเรียกเด็กทั้งสามคนตลอดเวลาว่า “เด็กๆตามฉันมาทางนี้!” กระนั้นเด็กหนุ่มยิ่งเดินห่างออกไปเรื่อยๆ

ลุงแฟรงค์หรี่ไฟที่อยู่บนศีรษะลงและตัดสินใจที่จะเงียบ ในไม่ช้าเด็กๆก็ตระหนักว่าพวกเขาพลัดหลงกับคนนำทางแน่แล้ว พวกเขาตะโกนเรียกชื่อลุงแฟรงค์ด้วยความตื่นตระหนก ไม่มีเสียงตอบ ในที่สุดพวกเขาก็มองเห็นแสงไฟบนศีรษะของลุงที่กะพริบอยู่แต่ไกล พวกเขารู้สึกโล่งอกและสงบลงทันที! ตอนนี้พวกเขาพร้อมแล้วที่จะเดินตามคนนำทาง

เรื่องที่เกิดขึ้นจริงนี้เปรียบได้กับวิธีที่เราปฏิบัติต่อของประทานแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ เส้นทางที่วกวนลวงเราให้ออกห่างจากเสียงเรียกให้ติดตามพระองค์ผู้ที่ตรัสว่า “จงตามเรามา” (มธ.16:24) เสียงนั้นมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้สถิตอยู่ในบุตรแต่ละคนของพระเจ้า (กจ.2:38-39)

พระวิญญาณของพระเจ้าจะไม่มีวันทอดทิ้งเรา แต่เราอาจเพิกเฉยต่อพระองค์ เปาโลเตือนว่า “อย่าดับพระวิญญาณ” (1ธส.5:19) แต่ “จงชื่นบานอยู่เสมอ จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ” และ “ขอบพระคุณในทุกกรณี” (ข้อ 16-18) โดยการทำเช่นนั้น เราจะอยู่ใกล้กับผู้นำทางของเราคือ “พระเจ้าแห่งสันติสุข” ผู้ทรงทำให้เรา “หมดจด” (ข้อ 23) ไม่ใช่ตัวเราทำเอง แต่เป็นการงานของพระองค์ ดังที่เปาโลย้ำเตือนว่า “พระองค์ผู้ทรงเรียกท่านนั้นสัตย์ซื่อ และพระองค์จะทรงทำให้สำเร็จ” (ข้อ 24)

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา