อ้อมแขนของพ่อที่เปิดกว้าง
หัวใจที่เปี่ยมด้วยความเมตตาของแมรี่ สเลสเซอร์ ทำให้เธอเปิดอ้อมแขนต้อนรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ มิชชันนารีชาวสก็อตผู้นี้เกิดในปี ค.ศ. 1848 และรับใช้ท่ามกลางชาวโอโคยองในดินแดนอันห่างไกล ความเชื่อถือโชคลางทำให้ผู้คนในภูมิภาคนั้นเชื่อว่าเมื่อมีฝาแฝดเกิดมา คนหนึ่งจะเป็นคนดี อีกคนหนึ่งจะเป็นลูกของปีศาจ นี่มักทำให้ฝาแฝดทั้งสองต้องตายโดยถูกทิ้งให้อดอยากหรือตกอยู่ในอันตรายอื่นๆ ด้วยความรักที่เปี่ยมล้นของพระเจ้า แมรี่ได้ช่วยชีวิตเด็กหลายร้อยคนที่ตกอยู่ในอันตราย และรับเด็กเก้าคนมาเป็นบุตรบุญธรรมของเธอเอง!
ในถ้อยคำที่ได้รับการดลใจที่ผู้เผยพระวจนะโฮเชยากล่าวแก่ชนชาติอิสราเอลผู้ดื้อรั้น ท่านเผยให้เห็นเสี้ยวหนึ่งของพระทัยพระเจ้าที่ทรงห่วงใยเด็กๆ โฮเชยากล่าวถึงพระเจ้าว่า “ในพระองค์ลูกกำพร้าพบพระกรุณาคุณ” (14:3) ท่านกล่าวว่าพระเจ้าทรงห่วงใยคนของพระองค์และปรารถนาที่จะ “รักเขาทั้งหลายด้วยเต็มใจ” (ข้อ 4) แต่พวกเขาต้องเลิกต่อต้านพระองค์และยอมรับวิถีของพระองค์ พวกเขาได้รับคำสั่งให้ละทิ้งพระเทียมเท็จมาหาพระเจ้าองค์เที่ยงแท้ ผู้ทรงห่วงใยในเด็กกำพร้าซึ่งช่วยเหลือตนเองได้น้อยที่สุด และหากพวกเขาหันกลับมาหาพระเจ้า พวกเขาจะได้รับการอภัยโทษจากพระองค์ผู้ทรง “รับ [พวกเขา] ทั้งหลายไว้ด้วยพระคุณ” (ข้อ 1-2 TNCV)
เมื่อเราเปิดอ้อมแขนต้อนรับคนรอบข้าง รวมถึงเด็กที่ตกอยู่ในความเสี่ยง เราก็ได้สะท้อนถึงความรักของพระเจ้า ให้เราโอบรับพระทัยอันเปี่ยมด้วยความเมตตาของพระองค์ และเผื่อแผ่ความห่วงใยของพระองค์ไปยังผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ ในขณะที่พระองค์ทรงช่วยเหลือเรา
เครื่องบูชาที่ถ่อมใจ
นักบินและลูกสาวสองคนออกเดินทางจากเมืองโซดอตน่า รัฐอลาสก้าเพื่อไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ แต่เครื่องบินลำเล็กของพวกเขากลับไปไม่ถึงจุดหมาย หลังจากนักบินท้องถิ่นหลายคนเริ่มค้นหาเครื่องบินที่สูญหาย เทอร์รี่โกเดสก็พบซากเครื่องบินที่เกือบจะจมในทะเลสาบที่บางส่วนกลายเป็นน้ำแข็งไปแล้ว สมาชิกครอบครัวทั้งสามคนยืนอยู่บนปีกเครื่องบินเป็นเวลาหลายชั่วโมง น่ายินดีที่กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิได้ช่วยเหลือทั้งสามคนไว้ได้ในเวลาไม่นาน โกเดสยอมเสียสละเวลาและทรัพยากรของเขาเพื่อผู้อื่น ทำให้มีคนรอดชีวิต เขาพูดถึงความพยายามของตนอย่างถ่อมตัวว่า “ผมแค่พบเครื่องบินเป็นคนแรก”
กษัตริย์ดาวิดเสียสละมากมายเพื่อคนอิสราเอล รวมถึงการต่อสู้เพื่อช่วยเหลือพวกเขาจากศัตรู (1 พศด.14:8-17) จากนั้นพระองค์ได้ยินผู้เผยพระวจนะนาธันกล่าวว่า บัลลังก์ของพระองค์จะได้รับการ “สถาปนา...ไว้เป็นนิตย์” ผ่านทางสายเลือดของพระองค์ โดยพระคริสต์เป็นผู้ที่ทำให้คำพยากรณ์นี้สำเร็จ (17:14; ดู ลก.1:30-33) ดาวิดตอบด้วยความถ่อมใจว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์เป็นผู้ใดเล่า และพงศ์พันธุ์ของข้าพระองค์เป็นอะไรเล่าที่พระองค์ทรงนำข้าพระองค์มาไกลจนถึงแค่นี้” (1 พศด.17:16) ดาวิดทราบว่าชีวิตของตนได้รับการสถาปนาโดยพระเจ้าตามน้ำพระทัยของพระองค์ (ข้อ 19) และเหนือสิ่งอื่นใดพระเจ้าได้ทรงกระทำพระราชกิจแห่งการช่วยกู้และการทรงไถ่เพื่อดาวิดและประชากรของพระองค์ (ข้อ 20-22)
พระเยซูทรง “ถ่อมพระองค์” เป็นเครื่องบูชาสูงสุดเพื่อเรา (ฟป.2:8) เมื่อพระองค์ทรงช่วยเหลือเรา ขอให้เราอุทิศชีวิตของเราเพื่อผู้อื่นด้วยความถ่อมใจ
มุมมองของพระเจ้า
ฮัดสัน เทย์เลอร์รู้สึกเป็นทุกข์ เขาออกจากอังกฤษเพื่อไปเผยแพร่พระกิตติคุณของพระคริสต์ในประเทศจีน และงานรับใช้แม้จะท้าทายแต่ก็ผ่านไปด้วยดี ทว่าในปี ค.ศ. 1865 ขณะที่เขากำลังคิดจะส่งคนไปรับใช้เพิ่มในพื้นที่อันตรายของประเทศโดยไม่มีการคุ้มครอง เขารู้สึก “ขัดแย้งอย่างรุนแรง” หลังจากปล้ำสู้ในการอธิษฐานต่อพระเจ้า เขาบันทึกว่า “พระเจ้าทรงมีชัยเหนือความไม่เชื่อของข้าพเจ้า และข้าพเจ้าขอยอมจำนนต่อพระเจ้า…[โดยตระหนัก]ว่าความรับผิดชอบทั้งหมด…และผลที่ตามมานั้นขึ้นอยู่กับพระองค์”
โมเสสได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้า ซึ่งอาจทำให้ท่านเป็นทุกข์ ขณะที่กำลังนำคนอิสราเอลออกจากอียิปต์ พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า “จงสั่งชนชาติอิสราเอลให้ย้อนกลับไปยังค่ายหน้าตำบลปีหะหิโรท ระหว่างมิกดลและทะเล” (อพย.14:2) ซึ่งหมายความว่าพวกเขาติดอยู่ระหว่างฟาโรห์กับผืนน้ำขนาดใหญ่! คนอิสราเอลหวาดกลัวมากเมื่อเห็น “ฟาโรห์เข้ามาใกล้” (ข้อ 10) พวกเขาอยู่ในอาการตื่นตระหนกและบอกโมเสสว่า “การรับใช้ชาวอียิปต์นั้น ก็ยังดีกว่าที่จะมาตายในถิ่นทุรกันดาร” (ข้อ 12) แต่โมเสสตอบว่า “อย่ากลัวเลย” (ข้อ 13) และท่านก็พูดถูก พระเจ้าทรงช่วยกู้และประทานชัยชนะแก่ประชากรของพระองค์เมื่อพวกเขาพักสงบในพระองค์ (ข้อ 15-31)
บางครั้งเราไม่เข้าใจว่าพระเจ้ากำลังทำอะไรในชีวิตของเรา เพราะเราไม่มีมุมมองของพระองค์ ในช่วงเวลาเช่นนั้นฮัดสัน เทย์เลอร์บันทึกว่า “ในฐานะผู้รับใช้ของพระองค์ เป็นหน้าที่ [ของข้าพเจ้า]ที่จะต้องเชื่อฟังและติดตามพระองค์” เราเองก็พักสงบในมุมมองและแผนการของพระเจ้าได้เช่นกัน
ความรักที่ล้นเหลือ
ท็อดด์ชวนอเล็กซ์น้องชายของเขาซึ่งเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย ให้มาอาศัยอยู่ด้วยกันในบ้านที่เขาสร้าง เขาต้องการช่วยให้น้องชายมีความมั่นคงทางการเงินจึงไม่เก็บค่าเช่าอยู่ระยะหนึ่ง หลังจากหกเดือนผ่านไป ท็อดด์จึงขอให้อเล็กซ์เริ่มจ่ายค่าเช่า หลายปีต่อมาอเล็กซ์ยื่นเรื่องเพื่อซื้อบ้านของตนเอง เมื่อเอกสารนั้นได้รับการอนุมัติ ท็อดด์ก็ทำให้อเล็กซ์ประหลาดใจโดยบอกว่าเขาฝากเงินค่าเช่าของอเล็กซ์ไว้ในบัญชีออมทรัพย์ตลอดหลายปีที่ผ่านมา และตอนนี้เงินจำนวนมากนั้นก็เป็นของอเล็กซ์แล้ว! อเล็กซ์ร้องไห้เมื่อได้รับของขวัญที่มากมายล้นเหลือนี้
ในเลวีนิติ 25 พระเจ้าทรงมอบพระบัญชาแก่โมเสสสำหรับชนอิสราเอล ซึ่งรวมถึงการยอมให้ผู้ที่ขัดสน “อยู่กับเจ้า” (ข้อ 35) คำสั่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการที่พระเจ้าทรงบัญญัติ “ปีบริสุทธิ์” (ข้อ 10) ที่เป็นเวลาแห่งการยกหนี้ ให้ผู้ที่ยากจนได้รับการช่วยเหลือ และผู้ที่เป็นทาสได้รับการปลดปล่อย (ข้อ 23-55) พระองค์ประกาศว่า พระองค์ได้ทรงนำประชากรของพระองค์ด้วยความรัก “ออกจากแผ่นดินอียิปต์ เพื่อยกแผ่นดินคานาอันให้แก่ [พวกเขา ] และที่จะเป็นพระเจ้าของ [พวกเขา ]” (ข้อ 38) พระองค์ทรงจัดเตรียมแผ่นดินที่เป็นบ้านเกิดแห่งใหม่ให้ และตอนนี้พวกเขาควรเลียนแบบพระองค์โดยแสดงความรักและเปิดบ้านให้ผู้อื่น
ต่อมาอัครสาวกยอห์นได้เขียนว่า “จงดูเถิด พระบิดาทรงโปรดประทานความรักแก่เราทั้งหลายเพียงไร ที่เราจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า” (1 ยน.3:1) โดยการเสียสละของพระเยซู เราจึงได้รับความรักที่ล้นเหลือนี้อย่างบริบูรณ์ (ข้อ 16) และโดยการช่วยเหลือของพระองค์ เราจึงเผื่อแผ่ความรักอันล้นเหลือนี้แก่ผู้อื่นได้
ความเชื่อและคำกล่าวหาเท็จ
ไฟลุกไหม้ต่อเนื่องอยู่หลายวันเนื่องจากกระแสลมที่พัดอย่างรุนแรง นักประวัติศาสตร์ทาซิตัสได้บรรยายไว้ถึงเหตุการณ์โกลาหลที่เต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องและประชาชนวิ่งหนีเพื่อเอาชีวิตรอด ในท้ายที่สุด เกือบสองในสามของกรุงโรมถูกทำลายลง จักรพรรดิเนโรแห่งโรมันใส่ร้ายผู้เชื่อในพระเยซูว่าเป็นผู้วางเพลิง พระองค์เกลียดชังคริสเตียนและเลือกพวกเขาเป็นแพะรับบาป
ในหายนะที่ลือกันว่าเป็นคำบัญชาของเนโรเอง!
เนหะมีย์เองก็ต้องเผชิญกับความร้อนแรงของข้อกล่าวหาเท็จเช่นกัน ท่านเคยเป็นข้าราชการของกษัตริย์เปอร์เซีย แต่ได้รับอนุญาตให้กลับไปยังกรุงเยรูซาเล็มพร้อมกับชาวอิสราเอลคนอื่นๆเพื่อซ่อมแซมกำแพง(นหม.2:1-10) แต่เมื่อกำแพงได้รับการซ่อมแซม พวกศัตรูกลับกล่าวหาชาวยิวว่า “เจตนาจะกบฏ” และตั้งเนหะมีย์ “เป็นพระราชา” (6:6) พวกเขาตอบสนองต่อข้อกล่าวหาเท็จโดยการแถลงและแสดงความบริสุทธิ์ (ข้อ 8) ยืนหยัดอย่างกล้าหาญด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า (ข้อ 11) และอธิษฐานวิงวอนต่อพระองค์ (ข้อ 14) ในที่สุดศัตรูของพวกเขาก็ “กลัวและเขาก็น้อยเนื้อต่ำใจ” เมื่อเขาทั้งหลาย “หยั่งรู้ว่า [การซ่อมกำแพง] ที่ได้สำเร็จไปก็ด้วย พระเจ้า...ทรงช่วยเหลือ” (ข้อ 16)
จะมีบางคราวที่ผู้อื่นกล่าวหาเราอย่างผิดๆ แต่เมื่อพระเจ้าประทานกำลังที่เราต้องการ เราก็จะสามารถให้อภัยผู้ที่กล่าวหาเรา และ “รักษาความประพฤติอันดี” เพื่อว่า “เมื่อมีคนติเตียน [เรา]ว่าประพฤติชั่ว เขาจะได้เห็นการดีของ [เรา] และเขาจะได้สรรเสริญพระเจ้า” (1 ปต.2:12)
หัวใจที่เปลี่ยนโดยพระเจ้า
เช่นเดียวกับคนจำนวนมากที่ต่อสู้กับสื่อลามก รัสเซลล์ก็เคยดูมันตั้งแต่อายุยังน้อย ความปรารถนาที่จะดูมันนั้นรุนแรงมากและมันเป็นพิษต่อหัวใจของเขา “ชีวิตของผมถูกมันครอบงำอย่างสิ้นเชิง” เขาเขียน “เหมือนกับมะเร็งร้ายที่กระจายอยู่ในทุกอณูของร่างกาย” แต่โดยพระคุณของพระเจ้าในที่สุดเขาก็เป็นอิสระจากอำนาจของสื่อลามกและสิ่งเสพติดอื่นๆ เมื่อเขาได้รับความรอดในพระเยซู และได้รับการเปลี่ยนแปลงจากภายในสู่ภายนอก “ผมขอถวายเกียรติทั้งสิ้นให้กับพระเยซูคริสต์… [พระองค์] เป็นผู้ทรงปลดปล่อยผม” รัสเซลล์กล่าว
เยเรมีย์ส่งสารจากพระเจ้าไปยังอิสราเอลว่า วันหนึ่งพระองค์จะ “บรรจุพระธรรมไว้ในเขาทั้งหลาย และเราจะจารึกมันไว้บนดวงใจของเขาทั้งหลาย” (31:33) ภายใต้พันธสัญญาใหม่ซึ่งสำเร็จในพระคริสต์ (ฮบ.8:6-13)นั้้น ทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยพระคุณของพระเจ้าผ่านทางความเชื่อ และบัดนี้ “พระวิญญาณของพระองค์...ทรงสถิตอยู่ใน [เรา] ทั้งหลาย” (รม.8:11) และธรรมบัญญัติของพระเจ้าก็ถูกจารึกไว้ในใจของเรา สำหรับรัสเซลล์และทุกคนที่เชื่อนั้นฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์จะประทานสิ่งที่จำเป็นให้กับเรา เพื่อเราจะสามารถหันหลังให้กับพฤติกรรมที่เป็นอันตราย ซึ่งไม่เป็นที่พอพระทัยพระเจ้าและทำลายชีวิตของเรา
การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นในทันทีหรือทำได้ง่ายเสมอไป แต่ขอให้เราจดจำไว้ว่าเมื่อเรากำลังจัดการกับบาปที่ยากต่อการแก้ไขรวมถึงการเสพติด พระเจ้าทรงสามารถเปลี่ยนแปลงหัวใจของเราได้ (ยรม.31:33) พระองค์ตรัสว่า เจ้า “จะรู้จักเรา” (ข้อ 34) และเราจะรับรู้ได้ถึงฤทธิ์อำนาจในการเปลี่ยนแปลงจิตใจของพระองค์ได้เช่นกัน
ความหวังในการรอคอย
อลิดาตรวจดีเอ็นเอในปี 2020 และพบว่าเธอมีรหัสพันธุกรรมที่ตรงกันกับชายที่อาศัยอยู่ชายฝั่งทะเลตรงข้ามกันในประเทศอเมริกา ต่อมาเธอกับลูกสาวพบบทความข่าวในช่วงทศวรรษ 1950 ที่ทำให้พวกเขาสรุปได้ว่า ชายในข่าวคนนี้คือ หลุยส์ ลุงของอลิดาที่หายตัวไปนานแล้ว! เขาถูกลักพาตัวจากสวนสาธารณะในปี 1951 เมื่ออายุได้หกขวบ การตรวจดีเอ็นเอครั้งนั้นเกิดขึ้นหลังจากที่หลุยส์หายตัวไปเป็นเวลาเจ็ดสิบปี ในที่สุดก็นำไปสู่การกลับมาพบกันใหม่อย่างมีความสุขของสมาชิกครอบครัวร่วมสายเลือด อลิดากล่าวว่า “จากเรื่อง[ของเรา]นี้ อาจช่วยเหลือครอบครัวอื่นๆได้...ฉันอยากจะบอกว่าอย่ายอมแพ้”
เจ็ดสิบปีเป็นเวลาที่ยาวนานในการรักษาความหวังเอาไว้ เยเรมีย์และประชาชนในยูดาห์คงจะรู้สึกแตกสลายและหวาดกลัวเมื่อพระเจ้าตรัสว่า พวกเขา “จะปรนนิบัติกษัตริย์กรุงบาบิโลนอยู่เจ็ดสิบปี” (ยรม.25:11) แต่พวกเขาไม่ฟังพระเจ้าและไม่หันกลับจาก “ทางชั่ว...และจากการกระทำผิดของตน” (ข้อ 5) ซึ่งนั่นทำให้พวกเขากลายเป็น “ที่น่าหวาดเสียวและเป็นที่เยาะเย้ย” (ข้อ 9) ในพระธรรมเยเรมีย์ประชาชนถูกประณามมากกว่าสามสิบครั้งที่พวกเขาไม่ฟังพระเจ้า เจ็ดสิบปีอาจรู้สึกยาวนานไม่มีที่สิ้นสุด แต่พระเจ้าจะทรงอยู่กับพวกเขา และทรงสัญญาว่าฤดูกาลที่ยากลำบากจะสิ้นสุดลงในที่สุด (29:10)
เมื่อเราเผชิญกับฤดูกาลที่ท้าทายซึ่งดูเหมือนจะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ โปรดระลึกไว้ว่าในขณะที่เรามีปัญหาในการไว้วางใจพระเจ้า แต่พระองค์ทรงสัญญาว่าพระองค์จะอยู่กับเราและรักเรา (30:11) เราจะพบความหวังได้ เมื่อเราฟังพระองค์และรอคอยด้วยความคาดหวัง
ท่าทางในการอธิษฐาน
การต่อสู้กับโรคเรื้อรังเป็นเวลานานทำให้จิมมี่ต้องเจ็บปวดอย่างมาก แม้เขาปรารถนาจะใช้เวลากับพระเจ้าทุกเช้า อธิษฐานต่อพระองค์ และใคร่ครวญพระวจนะ แต่เขาไม่พบวิธีที่จะจัดวางร่างกายบนเก้าอี้โดยไม่เจ็บปวด เขาขยับไปมาแต่ก็ยังเจ็บอยู่ ในที่สุดเขาก็คุกเข่าลงด้วยความสิ้นหวัง ขณะที่ทำเช่นนั้น ท่าอธิษฐานนี้กลับทำให้ความเจ็บปวดทรมานนั้นลดลง เช้าวันต่อๆมา จิมมี่ใช้เวลากับพระเจ้าโดยการคุกเข่าลง เขารู้สึกสบายแม้ขณะที่อธิษฐานต่อพระองค์
เยโฮชาฟัทพระราชาแห่งยูดาห์เผชิญกับการต่อสู้เช่นเดียวกัน ไม่ใช่ความเจ็บปวดแต่เป็นศัตรูที่มาคุกคาม (2 พศด.20:1-2) พระองค์ “กลัว และมุ่งแสวงหาพระเจ้า” (ข้อ 3) ประชากรทั้งสิ้นในยูดาห์ก็แสวงหา “ความช่วยเหลือจากพระเจ้า” เช่นกัน (ข้อ 4) พระเจ้าทรงได้ยินคำอธิษฐานของพวกเขา และพระวิญญาณของพระองค์เสด็จมาสถิตกับคนเลวีคนหนึ่งชื่อยาฮาซีเอล ผู้ถ่ายทอดข้อความปลอบประโลมใจนี้แก่กษัตริย์ “อย่ากลัวเลย และอย่าท้อถอย...พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับท่าน” (ข้อ 15, 17) เยโฮชาฟัท “โน้มพระเศียรก้มพระพักตร์ของพระองค์ลงถึงดิน” และคนทั้งปวง “ได้กราบลงต่อพระเจ้า นมัสการพระเจ้า” (ข้อ 18)
ในช่วงเวลาที่เจ็บปวดและยากลำบาก เรามักสัมผัสได้ว่าพระเจ้าทรงอยู่ใกล้ด้วยวิธีการอันน่าครั่นคร้าม เมื่อพระองค์ทรงช่วยให้เรายอมจำนนต่อพระประสงค์ของพระองค์ และดำเนินชีวิตตามท่าทีในการอธิษฐานในใจของเรา เราจะพบความสบายใจและความสงบสุขในพระองค์
การทรงเรียกของเราในพระคริสต์
จินนี่ ฮิสลอปได้รับเกียรติด้วยการยืนขึ้นและปรบมือเมื่อเธอรับใบปริญญาบัตรวุฒิปริญญาโทในปี 2004 ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเธอได้รับ 84 ปีหลังจากที่เธอส่งวิทยานิพนธ์สำเร็จ ในปีค.ศ. 1941 เธอเหลือแค่ต้องส่งวิทยานิพนธ์เท่านั้น แต่ในขณะนั้นจอร์จแฟนของเธอถูกเรียกตัวกะทันหันให้ไปรับใช้ชาติในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งสองจึงแต่งงานกันอย่างรวดเร็วและไปที่หน่วยทหารของเขา ทิ้งใบปริญญาที่เกือบจะสำเร็จแล้วของจินนี่ไว้เบื้องหลัง แต่หลังจากการหยุดพักอย่างยาวนาน เธอก็ทำในสิ่งที่เริ่มต้นไว้ได้สำเร็จในที่สุด
เอสราเป็นนักศึกษาพระคัมภีร์ ผู้มี “ปริญญาขั้นสูง” ในเรื่องธรรมบัญญัติของพระเจ้า ท่านรอคอยมาหลายปีเพื่อกลับสู่เยรูซาเล็มหลังการตกเป็นเชลยในบาบิโลน “เอสราได้ตั้งใจของท่านที่จะศึกษาธรรมบัญญัติของพระเจ้า ...และสอนกฎเกณฑ์” (อสร.7:10) เศรุบบาเบลและกลุ่มคนอิสราเอลที่ถูกจับเป็นเชลยได้รับอนุญาตให้กลับจากบาบิโลนเพื่อสร้างพระวิหารในกรุงเยรูซาเล็มหลายสิบปีก่อนหน้านั้น (2:1-2) และตอนนี้เอสราผู้ซึ่งมี “พระหัตถ์ประเสริฐของพระเจ้าของท่านอยู่กับท่าน” (7:9) ได้นำผู้ถูกจับเป็นเชลยกลับสู่เยรูซาเล็มมากขึ้น พระเจ้าจะทรงใช้ท่านให้รื้อฟื้นและฟื้นฟูการนมัสการพระองค์อย่างถูกต้องตามหลักพระคัมภีร์ “เอสราได้เปิดหนังสือ[ธรรมบัญญัติ]ต่อหน้าประชาชน...เขาทั้งหลายโน้มตัวลงนมัสการพระเจ้า” (นหม.8:5-6)
เอสราต้องรอคอยหลายสิบปี แต่ท่านก็ทำให้การทรงเรียกสำเร็จด้วยพระกำลังของพระเจ้า ขอให้เรายืนหยัดที่จะทำงานที่พระองค์มอบหมายให้้สำเร็จ โดยฤทธิ์อำนาจของพระองค์