ท่านได้กระทำแก่เรา
ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1963 จอห์น เพ็ตต์ศิลปินชาวเวลส์ ได้ยินข่าวการลอบวางระเบิดที่คริสตจักรแบ๊บติสต์บนถนนสายที่ 16 ในเมืองเบอร์มิงแฮม รัฐอลาบาม่า โดยมีแรงจูงใจจากการเหยียดเชื้อชาติ ซึ่งได้คร่าชีวิตเด็กหญิงชาวแอฟริกันอเมริกันไปสี่คน จอห์นต้องการที่จะช่วยเหลือ จึงเสนอจะช่วยเปลี่ยนหน้าต่างกระจกสีของคริสตจักรที่แตกเสียหาย ชาวเวลส์จึงได้ร่วมระดมทุนในเวลาต่อมา
หน้าต่างกระจกสีที่เพ็ตต์ทำขึ้นใหม่นั้นน่าประทับใจ โดยแสดงภาพพระเยซูบนกางเขน พระหัตถ์ขวาของพระองค์ดันไว้ที่กรอบเพื่อแสดงถึงการขับไล่ความเกลียดชัง และพระหัตถ์ซ้ายเปิดออกเพื่อเสนอการให้อภัย ด้านล่างมีคำเขียนว่า ท่านได้กระทำแก่เรา เราอาจสงสัยว่าคำพูดนั้นพระเยซูกำลังพูดกับใคร กลุ่มเหยียดผิวที่ฆ่าเด็กหญิงผู้เชื่อสี่คน หรือชาวเวลส์ที่บริจาคหน้าต่างบานนี้
บางทีเราอาจไม่จำเป็นต้องเลือก ก่อนที่เซาโลจะกลับใจ ท่านได้ข่มเหงเหล่าสาวกของพระเยซู (กจ.9:1-2) แต่เมื่อพระคริสต์ปรากฏแก่ท่านตรัสว่า “เซาโล เซาโลเอ๋ย เจ้าข่มเหงเราทำไม” (ข้อ 4) พระเยซูทรงแสดงพระองค์ใกล้ชิดกับประชากรของพระองค์อย่างมาก การทำร้ายหรืออวยพรพวกเขา ก็คือการทำร้ายหรืออวยพรพระองค์เอง
ดังที่เซาโลได้พบเล้วว่า พระเยซูทรงขจัดความเกลียดชังโดยประทานการให้อภัยที่เปลี่ยนแปลงชีวิต (กจ.9:17-20) พระหัตถ์ขวาและซ้ายของพระองค์ทำงานร่วมกันเสมอ และไม่เคยละจากบ่าของประชากรของพระองค์ที่กำลังทนทุกข์เลย
การปลอบโยนท่ามกลางน้ำตา
เสียงโทรศัพท์จากแม่ดังขึ้นตอนราวสามทุ่ม แม่บอกว่า “พ่อของลูกจากไปแล้ว” ถึงแม้ผมจะคิดเอาไว้หลายวันแล้วว่าจะต้องได้รับโทรศัพท์แบบนี้ และรู้สึกโล่งใจที่พ่อไม่ต้องทนทุกข์ทรมานอีกต่อไป แต่ข่าวนี้ก็ยังทำให้ผมสะเทือนใจเป็นอย่างมาก ผมสะอื้นอย่างหนักขณะที่ความระทมทุกข์ดำเนินไปตามครรลองของมันในช่วงหลายวันและหลายสัปดาห์ต่อมา การสูญเสียพ่อเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเราทุกคน แต่ยิ่งยากเป็นพิเศษสำหรับสมาชิกบางคนในครอบครัวผมที่ยังไม่เชื่อในพระเจ้า พวกเขาเข้าใจว่าพ่อได้จากไปตลอดกาล ตอนนั้นเองที่ผมตระหนักว่าการเชื่อในพระเยซูช่วยเรารับมือกับความโศกเศร้าได้อย่างไร
เปาโลอธิบายว่า เมื่อพระเยซูได้ทรงฟื้นคืนพระชนม์นั้น ผู้ที่เชื่อในพระองค์ก็จะเป็นขึ้นจากตายในวันหนึ่งเช่นกัน (1 ธส.4:14) เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นในวันที่พระองค์เสด็จมารับเราไปอยู่กับพระองค์ชั่วนิรันดร์ (ข้อ 16-17) เปาโลบอกเราว่า “เพื่อท่านจะไม่เป็นทุกข์โศกเศร้า อย่างคนอื่นๆที่ไม่มีความหวัง” (ข้อ 13) การรู้ว่าผมจะได้พบพ่ออีกครั้งนำการปลอบโยนมาท่ามกลางน้ำตา
พระคัมภีร์ไม่เคยบอกให้เราไม่ต้องโศกเศร้าเมื่อเกิดความสูญเสีย แม้แต่พระเยซูก็ยังร้องไห้ให้กับเพื่อนที่ตายไปทั้งที่ทรงรู้ว่าเขาจะกลับมีชีวิตอีกครั้ง (ยน. 11:34-44) และบางครั้งเราไม่รู้ว่าคนที่เรารักมีความเชื่อเช่นไรก่อนจากไป แต่กระนั้น เรายังมีวิธีรับมือกับความโศกเศร้าของเรา เพราะพระเยซู เราจึงจะได้พบกับผู้เชื่ออันเป็นที่รักของเราอีกครั้ง และเราสามารถมอบถวายทุกสิ่งไว้ในการทรงดูแลของพระองค์ได้
ความสัตย์ซื่อที่มีราคาสูง
ภาพยนตร์เรื่องไร้สวรรค์สำหรับเสรีชน เล่าเรื่องจริงของฟรานซ์ เยเกอร์สแตทเทอร์ ชาวนาออสเตรียช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ฟรานซ์สะเทือนใจกับความโหดร้ายของนาซีและเชื่อว่ามีพระเยซูเท่านั้นที่เป็นพระเจ้า เขาจึงไม่ยอมปฏิญาณว่าจะจงรักภักดีต่อฮิตเลอร์และถูกจับกุม ภาพยนตร์ส่วนที่เหลือ แสดงถึงความทุกข์ทรมานที่เขาได้รับจากการต่อสู้อันกล้าหาญนี้
คนในหมู่บ้านดูถูกเหยียดหยามที่ฟรานซ์ต่อต้านแผนการของฮิตเลอร์ เพื่อนในห้องขังเยาะเย้ยความเชื่อของเขา และแม้แต่บาทหลวงบางคนก็คิดว่าเขาโง่ “พระเจ้าไม่สนใจสิ่งที่คุณพูด แต่สนใจสิ่งที่อยู่ในใจของคุณ” ชายคนหนึ่งกล่าวชักชวนให้ฟรานซ์ “สรรเสริญ” ฮิตเลอร์โดยไม่ต้องคิดเช่นนั้นจริงๆเพื่อเขาจะมีชีวิตรอด “พระศิลา ป้อมปราการของข้าพระองค์” ฟรานซ์อธิษฐานเมื่อถูกกดดันให้เปลี่ยนความคิด “ขอโปรดประทานกำลังในการติดตามพระองค์”
สดุดี 31 เป็นคำอธิษฐานของผู้ที่กำลังเผชิญกับอำนาจชั่วร้าย “ขอพระองค์ทรงเป็นพระศิลาลี้ภัยของข้าพระองค์ เป็นป้อมปราการเข้มแข็งที่จะช่วยข้าพระองค์ให้รอด” (ข้อ 2) ดาวิดวิงวอนต่อหน้าผู้ที่กดขี่ข่มเหงท่าน (ข้อ 4, 11) ดาวิดปรารถนาที่จะรักษาความสัตย์ซื่อภายใต้แรงกดดันที่ทำให้ชีวิตของท่านทุกข์ทรมานและถูกเพื่อนบ้านดูหมิ่น (ข้อ 3, 10-13) ท่านอธิษฐานว่า “ข้าพระองค์มอบจิตวิญญาณของข้าพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์” (ข้อ 5) ซึ่งเป็นถ้อยคำที่พระเยซูตรัสซ้ำบนไม้กางเขนในเวลาต่อมา (ลก.23:46)
พระเจ้าไม่เคยปล่อยให้ความสัตย์ซื่อที่มีคุณค่าต้องสูญเปล่า ฟรานซ์ได้รักษาความสัตย์ซื่อไว้จนถึงที่สุดซึ่งทำให้เขาต้องเสียชีวิตเช่นเดียวกับพระเยซู แต่พระเยซูทรงฟื้นขึ้นจากอุโมงค์ฝังศพฉันใด ฟรานซ์ก็จะเป็นขึ้นใหม่ในวันหนึ่งฉันนั้น
รื้อฟื้นจากการถูกทรยศ
ในนวนิยายเล่มหนึ่งของโทนี่ มอร์ริสัน เธอได้เล่าเรื่องราวของเนลและซูล่า ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่เด็ก แต่มิตรภาพเริ่มสั่นคลอนลงเมื่อซูล่าเริ่มเห็นแก่ตัวมากขึ้น จนนำไปสู่การยั่วยวนสามีของเนล “ทำไมเธอไม่คิดถึงใจฉันบ้าง” เนลถามซูล่า “ฉันไม่สำคัญเลยหรือ” น่าเศร้าที่ซูล่าไม่สนใจแม้แต่จะตอบ
ใครก็ตามที่เคยมีประสบการณ์เช่นนี้ย่อมรู้ดีว่าความเจ็บปวดจากการถูกเพื่อนทรยศนั้นไม่มีอะไรเทียบได้ กษัตริย์ดาวิดทรงรู้สึกได้ถึง “ความมุ่งร้ายและการทารุณ” เมื่อมีคนสมรู้ร่วมคิดกัน “ข่มขู่และล่อลวง” พระองค์ (สดด. 55:10-11 TNCV) ส่วนที่เลวร้ายที่สุดก็คือคนที่อยู่เบื้องหลัง “มิใช่ศัตรูผู้เยาะเย้ยข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะได้ทนได้” ท่านกล่าว “แต่เป็นท่าน เสมอบ่าเสมอไหล่กับข้าพเจ้า เป็นเกลอของข้าพเจ้า เป็นมิตรรู้จักมักคุ้นกับข้าพเจ้า” (ข้อ 12-13)
เราควรตอบสนองต่อการทรยศเช่นนี้อย่างไร ขณะที่ดาวิดนำความทุกข์ใจมาทูลพระเจ้า (ข้อ 16, 20) ท่านอธิษฐานขอให้การลงโทษตกอยู่กับเพื่อนผู้ทรยศ (ข้อ 15) ขณะที่พระเยซูทรงใช้วิธีการที่แตกต่างออกไปเมื่อยูดาสทรยศพระองค์ พระองค์ตรัสว่า “เพื่อนเอ๋ย จะมาทำอะไรก็ทำเถิด” และทรงปฏิเสธที่จะตอบโต้ (มธ.26:49-50 TNCV)
เป็นไปได้หรือไม่ที่มิตรภาพจะได้รับการรื้อฟื้นจากการถูกทรยศ จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายที่ถูกทำร้ายเปิดใจรับการคืนดี และคนที่ทำร้ายพิสูจน์การกลับใจของตนเองเมื่อเวลาผ่านไป หากซูล่าไม่สำนึกผิด นั่นหมายความว่าเนลต้องเดินจากไป โดยความช่วยเหลือจากพระเจ้า ขอให้เราเห็นคุณค่าของมิตรภาพและรีบแก้ไขความเจ็บปวดใดๆก็ตามที่เราได้ก่อขึ้น
ส่งต่อ
หลังจากรอคอยมานานห้าสิบห้าปี ในที่สุดทีมชาติอังกฤษก็ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศฟุตบอลชิงแชมป์ยุโรปได้สำเร็จ ด้วยคะแนนที่เสมอกับอิตาลี การตัดสินแพ้ชนะจึงอยู่ที่การดวลจุดโทษ โอกาสสุดท้ายของอังกฤษอยู่ที่นักเตะหนุ่มชื่อบูกาโย ซาก้า เมื่อซาก้ายิงลูกโทษ ผู้รักษาประตูของอิตาลีก็ปัดออกไปได้ แฟนบอลชาวอังกฤษต่างพากันร้องไห้ ถ้วยรางวัลได้หลุดลอยไป
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่จะไม่มีวันลืม แกเร็ธ เซาธ์เกต ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษเดินเข้าไปกอดซาก้าที่กำลังเสียใจ เซาธ์เกตเข้าใจความรู้สึกของซาก้าเป็นอย่างดี เพราะในปี 1996 ตัวเขาเองในฐานะนักเตะหนุ่มก็เคยยิงลูกโทษพลาด ทำให้อังกฤษไม่ได้เข้าสู่รอบรองชนะเลิศ และเทอร์รี่ เวนาเบิลส์ผู้จัดการทีมชาติในขณะนั้นก็เข้ามาปลอบใจเขาด้วยวิธีเดียวกัน
“สาธุการแด่พระเจ้า พระบิดาแห่งพระเยซูคริสตเจ้าของเรา” เปาโลกล่าว “พระองค์ผู้ทรงชูใจเราในการทุกข์ยากทั้งสิ้นของเรา เพื่อเราจะสามารถชูใจคนเหล่านั้น ที่มีความทุกข์ยากอย่างใดอย่างหนึ่งได้ด้วยความชูใจ ซึ่งตัวเราเองได้รับจากพระเจ้า” (2 คร.1:3-4) เช่นเดียวกับที่เซาธ์เกตได้ส่งต่อสิ่งที่เขาได้รับจากเวนาเบิลส์ให้กับซาก้า เปาโลก็ค้นพบว่าการปลอบโยนของพระเจ้าท่ามกลางความทุกข์ยากทำให้ท่านสามารถปลอบโยนผู้ที่อยู่ในความทุกข์ยากและสร้างความอดทนให้กับพวกเขา (ข้อ 6) “พระเจ้าแห่งความชูใจทุกอย่าง” (ข้อ 3) ทรงใช้ความผิดหวังของเราเพื่อก่อให้เกิดผลดีได้
ดังนั้น ขอให้เราทำอย่างเดียวกัน โดยส่งต่อการปลอบโยนของพระเจ้าเพื่อเป็นการสร้างห่วงโซ่แห่งการหนุนใจซึ่งไม่มีที่สิ้นสุด
เลียนแบบการอภัยของพระเจ้า
ผมเคยทำงานกับผู้หญิงคนหนึ่งชื่อแมดจ์ เธอทำอาหารเก่งมาก วันหนึ่งเธอบอกผมว่า “คุณน่าจะลองชิมซุปถั่วลันเตากับแฮมของฉันดูนะ!” พอผมตอบไปว่าไม่ชอบถั่วลันเตา แมดจ์ก็ยิ้มแล้วพูดว่า “คุณจะชอบหลังจากที่ได้ลองชิมซุปของฉัน” วันรุ่งขึ้นเธอก็ยื่นซุปที่ทำให้กับผมเป็นพิเศษ
“คุณได้ลองชิมซุปของฉันหรือยัง” แมดจ์ถามผมในอีกสองสามวันต่อมา “ผมจะลองชิมดูเร็วๆนี้!” ผมตอบโดยหวังว่าเธอจะไม่มาถามผมอีก แต่ปรากฏว่าเธอยังคงถามผมอีกในวันต่อมาและต่อมา “อย่าทิ้งไว้นานเกินไปนะ ไม่งั้นมันจะเสีย” เธอย้ำผมอีกในวันที่สี่
สัปดาห์ต่อมา ซุปของแมดจ์ที่ผมทานไม่หมดก็เสีย ผมจึงทิ้งซุปนั้นไป ผมรู้สึกกลัวตอนที่เธอเดินเข้ามาหา “คุณลองทานซุปของฉันแล้วใช่มั้ย” เธอถาม
“ใช่ๆ” ผมตอบ “มัน...อร่อยดีนะ”
ในเอเฟซัสบทที่ 4 เปาโลเรียกร้องให้เราจัดการกับบาปที่เกี่ยวกับคำพูด เช่น คำพูดที่ขุ่นเคือง (ข้อ 26) คำพูดหยาบคาย (ข้อ 29) และการพูดให้ร้าย (ข้อ 31) แต่ก่อนหน้านั้น ท่านเรียกร้องให้ทำสิ่งที่เป็นเรื่องพื้นฐาน คือ “จงพูดความจริงต่อกัน” (ข้อ 25) ผมมองไปที่แมดจ์และโกหกเธอ ผมรู้ตัวว่าจะต้องทำอะไร
ผมเดินเข้าไปในห้องทำงานของแมดจ์ สารภาพที่โกหกเธอและขอให้เธอยกโทษให้ด้วยความละอาย แมดจ์เดินเข้ามาหาและกอดผม “แน่นอน ฉันยกโทษให้คุณ” เธอกล่าว “ฉันจะไม่ยกโทษให้คุณได้อย่างไร ในเมื่อฉันรู้ว่าพระเจ้าทรงอภัยให้ฉันมากเพียงใด”
การอธิษฐานในอีกรูปแบบหนึ่ง
หลังจากความน่าสะพรึงกลัวของค่ายกักกันเอาช์วิทซ์ เอลี วีเซลสูญเสียความเชื่อ “พระเจ้าผู้ทรงเมตตา พระองค์ทรงอยู่ที่ไหน” เขาถามเมื่อระลึกถึงความเลวร้ายที่เขาและคนอื่นๆต้องเผชิญ “ในวัยเด็ก ข้าพระองค์ไม่ได้คาดหวังอะไรมากนักจากมนุษย์ แต่ข้าพระองค์คาดหวังทุกอย่างจากพระองค์”
แต่ต่อมาวีเซลก็ตระหนักได้ว่าความเชื่อของเขาไม่เคยหายไปไหน “เพราะผมเชื่อในพระเจ้า ผมจึงโกรธพระองค์” เขาบอกกับนักข่าว “และยังคงโกรธอยู่” คุณจะไม่โกรธคนที่คุณไม่เชื่อว่ามีอยู่จริง
เราอาจรู้สึกไม่สบายใจที่จะแสดงออกถึงความโกรธต่อพระเจ้า แต่บุคคลในพระคัมภีร์กลับทำเช่นนั้น “ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงหลอกลวงข้าพระองค์” ผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์คร่ำครวญ (20:7) “พระองค์จะทรงลืมข้าพระองค์เสียเป็นนิตย์หรือ” ดาวิดบันทึกไว้ (สดด.13:1) “พระเจ้าทรงวางข้าไว้ในที่ที่ผิด” โยบกล่าว (19:6) โยบไม่รู้ว่าซาตานเกี่ยวข้องกับความโชคร้ายของท่าน จึงกล่าวหาว่าพระเจ้าโหดร้าย (10:3) และถึงกับเรียกพระองค์มาขึ้นศาล (31:35)! แม้ภายหลังโยบจะพบว่าความเข้าใจของท่านมีจำกัด (42:3) แต่สิ่งสำคัญที่เราต้องรู้คือ พระเจ้าไม่เคยตำหนิความรู้สึกของท่าน
แม้จะมีคำถาม แต่เอลี วีเซลก็ยังอธิษฐานว่า “ให้เราคืนดีกันเถิด การแยกจากพระองค์นานขนาดนี้มันสุดจะทน” เราเองก็อาจโกรธพระเจ้าที่ไม่ทรงให้ความทุกข์ทรมานในโลกของเราลดน้อยลง แต่การที่เราระบายความโกรธนั้นต่อพระเจ้าก็อาจกลายเป็นการอธิษฐานในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งจะช่วยทำให้เราอยู่ใกล้พระเจ้า ผู้ทรงปรารถนาให้เรานำทั้งการสรรเสริญและความโกรธของเรามาหาพระองค์
แรงกระตุ้นที่มาจากความรัก
เอมิลี่ เคนวาร์ดเดินไปตามถนนลาเวนเดอร์ในเมืองไบรตัน ประเทศอังกฤษ เธอเพิ่งจะเป็นผู้เชื่อในพระเยซูก่อนหน้านี้ไม่นาน ตอนนี้เธอเห็นถนนสายนี้ต่างไปจากเดิม เธอสังเกตว่าหน้าต่างหลายบานปิดผ้าม่านไว้ในตอนกลางวัน และพบเห็นผู้สูงอายุเพียงไม่กี่คน ทั้งๆที่ย่านนี้มีจำนวนประชากรที่เป็นผู้สูงอายุค่อนข้างมาก นั่นทำให้เธอเกิดความคิดบางอย่าง
เอมิลี่พบที่อยู่ของผู้สูงอายุในไบรตันและเชิญพวกเขามาดื่มน้ำชาร่วมกันในตอนบ่ายวันหนึ่ง คนที่มาต่างเล่าเรื่องที่คล้ายกัน ปัจจุบันพวกเขาอยู่กันตามลำพัง ส่วนใหญ่อยู่อย่างโดดเดี่ยวโดยไม่ได้พบปะใครในรอบหลายเดือน พวกเขาบอกว่า สิ่งที่พวกเขาต้องการคือการมีคนมาเยี่ยม
การเชื่อในพระเยซูเปลี่ยนวิธีที่เราตอบสนองต่อโลกและความต้องการของโลก เราเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นกับชาวเธสะโลนิกา เมื่อหันกลับมาหาพระเจ้า (1 ธส.1:9) พวกเขากลายเป็นแบบอย่างแห่งความเชื่อแก่ผู้อื่นจากชีวิตที่ได้รับการเปลี่ยนแปลง (ข้อ 6-7) อัครทูตเปาโลกล่าวถึง “ความเชื่อของท่านที่แสดงออกเป็นการกระทำ และความรักที่ท่านเต็มใจทำงานหนัก” ของพวกเขา (ข้อ 3) ความเชื่อแท้ขับเคลื่อนพวกเขาให้ทำการรับใช้ที่ถวายเกียรติแด่พระเยซู
เอมิลี่รู้สึกมีภาระใจจากสิ่งที่ได้ยินในบ่ายวันนั้น เธอจึงก่อตั้งองค์กรที่เชื่อมโยงผู้สูงอายุในไบรตันกับผู้ที่อาสามาเยี่ยมเยียน เธอจำได้ว่าผู้หญิงคนหนึ่งกอดเธอแน่นทั้งน้ำตาและรู้สึกขอบคุณที่ในที่สุดก็มีคนมองเห็นและได้ยินพวกเขา พันธกิจเริ่มเติบโตและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นทำตาม สิ่งนี้ทำให้ผมสงสัยว่ามีงานอะไรบ้างที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงกระตุ้นด้วยความรักให้คุณและผมทำในวันนี้
นิยามโดยพระคริสต์
หลายปีก่อน ศิลปินไมเคิล แลนดี้ได้ทำรายการข้าวของทั้งหมดที่เขามี โดยนับได้ 7,227 ชิ้น จากนั้นเขาก็ทำสิ่งที่น่าประหลาดใจ โดยตั้งโรงงานในย่านการค้าที่พลุกพล่านที่สุดของลอนดอน เขาทำลายข้าวของทั้งหมดต่อหน้าสาธารณชน ทั้งเสื้อผ้า งานศิลปะ จดหมายรัก แม้แต่รถยนต์ของเขาก็ถูกทุบทำลายแล้วนำไปวางบนสายพานลำเลียงป้อนเข้าเครื่องบด ผลงานศิลปะของแลนดี้ได้ตั้งคำถามกับบรรดาผู้บริโภคที่พากันเข้าออกห้างสรรพสินค้าใกล้เคียงว่า “เราเป็นใครกัน หากไม่มีข้าวของเหล่านี้”
นี่เป็นคำถามสำคัญ เพราะพวกเราส่วนใหญ่ซื้อของเพื่อมานิยามตัวตนของเราเองหรือเพื่อความมั่นคงในอนาคต พระเยซูทรงเล่าอุปมาเกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่สะสมทรัพย์สมบัติและใช้ชีวิตแบบบริโภคนิยม ชายผู้นี้บอกตัวเองว่า “จิตใจเอ๋ยเจ้ามีทรัพย์สมบัติมากเก็บไว้พอหลายปี จงอยู่สบาย กิน ดื่ม และรื่นเริงเถิด” (ลก.12:19) แต่จะเหลืออะไรเมื่อชีวิตจะต้อง “ถูกเรียก” เอาไปจากเขาในค่ำคืนนั้น มีแต่คำตำหนิจากพระเจ้าที่เขาพลาดสิ่งที่สำคัญที่สุดไป (ข้อ 20-21)
การมีข้าวของไม่ใช่ความบาป ไมเคิล แลนดี้ยังคงต้องการเสื้อผ้า แต่เมื่อเราถูกล่อลวงให้ค้นหาชีวิตและอัตลักษณ์จากสิ่งที่เราเป็นเจ้าของ พระเยซูจึงทรงเตือนเราว่า “ชีวิตของคนมิได้อยู่ในการที่มีของฟุ่มเฟือย” (ข้อ 15) คุณจะเป็นใครหากไม่มีทรัพย์สมบัติทั้งหมดของคุณ คุณก็จะยังคงเป็นลูกที่รักของพระเจ้า (สดด.103:17; อฟ.5:1) ด้วยอัตลักษณ์อันมั่นคงนี้ เราจะเป็นคนมั่งมีจำเพาะพระเจ้าและต่อหน้าคนทั้งปวง