ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Sheridan Voysey

เลียนแบบการอภัยของพระเจ้า

ผมเคยทำงานกับผู้หญิงคนหนึ่งชื่อแมดจ์ เธอทำอาหารเก่งมาก วันหนึ่งเธอบอกผมว่า “คุณน่าจะลองชิมซุปถั่วลันเตากับแฮมของฉันดูนะ!” พอผมตอบไปว่าไม่ชอบถั่วลันเตา แมดจ์ก็ยิ้มแล้วพูดว่า “คุณจะชอบหลังจากที่ได้ลองชิมซุปของฉัน” วันรุ่งขึ้นเธอก็ยื่นซุปที่ทำให้กับผมเป็นพิเศษ

“คุณได้ลองชิมซุปของฉันหรือยัง” แมดจ์ถามผมในอีกสองสามวันต่อมา “ผมจะลองชิมดูเร็วๆนี้!” ผมตอบโดยหวังว่าเธอจะไม่มาถามผมอีก แต่ปรากฏว่าเธอยังคงถามผมอีกในวันต่อมาและต่อมา “อย่าทิ้งไว้นานเกินไปนะ ไม่งั้นมันจะเสีย” เธอย้ำผมอีกในวันที่สี่

สัปดาห์ต่อมา ซุปของแมดจ์ที่ผมทานไม่หมดก็เสีย ผมจึงทิ้งซุปนั้นไป ผมรู้สึกกลัวตอนที่เธอเดินเข้ามาหา “คุณลองทานซุปของฉันแล้วใช่มั้ย” เธอถาม

“ใช่ๆ” ผมตอบ “มัน...อร่อยดีนะ”

ในเอเฟซัสบทที่ 4 เปาโลเรียกร้องให้เราจัดการกับบาปที่เกี่ยวกับคำพูด เช่น คำพูดที่ขุ่นเคือง (ข้อ 26) คำพูดหยาบคาย (ข้อ 29) และการพูดให้ร้าย (ข้อ 31) แต่ก่อนหน้านั้น ท่านเรียกร้องให้ทำสิ่งที่เป็นเรื่องพื้นฐาน คือ “จงพูดความจริงต่อกัน” (ข้อ 25) ผมมองไปที่แมดจ์และโกหกเธอ ผมรู้ตัวว่าจะต้องทำอะไร

ผมเดินเข้าไปในห้องทำงานของแมดจ์ สารภาพที่โกหกเธอและขอให้เธอยกโทษให้ด้วยความละอาย แมดจ์เดินเข้ามาหาและกอดผม “แน่นอน ฉันยกโทษให้คุณ” เธอกล่าว “ฉันจะไม่ยกโทษให้คุณได้อย่างไร ในเมื่อฉันรู้ว่าพระเจ้าทรงอภัยให้ฉันมากเพียงใด”

การอธิษฐานในอีกรูปแบบหนึ่ง

หลังจากความน่าสะพรึงกลัวของค่ายกักกันเอาช์วิทซ์ เอลี วีเซลสูญเสียความเชื่อ “พระเจ้าผู้ทรงเมตตา พระองค์ทรงอยู่ที่ไหน” เขาถามเมื่อระลึกถึงความเลวร้ายที่เขาและคนอื่นๆต้องเผชิญ “ในวัยเด็ก ข้าพระองค์ไม่ได้คาดหวังอะไรมากนักจากมนุษย์ แต่ข้าพระองค์คาดหวังทุกอย่างจากพระองค์”

แต่ต่อมาวีเซลก็ตระหนักได้ว่าความเชื่อของเขาไม่เคยหายไปไหน “เพราะผมเชื่อในพระเจ้า ผมจึงโกรธพระองค์” เขาบอกกับนักข่าว “และยังคงโกรธอยู่” คุณจะไม่โกรธคนที่คุณไม่เชื่อว่ามีอยู่จริง

เราอาจรู้สึกไม่สบายใจที่จะแสดงออกถึงความโกรธต่อพระเจ้า แต่บุคคลในพระคัมภีร์กลับทำเช่นนั้น “ข้า​แต่​พระ​เจ้า ​พระ​องค์​ทรง​หลอก​ลวง​ข้า​พระ​องค์” ผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์คร่ำครวญ (20:7) “​พระ​องค์​จะ​ทรง​ลืม​ข้า​พระ​องค์​เสีย​เป็น​นิตย์หรือ” ดาวิดบันทึกไว้ (สดด.13:1) “​พระ​เจ้า​ทรง​วาง​ข้า​ไว้​ใน​ที่​ที่​ผิด” โยบกล่าว (19:6) โยบไม่รู้ว่าซาตานเกี่ยวข้องกับความโชคร้ายของท่าน จึงกล่าวหาว่าพระเจ้าโหดร้าย (10:3) และถึงกับเรียกพระองค์มาขึ้นศาล (31:35)! แม้ภายหลังโยบจะพบว่าความเข้าใจของท่านมีจำกัด (42:3) แต่สิ่งสำคัญที่เราต้องรู้คือ พระเจ้าไม่เคยตำหนิความรู้สึกของท่าน

แม้จะมีคำถาม แต่เอลี วีเซลก็ยังอธิษฐานว่า “ให้เราคืนดีกันเถิด การแยกจากพระองค์นานขนาดนี้มันสุดจะทน” เราเองก็อาจโกรธพระเจ้าที่ไม่ทรงให้ความทุกข์ทรมานในโลกของเราลดน้อยลง แต่การที่เราระบายความโกรธนั้นต่อพระเจ้าก็อาจกลายเป็นการอธิษฐานในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งจะช่วยทำให้เราอยู่ใกล้พระเจ้า ผู้ทรงปรารถนาให้เรานำทั้งการสรรเสริญและความโกรธของเรามาหาพระองค์

แรงกระตุ้นที่มาจากความรัก

เอมิลี่ เคนวาร์ดเดินไปตามถนนลาเวนเดอร์ในเมืองไบรตัน ประเทศอังกฤษ เธอเพิ่งจะเป็นผู้เชื่อในพระเยซูก่อนหน้านี้ไม่นาน ตอนนี้เธอเห็นถนนสายนี้ต่างไปจากเดิม เธอสังเกตว่าหน้าต่างหลายบานปิดผ้าม่านไว้ในตอนกลางวัน และพบเห็นผู้สูงอายุเพียงไม่กี่คน ทั้งๆที่ย่านนี้มีจำนวนประชากรที่เป็นผู้สูงอายุค่อนข้างมาก นั่นทำให้เธอเกิดความคิดบางอย่าง

เอมิลี่พบที่อยู่ของผู้สูงอายุในไบรตันและเชิญพวกเขามาดื่มน้ำชาร่วมกันในตอนบ่ายวันหนึ่ง คนที่มาต่างเล่าเรื่องที่คล้ายกัน ปัจจุบันพวกเขาอยู่กันตามลำพัง ส่วนใหญ่อยู่อย่างโดดเดี่ยวโดยไม่ได้พบปะใครในรอบหลายเดือน พวกเขาบอกว่า สิ่งที่พวกเขาต้องการคือการมีคนมาเยี่ยม

การเชื่อในพระเยซูเปลี่ยนวิธีที่เราตอบสนองต่อโลกและความต้องการของโลก เราเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นกับชาวเธสะโลนิกา เมื่อหันกลับมาหาพระเจ้า (1 ธส.1:9) พวกเขากลายเป็นแบบอย่างแห่งความเชื่อแก่ผู้อื่นจากชีวิตที่ได้รับการเปลี่ยนแปลง (ข้อ 6-7) อัครทูตเปาโลกล่าวถึง “ความเชื่อของท่านที่แสดงออกเป็นการกระทำ และความรักที่ท่านเต็มใจทำงานหนัก” ของพวกเขา (ข้อ 3) ความเชื่อแท้ขับเคลื่อนพวกเขาให้ทำการรับใช้ที่ถวายเกียรติแด่พระเยซู

เอมิลี่รู้สึกมีภาระใจจากสิ่งที่ได้ยินในบ่ายวันนั้น เธอจึงก่อตั้งองค์กรที่เชื่อมโยงผู้สูงอายุในไบรตันกับผู้ที่อาสามาเยี่ยมเยียน เธอจำได้ว่าผู้หญิงคนหนึ่งกอดเธอแน่นทั้งน้ำตาและรู้สึกขอบคุณที่ในที่สุดก็มีคนมองเห็นและได้ยินพวกเขา พันธกิจเริ่มเติบโตและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นทำตาม สิ่งนี้ทำให้ผมสงสัยว่ามีงานอะไรบ้างที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงกระตุ้นด้วยความรักให้คุณและผมทำในวันนี้

นิยามโดยพระคริสต์

หลายปีก่อน ศิลปินไมเคิล แลนดี้ได้ทำรายการข้าวของทั้งหมดที่เขามี โดยนับได้ 7,227 ชิ้น จากนั้นเขาก็ทำสิ่งที่น่าประหลาดใจ โดยตั้งโรงงานในย่านการค้าที่พลุกพล่านที่สุดของลอนดอน เขาทำลายข้าวของทั้งหมดต่อหน้าสาธารณชน ทั้งเสื้อผ้า งานศิลปะ จดหมายรัก แม้แต่รถยนต์ของเขาก็ถูกทุบทำลายแล้วนำไปวางบนสายพานลำเลียงป้อนเข้าเครื่องบด ผลงานศิลปะของแลนดี้ได้ตั้งคำถามกับบรรดาผู้บริโภคที่พากันเข้าออกห้างสรรพสินค้าใกล้เคียงว่า “เราเป็นใครกัน หากไม่มีข้าวของเหล่านี้”

นี่เป็นคำถามสำคัญ เพราะพวกเราส่วนใหญ่ซื้อของเพื่อมานิยามตัวตนของเราเองหรือเพื่อความมั่นคงในอนาคต พระเยซูทรงเล่าอุปมาเกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่สะสมทรัพย์สมบัติและใช้ชีวิตแบบบริโภคนิยม ชายผู้นี้บอกตัวเองว่า “จิตใจเอ๋ยเจ้ามีทรัพย์สมบัติมากเก็บไว้พอหลายปี จงอยู่สบาย กิน ดื่ม และรื่นเริงเถิด” (ลก.12:19) แต่จะเหลืออะไรเมื่อชีวิตจะต้อง “ถูกเรียก” เอาไปจากเขาในค่ำคืนนั้น มีแต่คำตำหนิจากพระเจ้าที่เขาพลาดสิ่งที่สำคัญที่สุดไป (ข้อ 20-21)

การมีข้าวของไม่ใช่ความบาป ไมเคิล แลนดี้ยังคงต้องการเสื้อผ้า แต่เมื่อเราถูกล่อลวงให้ค้นหาชีวิตและอัตลักษณ์จากสิ่งที่เราเป็นเจ้าของ พระเยซูจึงทรงเตือนเราว่า “ชีวิตของคนมิได้อยู่ในการที่มีของฟุ่มเฟือย” (ข้อ 15) คุณจะเป็นใครหากไม่มีทรัพย์สมบัติทั้งหมดของคุณ คุณก็จะยังคงเป็นลูกที่รักของพระเจ้า (สดด.103:17; อฟ.5:1) ด้วยอัตลักษณ์อันมั่นคงนี้ เราจะเป็นคนมั่งมีจำเพาะพระเจ้าและต่อหน้าคนทั้งปวง

ความปรารถนาที่ได้รับการเติมเต็ม

แบลซ ปัสกาล ได้กล่าวคำพูดอันโด่งดังไว้ว่า ในตัวเรานั้นมี “เหวลึกไร้ที่สิ้นสุด” อยู่ภายใน ซึ่งมีเพียงพระเจ้าผู้ทรงไร้ขีดจำกัดเท่านั้นจะเติมเต็มได้ ส่วนออกัสตินอธิษฐานว่า “พระองค์ทรงสร้างเราขึ้นเพื่อพระองค์ ข้าแต่พระเจ้า และใจของเราจะไม่สงบจนกว่าจะได้พักอยู่ในพระองค์” ดังที่ดาวิดบอกว่าเราเป็นเหมือนคนที่กระหายอยู่ในทะเลทราย เนื้อหนังของเรา “กระเสือกกระสนหา” พระเจ้า (สดด.63:1)

น่าแปลกใจที่ไม่ได้มีเพียงมนุษย์ที่มีความปรารถนา พระเจ้าเองก็ทรงมี ถึงพระเจ้าแห่งจักรวาลผู้ทรงไร้ขีดจำกัดจะไม่ต้องการสิ่งใดจากภายนอกมาเติมเต็มพระองค์ แต่พระคัมภีร์บอกว่า พระองค์ทรง “[ปรารถนา]อยากให้” เรากลับมาเมื่อหลงทางไป (ยก.4:4-5 TNCV) และตรัสหลายครั้งว่าพระองค์ทรงต้องการให้เราเป็นประชากรของพระองค์ (อพย.6:7; ฮบ.8:10)

ความปรารถนานี้เป็นเชื้อเพลิงให้กับความพยายามในการประกาศพระกิตติคุณมาหลายพันปี ทั้งการส่งผู้เผยพระวจนะไปนำผู้คนที่หลงผิดให้กลับใจ และในท้ายที่สุดได้ทรงส่งพระบุตรของพระองค์มาตามหาแกะที่หลงหาย (อสย.30:18; ลก.19:10) ข่าวดีก็คือ ในท้ายที่สุดความปรารถนานี้จะเป็นจริง “พระองค์จะทรงสถิตกับเขา เขาจะเป็นชนชาติของพระองค์ และพระเจ้าเองจะประทับอยู่กับเขา และพระเจ้ากับมนุษย์จะอาศัยอยู่ด้วยกัน” (วว.21:2-3)

มนุษย์ต้องการพระเจ้า และไม่มีสิ่งทดแทนใดจะมาเติมเต็มได้ พระเจ้าก็ทรงปรารถนามนุษย์ อย่างที่ไม่มีสิ่งใดจะทดแทนได้ จึงไม่แปลกที่สวรรค์จะมีความปรีดีเมื่อคนบาปคนหนึ่งกลับใจ (ลก.15:7) เมื่อเราวิ่งเข้าสู่อ้อมพระหัตถ์ของพระเจ้า ทุกคนต่างก็ได้รับการเติมเต็ม

ทรงเปิดตาให้เห็น

บ่ายวันหนึ่งที่ร้านกาแฟฉันสังเกตเห็นเด็กวัยหัดเดินกับพ่อแม่ของเธอนั่งอยู่โต๊ะข้างๆ ขณะที่พ่อแม่กำลังคุยกับเพื่อนๆ นกพิราบก็บินเข้ามาและเริ่มจิกเศษขนมปังที่ตกอยู่บนพื้น เด็กน้อยรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับภาพที่เห็นและพยายามเรียกความสนใจจากผู้ใหญ่ด้วยการส่งเสียงร้องด้วยความดีใจ แต่พวกเขากลับไม่เห็นในสิ่งที่เธอเห็น จึงเพียงแค่ยิ้มให้เธอและหันกลับไปคุยกันต่อ

ครั้งหนึ่งพระเยซูทรงส่งสาวกของพระองค์ออกไปประกาศ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก (ลก.10:17) พระเยซูทรงตอบสนองโดยการอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระบิดา...ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์ ที่พระองค์ได้ทรงปิดบังสิ่งเหล่านี้ไว้จากผู้มีปัญญาและผู้ฉลาด แต่ได้ทรงสำแดงให้ผู้น้อยรู้” (ข้อ 21) “ผู้น้อย” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงอายุแต่หมายถึงสถานะ เขาคือ “คนบาป” ที่ถ่อมตัวและตอบสนองต่อข่าวประเสริฐ ในขณะที่ผู้นำศาสนาที่ “มีปัญญาและผู้ฉลาด” เพิกเฉยต่อข่าวประเสริฐ (7:29-34) ในขณะที่พระเจ้าเป็นผู้ที่เลือกว่าจะสำแดงพระองค์แก่ผู้ใด แต่พระเยซูก็มักจะอธิบายเพิ่มเติมเรื่องแผ่นดินของพระเจ้าแก่ผู้ที่ถามพระองค์เสมอ (ดูมธ.13:36) แต่พวกผู้นำพลาดโอกาสที่จะมองเห็นว่าพระเยซูเป็นใครเพราะพวกเขาไม่ได้อยากรู้จริงๆ

เด็กหญิงตัวน้อยในร้านกาแฟได้เห็นสิ่งที่อัศจรรย์ในขณะที่พ่อแม่ของเธอพลาดโอกาสนั้น ขออย่าให้เราถูกรบกวนจากเสียงพูดคุยของโลก หรือขาดความถ่อมใจที่จะแสวงหาความเข้าใจมากขึ้น จนพลาดสิ่งที่พระเจ้าต้องการสำแดงให้เราเห็นเกี่ยวกับพระองค์เอง

เป็นเจ้าของสมบัติล้ำค่า

พ่อของฉันจ้องมองแม่โดยไม่ละสายตาเป็นครั้งแรกที่งานเลี้ยงในลอนดอน ต่อมาพ่อก็แอบไปงานเลี้ยงโดยไม่ได้รับเชิญ จากนั้นในครั้งที่สามพ่อก็จัดงานเลี้ยงเพื่อจะได้พบแม่อีกครั้ง ในที่สุดพ่อก็ชวนแม่ออกไปขับรถเที่ยวนอกเมือง พ่อมารับแม่โดยขับรถยนต์โรเวอร์โบราณซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าของพ่อ

พ่อกับแม่กลายมาเป็นคู่รักกัน แต่ก็เกิดปัญหา แม่กำลังจะย้ายไปเป็นมิชชันนารีที่ประเทศเปรู พ่อจึงไปส่งแม่ที่สนามบิน จากนั้นอีกห้าเดือนต่อมาพ่อก็มาถึงประเทศเปรูด้วยตัวเองเพื่อขอแม่แต่งงาน และเรื่องราวตอนที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือ พ่อขายรถโรเวอร์อันเป็นที่รักเพื่อเป็นค่าตั๋วเครื่องบิน

ถ้าคุณถามมารีย์น้องสาวของมารธาและลาซารัสว่า สมบัติล้ำค่าที่สุดของเธอคืออะไร เธอคงจะเอาขวดอันล้ำค่าของ “น้ำมันหอม...ซึ่งมีราคาแพงมาก” ให้คุณดู (ยน.12:3) และถ้าคุณได้อยู่ในงานเลี้ยงที่เธอกับมารธาจัดให้พระเยซู (ข้อ 2) และเฝ้าดูเธอชโลมสิ่งที่อยู่ในขวดนั้นจำนวนมากที่พระบาทของพระองค์ คุณจะรู้ว่าพระคริสต์มีความหมายอย่างไรต่อเธอ พระองค์ทรงเป็นที่รักและทรงมีค่ามากถึงเพียงนั้น

สำหรับแม่ของผมแล้วการที่พ่อขายรถไม่ได้เป็นแค่เรื่องตั๋วเครื่องบินเท่านั้น แต่เป็นเครื่องหมายว่าเขาเห็นคุณค่าของเธอมากเพียงใด และการกระทำของมารีย์ก็มีความหมายลึกซึ้งเช่นกัน เธอกำลังเตรียมพระเยซูสำหรับวันฝังพระศพของพระองค์ (ข้อ 7) เมื่อเราเสียสละสิ่งที่เราให้คุณค่ามากที่สุดเพื่อพระเจ้าเหมือนกับมารีย์ เราก็มีส่วนร่วมในพระราชกิจแห่งการไถ่ของพระองค์โดยสะท้อนถึงการเสียสละอันยิ่งใหญ่ของพระองค์เพื่อเรา

เรื่องสอนใจ

ในภาพยนตร์อมตะเรื่อง ซิติเซนเคน (Citizen Kane) ชาร์ลส์ ฟอสเตอร์ เคน สะสมความมั่งคั่งและอำนาจด้วยการสร้างธุรกิจหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ ในเรื่องราวที่ชวนให้นึกถึงปัญญาจารย์ 2:4-11 นั้น เคนหาความสุขใส่ตัวในทุกทาง และสร้างปราสาทที่มีสวนขนาดใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยงานศิลปะล้ำค่า

เช่นเดียวกับนักธรุกิจใหญ่คนอื่นๆ สิ่งที่เคนต้องการแท้จริงแล้วคือการยกย่องสรรเสริญ เขาลงเงินทุนกับอาชีพนักการเมืองของตัวเอง และเมื่อมันล้มเหลว เขารักษาหน้าของตนเองโดยโทษว่าความพ่ายแพ้นั้นเป็นเพราะ “การโกง” ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง เขาสร้างโรงละครโอเปร่าให้ภรรยาและบังคับให้เธอทำอาชีพนักร้องที่เธอไม่ถนัดเพื่อให้เขาดูดี ในตอนนี้เรื่องราวของเคนสะท้อนถึงปัญญาจารย์อีกเช่นกันว่า สมบัติจะทำร้ายผู้ที่ไล่ตามและเก็บสะสมไว้ 5:10-15 ทำให้พวกเขาต้องกิน “ในความมืดมน เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย” (5:17 TNCV) ตอนสิ้นใจ ชาร์ลี เคนอาศัยอยู่ในปราสาทนั้นเพียงลำพัง โดดเดี่ยว และโกรธแค้น

ซิติเซนเคน จบลงด้วยการเปิดเผยว่าการแสวงหาของชาร์ลีเกิดจากความปรารถนาที่จะเติมเต็มความว่างเปล่าในใจของเขา คือความรักของพ่อแม่ที่เขาสูญเสียไปเมื่อตอนเป็นเด็ก ผู้เขียนปัญญาจารย์คงจะเห็นด้วยในเรื่องนี้ พระเจ้าพระบิดาของเราได้ “ทรง​บรรจุ​นิรันดร์​กาล​ไว้​ใน​จิตใจ​ของ​มนุษย์” (3:11) และชีวิตจะมีความชื่นบานได้ก็ต่อเมื่ออยู่กับพระองค์เท่านั้น (2:25) เรื่องสอนใจของชาร์ลี เคน บอกกับเราทุกคนว่า อย่าแสวงหาการเติมเต็มฝ่ายวิญญาณผ่านทางความมั่งคั่งและอำนาจ แต่ผ่านพระองค์ผู้ทรงเทความรักเข้ามาในจิตใจของเรา(รม.5:5)

รู้จักพระเยซู

ริชาร์ด กริฟฟินเป็นราชองครักษ์ส่วนพระองค์ของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เป็นเวลาสิบสี่ปี วันหนึ่งขณะตามเสด็จพระองค์ไปปิกนิกที่เนินเขาใกล้พระตำหนักบัลมอรัล พวกเขาได้พบกับนักปีนเขาชาวอเมริกันสองคน “คุณเคยพบพระราชินีบ้างไหม” พวกเขาถามโดยไม่รู้จักพระองค์ที่ทรงแต่งกายเรียบๆ “ไม่เคยพบนะ” พระราชินีตรัสตอบอย่างล้อเล่น “แต่ริชาร์ดคนนี้พบพระองค์เป็นประจำ!” ด้วยความตื่นเต้นที่ได้พบคนใกล้ชิดกับราชวงศ์ นักปีนเขาจึงยื่นกล้องให้พระราชินี แล้วโพสต์ท่ากับริชาร์ดและขอให้พระองค์ถ่ายรูปให้!

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนอยู่ต่อหน้าบุคคลสำคัญโดยไม่รู้ตัว “พระเจ้าทรงสถิต ณ ที่นี้แน่ทีเดียว แต่ข้าหารู้ไม่” ยาโคบกล่าวหลังจากพบพระเจ้าในความฝันที่เบธเอล (ปฐก.28:16) เมื่อฟีลิปขอให้พระเยซูสำแดงพระบิดาแก่เหล่าสาวก พระเยซูตรัสตอบว่า “ฟีลิปเอ๋ย เราได้อยู่กับท่านนานถึงเพียงนี้ และท่านยังไม่รู้จักเราอีกหรือ” (ยน.14:9) เช่นเดียวกันกับนักปีนเขา เหล่าสาวกต่างก็พร้อมที่จะยื่นกล้องให้พระเยซู โดยไม่รู้ว่า พระองค์ คือผู้นั้นที่จะต้องให้ความสนใจ (ข้อ 10-11)

เช่นเดียวกับสมเด็จพระราชินีในวันนั้น พระเยซูก็ไม่ได้เป็นที่รู้จักทุกครั้งว่าทรงเป็นใครจริงๆ และนอกเหนือจากการเป็น “ครูที่มีสติปัญญา” หรือ “ผู้นำทางศีลธรรมที่ยิ่งใหญ่”แล้ว พระองค์ยังทรงเป็นพระเจ้าที่มาบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงเป็นกษัตริย์เหนือโลกนี้ (1:14; 18:36) ช่างเป็นการเปิดเผยสำแดงที่ยิ่งใหญ่เมื่อเราค้นพบความจริงนี้!

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา