ฤทธิ์อำนาจแห่งการฟื้นขึ้นจากความตาย
หนึ่งร้อยดอลลาร์คือยอดค่าไฟในใบแจ้งหนี้ของลอเร็ตต้าซึ่งสูงกว่าปกติมาก “แต่พระเจ้าจะทรงจัดเตรียมให้เรา” เธอบอกกับลูกชาย ในวันเดียวกันนั้นเธอได้รับข้อความจากน้องชายคนเล็กว่า “ลอเร็ตต้า พี่คอยให้กำลังใจผมเสมอ และผมอยากจะขอบคุณ ลองดูในตู้จดหมาย ผมส่งบางอย่างให้พี่นะครับ” บ่ายวันนั้นเธอพบบัตรของขวัญมูลค่าหนึ่งร้อยดอลลาร์จากน้องชาย นี่เป็นเรื่องอัศจรรย์ใช่ไหม บางคนอาจไม่คิดเช่นนั้น แต่สำหรับลอเร็ตต้า “เรื่องบังเอิญ” นี้ทำให้รู้สึกอัศจรรย์ใจ เธอคาดหวังเสมอว่าพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์จะจัดเตรียมทุกสิ่งเพื่อเธอ
มุมมองของเธอเน้นย้ำบทเรียนเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู หลังวันสะบาโต หญิงสามคนนำเครื่องหอมไปชโลมพระศพพระเยซูในอุโมงค์ แต่ขณะกำลังเดินไปในช่วงเช้าตรู่ พวกนางไม่ได้คาดคิดถึงการอัศจรรย์ แต่คิดถึงปัญหาว่า “ใครจะช่วยกลิ้งก้อนหินออกจากปากอุโมงค์” (มก.16:1-3)
ขณะหมกมุ่นอยู่กับปัญหาที่แฝงด้วยความสงสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงเหล่านี้ที่มีมารีย์ชาวมักดาลาซึ่งเคยร่วมเดินทางกับพระเยซูและได้เห็นฤทธิ์อำนาจของพระองค์ แต่ในเช้าวันนั้นพวกนางกลับมองหาพระเยซูที่ตายไปแล้ว
ตรงกันข้าม “พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาแล้วหาได้ประทับที่นี่ไม่” ทูตสวรรค์บอกพวกนาง (ข้อ 6) คำประกาศนั้นอธิบายถึงสิ่งที่เราจะคาดหวังได้จากพระเยซูผู้ทรงพระชนม์อยู่ นั่นคือฤทธิ์อำนาจอันอัศจรรย์แห่งการฟื้นขึ้นจากความตายของพระองค์ พระองค์ทรงพระชนม์อยู่ เมื่อเราต้องเผชิญกับ “หินก้อนใหญ่” ที่ต้องเคลื่อนออกจากทาง พระองค์ทรงอยู่กับเราและจะทรงช่วยเรา พระองค์ไม่ได้อยู่ในอุโมงค์ พระองค์ทรงเป็นขึ้นแล้วจริงๆ!
ดำเนินต่อไปด้วยความเชื่อ
แม็กซ์ซี ไฟล์เลอร์ต้องผ่านการสอบเนติบัณฑิตอันทรหดของรัฐซึ่งใช้เวลาสามวันเพื่อจะเป็นทนายความในแคลิฟอร์เนีย เขาจึงไม่ได้สอบเพียงครั้งหรือสองครั้ง แต่ถึงสี่สิบแปดครั้งก่อนที่จะผ่านการสอบอันยากลำบากนี้ เป้าหมายของเขาคือเพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในเมืองคอมป์ตันแห่งนี้ที่เขารัก ตลอดระยะเวลายี่สิบห้าปีระหว่างความพยายามในการสอบครั้งแรกจนถึงครั้งสุดท้าย ไฟล์เลอร์และภรรยาได้เลี้ยงดูลูกเจ็ดคน ซึ่งทุกคนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแล้ว เมื่อเขาเข้าพิธีปฏิญาณตน ผู้พิพากษากล่าวว่า “สามคำเกี่ยวกับแม็กซ์ซี ไฟล์เลอร์ นั่นคือความเพียรพยายาม ความเพียรพยายาม และความเพียรพยายาม”
เรื่องราวของเขาทำให้ฉันคิดถึงบุคคลในพระคัมภีร์ที่เพียรพยายาม ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูระลึกถึงบางคน ได้แก่ โนอาห์ผู้ “มีความเชื่อ...และได้เป็นทายาทแห่งความชอบธรรม ซึ่งบังเกิดมาจากความเชื่อ” (11:7) หรืออับราฮัม อิสอัค ยาโคบ (ข้อ 8-21) โมเสส (ข้อ 23-28) และคนอื่นๆ แบบอย่างของพวกเขาสร้างแรงบันดาลใจให้กับเรา ผู้เขียนยังได้ตักเตือนผู้เชื่อในพระคริสต์ว่า “เหตุฉะนั้นเมื่อเรามีพยานพรั่งพร้อมอยู่รอบข้างเช่นนี้แล้ว ก็ขอให้เราละทิ้งทุกอย่างที่ถ่วงอยู่ และบาปที่เกาะแน่น” (12:1) และ “ขอให้เราวิ่งแข่งด้วยความพยายาม ตามที่ได้กำหนดไว้สำหรับเรา” (ข้อ 1) แล้วเราจะทำได้อย่างไร ก็โดย “หมายเอาพระเยซูเป็นผู้บุกเบิก และผู้ทรงทำให้ความเชื่อของเราสมบูรณ์” (ข้อ 2) เมื่อเราใคร่ครวญถึงการเสียสละของพระคริสต์เพื่อเรา เรา “จะได้ไม่รู้สึกท้อถอย” (ข้อ 3)
การท้าทายความเชื่อของเรานั้นจะทำให้เรามีโอกาสฝึกฝนความอดทนในพระนามของพระองค์ และเราเพียรพยายามได้โดยฤทธานุภาพของพระองค์
กำลังที่มาจากความยากลำบาก
เจสมีอายุมากแล้วตอนที่ได้ยินนิทานเรื่องเด็กชายกับผีเสื้อเป็นครั้งแรก เขาจึงเข้าใจบทเรียนจากเนื้อเรื่องได้ทันทีว่าต้องการจะสอนเรื่องกำลังที่เพิ่มขึ้นจากความยากลำบาก ในนิทานเด็กผู้ชายคนหนึ่งได้รับดักแด้ผีเสื้อมาพร้อมคำกำชับไม่ให้เปิดมันออก แต่พอดักแด้เริ่มขยับไปมาอยู่ในมือ เด็กชายอดใจไม่ไหวจึงใช้กรรไกรตัดเปิดมันออกเพื่อให้ผีเสื้อที่อยู่ภายในได้เป็นอิสระ
แม้จะได้รับการปลดปล่อยจากการดิ้นรนต่อสู้ แต่ผีเสื้อตัวนั้นกลับร่วงลงพื้นและตายไปโดยที่ยังไม่เคยได้บิน “เกิดอะไรขึ้น” เด็กชายร้องไห้ เจสซึ่งผ่านชีวิตมายาวนานเข้าใจทันที “เด็กชายไม่ได้ปล่อยให้ผีเสื้อได้ใช้กล้ามเนื้อที่จำเป็นในการเติบโตให้แข็งแรงและบินได้”
บทเรียนของเด็กๆนี้อาจเป็นเพียงเรื่องเล่า แต่กลับสอดคล้องและสนับสนุนความจริงในพระคัมภีร์ ที่เปาโลสอนผู้เชื่อในพระเยซูที่ถูกข่มเหงในกรุงโรม “ยิ่งกว่านั้น เราชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากของเราด้วย เพราะเรารู้ว่าความทุกข์ยากนั้น ทำให้เกิดความอดทน และความอดทนทำให้เห็นว่าเราเป็นคนที่พระเจ้าทรงใช้ได้ และการที่เราเห็นเช่นนั้นทำให้เกิดมีความหวังใจ” (รม.5:3-4)
เปาโลไม่ได้บอกให้เรายินดีกับความเจ็บปวดหรือปฏิเสธความเจ็บปวดนั้น แต่ท่านยืนยันว่าพระเจ้าจะทรงใช้ความยากลำบากเพื่อสร้างคุณลักษณะชีิวิตและให้ความหวังใจของเราเติบโตขึ้นในพระองค์
โดยพระกำลังของพระองค์ พระเจ้าจะทรงทำให้ความวางใจของเราในฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระองค์เติบโตขึ้น ผีเสื้อตัวนั้นข้ามขั้นตอนในการเติบโตมันจึงไม่แข็งแรงพอจะบินได้ แต่ในพระคริสต์ เราชื่นชมยินดีเพราะความยากลำบากจะทำให้เรากลายเป็นคนที่ใช้การได้สำหรับพระเจ้าพระผู้ไถ่ของเรา
เรียนรู้ที่จะรัก
วู้ดดี้ คูเปอร์ ยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนที่ส่งเสียงดังในวันที่โดโรธี เคาท์เด็กหญิงผิวสี เข้ามาเรียนในโรงเรียนมัธยมปลายของเขาที่มีแต่คนผิวขาวในรัฐนอร์ทแคโรไลน่า พวกเขาหัวเราะเยาะ เด็กผู้ชายบางคนตะโกนด่าทอด้วยคำเหยียดเชื้อชาติและขว้างขยะใส่โดโรธี แต่วู้ดดี้ไม่ได้ห้ามพวกเขา และยังนิ่งเงียบเมื่อผู้หญิงคนหนึ่งตะโกนว่า “สาวๆถุยน้ำลายใส่มันเลย!” ต่อมาเขาก็ถามตัวเองว่า ทำไมผมไม่พูดอะไรสักคำ เธอไม่ได้ทำอะไรผิด เธอก็แค่นักเรียนคนหนึ่งที่มาโรงเรียน เขาถูกหลอกหลอนด้วยบาปแห่งการละเลยเป็นเวลาหลายสิบปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เห็นตัวเองอยู่ในภาพข่าววันนั้น ในที่สุดสี่สิบเก้าปีต่อมา วู้ดดี้ได้ติดต่อโดโรธีเพื่อขอโทษ
วู้ดดี้ได้เรียนรู้ว่า การแสดงความรักและช่วยเหลือมนุษย์คนหนึ่งไม่ใช่เป็นเพียงความกล้าหาญเท่านั้น แต่ยังเป็นการเลือกที่จะเป็นเหมือนพระเยซูด้วย อัครสาวกยอห์นได้สอนบทเรียนนี้ให้กับคริสตจักรที่แบกภาระจากคำสอนผิดๆเกี่ยวกับพระคริสต์และความรักของพระองค์
ยอห์นเขียนว่า “เราทั้งหลายรัก ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน ถ้าผู้ใดว่า ‘ข้าพเจ้ารักพระเจ้า’ และใจยังเกลียดชังพี่น้องของตน ผู้นั้นก็เป็นคนพูดมุสา” (1ยน.4:19-20) ยอห์นระลึกถึงคำสั่งอันยิ่งใหญ่ข้อนี้ที่ว่า “ให้คนที่รักพระเจ้านั้นรักพี่น้องของตนด้วย” (ข้อ 21)
วู้ดดี้และโดโรธีสะท้อนให้เห็นความรักนั้นเมื่อพวกเขากลายมาเป็นเพื่อนสนิทและไปพูดที่คริสตจักรและโรงเรียนด้วยกัน ในคืนก่อนที่เขาจะเสียชีวิต เธอมาเยี่ยมเขา “ฉันรักเขา” เธอกล่าว “และฉันรู้ว่าเขารักฉัน” นั่นคือวิธีปฏิบัติของพระเยซู และควรเป็นวิธีปฏิบัติของเราด้วยเช่นกัน เพราะพระเจ้าทรงนำเรามาอยู่ร่วมกันในความรักของพระองค์ซึ่งเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา
ยึดพระเจ้าไว้
ในการแข่งขันมวยปล้ำชิงแชมป์โรงเรียนในเขตของเรา เด็กๆที่อายุเพียงแปดขวบจะต่อสู้กันบนเบาะในโรงยิม โดยใช้ท่าจับล็อกที่ว่องไวเพื่อล้มคู่ต่อสู้และเอาชนะ มวยปล้ำเป็นกีฬาโบราณที่ต้องการการผสมผสานอย่างชาญฉลาดในการล้มคู่ต่อสู้ การหลบ การกดและวิธีการอื่นๆ เพื่อที่จะคว้าชัยชนะ เด็กหญิงชั้นประถม 3 คนหนึ่งเป็นขวัญใจผู้ชม เธอว่องไวกว่าคู่ต่อสู้ทุกคน และใช้การเคลื่อนไหวอันรวดเร็วที่ดูเหมือนจะหลอกล่อคู่ต่อสู้จนพ่ายแพ้ได้
ยาโคบใช้การกระทำอันเป็นอุบายเพื่อเอาชนะเอซาวพี่ชายฝาแฝดของท่านโดย “ปล้ำสู้” จนเอซาวเสียสิทธิบุตรหัวปีของตนในการรับมรดกจากพ่อ (ปฐก. 25:33) และพระพรในชีวิตไป (27:27-40) แต่การขโมยพระพรนั้นทำให้ยาโคบต้องหลบหนี โดยต้องหนีออกจากบ้านของพ่อ ไปพึ่งพาพ่อตาที่ฉลาดแกมโกง และต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัวการแก้แค้นจากพี่ชาย
ต่อมาเมื่อยาโคบอยู่ลำพัง ท่านได้ปล้ำสู้กับบุรุษผู้หนึ่งคือพระเจ้าตลอดทั้งคืน บุรุษนั้นกล่าวแก่ยาโคบว่า “ปล่อยให้เราไปเถิดเพราะใกล้สว่างแล้ว” (32:26) แต่ยาโคบตอบว่า “ข้าพเจ้าไม่ยอมให้ท่านไป นอกจากท่านจะอวยพรแก่ข้าพเจ้า” (ข้อ 26) ในที่สุดยาโคบก็ได้แสวงหาพระพรสำหรับตัวเอง โดยยึดพระเจ้าไว้มั่น กระทั่งชื่อของท่านก็ถูกเปลี่ยนเพื่อสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงจิตใจนี้
การรับพระพรอันไพบูลย์นี้จากพระเจ้าไม่จำเป็นต้องใช้อุบาย เพียงแค่บากบั่น ยาโคบกำลังเรียนรู้ที่จะดำเนินชีวิตในความสัมพันธ์กับพระเจ้า คือที่จะยึดพระองค์ไว้ด้วยความบากบั่นและไม่ยอมปล่อย อันเป็นการกระทำซึ่งนำไปสู่ชัยชนะ ที่จะได้รับรางวัลจากพระเจ้า
แสวงหากุมารผู้ทรงเป็นพระคริสต์
เมื่อปีเตอร์ เทอร์ชิ ครูสอนด้านการเขียนเห็นแผนที่ฉบับหนึ่ง เขาก็มองหาการผจญภัยในแผนที่นั้น เขากล่าวว่า “การขอแผนที่ก็เหมือนกับการบอกว่า ‘เล่าเรื่องให้ฉันฟังหน่อย’” ผมจับแนวคิดนั้นมาใช้เพื่อเตรียมสอนชั้นเรียนรวีช่วงคริสต์มาสเรื่อง “ความเชื่อของโหราจารย์” ขณะที่ผมศึกษาแผนที่ต่างๆ ผมได้เรียนรู้ว่าเหล่าโหราจารย์เดินทางประมาณ 1,500 กิโลเมตร ซึ่งอาจกินเวลานานหลายเดือนเพื่อแสวงหาพระกุมารผู้เป็นพระคริสต์ และในที่สุดก็พบ ไม่ใช่ทารกในรางหญ้าแต่เป็นเด็กวัยกำลังเดินที่อยู่กับพ่อแม่ในบ้าน อะไรคือปฏิกิริยาของพวกเขาหลังจากการเดินทางอันยาวนานเช่นนี้ พวกเขา “กราบถวายนมัสการกุมารนั้น” (มธ.2:11)
การเดินทางของพวกเขาเชิญชวนผมและนักเรียนของผมให้วางแผนด้วยความตั้งใจที่จะแสวงหาพระคริสต์อย่างเต็มที่ ตามที่พระคัมภีร์บอกเราว่า เมื่อโหราจารย์มาถึงกรุงเยรูซาเล็มในที่สุด พวกเขามีคำถามสำคัญเร่งด่วนคือ “กุมารผู้ที่บังเกิดมาเป็นกษัตริย์ของชนชาติยิวนั้นอยู่ที่ไหน เราได้เห็นดาวของท่านปรากฏขึ้น เราจึงมาหวังจะนมัสการท่าน” (ข้อ 2) ไม่ว่าระยะทาง อันตรายหรือความล่าช้าล้วนไม่ได้เป็นอุปสรรคขัดขวางการนมัสการของพวกเขา คำสั่งที่เป็นอันตรายถึงชีวิตของเฮโรดนั้นฟังดูน่าขัน “จงไปค้นหากุมารนั้นเถิด” (ข้อ 8) ไม่มีใครเสาะแสวงหาพระเยซูด้วยความบากบั่นมากไปกว่าพวกโหราจารย์อีกแล้ว
เราทำตามแบบอย่างของพวกโหราจารย์ได้ โดยการแสวงหาพระคริสต์ด้วยความบากบั่นในแบบเดียวกัน และเมื่อเรานมัสการพระองค์ เราก็คาดหวังได้ว่าพระบิดาในสวรรค์จะตรัสในใจของเรา และทรงนำเราจากวิถีชีวิตแบบเก่าไปสู่หนทางใหม่ในการร่วมเดินทางไปกับพระองค์
ใครเป็นเพื่อนบ้านของข้าพเจ้า
ขณะอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล มารี โคเบิลรู้สึกดีใจที่ได้เห็นพนักงานส่งของที่ช่วยชีวิตเธอไว้ เธอล้มตรงทางเข้าบ้าน ศีรษะกระแทกพื้นและมีเลือดออกในสมอง ราฮีม คูเปอร์เห็นเธอบาดเจ็บจึงเข้าไปช่วยและโทรเรียกรถพยาบาล ครอบครัวของมารีเชิญราฮีมให้ไปเยี่ยมเธอที่โรงพยาบาล และเขามักจะนำขนมหวานที่เธอชอบไปฝากเพื่อช่วยให้เธอหายเร็วขึ้น
เรื่องของพวกเขาทำให้คิดถึงคำอุปมาเรื่องชาวสะมาเรียใจดี คำอุปมานี้พระเยซูใช้ตอบคำถามของบาเรียนที่ว่า เขาต้องทำสิ่งใดเพื่อจะได้ชีวิตนิรันดร์ พระเยซูตรัสว่า “ในธรรมบัญญัติมีคำเขียนว่าอย่างไร” (ลก.10:26) จงไปทำตามนั้น และ “จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” (ข้อ 27) แต่บาเรียนยังคงถามต่อไปว่า “ใครเป็นเพื่อนบ้านของข้าพเจ้า” (ข้อ 29)
พระเยซูทรงตอบโดยเล่าเรื่องชายที่ถูกโจรปล้นและทำร้ายจนเกือบจะตาย แล้วมีชายสองคนคือปุโรหิตและคนเลวีเดินผ่านไปโดยไม่แยแส “แต่ชาวสะมาเรียคนหนึ่ง…มีใจเมตตา...เอาผ้าพันบาดแผลให้…และรักษาพยาบาลเขา” (ข้อ 33-34) เมื่อเห็นชายที่บาดเจ็บต้องการความช่วยเหลือ ชาวสะมาเรียรีบเข้าไปช่วยด้วยความกระตือรือร้นและปราศจากอคติ โดยมองข้ามความแตกต่างทางเชื้อชาติหรือศาสนาเพื่อช่วยคนที่เขาจะเพิกเฉยก็ได้
จากนั้นพระเยซูจึงตรัสถามว่า “ใครในสามคนนี้ที่เป็นเพื่อนบ้านของชายคนนั้น” และบาเรียนทูลตอบว่า “คือคนนั้นแหละที่ได้สำแดงความเมตตาแก่เขา” พระเยซูจึงตรัสว่า “ท่านจงไปทำเหมือนอย่างนั้นเถิด” (ข้อ 36-37) เราเองก็พบความเมตตาในพระคริสต์ได้เช่นกัน เพื่อจะช่วยเหลือผู้ที่กำลังทุกข์ใจแทนที่จะเดินผ่านพวกเขาไป นี่เป็นบทเรียนสำหรับเราทุกคนในการแบ่งปันความรักของพระเยซู
ทูลขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า
ตอนที่ฉันยังอายุน้อยกว่านี้ ฉันคิดว่าการทูลขอพระเจ้าที่จะช่วยฉันให้ส่งงานเขียนตามกำหนดเวลาเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ฉันบอกตัวเองว่า คนอื่นๆมีความจำเป็นมากกว่า ปัญหาครอบครัว วิกฤตสุขภาพ งานลดลง ความจำเป็นด้านการเงิน ฉันก็เผชิญกับสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดด้วย แต่การส่งงานเขียนตามกำหนดเวลาดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กน้อยเกินไปที่จะทูลขอพระเจ้า แต่มุมมองฉันเปลี่ยนไปเมื่อพบตัวอย่างมากมายในพระคัมภีร์ ที่พระเจ้าทรงช่วยเหลือผู้คนไม่ว่าพวกเขาจะเผชิญความท้าทายใดๆ
มีเรื่องราวหนึ่งที่คนอิสราเอลกลัวเพราะพวกเขาถูกศัตรูคือคนฟีลิสเตียโจมตีที่เมืองมิสปาห์ “และคนอิสราเอลร้องต่อซามูเอลว่า ‘อย่าหยุดร้องทูลพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราเพื่อเราทั้งหลาย เพื่อขอพระองค์ทรงช่วยเราให้พ้นจากมือของคนฟีลิสเตีย’” (1 ซมอ.7:8) ซามูเอลจึงถวายลูกแกะเป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้า โดยร้องทูลต่อพระองค์เพื่อคนอิสราเอล “และพระเจ้าทรงตอบท่าน” (ข้อ 9)
“ขณะที่ซามูเอลถวายเครื่องเผาบูชาอยู่นั้น คนฟีลิสเตียก็เข้ามาใกล้จะสู้รบกับอิสราเอล แต่พระเจ้าทรงให้ฟ้าร้องเสียงดังยิ่งนักในวันนั้นสู้กับคนฟีลิสเตีย กระทำให้คนฟีลิสเตียสับสนอลหม่าน จึงพ่ายแพ้แก่อิสราเอล” (ข้อ 10)
ต่อมา “ซามูเอลก็เอาศิลาก้อนหนึ่งตั้งไว้ระหว่างเมืองมิสปาห์และเมืองเชน เรียกชื่อศิลานั้นว่าเอเบนเอเซอร์ เพราะท่านกล่าวว่า ‘พระเจ้าทรงช่วยพวกเราจนบัดนี้’” (ข้อ 12) ซามูเอลวางศิลาเพื่อรำลึกถึงพระเจ้าที่ทรงช่วยเหลือประชากรของพระองค์ เอเบนเอเซอร์ แปลว่า “ศิลาแห่งความอุปถัมภ์”
การขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าเป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอ ให้เราร้องเรียกพระองค์ในวันนี้
เมื่อพระเจ้าทรงยกโทษ
หลังจากที่เด็กชายวัยสี่ขวบทำโถหายากจากยุคสัมฤทธิ์อายุ 3,500 ปี ที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ในอิสราเอลแตกโดยไม่ได้ตั้งใจ เขาได้รับการตอบสนองอย่างโอบอ้อมอารีและน่าประหลาดใจ เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ให้อภัยและเชิญเขากลับมาอีกครั้ง โรอี ชาฟีร์ โฆษกพิพิธภัณฑ์เฮคท์กล่าวว่า การทำเช่นนี้ทำให้ทั่วโลกสนใจกระบวนการบูรณะมากขึ้น และอาจเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กชายคนนี้เกิดความสนใจในประวัติศาสตร์และโบราณคดี ซึ่งถือว่าเป็นการเยียวยาและส่งผลในทางที่ดี
เรื่องนี้ทำให้คิดถึงคำประกาศการอภัยโทษอันทรงพลังของพระเจ้าหลังจากที่ชนอิสราเอลก่อกบฏ พวกเขากบฏต่อพระองค์โดยขอร้องให้อาโรนพี่ชายของโมเสสสร้างรูปโคหนุ่มทองคำเพื่อกราบไหว้รูปนั้น (อพย.32:1) “พอโมเสสเข้ามาใกล้ค่าย ได้เห็นรูปโคหนุ่ม และคนเต้นรำ โทสะของโมเสสก็เดือดพลุ่งขึ้น ท่านโยนแผ่นศิลา [พระบัญญัติ]ทิ้งตกแตกเสียที่เชิงภูเขานั่นเอง” (ข้อ 19)
“โมเสสจึงสกัดศิลาสองแผ่นเหมือนสองแผ่นแรก แล้วท่านก็ตื่นแต่เช้า ขึ้นไปบนภูเขาซีนาย” (34:4) ตามรับสั่งของพระเจ้า เมื่อพระเจ้าเสด็จลงมา พระองค์ “เสด็จผ่านไปข้างหน้าท่าน ตรัสว่า ‘พระเยโฮวาห์ พระเยโฮวาห์ พระเจ้าผู้ทรงพระกรุณา ทรงกอปรด้วยพระคุณ...ผู้ทรงสำแดงความรักมั่นคงต่อมนุษย์กระทั่งพันชั่วอายุ ผู้ทรงโปรดยกโทษการล่วงละเมิด การทรยศ และบาป’” (ข้อ 6-7)
ช่างเป็นการเตือนใจที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง แม้เราจะทำบาปที่เลวร้ายที่สุด พระเจ้าก็ยังทรงให้อภัย พระองค์ทรงปรารถนาที่จะฟื้นฟูเราขึ้นใหม่