อธิษฐานเพื่อจะเติบโต
หลังจากที่ลัม ไว ชาน ย้ายจากบ้านเกิดที่สิงคโปร์ไปเป็นศิษยาภิบาลคริสตจักรแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น เขาเกิดรู้สึกตื่นตระหนก คริสตจักรนั้นมีสมาชิกเพียงยี่สิบคน ในประเทศที่รู้จักกันว่าเป็นเหมือน “สุสานของมิชชันนารี” นี้ ซึ่งมีประชากรประมาณหนึ่งเปอร์เซ็นต์ที่เป็นคริสเตียน และคริสตจักรหลายแห่งก็ว่างเปล่า ลัมรู้สึก “เหมือนกำลังรับช่วงมาขับเรือที่กำลังจะจม” เขาร้องทูลต่อพระเจ้าและสัมผัสได้ถึงคำตอบว่า จงมอบคริสตจักรคืนมาให้เรา
แทนที่จะ “ปรับปรุง” การนมัสการหรือดนตรี ไว ชาน ขอให้สมาชิกอธิษฐานเผื่อเรื่องความต้องการของพวกเขา เผื่อสมาชิกในครอบครัว และเพื่อนที่ไม่รู้จักพระเยซู คริสตจักรจึงค่อยๆขยายขนาดขึ้นเป็นสองเท่า
การอธิษฐานอย่างสัตย์ซื่อของพวกเขาเป็นแบบอย่างที่มีอยู่จริงและเป็นไปตามพระคัมภีร์ในการสร้างชุมชนในพระเยซู สิ่งแรกคืออธิษฐาน เปาโลเขียนไว้ว่า “จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ” และกระทำทั้งหมดนี้โดยไม่ต้องทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย (ฟป.4:6) วิธีนี้จะทำให้เรามอบพันธกิจ คริสตจักร และโครงการต่างๆ ของเราคืนแด่พระเจ้า เราอาจหว่านเมล็ดและรดน้ำ แต่ดังเช่นที่อัครทูตเปาโลกล่าวไว้ว่า “คนที่ปลูกและคนที่รดน้ำไม่สำคัญอะไร แต่พระเจ้าผู้ทรงโปรดให้เติบโตนั้นต่างหากที่สำคัญ” (1 คร.3:7) ท่านกำลังวิงวอนผู้เชื่อในเมืองโครินธ์ให้หยุดทุ่มเถียงกันว่าจะติดตามผู้นำคริสตจักรคนไหนดี (ข้อ 3-6)
ตามที่เปาโลกล่าวไว้ว่า “ผู้ใดจะวางรากอื่นอีกไม่ได้แล้ว นอกจากที่วางไว้แล้วคือพระเยซูคริสต์” (ข้อ 11) ขอให้เราอธิษฐานเพื่อมอบคริสตจักรของเราคืนแด่พระองค์ แล้วคอยเฝ้าดูคริสตจักรเหล่านั้นเติบโต
ฤดูกาลแห่งความรัก
ดอกไม้ไม่จำเป็นต้องผลิบานก็งดงามได้ นี่เป็นคำกล่าวของพีท อูดอล์ฟ นักออกแบบภูมิทัศน์ชื่อดัง แม้ในฤดูหนาวที่หนาวเหน็บ งานออกแบบที่ได้รับรางวัลของนักจัดสวนชาวดัตช์ผู้นี้ก็ยังขึ้นชื่อเรื่องเสน่ห์อันน่าทึ่ง “ความงามมีอยู่ในหลายสิ่งที่คุณนึกไม่ถึง” แม้ว่าบางคนอาจไม่เห็นด้วย อูดอล์ฟกล่าวว่า “ทันทีที่คุณพูดว่าฉันรักต้นไม้ที่ตาย [พักตัว] นั่นแสดงว่าคุณมีปัญหา เพราะผู้คนไม่ชอบต้นไม้ที่ตายแล้ว”
การที่อูดอล์ฟชื่นชมวงจรชีวิตของพืชพรรณสะท้อนให้เห็นหลักการฝ่ายวิญญาณที่สำคัญประการหนึ่ง นั่นคือ ขณะที่เราตายในบาปนั้นพระเจ้ายังคงรักเรา อัครทูตเปาโลอธิบายว่า “ขณะเมื่อเรายังขาดกำลัง พระคริสต์ก็ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อช่วยคนบาปในเวลาที่เหมาะสม” (รม.5:6) เปาโลกล่าวต่อว่า “พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา” (ข้อ 8)
พระเยซูทรงเลือกสาวกที่มีข้อบกพร่อง ทรงร่วมรับประทานอาหารกับคนบาปที่เป็นที่รู้จัก พระองค์ทรงรักษาโรคให้คนที่สังคมไม่ยอมรับ อูดอล์ฟก็เช่นเดียวกัน “เขาสนใจต้นไม้ไม่เพียงเพราะดอกของมันเท่านั้น แต่ยังสนใจลักษณะของมันด้วย” เขามองเห็นความงาม “ในสิ่งที่เมื่อแรกเห็นนั้นไม่งดงาม”
ในฐานะผู้ที่สะท้อนพระฉายาของพระเจ้า เราสำแดงให้โลกได้เห็นพระองค์ผ่านวิธีที่เรามีสัมพันธ์กับพระองค์และกับกันและกัน พระเจ้าทรงปลูกเราไว้ในความรักของพระองค์ เราได้รับการเจิมจากพระบิดาของเราให้ผลิบานใหม่อีกครั้งในพระองค์ คนบาปที่ครั้งหนึ่งเคยตายแล้ว กำลังแสดงความงดงามของพระองค์ให้กับโลกนี้ที่ปรารถนาจะได้มองเห็นพระองค์
หยั่งรากลึก
ขณะที่ดักลาส เคนท์สถาปนิกภูมิทัศน์ได้เดินสำรวจพื้นที่ที่ไหม้เกรียมรอบเมืองลอสแองเจลิสหลังเหตุการณ์ไฟป่าครั้งใหญ่ในปี 2025 เขาได้พบกับสิ่งแปลกประหลาดอันน่าทึ่ง นั่นก็คือ ต้นไม้ที่ยังคงมีชีวิตและเขียวสดอยู่ข้างๆ รถยนต์ที่ละลายและอาคารที่ถูกไฟไหม้ มีต้นไม้หลายต้นที่แตกใบปาล์มและใบที่เขียวชอุ่ม โดยผลิดอกออกผลมากมาย แล้วยังมีลำต้นและกิ่งก้านที่แข็งแรง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
หลังจากผ่านฤดูหนาวสองครั้งที่มีฝนตกติดต่อกัน ต้นไม้ได้หยั่งรากลึกลงไปในดินเพื่อดูดซับความชุ่มชื้นไปเลี้ยงกิ่งก้านและใบ ในยามที่เกิดเพลิงไหม้พวกมันจึงสามารถต้านทานความร้อนได้ “สิ่งที่ผมเห็น” เคนท์กล่าว “คือ หากคุณหยั่งรากลึก คุณก็รอด”
ความเชื่อของเราในช่วงเวลาแห่งการทดสอบอันแสนสาหัสของชีวิตก็เป็นเช่นนั้น เมื่อเราหยั่งรากฝ่ายวิญญาณลึกลงไปในพระคริสต์และความรักของพระองค์ เราจะเป็น “เหมือนต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมน้ำ ซึ่งหยั่งรากของมันออกไปข้างลำน้ำ เมื่อแดดส่องมาถึงก็ไม่กลัว เพราะใบของมันคงเขียวอยู่เสมอ และไม่กระวนกระวายในปีที่แห้งแล้ง เพราะมันไม่หยุดที่จะออกผล” (ยรม.17:8)
เยเรมีย์ผู้ไม่เคยพูดจาอ้อมค้อมเตือนว่า ผู้ที่วางใจใน “เนื้อหนัง” ย่อม “เป็นที่แช่งสาป” (ข้อ 5) “เขาเป็นเหมือนพุ่มไม้ที่อยู่ในทะเลทราย และไม่เห็นความดีอันใดมาถึงเลย เขาจะอาศัยอยู่ในแผ่นดินที่แตกระแหงที่ในถิ่นทุรกันดาร ในแผ่นดินเค็มที่ไม่มีคนอาศัย” (ข้อ 5-6) แต่การวางใจในพระเจ้านั้นดียิ่งกว่า! เมื่อเราได้รับการรดน้ำด้วยความรักของพระองค์ที่ค้ำจุนเราไว้ เราจะเติบโตขึ้นได้แม้ในภาวะวิกฤติและจะบังเกิดผลในฝ่ายวิญญาณ
การป้องกันที่ดี
ทีมบาสเกตบอลชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของหลานชายเราได้พยายามอย่างเต็มที่เพื่อจะทำแต้มในสนาม พวกเขามุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำเกมรุก แต่หลังจากทำแต้มได้แต่ละครั้ง โค้ชก็กระตุ้นให้พวกเขารีบกลับลงสนามและเล่นเกมรับ ซึ่งบางครั้งพวกเขาก็ลังเลที่จะทำ ทุกคนอยากทำแต้ม แต่ดูเหมือนไม่มีใครกระตือรือร้นที่จะทุ่มเทความพยายามในการป้องกัน
โค้ชสอนพวกเขาว่ากุญแจสำคัญของเกม คือต้องคาดเดาการเคลื่อนไหวของผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม การก้าวไปขวางเพื่อสกัดการส่งบอลหรือโยนบอลลงห่วงจะป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามทำแต้มได้ และช่วยให้ทีมชนะ
กลยุทธ์การป้องกันที่คาดเดาการเคลื่อนไหวของศัตรูนี้สามารถช่วยชีวิตฝ่ายวิญญาณของเราได้เช่นกัน แล้วศัตรูนั้นคือใคร จดหมายฝากที่เปโตรเขียนถึงผู้เชื่อในพระเยซูเตือนเราว่า “ศัตรูของท่านคือมารวนเวียนอยู่รอบๆ ดุจสิงห์คำรามเที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้” (1 ปต.5:8) ดังนั้นให้เรา “จงสงบใจ จงระวังระไวให้ดี” ตามที่เปโตรได้กล่าวไว้ แท้จริงแล้วเราถูกเรียกให้ “ต่อสู้” กับศัตรูฝ่ายวิญญาณของเรา “ด้วยใจมั่นคงในความเชื่อ” (ข้อ 9)
การดำเนินชีวิตที่ตื่นตัวในการป้องกันอยู่เสมอ จะนำเราในฐานะผู้เชื่อในพระเยซูให้มีชีวิตที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและเกิดผลในงานที่เรามุ่งหมายจะทำเพื่ออาณาจักรของพระองค์ เมื่อนั้นหากเราเผชิญอุปสรรคฝ่ายวิญญาณ พระเจ้าผู้ทรงพระคุณทั้งสิ้น “จะทรงโปรดปรับปรุงท่านให้มั่นคง และมีกำลังขึ้น” (ข้อ 10) พระองค์คือผู้ทรงสถาปนาเรา และผู้ทรงสร้างแนวป้องกันที่แข็งแกร่งของเราไว้ในพระองค์
ก้าวไปพร้อมกัน
ลิลเลียน โคลอนผู้เติบโตในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ได้เอาชนะนักเต้นสี่ร้อยคนจนคว้าตำแหน่งซึ่งเป็นที่หมายปองในทีมนักเต้นชื่อดังระดับโลก เธอแสดงร่วมกับทีมด้วยท่าเต้นที่สอดประสานกันอย่างพร้อมเพรียงจนกระทั่งอายุสี่สิบกว่า ปัจจุบันในวัยเจ็ดสิบปีเธอสอนการเต้นและได้ถ่ายทอดบทเรียนที่สำคัญที่สุดจากความสามารถทางศิลปะขั้นสูงให้แก่บรรดานักเรียน นั่นคือการทำงานร่วมกัน “ทั้งในและนอกเวที ชีวิตของพวกเราสอดประสานกันอย่างลึกซึ้ง” เธอกล่าว “และเราทุกคนจะดีขึ้นเมื่อเราสนับสนุนและดูแลซึ่งกันและกัน”
อัครทูตเปาโลรู้ถึงความสำคัญของหลักการนี้ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในพระคริสต์ชี้ให้เห็นว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของคำยกย่องสรรเสริญนั้น คือเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า เปาโลสอนบทเรียนนี้แก่ผู้เชื่อในกรุงโรม ทั้งชาวยิวและคนต่างชาติ เพื่อเสริมสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ท่านเขียนไว้ว่า “ขอพระเจ้าแห่งความเพียรและความชูใจ ทรงโปรดช่วยให้ท่านมีน้ำหนึ่งใจเดียวกันตามอย่างพระเยซูคริสต์” (รม.15:5) “เพื่อท่านทั้งหลายจะได้พร้อมใจกันสรรเสริญพระเจ้า ผู้ทรงเป็นพระบิดาของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” (ข้อ 6)
การขัดแย้งกันจะไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์เช่นนี้ การร่วมใจกันสรรเสริญพระเจ้าโดยไม่มีบุคคลหรือกลุ่มใดถูกด้อยค่า จะทำให้ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในพระคริสต์บรรลุจุดประสงค์ที่แท้จริง เปาโลบันทึกไว้ว่า “เหตุฉะนั้นจงต้อนรับกันและกัน เช่นเดียวกับที่พระคริสต์ได้ทรงต้อนรับท่าน เพื่อพระเกียรติของพระเจ้า” (ข้อ 7) เมื่อเราแสวงหาความช่วยเหลือจากพระเจ้าในการทำเช่นนี้ พระองค์จะทรงดลบันดาลให้เรามีความเป็นหนึ่งเดียวกัน เมื่อเราก้าวไปด้วยกันและถวายพระเกียรติแด่พระองค์
ฤทธิ์อำนาจแห่งการฟื้นขึ้นจากความตาย
หนึ่งร้อยดอลลาร์คือยอดค่าไฟในใบแจ้งหนี้ของลอเร็ตต้าซึ่งสูงกว่าปกติมาก “แต่พระเจ้าจะทรงจัดเตรียมให้เรา” เธอบอกกับลูกชาย ในวันเดียวกันนั้นเธอได้รับข้อความจากน้องชายคนเล็กว่า “ลอเร็ตต้า พี่คอยให้กำลังใจผมเสมอ และผมอยากจะขอบคุณ ลองดูในตู้จดหมาย ผมส่งบางอย่างให้พี่นะครับ” บ่ายวันนั้นเธอพบบัตรของขวัญมูลค่าหนึ่งร้อยดอลลาร์จากน้องชาย นี่เป็นเรื่องอัศจรรย์ใช่ไหม บางคนอาจไม่คิดเช่นนั้น แต่สำหรับลอเร็ตต้า “เรื่องบังเอิญ” นี้ทำให้รู้สึกอัศจรรย์ใจ เธอคาดหวังเสมอว่าพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์จะจัดเตรียมทุกสิ่งเพื่อเธอ
มุมมองของเธอเน้นย้ำบทเรียนเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู หลังวันสะบาโต หญิงสามคนนำเครื่องหอมไปชโลมพระศพพระเยซูในอุโมงค์ แต่ขณะกำลังเดินไปในช่วงเช้าตรู่ พวกนางไม่ได้คาดคิดถึงการอัศจรรย์ แต่คิดถึงปัญหาว่า “ใครจะช่วยกลิ้งก้อนหินออกจากปากอุโมงค์” (มก.16:1-3)
ขณะหมกมุ่นอยู่กับปัญหาที่แฝงด้วยความสงสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงเหล่านี้ที่มีมารีย์ชาวมักดาลาซึ่งเคยร่วมเดินทางกับพระเยซูและได้เห็นฤทธิ์อำนาจของพระองค์ แต่ในเช้าวันนั้นพวกนางกลับมองหาพระเยซูที่ตายไปแล้ว
ตรงกันข้าม “พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาแล้วหาได้ประทับที่นี่ไม่” ทูตสวรรค์บอกพวกนาง (ข้อ 6) คำประกาศนั้นอธิบายถึงสิ่งที่เราจะคาดหวังได้จากพระเยซูผู้ทรงพระชนม์อยู่ นั่นคือฤทธิ์อำนาจอันอัศจรรย์แห่งการฟื้นขึ้นจากความตายของพระองค์ พระองค์ทรงพระชนม์อยู่ เมื่อเราต้องเผชิญกับ “หินก้อนใหญ่” ที่ต้องเคลื่อนออกจากทาง พระองค์ทรงอยู่กับเราและจะทรงช่วยเรา พระองค์ไม่ได้อยู่ในอุโมงค์ พระองค์ทรงเป็นขึ้นแล้วจริงๆ!
ดำเนินต่อไปด้วยความเชื่อ
แม็กซ์ซี ไฟล์เลอร์ต้องผ่านการสอบเนติบัณฑิตอันทรหดของรัฐซึ่งใช้เวลาสามวันเพื่อจะเป็นทนายความในแคลิฟอร์เนีย เขาจึงไม่ได้สอบเพียงครั้งหรือสองครั้ง แต่ถึงสี่สิบแปดครั้งก่อนที่จะผ่านการสอบอันยากลำบากนี้ เป้าหมายของเขาคือเพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในเมืองคอมป์ตันแห่งนี้ที่เขารัก ตลอดระยะเวลายี่สิบห้าปีระหว่างความพยายามในการสอบครั้งแรกจนถึงครั้งสุดท้าย ไฟล์เลอร์และภรรยาได้เลี้ยงดูลูกเจ็ดคน ซึ่งทุกคนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแล้ว เมื่อเขาเข้าพิธีปฏิญาณตน ผู้พิพากษากล่าวว่า “สามคำเกี่ยวกับแม็กซ์ซี ไฟล์เลอร์ นั่นคือความเพียรพยายาม ความเพียรพยายาม และความเพียรพยายาม”
เรื่องราวของเขาทำให้ฉันคิดถึงบุคคลในพระคัมภีร์ที่เพียรพยายาม ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูระลึกถึงบางคน ได้แก่ โนอาห์ผู้ “มีความเชื่อ...และได้เป็นทายาทแห่งความชอบธรรม ซึ่งบังเกิดมาจากความเชื่อ” (11:7) หรืออับราฮัม อิสอัค ยาโคบ (ข้อ 8-21) โมเสส (ข้อ 23-28) และคนอื่นๆ แบบอย่างของพวกเขาสร้างแรงบันดาลใจให้กับเรา ผู้เขียนยังได้ตักเตือนผู้เชื่อในพระคริสต์ว่า “เหตุฉะนั้นเมื่อเรามีพยานพรั่งพร้อมอยู่รอบข้างเช่นนี้แล้ว ก็ขอให้เราละทิ้งทุกอย่างที่ถ่วงอยู่ และบาปที่เกาะแน่น” (12:1) และ “ขอให้เราวิ่งแข่งด้วยความพยายาม ตามที่ได้กำหนดไว้สำหรับเรา” (ข้อ 1) แล้วเราจะทำได้อย่างไร ก็โดย “หมายเอาพระเยซูเป็นผู้บุกเบิก และผู้ทรงทำให้ความเชื่อของเราสมบูรณ์” (ข้อ 2) เมื่อเราใคร่ครวญถึงการเสียสละของพระคริสต์เพื่อเรา เรา “จะได้ไม่รู้สึกท้อถอย” (ข้อ 3)
การท้าทายความเชื่อของเรานั้นจะทำให้เรามีโอกาสฝึกฝนความอดทนในพระนามของพระองค์ และเราเพียรพยายามได้โดยฤทธานุภาพของพระองค์
กำลังที่มาจากความยากลำบาก
เจสมีอายุมากแล้วตอนที่ได้ยินนิทานเรื่องเด็กชายกับผีเสื้อเป็นครั้งแรก เขาจึงเข้าใจบทเรียนจากเนื้อเรื่องได้ทันทีว่าต้องการจะสอนเรื่องกำลังที่เพิ่มขึ้นจากความยากลำบาก ในนิทานเด็กผู้ชายคนหนึ่งได้รับดักแด้ผีเสื้อมาพร้อมคำกำชับไม่ให้เปิดมันออก แต่พอดักแด้เริ่มขยับไปมาอยู่ในมือ เด็กชายอดใจไม่ไหวจึงใช้กรรไกรตัดเปิดมันออกเพื่อให้ผีเสื้อที่อยู่ภายในได้เป็นอิสระ
แม้จะได้รับการปลดปล่อยจากการดิ้นรนต่อสู้ แต่ผีเสื้อตัวนั้นกลับร่วงลงพื้นและตายไปโดยที่ยังไม่เคยได้บิน “เกิดอะไรขึ้น” เด็กชายร้องไห้ เจสซึ่งผ่านชีวิตมายาวนานเข้าใจทันที “เด็กชายไม่ได้ปล่อยให้ผีเสื้อได้ใช้กล้ามเนื้อที่จำเป็นในการเติบโตให้แข็งแรงและบินได้”
บทเรียนของเด็กๆนี้อาจเป็นเพียงเรื่องเล่า แต่กลับสอดคล้องและสนับสนุนความจริงในพระคัมภีร์ ที่เปาโลสอนผู้เชื่อในพระเยซูที่ถูกข่มเหงในกรุงโรม “ยิ่งกว่านั้น เราชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากของเราด้วย เพราะเรารู้ว่าความทุกข์ยากนั้น ทำให้เกิดความอดทน และความอดทนทำให้เห็นว่าเราเป็นคนที่พระเจ้าทรงใช้ได้ และการที่เราเห็นเช่นนั้นทำให้เกิดมีความหวังใจ” (รม.5:3-4)
เปาโลไม่ได้บอกให้เรายินดีกับความเจ็บปวดหรือปฏิเสธความเจ็บปวดนั้น แต่ท่านยืนยันว่าพระเจ้าจะทรงใช้ความยากลำบากเพื่อสร้างคุณลักษณะชีิวิตและให้ความหวังใจของเราเติบโตขึ้นในพระองค์
โดยพระกำลังของพระองค์ พระเจ้าจะทรงทำให้ความวางใจของเราในฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระองค์เติบโตขึ้น ผีเสื้อตัวนั้นข้ามขั้นตอนในการเติบโตมันจึงไม่แข็งแรงพอจะบินได้ แต่ในพระคริสต์ เราชื่นชมยินดีเพราะความยากลำบากจะทำให้เรากลายเป็นคนที่ใช้การได้สำหรับพระเจ้าพระผู้ไถ่ของเรา
เรียนรู้ที่จะรัก
วู้ดดี้ คูเปอร์ ยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนที่ส่งเสียงดังในวันที่โดโรธี เคาท์เด็กหญิงผิวสี เข้ามาเรียนในโรงเรียนมัธยมปลายของเขาที่มีแต่คนผิวขาวในรัฐนอร์ทแคโรไลน่า พวกเขาหัวเราะเยาะ เด็กผู้ชายบางคนตะโกนด่าทอด้วยคำเหยียดเชื้อชาติและขว้างขยะใส่โดโรธี แต่วู้ดดี้ไม่ได้ห้ามพวกเขา และยังนิ่งเงียบเมื่อผู้หญิงคนหนึ่งตะโกนว่า “สาวๆถุยน้ำลายใส่มันเลย!” ต่อมาเขาก็ถามตัวเองว่า ทำไมผมไม่พูดอะไรสักคำ เธอไม่ได้ทำอะไรผิด เธอก็แค่นักเรียนคนหนึ่งที่มาโรงเรียน เขาถูกหลอกหลอนด้วยบาปแห่งการละเลยเป็นเวลาหลายสิบปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เห็นตัวเองอยู่ในภาพข่าววันนั้น ในที่สุดสี่สิบเก้าปีต่อมา วู้ดดี้ได้ติดต่อโดโรธีเพื่อขอโทษ
วู้ดดี้ได้เรียนรู้ว่า การแสดงความรักและช่วยเหลือมนุษย์คนหนึ่งไม่ใช่เป็นเพียงความกล้าหาญเท่านั้น แต่ยังเป็นการเลือกที่จะเป็นเหมือนพระเยซูด้วย อัครสาวกยอห์นได้สอนบทเรียนนี้ให้กับคริสตจักรที่แบกภาระจากคำสอนผิดๆเกี่ยวกับพระคริสต์และความรักของพระองค์
ยอห์นเขียนว่า “เราทั้งหลายรัก ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน ถ้าผู้ใดว่า ‘ข้าพเจ้ารักพระเจ้า’ และใจยังเกลียดชังพี่น้องของตน ผู้นั้นก็เป็นคนพูดมุสา” (1ยน.4:19-20) ยอห์นระลึกถึงคำสั่งอันยิ่งใหญ่ข้อนี้ที่ว่า “ให้คนที่รักพระเจ้านั้นรักพี่น้องของตนด้วย” (ข้อ 21)
วู้ดดี้และโดโรธีสะท้อนให้เห็นความรักนั้นเมื่อพวกเขากลายมาเป็นเพื่อนสนิทและไปพูดที่คริสตจักรและโรงเรียนด้วยกัน ในคืนก่อนที่เขาจะเสียชีวิต เธอมาเยี่ยมเขา “ฉันรักเขา” เธอกล่าว “และฉันรู้ว่าเขารักฉัน” นั่นคือวิธีปฏิบัติของพระเยซู และควรเป็นวิธีปฏิบัติของเราด้วยเช่นกัน เพราะพระเจ้าทรงนำเรามาอยู่ร่วมกันในความรักของพระองค์ซึ่งเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา