ใจมั่นคงแน่วแน่
ในฐานะผู้เล่นในทีมเบสบอลซานฟรานซิสโกไจแอนท์ส ดรูว์ โรบินสันรู้จักช่วงเวลาที่ดีและเลวร้ายทางจิตใจเป็นอย่างดี เมื่อใดก็ตามที่อาการบาดเจ็บทำให้เขาต้องลงไปเล่นในทีมรอง เขาจะตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า ผมจะถูกแทนที่ไหม ผมจะหายดีไหม ขณะที่เขาดูเพื่อนร่วมทีมเล่นทางทีวีอยู่ที่บ้าน “ผมรู้สึกโดดเดี่ยว แปลกแยกและตัวคนเดียวอย่างสิ้นเชิง” หลังจากพยายามฆ่าตัวตายในช่วงที่โควิดระบาด เขาได้เล่าปัญหาของตนกับนักจิตวิทยาของทีมไจแอนท์ส และได้รับความช่วยเหลืออย่างมาก จนเขาหนุนใจผู้เล่นคนอื่นๆให้ออกมาพูดคุยถึงปัญหาในใจของพวกเขา เวลานี้เขาเป็นผู้สนับสนุนด้านสุขภาพจิตแบบเต็มเวลาของทีมไจแอนท์ส โดยหนุนใจให้ผู้เล่นที่แข็งแกร่งด้านร่างกาย แสวงหาสุขภาพจิตที่แข็งแรงเช่นกัน หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดมาได้ โรบินสันเชื่อว่าจุดมุ่งหมายของเขาคือ การหนุนใจผู้อื่น
พระคัมภีร์ถือว่าจิตใจที่มั่นคงแน่วแน่นั้นเป็นเป้าหมายที่ชาญฉลาด และยังเป็นของขวัญจากพระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก อิสยาห์กล่าวในบทนี้ถึงพระองค์ว่า “ใจแน่วแน่นั้น พระองค์ทรงรักษาไว้ในศานติภาพอันสมบูรณ์ เพราะเขาวางใจในพระองค์” (26:3) ช่างเป็นคำสัญญาที่ปลอบประโลมใจในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยาก! บาปและการกบฏได้ทำให้จิตใจของประชากรหันเหไปจากพระองค์ ทำให้ความคิดและจิตใจอยู่ในความสับสน ดังนั้นอิสยาห์จึงหนุนใจว่า “จงวางใจในพระเจ้าเป็นนิตย์ เพราะพระเจ้าทรงเป็นศิลานิรันดร์” (ข้อ 4)
ในยามที่เราวิตกกังวล เราวางใจพระเจ้าในเรื่องเส้นทางชีวิตของเราได้เช่นกัน การจดจ่อความคิดของเราไว้ที่พระองค์ จะนำเราให้ไว้วางใจในพระเยซูผู้ทรงเป็นสันติสุขของเราในทุกวัน
เป้าหมายที่สอดคล้องกับพระเจ้า
หลังถูกให้ออกจากงานโดยไม่แจ้งล่วงหน้า วิลหดหู่ใจมากจนต้องเข้ารับการรักษาในสถานจิตเวชแบบอยู่ประจำ วันหนึ่งหลังจากผ่านไปหลายสัปดาห์โดยไม่มีความคืบหน้าใดๆ ขณะเดินออกกำลังกายประจำวัน เมื่อนักบำบัดมองเห็นเขาจึงยิ้มแล้วตะโกนว่า “ได้ มาเดิมพันกันได้เลยว่าฉันจะไปถึงห้องโถงก่อนคุณ” วิลเล่าว่า “การกระทำเล็กๆนั้นกระตุ้นบางอย่างในตัวผม” ทันใดนั้นเขารู้สึกว่าตนเองมีเป้าหมาย จึงเดินเร็วแข่งกับนักบำบัด แล้วเขาก็ชนะ เขารู้สึกประหลาดใจว่าการมีเป้าหมายที่สร้างแรงบันดาลใจแค่หนึ่งอย่างและสามารถบรรลุเป้าหมายนั้น ทำให้เขามีความหวังขึ้นได้ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นตัว
อัครทูตเปาโลเข้าใจถึงพลังของการมีเป้าหมายที่ชัดเจน โดยท่านบอกสมาชิกในคริสตจักรว่า “ข้าพเจ้าต้องการจะรู้จัก[พระคริสต์]” (ฟป.3:10) ท่านต้องการรู้จักฤทธิ์เดชของพระเยซูผู้ทรงคืนพระชนม์ เพราะฤทธิ์เดชนั้นจะช่วยให้ท่านเป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น เพื่อจะบรรลุเป้าหมายนั้นเปาโลทำสิ่งหนึ่ง คือ “ลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสีย และโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า ข้าพเจ้ากำลังบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย เพื่อจะได้รับรางวัลซึ่งในพระเยซูคริสต์พระเจ้าได้ทรงเรียกจากเบื้องบนให้เราไปรับ” (ข้อ 13-14) คุณรู้สึกเหมือนตัวเองยังไปไม่ถึงจุดหมายหรือไม่ พระเจ้าทรงช่วยเราที่จะปรับเป้าหมาย โดยในพระคริสต์เรา “ได้รับแค่ไหนแล้ว ก็ให้เราดำเนินตรงตามนั้นต่อไป” (ข้อ 16)
เป้าหมายของเปาโลไม่ได้อยู่ที่สิ่งของในโลกนี้ ท่านรู้ว่า “บ้านเมืองของเรานั้นอยู่ที่สวรรค์” (ข้อ 20) ด้วยมุมมองนิรันดร์เช่นนี้ เราจึงได้พบความหวังใหม่ที่จะจำเริญขึ้นในพระคริสต์
การสามัคคีธรรมที่ยอดเยี่ยม
ราเชล “ย้ายคริสตจักรไปเรื่อยๆ” เป็นเวลาสามปีก่อนที่จะพบกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์ที่เธอไม่เคยพบในคริสตจักรแบบดั้งเดิม นั่นก็คือ การอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน ราเชลเป็นคนหูหนวก ทั่วโลกนี้มีคนหูหนวกจำนวนมากที่เผชิญกับอุปสรรคในการนมัสการคล้ายๆกัน คริสตจักรตามบ้านที่เธอไปนั้นเลี้ยงดูผู้เชื่อในชุมชนผ่านการนมัสการออนไลน์ของคริสตจักรคนหูหนวกทางยูทูป มีการพูดคุยกันเกี่ยวกับคำสอน และรับประทานอาหารร่วมกัน กลุ่มเล็กๆนี้ได้กลายเป็นครอบครัวคริสตจักรที่มีพระวิญญาณทรงนำอย่างที่ราเชลปรารถนา
เปาโลอธิบายถึงสิ่งที่จะทำให้คริสตจักรอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน นั่นคือ การมีสามัคคีธรรมกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ จดหมายที่เขียนจากคุกนี้ ท่านหนุนใจคริสตจักรที่ฟีลิปปีให้มีสามัคคีธรรมเช่นนี้ ความหวังส่วนหนึ่งของท่านคือหนุนใจให้เกิดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันฝ่ายวิญญาณในชุมชนที่ท่านรักและก่อตั้งนี้
เปาโลกระตุ้นให้เรา “เชื่อมั่นคงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ต่อสู้เหมือนอย่างเป็นคนเดียว” (ฟป.1:27) ท่านเสริมว่า “ถ้าชีวิตในพระคริสต์อำนายการเร้าใจประการใด ถ้ามีการหนุนใจประการใดในความรัก ถ้ามีส่วนประการใดกับพระวิญญาณ...ก็ขอให้ท่านทำให้ความยินดีของข้าพเจ้าเต็มเปี่ยม...ด้วยมีใจรู้สึกและคิดพร้อมเพรียงกัน” (2:1-2)
ดังนั้น ท่านจึงกล่าวว่าอย่าเห็นแก่ตัวเลย “อย่าให้ต่างคนต่างเห็นแก่ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่นๆด้วย” (ข้อ 3-4) คำพูดที่ประกอบด้วยปัญญานี้จะช่วยนำทางครอบครัวคริสตจักรทั้งหมดได้ โดยฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ชุมชนของเราจึงสามารถรับใช้พระองค์ในการสามัคคีธรรมที่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้
พระเจ้าทรงจัดเตรียมอย่างอุดมสมบูรณ์
หลังน้ำท่วมจากพายุเฮอริเคนเฮเลนซึ่งเกือบทำลายเมืองเล็กๆของเขาในรัฐนอร์ทแคโรไลนาในปี 2024 ศิษยาภิบาลคนหนึ่งสังเกตเห็นรูปแบบที่สร้างแรงบันดาลใจ ขณะที่เขาต้องพยายามตอบคำถามเดิมซ้ำๆที่ว่า “คุณต้องการอะไร” เงินบริจาคก็จะมาถึงในเวลาที่เขาต้องการพอดี เมื่อเขาต้องการที่ชาร์จโทรศัพท์ จู่ๆชายคนหนึ่งก็ขับรถมาพร้อมเครื่องปั่นไฟ สร้างสถานีชาร์จไว้ที่คริสตจักร หากต้องการน้ำดื่ม ทันใดนั้นขวดน้ำดื่มที่วางซ้อนๆกันบนแท่นวางก็มาถึง
เป็นความบังเอิญหรือ นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะพระคัมภีร์ชี้ไปที่พระเจ้า “พระเจ้าของข้าพเจ้าจะประทานสิ่งสารพัดที่พวกท่านขาดอยู่นั้น จากทรัพย์อันรุ่งเรืองของพระองค์ในพระเยซูคริสต์” (ฟป.4:19) คำสัญญานี้อาจดูว่างเปล่าสำหรับเมืองที่เกือบพังทลายด้วยกำแพงน้ำเชี่ยวกรากสูงกว่าเก้าเมตร แต่เปาโลผู้ซึ่งถูกจำคุกขณะที่กล่าวคำหนุนใจนี้ ท่านคุ้นเคยดีกับความทุกข์ยาก
เปาโลเขียนจดหมายถึงคริสตจักรในเมืองฟีลิปปีเพื่อขอบคุณพวกเขาสำหรับเงินถวายที่จำเป็นอย่างยิ่ง ท่านถูกละเลยแต่ไม่ใช่จากพวกเขา (ข้อ 15) พระเจ้าทรงใช้พวกเขาเพื่อตอบสนองความจำเป็นของท่าน ดังนั้นพระวจนะของพระองค์จึงให้ความสำคัญกับพระเจ้าผู้ประทาน “ทรัพย์อันรุ่งเรืองของพระองค์” ที่มีในพระเยซูคริสต์พระผู้ช่วยให้รอดของเรา ซึ่งในพระองค์เรามี “พระพรฝ่ายวิญญาณนานาประการ” (อฟ.1:3) ความชื่นชมยินดี สันติสุข ความจริงและความรอดนั้นรวมอยู่ในสิ่งที่ประทานแก่เราด้วย พระองค์จะประทานน้ำดื่มให้แก่เราเช่นกันถ้านั่นคือสิ่งที่เราต้องการ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรักและพระกรุณาอย่างล้นเหลือ
รักเด็กทั้งหลายเหมือนที่พระเจ้าทรงรัก
ตลอดฤดูร้อน เด็กๆที่อยู่บ้านด้านหลังเราใช้เวลาหลายชั่วโมงเล่นชิงช้าที่ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด แต่เสียงของชิงช้าไม่ได้สร้างความรำคาญให้กับพวกเด็กๆที่บางวันดูเหมือนจะแกว่งเล่นไม่หยุดหย่อน ฉันถามสามีในทำนองบ่นว่าทำไมพ่อแม่พวกเขาถึงไม่หยอดน้ำมันชิงช้านะ แต่เมื่ออธิษฐานในเรื่องนี้ ฉันเห็นการเปลี่ยนแปลงในใจตัวเอง ฉันเข้าใจได้ถึงเสียงหัวเราะและความชื่นชมยินดีของเด็กๆที่ประดังออกมาจากความวางใจที่พบได้ในสนามหลังบ้านของพวกเขาและจากการที่มีพ่อแม่อยู่ใกล้ๆ
พระเยซูตรัสถึงความไว้วางใจเช่นนั้นเมื่อตรัสถึงเด็กเล็กๆ ผู้คนพาลูกๆมาหาพระเยซูเพื่อให้ทรงอวยพรพวกเขา แต่สาวกของพระองค์ที่ไม่พอใจได้ต่อว่าพ่อแม่และดุพวกเด็กๆ (มก.10:13)
เมื่อทรงเห็นดังนี้ พระคริสต์ “ไม่พอพระทัย” (ข้อ 14) ตรัสกับเหล่าสาวกว่า “จงยอมให้เด็กเล็กๆเข้ามาหาเรา อย่าห้ามเขาเลย เพราะว่าแผ่นดินของพระเจ้าเป็นของคนเช่นเด็กอย่างนั้น” และตรัสอีกว่า “ผู้หนึ่งผู้ใดมิได้รับแผ่นดินของพระเจ้าเหมือนเด็กเล็กๆ ผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินนั้นไม่ได้” (ข้อ 14-15)
พระองค์ทรงสอนเรื่องนี้แก่เหล่าสาวกแล้วเมื่อพวกเขาโต้เถียงกันว่าใครเป็นใหญ่ที่สุดในหมู่พวกตน ในอีกโอกาสหนึ่ง พระองค์ทรงอุ้มเด็กคนหนึ่งแล้วตรัสว่า “ถ้าผู้ใดจะรับเด็กเล็กๆเช่นนี้คนหนึ่งในนามของเรา ผู้นั้นก็รับเรา” (9:37) ทรงแสดงให้เห็นแนวคิดเดียวกันนี้โดย “พระองค์ทรงอุ้มเด็กเล็กๆเหล่านั้น วางพระหัตถ์บนเขา แล้วทรงอวยพรให้” (10:16) ช่างเป็นเครื่องเตือนใจอันงดงามที่ให้เราเป็นเหมือนเด็กๆในการไว้วางใจในพระเยซู
ยึดมั่นในพระเจ้า
เช้าแล้ว สามีของฉันจึงเปิดเพลงที่เขาชอบจากโทรศัพท์ ชื่อเพลงว่า “My Soul Is Anchored (จิตวิญญาณของฉันยึดมั่นในพระเจ้า)” เนื้อเพลงแสดงถึงความหวังในพระเจ้าในช่วงเวลาที่สับสนวุ่นวาย ขณะที่แดนร้องคลอตาม เนื้อเพลงบอกว่า แม้คลื่นลูกใหญ่จะถาโถมเข้ามา แต่เราจะไม่หวั่นไหว เพราะพระเจ้าทรงยึดเราไว้แน่น
เนื้อเพลงบรรยายถึงการทำงานของสมอเรือเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ สมอช่วยยึดเรือให้มั่นคงด้วย “แขนสมอ” ที่จมลงสู่ก้นทะเล เพื่อป้องกันไม่ให้เรือล่องลอยออกไปหรือโคลงเคลงเมื่อพายุกระหน่ำ
สมอกลายเป็นสัญลักษณ์ถึงความเชื่อของคริสเตียนที่ได้รับความนิยมมายาวนาน โดยสะท้อนถึงความหวังที่เรามีในพระคริสต์ ผู้ซึ่งเรายึดไว้แน่นแม้ในยามที่ชีวิตวุ่นวาย ดังที่ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูกล่าวว่า “ความหวังที่เรายึดนั้นเป็นเสมือนสมอที่แน่และมั่นคงของจิตใจ” (ฮบ.6:19) ความหวังนี้คือพระเยซู ซึ่งพระลักษณะที่ “ไม่เปลี่ยนแปลง” (ข้อ 17) ของพระองค์ เป็นเสมือนสิ่งยึดเหนี่ยวที่ไว้วางใจได้สำหรับผู้ที่เชื่อในพระองค์ ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ พระองค์ก็ทรงยืนยันด้วยคำสาบาน และ “โดยสองประการที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ (พระเจ้าจะไม่ตรัสมุสา)” (ข้อ 17-18) ด้วยเหตุนี้ เราผู้ยึดมั่นในพระสัญญาของพระองค์จึง “ได้รับการชูใจอย่างมากมาย” (ข้อ 18)
บางคนอาจมีสิ่งยึดเหนี่ยวที่เชื่อถือไม่ได้ เช่น ความทะเยอทะยานของตนเอง เพื่อนที่ไม่ดี หรือนิสัยที่แย่ๆ แต่จะดียิ่งกว่าหากเรายึดมั่นในพระองค์ผู้ที่เรารู้ว่าเราสามารถไว้วางใจและพึ่งพาได้ ยามเมื่อถูกคลื่นซัด เราก็จะยังมั่นคง เพราะจิตวิญญาณของเรายึดมั่นในพระเจ้า
อธิษฐานเพื่อจะเติบโต
หลังจากที่ลัม ไว ชาน ย้ายจากบ้านเกิดที่สิงคโปร์ไปเป็นศิษยาภิบาลคริสตจักรแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น เขาเกิดรู้สึกตื่นตระหนก คริสตจักรนั้นมีสมาชิกเพียงยี่สิบคน ในประเทศที่รู้จักกันว่าเป็นเหมือน “สุสานของมิชชันนารี” นี้ ซึ่งมีประชากรประมาณหนึ่งเปอร์เซ็นต์ที่เป็นคริสเตียน และคริสตจักรหลายแห่งก็ว่างเปล่า ลัมรู้สึก “เหมือนกำลังรับช่วงมาขับเรือที่กำลังจะจม” เขาร้องทูลต่อพระเจ้าและสัมผัสได้ถึงคำตอบว่า จงมอบคริสตจักรคืนมาให้เรา
แทนที่จะ “ปรับปรุง” การนมัสการหรือดนตรี ไว ชาน ขอให้สมาชิกอธิษฐานเผื่อเรื่องความต้องการของพวกเขา เผื่อสมาชิกในครอบครัว และเพื่อนที่ไม่รู้จักพระเยซู คริสตจักรจึงค่อยๆขยายขนาดขึ้นเป็นสองเท่า
การอธิษฐานอย่างสัตย์ซื่อของพวกเขาเป็นแบบอย่างที่มีอยู่จริงและเป็นไปตามพระคัมภีร์ในการสร้างชุมชนในพระเยซู สิ่งแรกคืออธิษฐาน เปาโลเขียนไว้ว่า “จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ” และกระทำทั้งหมดนี้โดยไม่ต้องทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย (ฟป.4:6) วิธีนี้จะทำให้เรามอบพันธกิจ คริสตจักร และโครงการต่างๆ ของเราคืนแด่พระเจ้า เราอาจหว่านเมล็ดและรดน้ำ แต่ดังเช่นที่อัครทูตเปาโลกล่าวไว้ว่า “คนที่ปลูกและคนที่รดน้ำไม่สำคัญอะไร แต่พระเจ้าผู้ทรงโปรดให้เติบโตนั้นต่างหากที่สำคัญ” (1 คร.3:7) ท่านกำลังวิงวอนผู้เชื่อในเมืองโครินธ์ให้หยุดทุ่มเถียงกันว่าจะติดตามผู้นำคริสตจักรคนไหนดี (ข้อ 3-6)
ตามที่เปาโลกล่าวไว้ว่า “ผู้ใดจะวางรากอื่นอีกไม่ได้แล้ว นอกจากที่วางไว้แล้วคือพระเยซูคริสต์” (ข้อ 11) ขอให้เราอธิษฐานเพื่อมอบคริสตจักรของเราคืนแด่พระองค์ แล้วคอยเฝ้าดูคริสตจักรเหล่านั้นเติบโต
ฤดูกาลแห่งความรัก
ดอกไม้ไม่จำเป็นต้องผลิบานก็งดงามได้ นี่เป็นคำกล่าวของพีท อูดอล์ฟ นักออกแบบภูมิทัศน์ชื่อดัง แม้ในฤดูหนาวที่หนาวเหน็บ งานออกแบบที่ได้รับรางวัลของนักจัดสวนชาวดัตช์ผู้นี้ก็ยังขึ้นชื่อเรื่องเสน่ห์อันน่าทึ่ง “ความงามมีอยู่ในหลายสิ่งที่คุณนึกไม่ถึง” แม้ว่าบางคนอาจไม่เห็นด้วย อูดอล์ฟกล่าวว่า “ทันทีที่คุณพูดว่าฉันรักต้นไม้ที่ตาย [พักตัว] นั่นแสดงว่าคุณมีปัญหา เพราะผู้คนไม่ชอบต้นไม้ที่ตายแล้ว”
การที่อูดอล์ฟชื่นชมวงจรชีวิตของพืชพรรณสะท้อนให้เห็นหลักการฝ่ายวิญญาณที่สำคัญประการหนึ่ง นั่นคือ ขณะที่เราตายในบาปนั้นพระเจ้ายังคงรักเรา อัครทูตเปาโลอธิบายว่า “ขณะเมื่อเรายังขาดกำลัง พระคริสต์ก็ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อช่วยคนบาปในเวลาที่เหมาะสม” (รม.5:6) เปาโลกล่าวต่อว่า “พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา” (ข้อ 8)
พระเยซูทรงเลือกสาวกที่มีข้อบกพร่อง ทรงร่วมรับประทานอาหารกับคนบาปที่เป็นที่รู้จัก พระองค์ทรงรักษาโรคให้คนที่สังคมไม่ยอมรับ อูดอล์ฟก็เช่นเดียวกัน “เขาสนใจต้นไม้ไม่เพียงเพราะดอกของมันเท่านั้น แต่ยังสนใจลักษณะของมันด้วย” เขามองเห็นความงาม “ในสิ่งที่เมื่อแรกเห็นนั้นไม่งดงาม”
ในฐานะผู้ที่สะท้อนพระฉายาของพระเจ้า เราสำแดงให้โลกได้เห็นพระองค์ผ่านวิธีที่เรามีสัมพันธ์กับพระองค์และกับกันและกัน พระเจ้าทรงปลูกเราไว้ในความรักของพระองค์ เราได้รับการเจิมจากพระบิดาของเราให้ผลิบานใหม่อีกครั้งในพระองค์ คนบาปที่ครั้งหนึ่งเคยตายแล้ว กำลังแสดงความงดงามของพระองค์ให้กับโลกนี้ที่ปรารถนาจะได้มองเห็นพระองค์
หยั่งรากลึก
ขณะที่ดักลาส เคนท์สถาปนิกภูมิทัศน์ได้เดินสำรวจพื้นที่ที่ไหม้เกรียมรอบเมืองลอสแองเจลิสหลังเหตุการณ์ไฟป่าครั้งใหญ่ในปี 2025 เขาได้พบกับสิ่งแปลกประหลาดอันน่าทึ่ง นั่นก็คือ ต้นไม้ที่ยังคงมีชีวิตและเขียวสดอยู่ข้างๆ รถยนต์ที่ละลายและอาคารที่ถูกไฟไหม้ มีต้นไม้หลายต้นที่แตกใบปาล์มและใบที่เขียวชอุ่ม โดยผลิดอกออกผลมากมาย แล้วยังมีลำต้นและกิ่งก้านที่แข็งแรง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
หลังจากผ่านฤดูหนาวสองครั้งที่มีฝนตกติดต่อกัน ต้นไม้ได้หยั่งรากลึกลงไปในดินเพื่อดูดซับความชุ่มชื้นไปเลี้ยงกิ่งก้านและใบ ในยามที่เกิดเพลิงไหม้พวกมันจึงสามารถต้านทานความร้อนได้ “สิ่งที่ผมเห็น” เคนท์กล่าว “คือ หากคุณหยั่งรากลึก คุณก็รอด”
ความเชื่อของเราในช่วงเวลาแห่งการทดสอบอันแสนสาหัสของชีวิตก็เป็นเช่นนั้น เมื่อเราหยั่งรากฝ่ายวิญญาณลึกลงไปในพระคริสต์และความรักของพระองค์ เราจะเป็น “เหมือนต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมน้ำ ซึ่งหยั่งรากของมันออกไปข้างลำน้ำ เมื่อแดดส่องมาถึงก็ไม่กลัว เพราะใบของมันคงเขียวอยู่เสมอ และไม่กระวนกระวายในปีที่แห้งแล้ง เพราะมันไม่หยุดที่จะออกผล” (ยรม.17:8)
เยเรมีย์ผู้ไม่เคยพูดจาอ้อมค้อมเตือนว่า ผู้ที่วางใจใน “เนื้อหนัง” ย่อม “เป็นที่แช่งสาป” (ข้อ 5) “เขาเป็นเหมือนพุ่มไม้ที่อยู่ในทะเลทราย และไม่เห็นความดีอันใดมาถึงเลย เขาจะอาศัยอยู่ในแผ่นดินที่แตกระแหงที่ในถิ่นทุรกันดาร ในแผ่นดินเค็มที่ไม่มีคนอาศัย” (ข้อ 5-6) แต่การวางใจในพระเจ้านั้นดียิ่งกว่า! เมื่อเราได้รับการรดน้ำด้วยความรักของพระองค์ที่ค้ำจุนเราไว้ เราจะเติบโตขึ้นได้แม้ในภาวะวิกฤติและจะบังเกิดผลในฝ่ายวิญญาณ