รักเด็กทั้งหลายเหมือนที่พระเจ้าทรงรัก
ตลอดฤดูร้อน เด็กๆที่อยู่บ้านด้านหลังเราใช้เวลาหลายชั่วโมงเล่นชิงช้าที่ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด แต่เสียงของชิงช้าไม่ได้สร้างความรำคาญให้กับพวกเด็กๆที่บางวันดูเหมือนจะแกว่งเล่นไม่หยุดหย่อน ฉันถามสามีในทำนองบ่นว่าทำไมพ่อแม่พวกเขาถึงไม่หยอดน้ำมันชิงช้านะ แต่เมื่ออธิษฐานในเรื่องนี้ ฉันเห็นการเปลี่ยนแปลงในใจตัวเอง ฉันเข้าใจได้ถึงเสียงหัวเราะและความชื่นชมยินดีของเด็กๆที่ประดังออกมาจากความวางใจที่พบได้ในสนามหลังบ้านของพวกเขาและจากการที่มีพ่อแม่อยู่ใกล้ๆ
พระเยซูตรัสถึงความไว้วางใจเช่นนั้นเมื่อตรัสถึงเด็กเล็กๆ ผู้คนพาลูกๆมาหาพระเยซูเพื่อให้ทรงอวยพรพวกเขา แต่สาวกของพระองค์ที่ไม่พอใจได้ต่อว่าพ่อแม่และดุพวกเด็กๆ (มก.10:13)
เมื่อทรงเห็นดังนี้ พระคริสต์ “ไม่พอพระทัย” (ข้อ 14) ตรัสกับเหล่าสาวกว่า “จงยอมให้เด็กเล็กๆเข้ามาหาเรา อย่าห้ามเขาเลย เพราะว่าแผ่นดินของพระเจ้าเป็นของคนเช่นเด็กอย่างนั้น” และตรัสอีกว่า “ผู้หนึ่งผู้ใดมิได้รับแผ่นดินของพระเจ้าเหมือนเด็กเล็กๆ ผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินนั้นไม่ได้” (ข้อ 14-15)
พระองค์ทรงสอนเรื่องนี้แก่เหล่าสาวกแล้วเมื่อพวกเขาโต้เถียงกันว่าใครเป็นใหญ่ที่สุดในหมู่พวกตน ในอีกโอกาสหนึ่ง พระองค์ทรงอุ้มเด็กคนหนึ่งแล้วตรัสว่า “ถ้าผู้ใดจะรับเด็กเล็กๆเช่นนี้คนหนึ่งในนามของเรา ผู้นั้นก็รับเรา” (9:37) ทรงแสดงให้เห็นแนวคิดเดียวกันนี้โดย “พระองค์ทรงอุ้มเด็กเล็กๆเหล่านั้น วางพระหัตถ์บนเขา แล้วทรงอวยพรให้” (10:16) ช่างเป็นเครื่องเตือนใจอันงดงามที่ให้เราเป็นเหมือนเด็กๆในการไว้วางใจในพระเยซู
ยึดมั่นในพระเจ้า
เช้าแล้ว สามีของฉันจึงเปิดเพลงที่เขาชอบจากโทรศัพท์ ชื่อเพลงว่า “My Soul Is Anchored (จิตวิญญาณของฉันยึดมั่นในพระเจ้า)” เนื้อเพลงแสดงถึงความหวังในพระเจ้าในช่วงเวลาที่สับสนวุ่นวาย ขณะที่แดนร้องคลอตาม เนื้อเพลงบอกว่า แม้คลื่นลูกใหญ่จะถาโถมเข้ามา แต่เราจะไม่หวั่นไหว เพราะพระเจ้าทรงยึดเราไว้แน่น
เนื้อเพลงบรรยายถึงการทำงานของสมอเรือเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ สมอช่วยยึดเรือให้มั่นคงด้วย “แขนสมอ” ที่จมลงสู่ก้นทะเล เพื่อป้องกันไม่ให้เรือล่องลอยออกไปหรือโคลงเคลงเมื่อพายุกระหน่ำ
สมอกลายเป็นสัญลักษณ์ถึงความเชื่อของคริสเตียนที่ได้รับความนิยมมายาวนาน โดยสะท้อนถึงความหวังที่เรามีในพระคริสต์ ผู้ซึ่งเรายึดไว้แน่นแม้ในยามที่ชีวิตวุ่นวาย ดังที่ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูกล่าวว่า “ความหวังที่เรายึดนั้นเป็นเสมือนสมอที่แน่และมั่นคงของจิตใจ” (ฮบ.6:19) ความหวังนี้คือพระเยซู ซึ่งพระลักษณะที่ “ไม่เปลี่ยนแปลง” (ข้อ 17) ของพระองค์ เป็นเสมือนสิ่งยึดเหนี่ยวที่ไว้วางใจได้สำหรับผู้ที่เชื่อในพระองค์ ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ พระองค์ก็ทรงยืนยันด้วยคำสาบาน และ “โดยสองประการที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ (พระเจ้าจะไม่ตรัสมุสา)” (ข้อ 17-18) ด้วยเหตุนี้ เราผู้ยึดมั่นในพระสัญญาของพระองค์จึง “ได้รับการชูใจอย่างมากมาย” (ข้อ 18)
บางคนอาจมีสิ่งยึดเหนี่ยวที่เชื่อถือไม่ได้ เช่น ความทะเยอทะยานของตนเอง เพื่อนที่ไม่ดี หรือนิสัยที่แย่ๆ แต่จะดียิ่งกว่าหากเรายึดมั่นในพระองค์ผู้ที่เรารู้ว่าเราสามารถไว้วางใจและพึ่งพาได้ ยามเมื่อถูกคลื่นซัด เราก็จะยังมั่นคง เพราะจิตวิญญาณของเรายึดมั่นในพระเจ้า
อธิษฐานเพื่อจะเติบโต
หลังจากที่ลัม ไว ชาน ย้ายจากบ้านเกิดที่สิงคโปร์ไปเป็นศิษยาภิบาลคริสตจักรแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น เขาเกิดรู้สึกตื่นตระหนก คริสตจักรนั้นมีสมาชิกเพียงยี่สิบคน ในประเทศที่รู้จักกันว่าเป็นเหมือน “สุสานของมิชชันนารี” นี้ ซึ่งมีประชากรประมาณหนึ่งเปอร์เซ็นต์ที่เป็นคริสเตียน และคริสตจักรหลายแห่งก็ว่างเปล่า ลัมรู้สึก “เหมือนกำลังรับช่วงมาขับเรือที่กำลังจะจม” เขาร้องทูลต่อพระเจ้าและสัมผัสได้ถึงคำตอบว่า จงมอบคริสตจักรคืนมาให้เรา
แทนที่จะ “ปรับปรุง” การนมัสการหรือดนตรี ไว ชาน ขอให้สมาชิกอธิษฐานเผื่อเรื่องความต้องการของพวกเขา เผื่อสมาชิกในครอบครัว และเพื่อนที่ไม่รู้จักพระเยซู คริสตจักรจึงค่อยๆขยายขนาดขึ้นเป็นสองเท่า
การอธิษฐานอย่างสัตย์ซื่อของพวกเขาเป็นแบบอย่างที่มีอยู่จริงและเป็นไปตามพระคัมภีร์ในการสร้างชุมชนในพระเยซู สิ่งแรกคืออธิษฐาน เปาโลเขียนไว้ว่า “จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ” และกระทำทั้งหมดนี้โดยไม่ต้องทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย (ฟป.4:6) วิธีนี้จะทำให้เรามอบพันธกิจ คริสตจักร และโครงการต่างๆ ของเราคืนแด่พระเจ้า เราอาจหว่านเมล็ดและรดน้ำ แต่ดังเช่นที่อัครทูตเปาโลกล่าวไว้ว่า “คนที่ปลูกและคนที่รดน้ำไม่สำคัญอะไร แต่พระเจ้าผู้ทรงโปรดให้เติบโตนั้นต่างหากที่สำคัญ” (1 คร.3:7) ท่านกำลังวิงวอนผู้เชื่อในเมืองโครินธ์ให้หยุดทุ่มเถียงกันว่าจะติดตามผู้นำคริสตจักรคนไหนดี (ข้อ 3-6)
ตามที่เปาโลกล่าวไว้ว่า “ผู้ใดจะวางรากอื่นอีกไม่ได้แล้ว นอกจากที่วางไว้แล้วคือพระเยซูคริสต์” (ข้อ 11) ขอให้เราอธิษฐานเพื่อมอบคริสตจักรของเราคืนแด่พระองค์ แล้วคอยเฝ้าดูคริสตจักรเหล่านั้นเติบโต
ฤดูกาลแห่งความรัก
ดอกไม้ไม่จำเป็นต้องผลิบานก็งดงามได้ นี่เป็นคำกล่าวของพีท อูดอล์ฟ นักออกแบบภูมิทัศน์ชื่อดัง แม้ในฤดูหนาวที่หนาวเหน็บ งานออกแบบที่ได้รับรางวัลของนักจัดสวนชาวดัตช์ผู้นี้ก็ยังขึ้นชื่อเรื่องเสน่ห์อันน่าทึ่ง “ความงามมีอยู่ในหลายสิ่งที่คุณนึกไม่ถึง” แม้ว่าบางคนอาจไม่เห็นด้วย อูดอล์ฟกล่าวว่า “ทันทีที่คุณพูดว่าฉันรักต้นไม้ที่ตาย [พักตัว] นั่นแสดงว่าคุณมีปัญหา เพราะผู้คนไม่ชอบต้นไม้ที่ตายแล้ว”
การที่อูดอล์ฟชื่นชมวงจรชีวิตของพืชพรรณสะท้อนให้เห็นหลักการฝ่ายวิญญาณที่สำคัญประการหนึ่ง นั่นคือ ขณะที่เราตายในบาปนั้นพระเจ้ายังคงรักเรา อัครทูตเปาโลอธิบายว่า “ขณะเมื่อเรายังขาดกำลัง พระคริสต์ก็ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อช่วยคนบาปในเวลาที่เหมาะสม” (รม.5:6) เปาโลกล่าวต่อว่า “พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา” (ข้อ 8)
พระเยซูทรงเลือกสาวกที่มีข้อบกพร่อง ทรงร่วมรับประทานอาหารกับคนบาปที่เป็นที่รู้จัก พระองค์ทรงรักษาโรคให้คนที่สังคมไม่ยอมรับ อูดอล์ฟก็เช่นเดียวกัน “เขาสนใจต้นไม้ไม่เพียงเพราะดอกของมันเท่านั้น แต่ยังสนใจลักษณะของมันด้วย” เขามองเห็นความงาม “ในสิ่งที่เมื่อแรกเห็นนั้นไม่งดงาม”
ในฐานะผู้ที่สะท้อนพระฉายาของพระเจ้า เราสำแดงให้โลกได้เห็นพระองค์ผ่านวิธีที่เรามีสัมพันธ์กับพระองค์และกับกันและกัน พระเจ้าทรงปลูกเราไว้ในความรักของพระองค์ เราได้รับการเจิมจากพระบิดาของเราให้ผลิบานใหม่อีกครั้งในพระองค์ คนบาปที่ครั้งหนึ่งเคยตายแล้ว กำลังแสดงความงดงามของพระองค์ให้กับโลกนี้ที่ปรารถนาจะได้มองเห็นพระองค์
หยั่งรากลึก
ขณะที่ดักลาส เคนท์สถาปนิกภูมิทัศน์ได้เดินสำรวจพื้นที่ที่ไหม้เกรียมรอบเมืองลอสแองเจลิสหลังเหตุการณ์ไฟป่าครั้งใหญ่ในปี 2025 เขาได้พบกับสิ่งแปลกประหลาดอันน่าทึ่ง นั่นก็คือ ต้นไม้ที่ยังคงมีชีวิตและเขียวสดอยู่ข้างๆ รถยนต์ที่ละลายและอาคารที่ถูกไฟไหม้ มีต้นไม้หลายต้นที่แตกใบปาล์มและใบที่เขียวชอุ่ม โดยผลิดอกออกผลมากมาย แล้วยังมีลำต้นและกิ่งก้านที่แข็งแรง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
หลังจากผ่านฤดูหนาวสองครั้งที่มีฝนตกติดต่อกัน ต้นไม้ได้หยั่งรากลึกลงไปในดินเพื่อดูดซับความชุ่มชื้นไปเลี้ยงกิ่งก้านและใบ ในยามที่เกิดเพลิงไหม้พวกมันจึงสามารถต้านทานความร้อนได้ “สิ่งที่ผมเห็น” เคนท์กล่าว “คือ หากคุณหยั่งรากลึก คุณก็รอด”
ความเชื่อของเราในช่วงเวลาแห่งการทดสอบอันแสนสาหัสของชีวิตก็เป็นเช่นนั้น เมื่อเราหยั่งรากฝ่ายวิญญาณลึกลงไปในพระคริสต์และความรักของพระองค์ เราจะเป็น “เหมือนต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมน้ำ ซึ่งหยั่งรากของมันออกไปข้างลำน้ำ เมื่อแดดส่องมาถึงก็ไม่กลัว เพราะใบของมันคงเขียวอยู่เสมอ และไม่กระวนกระวายในปีที่แห้งแล้ง เพราะมันไม่หยุดที่จะออกผล” (ยรม.17:8)
เยเรมีย์ผู้ไม่เคยพูดจาอ้อมค้อมเตือนว่า ผู้ที่วางใจใน “เนื้อหนัง” ย่อม “เป็นที่แช่งสาป” (ข้อ 5) “เขาเป็นเหมือนพุ่มไม้ที่อยู่ในทะเลทราย และไม่เห็นความดีอันใดมาถึงเลย เขาจะอาศัยอยู่ในแผ่นดินที่แตกระแหงที่ในถิ่นทุรกันดาร ในแผ่นดินเค็มที่ไม่มีคนอาศัย” (ข้อ 5-6) แต่การวางใจในพระเจ้านั้นดียิ่งกว่า! เมื่อเราได้รับการรดน้ำด้วยความรักของพระองค์ที่ค้ำจุนเราไว้ เราจะเติบโตขึ้นได้แม้ในภาวะวิกฤติและจะบังเกิดผลในฝ่ายวิญญาณ
การป้องกันที่ดี
ทีมบาสเกตบอลชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของหลานชายเราได้พยายามอย่างเต็มที่เพื่อจะทำแต้มในสนาม พวกเขามุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำเกมรุก แต่หลังจากทำแต้มได้แต่ละครั้ง โค้ชก็กระตุ้นให้พวกเขารีบกลับลงสนามและเล่นเกมรับ ซึ่งบางครั้งพวกเขาก็ลังเลที่จะทำ ทุกคนอยากทำแต้ม แต่ดูเหมือนไม่มีใครกระตือรือร้นที่จะทุ่มเทความพยายามในการป้องกัน
โค้ชสอนพวกเขาว่ากุญแจสำคัญของเกม คือต้องคาดเดาการเคลื่อนไหวของผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม การก้าวไปขวางเพื่อสกัดการส่งบอลหรือโยนบอลลงห่วงจะป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามทำแต้มได้ และช่วยให้ทีมชนะ
กลยุทธ์การป้องกันที่คาดเดาการเคลื่อนไหวของศัตรูนี้สามารถช่วยชีวิตฝ่ายวิญญาณของเราได้เช่นกัน แล้วศัตรูนั้นคือใคร จดหมายฝากที่เปโตรเขียนถึงผู้เชื่อในพระเยซูเตือนเราว่า “ศัตรูของท่านคือมารวนเวียนอยู่รอบๆ ดุจสิงห์คำรามเที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้” (1 ปต.5:8) ดังนั้นให้เรา “จงสงบใจ จงระวังระไวให้ดี” ตามที่เปโตรได้กล่าวไว้ แท้จริงแล้วเราถูกเรียกให้ “ต่อสู้” กับศัตรูฝ่ายวิญญาณของเรา “ด้วยใจมั่นคงในความเชื่อ” (ข้อ 9)
การดำเนินชีวิตที่ตื่นตัวในการป้องกันอยู่เสมอ จะนำเราในฐานะผู้เชื่อในพระเยซูให้มีชีวิตที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและเกิดผลในงานที่เรามุ่งหมายจะทำเพื่ออาณาจักรของพระองค์ เมื่อนั้นหากเราเผชิญอุปสรรคฝ่ายวิญญาณ พระเจ้าผู้ทรงพระคุณทั้งสิ้น “จะทรงโปรดปรับปรุงท่านให้มั่นคง และมีกำลังขึ้น” (ข้อ 10) พระองค์คือผู้ทรงสถาปนาเรา และผู้ทรงสร้างแนวป้องกันที่แข็งแกร่งของเราไว้ในพระองค์
ก้าวไปพร้อมกัน
ลิลเลียน โคลอนผู้เติบโตในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ได้เอาชนะนักเต้นสี่ร้อยคนจนคว้าตำแหน่งซึ่งเป็นที่หมายปองในทีมนักเต้นชื่อดังระดับโลก เธอแสดงร่วมกับทีมด้วยท่าเต้นที่สอดประสานกันอย่างพร้อมเพรียงจนกระทั่งอายุสี่สิบกว่า ปัจจุบันในวัยเจ็ดสิบปีเธอสอนการเต้นและได้ถ่ายทอดบทเรียนที่สำคัญที่สุดจากความสามารถทางศิลปะขั้นสูงให้แก่บรรดานักเรียน นั่นคือการทำงานร่วมกัน “ทั้งในและนอกเวที ชีวิตของพวกเราสอดประสานกันอย่างลึกซึ้ง” เธอกล่าว “และเราทุกคนจะดีขึ้นเมื่อเราสนับสนุนและดูแลซึ่งกันและกัน”
อัครทูตเปาโลรู้ถึงความสำคัญของหลักการนี้ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในพระคริสต์ชี้ให้เห็นว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของคำยกย่องสรรเสริญนั้น คือเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า เปาโลสอนบทเรียนนี้แก่ผู้เชื่อในกรุงโรม ทั้งชาวยิวและคนต่างชาติ เพื่อเสริมสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ท่านเขียนไว้ว่า “ขอพระเจ้าแห่งความเพียรและความชูใจ ทรงโปรดช่วยให้ท่านมีน้ำหนึ่งใจเดียวกันตามอย่างพระเยซูคริสต์” (รม.15:5) “เพื่อท่านทั้งหลายจะได้พร้อมใจกันสรรเสริญพระเจ้า ผู้ทรงเป็นพระบิดาของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” (ข้อ 6)
การขัดแย้งกันจะไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์เช่นนี้ การร่วมใจกันสรรเสริญพระเจ้าโดยไม่มีบุคคลหรือกลุ่มใดถูกด้อยค่า จะทำให้ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในพระคริสต์บรรลุจุดประสงค์ที่แท้จริง เปาโลบันทึกไว้ว่า “เหตุฉะนั้นจงต้อนรับกันและกัน เช่นเดียวกับที่พระคริสต์ได้ทรงต้อนรับท่าน เพื่อพระเกียรติของพระเจ้า” (ข้อ 7) เมื่อเราแสวงหาความช่วยเหลือจากพระเจ้าในการทำเช่นนี้ พระองค์จะทรงดลบันดาลให้เรามีความเป็นหนึ่งเดียวกัน เมื่อเราก้าวไปด้วยกันและถวายพระเกียรติแด่พระองค์
ฤทธิ์อำนาจแห่งการฟื้นขึ้นจากความตาย
หนึ่งร้อยดอลลาร์คือยอดค่าไฟในใบแจ้งหนี้ของลอเร็ตต้าซึ่งสูงกว่าปกติมาก “แต่พระเจ้าจะทรงจัดเตรียมให้เรา” เธอบอกกับลูกชาย ในวันเดียวกันนั้นเธอได้รับข้อความจากน้องชายคนเล็กว่า “ลอเร็ตต้า พี่คอยให้กำลังใจผมเสมอ และผมอยากจะขอบคุณ ลองดูในตู้จดหมาย ผมส่งบางอย่างให้พี่นะครับ” บ่ายวันนั้นเธอพบบัตรของขวัญมูลค่าหนึ่งร้อยดอลลาร์จากน้องชาย นี่เป็นเรื่องอัศจรรย์ใช่ไหม บางคนอาจไม่คิดเช่นนั้น แต่สำหรับลอเร็ตต้า “เรื่องบังเอิญ” นี้ทำให้รู้สึกอัศจรรย์ใจ เธอคาดหวังเสมอว่าพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์จะจัดเตรียมทุกสิ่งเพื่อเธอ
มุมมองของเธอเน้นย้ำบทเรียนเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู หลังวันสะบาโต หญิงสามคนนำเครื่องหอมไปชโลมพระศพพระเยซูในอุโมงค์ แต่ขณะกำลังเดินไปในช่วงเช้าตรู่ พวกนางไม่ได้คาดคิดถึงการอัศจรรย์ แต่คิดถึงปัญหาว่า “ใครจะช่วยกลิ้งก้อนหินออกจากปากอุโมงค์” (มก.16:1-3)
ขณะหมกมุ่นอยู่กับปัญหาที่แฝงด้วยความสงสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงเหล่านี้ที่มีมารีย์ชาวมักดาลาซึ่งเคยร่วมเดินทางกับพระเยซูและได้เห็นฤทธิ์อำนาจของพระองค์ แต่ในเช้าวันนั้นพวกนางกลับมองหาพระเยซูที่ตายไปแล้ว
ตรงกันข้าม “พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาแล้วหาได้ประทับที่นี่ไม่” ทูตสวรรค์บอกพวกนาง (ข้อ 6) คำประกาศนั้นอธิบายถึงสิ่งที่เราจะคาดหวังได้จากพระเยซูผู้ทรงพระชนม์อยู่ นั่นคือฤทธิ์อำนาจอันอัศจรรย์แห่งการฟื้นขึ้นจากความตายของพระองค์ พระองค์ทรงพระชนม์อยู่ เมื่อเราต้องเผชิญกับ “หินก้อนใหญ่” ที่ต้องเคลื่อนออกจากทาง พระองค์ทรงอยู่กับเราและจะทรงช่วยเรา พระองค์ไม่ได้อยู่ในอุโมงค์ พระองค์ทรงเป็นขึ้นแล้วจริงๆ!
ดำเนินต่อไปด้วยความเชื่อ
แม็กซ์ซี ไฟล์เลอร์ต้องผ่านการสอบเนติบัณฑิตอันทรหดของรัฐซึ่งใช้เวลาสามวันเพื่อจะเป็นทนายความในแคลิฟอร์เนีย เขาจึงไม่ได้สอบเพียงครั้งหรือสองครั้ง แต่ถึงสี่สิบแปดครั้งก่อนที่จะผ่านการสอบอันยากลำบากนี้ เป้าหมายของเขาคือเพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในเมืองคอมป์ตันแห่งนี้ที่เขารัก ตลอดระยะเวลายี่สิบห้าปีระหว่างความพยายามในการสอบครั้งแรกจนถึงครั้งสุดท้าย ไฟล์เลอร์และภรรยาได้เลี้ยงดูลูกเจ็ดคน ซึ่งทุกคนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแล้ว เมื่อเขาเข้าพิธีปฏิญาณตน ผู้พิพากษากล่าวว่า “สามคำเกี่ยวกับแม็กซ์ซี ไฟล์เลอร์ นั่นคือความเพียรพยายาม ความเพียรพยายาม และความเพียรพยายาม”
เรื่องราวของเขาทำให้ฉันคิดถึงบุคคลในพระคัมภีร์ที่เพียรพยายาม ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูระลึกถึงบางคน ได้แก่ โนอาห์ผู้ “มีความเชื่อ...และได้เป็นทายาทแห่งความชอบธรรม ซึ่งบังเกิดมาจากความเชื่อ” (11:7) หรืออับราฮัม อิสอัค ยาโคบ (ข้อ 8-21) โมเสส (ข้อ 23-28) และคนอื่นๆ แบบอย่างของพวกเขาสร้างแรงบันดาลใจให้กับเรา ผู้เขียนยังได้ตักเตือนผู้เชื่อในพระคริสต์ว่า “เหตุฉะนั้นเมื่อเรามีพยานพรั่งพร้อมอยู่รอบข้างเช่นนี้แล้ว ก็ขอให้เราละทิ้งทุกอย่างที่ถ่วงอยู่ และบาปที่เกาะแน่น” (12:1) และ “ขอให้เราวิ่งแข่งด้วยความพยายาม ตามที่ได้กำหนดไว้สำหรับเรา” (ข้อ 1) แล้วเราจะทำได้อย่างไร ก็โดย “หมายเอาพระเยซูเป็นผู้บุกเบิก และผู้ทรงทำให้ความเชื่อของเราสมบูรณ์” (ข้อ 2) เมื่อเราใคร่ครวญถึงการเสียสละของพระคริสต์เพื่อเรา เรา “จะได้ไม่รู้สึกท้อถอย” (ข้อ 3)
การท้าทายความเชื่อของเรานั้นจะทำให้เรามีโอกาสฝึกฝนความอดทนในพระนามของพระองค์ และเราเพียรพยายามได้โดยฤทธานุภาพของพระองค์