พระคุณในความทุกข์โศก
ทั่วโลกต่างดูข่าวด้วยความตกตะลึง เมื่อเฮลิคอปเตอร์นำเที่ยวที่บินอยู่เหนือแม่น้ำแตกเป็นเสี่ยงๆ ใบพัดหลักและหางหัก ห้องโดยสารตกลงไปในน้ำเบื้องล่าง โดยมีนักบินและครอบครัวอีกห้าคนติดอยู่ข้างใน เพียงไม่กี่วันหลังจากโศกนาฏกรรมที่คร่าชีวิตพี่สาว พี่เขย หลานสาวและหลานชายอีกสองคน น้องชายผู้เสียชีวิตได้มา ณ ที่เกิดเหตุเพื่อไว้อาลัยแก่ผู้ที่เขารัก และกล่าวว่า “พวกเขาจากไปพร้อมกัน”
ชีวิตอาจเปลี่ยนไปได้ในชั่วพริบตา ทำให้เรารู้สึกสับสนจากความสูญเสียที่เราอธิบายไม่ได้ โยบประสบกับความสูญเสียและความเศร้าโศกที่ไม่อาจบรรยายได้เช่นกัน วันหนึ่งที่น่าเศร้า ผู้สื่อสารคนหนึ่งมาบอกโยบว่าคนรับใช้ของท่านถูกฆ่า และฝูงสัตว์ของท่านถูกขโมยหรือล้มตาย (โยบ 1:13-17) จากนั้นโยบก็ได้รับข่าวร้ายยิ่งกว่า ขณะที่ลูกชายเจ็ดคนกับลูกสาวสามคนอยู่ด้วยกัน พายุใหญ่พัดถล่มบ้านที่พวกเขาอยู่พังทลายลง ทำให้พวกเขาเสียชีวิต (ข้อ 18-19) “แล้วโยบก็ลุกขึ้น ฉีกเสื้อคลุมของตน โกนศีรษะ กราบลงถึงดินนมัสการ” (ข้อ 20) ด้วยความทุกข์ระทมโยบกล่าวว่า “พระเจ้าประทานและพระเจ้าทรงเอาไปเสีย สาธุการแด่พระนามพระเจ้า” (ข้อ 21)
โยบไม่รู้ว่าทำไมท่านจึงต้องทนทุกข์ แต่ในชั่วโมงที่มืดมนที่สุด ท่านก็ยังนมัสการพระเจ้า พระเจ้าทรงทำลายความเงียบงันโดยตรัสเตือนโยบถึงพระปัญญาและฤทธานุภาพใหญ่ยิ่งของพระองค์ และโยบสามารถวางใจในแผนการสูงสุดของพระเจ้าได้ (บทที่ 38-42)
เราอาจไม่เข้าใจว่าทำไมโศกนาฏกรรมจึงเกิดขึ้น แต่เรานำความเจ็บปวดของเรามามอบให้พระเจ้าผู้ทรงปลอบโยนเราได้
ทรัพย์สมบัติแท้
เจมส์โยนเชือกยาวที่มีแม่เหล็กทรงพลังผูกติดไว้ลงไปในทะเลสาบแห่งหนึ่งในนิวยอร์ก “นักตกปลาด้วยแม่เหล็ก” คนนี้ตกตะลึงเมื่อเขาดึงตู้เซฟสกปรกที่เต็มไปด้วยธนบัตรหนึ่งร้อยดอลลาร์เปื้อนโคลนขึ้นมา ตำรวจบอกเจมส์ว่า เขาสามารถเก็บเงินนี้ไว้ได้เนื่องจากไม่ได้เชื่อมโยงกับอาชญากรรม ธนบัตรบางส่วนอยู่ในสภาพที่แย่มากจนไม่อาจตรวจสอบได้ว่าเป็นของจริง แต่เขาหวังว่าจะกู้คืนเงินให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อนำไปซื้อบ้านสักหลัง
การพบสมบัติที่ซ่อนอยู่เป็นเรื่องน่าตื่นเต้น และพระเยซูตรัสคำอุปมาเกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่ได้พบเช่นนั้นว่า “แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนขุมทรัพย์ซ่อนไว้ในทุ่งนา เมื่อมีผู้ได้พบแล้วก็กลับซ่อนเสียอีก และเพราะความปรีดีจึงไปขายสรรพสิ่งซึ่งเขามีอยู่แล้วไปซื้อนานั้น” (มธ.13:44) ชายคนนั้นตระหนักถึงคุณค่าของทรัพย์สมบัติที่เขาพบ และเต็มใจที่จะขายทรัพย์สินทั้งหมดของตนเพื่อไปซื้อทุ่งนานั้น
เมื่อเราพิจารณาคำอุปมานั้น ไม่มีทรัพย์สินหรือสมบัติใดๆ ที่จะชำระหนี้บาปที่เราเป็นหนี้อยู่ได้ มีเพียงพระเยซูเท่านั้นที่ทรงสามารถจ่ายด้วยราคาสูงจนเหลือเชื่อนี้ได้ เพื่อไถ่เราและทำให้เราคืนดีกับพระบิดาของพระองค์ โดยผ่านการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นของพระองค์
ทรัพย์สมบัติของโลกนี้แม้อาจจะดี แต่ก็เสื่อมสูญ ถูกขโมยหรือถูกทำลายได้ เราน้อมรับการเสียสละอันยิ่งใหญ่ของพระเยซูเพื่อเรา และรับของขวัญแห่งชีวิตนิรันดร์ที่พระองค์ประทานให้ด้วยความสำนึกในพระคุณได้ โดยรู้ว่าการได้อยู่ในสวรรค์กับพระองค์คือรางวัลอันยิ่งใหญ่ของเรา
แผนการช่วยกู้ของพระเจ้า
เมื่อผู้เป็นพ่อทราบว่าลูกสาววัยห้าขวบพลัดตกจากดาดฟ้าชั้นสี่ของเรือสำราญที่พวกเขากำลังล่องอยู่ เขากระโจนลงไปในมหาสมุทรที่อยู่ต่ำลงไปสิบสองเมตรเพื่อช่วยเธอ เขากอดลูกสาวไว้แน่นขณะลอยตัวอยู่ในน้ำนานกว่าสิบนาทีก่อนทีมกู้ภัยของเรือจะพาทั้งคู่กลับขึ้นเรือใหญ่ได้อย่างปลอดภัย ทันทีที่พ่อได้ยินว่าลูกสาวของเขาตกอยู่ในอันตราย เขายอมเสี่ยงทุกอย่างเพื่อช่วยเธอ
ในตลอดพระคัมภีร์ทั้งเล่ม เราอ่านพบว่าความรักของพระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ผลักดันให้พระองค์ทรงสละทุกสิ่งเพื่อช่วยเราให้รอดพ้นจากการจมอยู่ในบาปของเรา พระเจ้าทรงประกาศแผนการช่วยกู้ของพระองค์เป็นครั้งแรกในสวนเอเดน เมื่ออาดัมและเอวาถูกงูล่อลวงและทำบาป พระเจ้าทรงสาปแช่งงูและตรัสว่า “เราจะให้เจ้ากับหญิงนี้เป็นศัตรูกัน ทั้งพงศ์พันธุ์ของเจ้าและพงศ์พันธุ์ของเขาด้วย พงศ์พันธุ์ของหญิงจะทำให้หัวของเจ้าแหลก และเจ้าจะทำให้ส้นเท้าของเขาฟกช้ำ” (ปฐก.3:15) ข้อพระคัมภีร์นี้กล่าวถึงการต่อสู้ฝ่ายวิญญาณระหว่างซาตานกับบรรดาบุตรของพระเจ้า และการที่พระเจ้าจะทรงส่งพระบุตรของพระองค์คือพระเยซูมาในเวลาที่ทรงกำหนดไว้ เพื่อไถ่โลกนี้ผ่านทางการสละพระชนม์ชีพและการเป็นขึ้นจากความตายขององค์พระบุตรนั้น
พระเจ้าทรงพร้อมที่จะช่วยเราให้รอดมานานก่อนที่เราจะรู้ตัวว่าเราต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์ เมื่อใดก็ตามที่เรารู้สึกเหมือนกำลังจมอยู่ในมหา-สมุทรแห่งความบาป เราอุ่นใจได้ว่าพระเยซูทรงเป็นที่พึ่งพิงอันประเสริฐของเรา เราสามารถร้องทูลต่อพระองค์ พระองค์จะทรงช่วยกู้และฟื้นฟูเรา
การปลอบโยนจากพระเจ้า
เสียงน้ำที่ตกลงมายืนยันว่าฉันมาถึงสระน้ำในอนุสรณ์สถาน 9/11 ในนครนิวยอร์กแล้ว ฉันเลี่ยงที่จะไปเยือนที่แห่งนี้เพราะกลัวว่าจะท่วมท้นไปด้วยความโศกเศร้าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันอันน่าเศร้าในปี 2001 ฉันเดินไปรอบๆสระน้ำขนาดใหญ่สองสระที่สะท้อนภาพโดยรอบ ซึ่งตั้งอยู่ตรงที่ครั้งหนึ่งเคย เป็นที่ตั้งของตึกแฝด ช่างน่าสะเทือนใจอย่างยิ่งที่ได้เห็นรายชื่อของผู้เสียชีวิตทั้งหมดสลักอยู่บนกำแพง โดยบางชื่อมีดอกกุหลาบวางไว้โดยคนที่รักพวกเขา
ฉันอยู่ที่แมนฮัตตันในเช้าวันที่ 11 กันยายน แต่ขอบคุณพระเจ้าที่ไม่ใกล้กับตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ กระนั้นในฐานะชาวนิวยอร์กโดยกำเนิด โศกนาฏกรรมนี้ใกล้ตัวมากจริงๆ ในที่สุดฉันก็มาถึงจุดศูนย์กลางของการระเบิด ฉันไม่ได้รู้สึกเศร้าโศกหรือกลัว แต่รู้สึกสงบและระลึกถึงพระคุณพระเจ้าที่คอยค้ำจุนเรา ความสงบนั้นเป็นของขวัญจากพระเจ้าผู้ทรงรู้วิธีปลอบโยนเรา
เมื่ออ่านสดุดี เราเห็นดาวิดเผชิญความเศร้าโศก ความกลัวและความระทมทุกข์ รวมถึงการปลอบโยนจากพระเจ้า ในสดุดี 30 ท่านกล่าวว่า “ข้าพระองค์ร้องทูลขอความอุปถัมภ์จากพระองค์ และพระองค์ได้ทรงรักษาข้าพระองค์ให้หาย” (ข้อ 2) “การร้องไห้อาจจะอ้อยอิ่งอยู่สักคืนหนึ่ง แต่ความชื่นบานจะมาเวลาเช้า” (ข้อ 5) สำหรับดาวิดพระเจ้าทรงเปลี่ยน “การไว้ทุกข์เป็นการเต้นรำ” และ “ทรงแก้เสื้อผ้ากระสอบของข้าพระองค์ออก และทรงคาดเอวข้าพระองค์ด้วยความยินดี” (ข้อ 11)
เมื่อเรารู้สึกท่วมท้นด้วยความเศร้าโศก สูญเสียหรือเจ็บปวด ให้เราหันไปหาพระเจ้าแห่งการปลอบโยนทั้งสิ้น ผู้ทรงอยู่ใกล้ผู้ที่ใจแตกสลาย และขอบพระคุณพระองค์ดังที่ดาวิดกระทำว่า “ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะถวายโมทนาแด่พระองค์เป็นนิตย์” (ข้อ 12)
คำอำลาล้ำค่า
โฮเซ่เพื่อนของฉันอยู่ในสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย เขาดูตื่นตัวและพูดคุยเก่งตอนที่ฉันไปเยี่ยมครั้งก่อน แต่สัปดาห์ต่อมาเขาอาการทรุดและไม่พูดอะไร แต่ฉันก็นั่งอยู่กับโฮเซ่และครอบครัวของเขา หวังว่าการมาของฉันจะมีความหมายกับพวกเขาบ้าง ในการเยี่ยมครั้งสุดท้ายนั้น ก่อนกลับเหลือฉันอยู่ในห้องกับเขาแค่สองคน ในที่สุดฉันก็ลุกขึ้นยืนและเดินช้าๆไปที่ประตูแต่ก็หยุดและหันกลับมาเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อพูดว่า “รักคุณนะ” โดยไม่ได้คาดหวังคำตอบ ทันใดนั้นฉันก็เห็นโฮเซ่ขยับริมฝีปาก เขากำลังพูดว่า “รักคุณ” ตอบกลับมา
คำอำลาของคนๆหนึ่งสามารถตราตรึงอยู่ในใจอย่างไม่รู้ลืม ขณะที่พระเยซูเตรียมตัวเสด็จกลับไปหาพระบิดาบนสวรรค์ ภายหลังจากการสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาปและการเป็นขึ้นจากความตาย พระองค์ทรงรับรองกับเหล่าสาวกว่าฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์และแผ่นดินโลกเป็นของพระองค์ (มธ.28:18) และพระองค์ทรงมอบพันธกิจให้พวกเขาสืบสาน คือพระมหาบัญชาที่ว่า “เจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้” (ข้อ 19-20) พระเยซูคริสต์ยังทรงรับรองกับพวกสาวกว่าพระองค์จะสถิตอยู่กับพวกเขาเสมอไป (ข้อ 20)
คำอำลาของพระเยซูมาถึงเราในวันนี้ด้วยเช่นกัน ขอให้เราลงมือทำตามการทรงเรียกที่ให้เราบอกผู้อื่นในเรื่องพระองค์ เพื่อคนเหล่านั้นจะได้สัมผัสกับความรักและการอภัยโทษจากพระองค์ ได้ดำเนินชีวิตเพื่อพระองค์ และได้มีชีวิตนิรันดร์กับพระองค์ในสวรรค์ คำตรัสของพระองค์นั้นประเสริฐเกินกว่าที่เราจะเก็บไว้โดยไม่แบ่งปันให้กับคนทุกชาติทุกภาษา
แบ่งปันของประทานฝ่ายวิญญาณ
“คุณเล่นกีตาร์เก่งมาก” ฉันพูดกับเพื่อนใหม่ที่คริสตจักร “ขอบคุณครับ” เขาตอบ “นี่คือพันธกิจของผม” คำนี้อีกแล้ว พันธกิจ ฉันไม่รู้ว่ามันคืออะไร หรือใครบางคน “ได้” พันธกิจมาอย่างไร แต่เพื่อนของฉันเพียงใช้ความสามารถทางดนตรีที่เขาได้มาเพื่อรับใช้ผู้อื่น ต่อมาเมื่อได้พบว่าของประทานอย่างหนึ่งของฉันคือการเตือนสติหรือหนุนใจ ฉันจึงผิดหวังเล็กน้อยเพราะรู้สึกธรรมดาเกินไป แต่ไม่นานฉันซึ่งเป็นผู้นำที่ดูแลกลุ่มย่อยก็ตระหนักว่า ฉันมีความสุขที่ได้เขียนข้อความหนุนใจหรือโทรหาสมาชิกของเรา ฉันได้ใช้หนึ่งในของประทานฝ่ายวิญญาณโดยไม่รู้ตัว
ในฐานะผู้เชื่อพระเยซู เราแต่ละคนได้รับของประทานฝ่ายวิญญาณเพื่อรับใช้ในคริสตจักร (1 คร.12:6) บางครั้งเราก็ไม่รู้ว่าของประทานนั้นคืออะไร เราเพียงแต่รับใช้ตามที่มีความต้องการ พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงทำส่วนที่เหลือ (ข้อ 4-6, 8-11)
เช่นเดียวกับร่างกายของมนุษย์ซึ่งมีหลายส่วนที่ทำหน้าที่แตกต่างกัน “พวกเราผู้เป็นหลายคนยังเป็นกายอันเดียวในพระคริสต์และเป็นอวัยวะแก่กันและกันฉันนั้น และเราทุกคนมีของประทานที่ต่างกัน ตามพระคุณที่ได้ประทานให้แก่เรา” (รม.12:5-6) การสั่งสอน การหนุนใจ การให้ และการแสดงความเมตตา เป็นเพียงของประทานฝ่ายวิญญาณบางส่วนที่ถูกกล่าวถึงในพระธรรมโรมตอนนี้ (ข้อ 6-8) ไม่ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงมอบหมายของประทานฝ่ายวิญญาณใดให้แก่เรา ให้เราใช้ของประทานเหล่านั้นเพื่อรับใช้ผู้อื่นในคริสตจักร ซึ่งเป็นพระกายของพระคริสต์ (1 คร.12:27)
เดินด้วยความเชื่อ
หญิงคนหนึ่งขึ้นบันไดคริสตจักรทีละขั้นอย่างระมัดระวังเพื่อไปร่วมประชุมอธิษฐานยามค่ำคืน ขณะที่เธอหยุดพักด้วยความเจ็บปวดหรือเพราะหายใจไม่ทัน ชายที่เดินผ่านมาก็พูดว่า “ไปทีละก้าว นี่เป็นวิธีเดียวที่คุณจะทำได้สำเร็จ อย่าใจร้อน” คำพูดของเขาช่วยหนุนใจและอาจทำให้เธอมีแรงไปให้ถึงด้านบน แน่นอนว่าพวกเขาได้หนุนใจจิตวิญญาณที่อ่อนล้าของฉันซึ่งไปร่วมประชุมในคืนนั้นด้วย
ในการเดินทางแห่งความเชื่อ เราอาจรู้สึกอยากล้มเลิกเมื่อเห็นว่าเส้นทางดูยาวไกลหรือยากลำบากเกินไป แต่ในเวลาเช่นนี้ เราจะพบการปลอบโยนได้จากถ้อยคำที่ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์พูดเพื่อปลอบโยนชาวอิสราเอล ท่านบอกว่าในที่สุดแล้วพระเจ้าจะทรงไถ่พวกเขาจากการที่ต้องเป็นเชลยในบาบิโลนมาหลายสิบปี และเตือนพวกเขาว่าพระเจ้าไม่ได้เป็นเหมือนรูปเคารพที่ไร้อำนาจ (อสย.40:18-20) พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพผู้สร้างฟ้าสวรรค์และโลก “มิได้ทรงอ่อนเปลี้ยหรือเหน็ดเหนื่อย” และพระองค์ประทานกำลังแก่คนอ่อนเปลี้ย (อสย.40:28-29) “แต่เขาทั้งหลายผู้รอคอยพระเจ้าจะเสริมเรี่ยวแรงใหม่ เขาจะบินขึ้นด้วยปีกเหมือนนกอินทรี เขาจะวิ่งและไม่เหน็ดเหนื่อย เขาจะเดินและไม่อ่อนเปลี้ย” (ข้อ 31)
ถ้อยคำของอิสยาห์หนุนใจชนอิสราเอล และเราเองก็รับการเสริมกำลังจาก “พระเจ้าเนืองนิตย์” (ข้อ 28-29) องค์เดียวกับที่พวกเขาไว้วางใจได้ ให้เราเดินด้วยความเชื่อวันต่อวันและก้าวไปทีละก้าว ขณะที่เรายังคงหวังใจในพระเจ้าเที่ยงแท้แต่องค์เดียว พระองค์จะทรงช่วยให้เราเดิน วิ่ง และบินขึ้นเพื่อพระสิริของพระองค์
วิ่งไปหาพระเจ้าด้วยคำอธิษฐาน
ในชั่วขณะหนึ่ง เอเดรียน ซิมันคัสกำลังพายเรือคายัคอยู่ที่ช่องแคบมาเจลลันในประเทศชิลีกับพ่อของเขา แต่ในชั่วขณะต่อมา ชายหนุ่มวัยยี่สิบสี่ปีคนนี้ก็ถูกวาฬหลังค่อมเขมือบเข้าไปในปาก “ผมคิดว่าผมตายแน่แล้ว” เอเดรียนบอกกับสำนักข่าว ไม่กี่วินาทีต่อมาวาฬก็คายเขาออกมาในน้ำเย็นยะเยือก เสื้อชูชีพทำให้เขาลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ และพ่อของเขาก็ช่วยพาขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัย
โยนาห์ผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิมก็ได้เผชิญกับสัตว์ทะเลขนาดใหญ่เช่นกัน โยนาห์ปฏิเสธไม่ทำตามคำสั่งที่พระเจ้าให้ไปเทศนาเรื่องการกลับใจแก่ชาวนีนะเวห์ซึ่งเป็นศัตรูของคนอิสราเอล ท่านจึงลงเรือไปในทิศทางตรงกันข้ามกับเมืองนีนะเวห์ เมื่อเรือถูกพายุพัด โยนาห์จึงโน้มน้าวลูกเรือให้โยนท่านลงน้ำ (ยนา.1:11-12, 15) “และพระเจ้าทรงกำหนดให้ปลามหึมาตัวหนึ่งกลืน โยนาห์เข้าไป โยนาห์ก็อยู่ในท้องปลานั้นสามวันสามคืน” (ข้อ 17) โยนาห์ได้เปลี่ยนจากการหนีพระเจ้ามาเป็นการร้องหาพระองค์ “แล้วโยนาห์ก็อธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านจากภายในท้องปลานั้น” (2:1)
พระเจ้าทรงได้ยินโยนาห์และทรงช่วยชีวิตเขา (ข้อ 10) จากนั้นโยนาห์ได้ไปประกาศกับชาวนีนะเวห์ และพวกเขาก็กลับใจ (3:8-10)
ถ้าหากพระเจ้าได้ยินคำวิงวอนของโยนาห์จากภายในท้องปลาตัวใหญ่ พระองค์ก็ทรงได้ยินเราและช่วยเราจากทุกที่ที่เราอยู่ได้ แทนที่จะวิ่งหนีจากพระเจ้า ขอให้เราวิ่งไปหาพระองค์ด้วยคำอธิษฐาน โดยรู้ว่าพระองค์จะทรงตอบเราเมื่อเราร้องเรียกหาพระองค์
รอคอยพระเจ้า
ตอนเด็กๆฉันจะตื่นเต้นมากเวลาที่เห็นป้ายพิเศษที่มีสีสันสดใสปรากฏขึ้นข้างทาง ในความคิดของฉันป้ายเหล่านั้นกำลังบ่งบอกว่าเราได้เดินทางมาถึงสวนสนุกยอดนิยมซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของเราแล้ว ฉันเริ่มเก็บของอย่างมีความสุข แต่กลับต้องผิดหวังเมื่อผ่านไปป้ายแล้วป้ายเล่า แต่ก็ยังไม่ถึงสวนสนุกที่รอคอยสักที ในที่สุดฉันก็รู้ว่าป้ายเหล่านั้นเพียงแต่บอกให้นักท่องเที่ยวรู้ว่าพวกเขาใกล้จะถึงแล้ว แต่ยังอยู่ห่างออกไปอีกหลายกิโลเมตร
เช่นเดียวกับเด็กที่ตื่นเต้นและสงสัยว่า “เราถึงหรือยัง” เราเองก็อาจใจร้อนและกระวนกระวายที่จะไปให้ถึงจุดหมายต่อไปเร็วๆ
การรอคอยให้พระเจ้าเคลื่อนไหวในชีวิตของเรา หรือช่วยกู้เราจากการทดลองนั้นอาจเป็นเรื่องที่ท้าทาย ดาวิดกำลังเผชิญกับความยากลำบากอย่างมาก ตามที่ท่านกล่าวไว้ในสดุดีบทที่ 27 กระนั้นท่านยังคงมอบความหวังและความวางใจไว้ในพระเจ้าและรอคอยคำตอบจากพระองค์ ดาวิดไม่รู้ว่าพระเจ้าจะใช้เวลานานแค่ไหน แต่ท่านรู้ว่าพระเจ้าจะช่วยท่าน “ข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่า ข้าพเจ้าจะเห็นพระคุณของพระเจ้าที่ในแผ่นดินของคนเป็น” (ข้อ 13)
การพิชิตปัญหาบางอย่างอาจจะใช้เวลานานกว่าที่คิด แต่ขอให้เรามีใจกล้าหาญจากถ้อยคำเหล่านี้ “จงรอคอยพระเจ้า จงเข้มแข็ง และให้จิตใจของท่านกล้าหาญเถิด เออ จงรอคอยพระเจ้า” (ข้อ 14) เมื่อเราเปิดไปที่พระธรรมสดุดีและพระธรรมเล่มอื่นๆ เพื่อรับการหนุนใจ เราจะมีกำลังใจที่ได้รู้ว่าพระเจ้าทรงกระทำกิจของพระองค์อยู่แม้ในขณะที่เรารอคอย