ออกไปประกาศเรื่องพระเยซู
ขณะที่รถบัสของเรากำลังไต่สูงขึ้นไปเรื่อยๆบนถนนแคบๆของเทือกเขาแอนดิส เพื่อนร่วมทีมของฉันกำลังหัวเราะและร้องเพลงอย่างสนุกสนาน ฉันมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความหวาดหวั่นเพราะไม่มีราวกั้นถนนระหว่างเรากับหุบเหวทางด้านขวา ฉันเริ่มรู้สึกกลัวและกังวลใจขณะที่เราเคลื่อนตัวสูงขึ้นไป และเริ่มสงสัยว่าเหตุใดทีมประกาศของเราจึงต้องมายังพื้นที่แสนกันดารของประเทศเอกวาดอร์ แล้วทุกอย่างก็กระจ่างชัดในใจฉันว่า พระเจ้าต้องรักผู้คนเหล่านี้มากจึงทรงส่งพระบุตรของพระองค์มาตายเพื่อพวกเขา ฉันจะผ่านเส้นทางแสนน่ากลัวนี้เพื่อไปบอกข่าวแห่งความรักแก่พวกเขาได้อย่างแน่นอน
ทุกอย่างจบลงด้วยความชื่นชมยินดีในการสอนบทเรียนพระคัมภีร์ แบ่งปันคำพยาน และอธิษฐานร่วมกับผู้คนที่ต้อนรับเราในหลายๆเมืองที่พวกเราไปเยี่ยมเยียนในแต่ละวัน
อัครทูตเปาโลได้รับมอบหมายให้ไปบอกผู้คนถึงเรื่องพระเยซูเพื่อพวกเขาจะไว้วางใจในพระองค์ ในพระธรรมโรม 10:13 ท่านกล่าวว่า ทุกคนที่ร้องเรียกพระนามพระเยซู “ผู้นั้นจะรอด” แต่ “ผู้ที่ยังไม่เชื่อในพระองค์ จะทูลขอต่อพระองค์อย่างไรได้ และผู้ที่ยังไม่ได้ยินถึงพระองค์ จะเชื่อในพระองค์อย่างไรได้ และเมื่อไม่มีผู้ใดประกาศให้เขาฟัง เขาจะได้ยินถึงพระองค์อย่างไรได้ และถ้าไม่มีใครใช้เขาไป เขาจะไปประกาศอย่างไรได้” (รม.10:14-15)
มีผู้คนอีกมากมายรอบตัวเราที่ยังไม่รู้จักพระคริสต์ ให้เราทูลขอความกล้าจากพระเจ้าในการแบ่งปันข่าวดีเรื่องพระเยซู อธิษฐานร่วมกับพวกเขา และเชิญพวกเขามาร่วมนมัสการและร่วมกิจกรรมต่างๆในคริสตจักร
การฟื้นฟูของพระเจ้า
ฉันรู้สึกใจหายวูบ ความคิดเริ่มสับสน เมื่อเพื่อนที่ช่วยติดตั้งคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปเครื่องใหม่ของฉันได้ลบรูปภาพและวิดีโอทั้งหมดที่ฉันถ่ายโอนไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ความทรงจำที่มีค่าหลายปีกับครอบครัวและเพื่อนๆหายไปหมดในพริบตา ความตื่นตระหนกเริ่มเข้ามา ฉันไม่มีทางที่จะสร้างช่วงเวลาแห่งความรักจากวันหยุด การเดินทาง และโอกาสพิเศษในอดีตเหล่านั้นขึ้นมาใหม่ได้ ก่อนที่ฉันผู้ซึ่งอ่อนไหวจะสติแตก เพื่อนของฉันก็บอกว่าเขาน่าจะกู้ไฟล์เหล่านั้นคืนมาได้ ขอบคุณพระเจ้า หลังชั่วโมงแห่งความทรมานใจผ่านพ้นไป ฉันดีใจมากที่เห็นไฟล์ที่มีความสำคัญต่อฉันปรากฏขึ้นอีกครั้ง
ฉันรออย่างกระวนกระวายใจเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่ความกลัวนั้นเป็นจริงอย่างมาก การสูญเสียอาจเป็นเรื่องที่น่ากลัวและเจ็บปวด ในโยเอลบทที่ 2 ผู้เผยพระวจนะเรียกร้องให้ผู้คนในยูดาห์กลับใจหลังจากฝูงตั๊กแตนก่อความเสียหายโดยทำลายทุ่งข้าว ไร่องุ่น สวน และต้นไม้ใหญ่ ผู้เผยพระวจนะเตือนผู้คนถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาจากการที่พวกเขากบฏต่อพระเจ้า แต่พระเจ้าไม่ได้ทอดทิ้งพวกเขา พระองค์จะทรงช่วยเหลือและนำการฟื้นฟูมาหากพวกเขาวางใจในพระองค์ “เราจะให้บรรดาปีของเจ้าคืนสู่สภาพเดิม คือที่ตั๊กแตนวัยบินได้กินเสีย” (2:25)
พระเจ้าทรงฟื้นฟูยูดาห์ให้กลับคืนสู่สภาพเดิมเมื่อพวกเขาหันกลับมาหาพระองค์ พระเจ้าทรงต้องการฟื้นฟูคุณด้วยเช่นกัน
ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสถานการณ์ใด คุณสามารถหันไปหาพระเจ้าและวางใจในพระองค์ได้ โดยรู้ว่า “พระเยโฮวาห์เป็นพระเจ้าของเจ้า ไม่มีอื่นใดอีก” (ข้อ 27) พระองค์ทรงสัตย์ซื่อที่จะช่วยคุณให้ฟื้นคืนจากสิ่งที่สูญเสีย และนำคุณเข้าสู่ความสัมพันธ์กับพระองค์
ยืนหยัดอย่างมั่นคงในพระคริสต์
ไม่นานมานี้ แม่ของฉันเล่าเหตุการณ์การเผชิญหน้าอันน่าประหลาดใจแบบฉากต่อฉาก ที่แม่เห็นผ่านกล้องเว็บแคมที่บ่อน้ำในแอฟริกา ละมั่งแอฟริกาขนาดใหญ่ซึ่งมีเขายาวได้มากกว่าสองฟุต ทำให้มันเป็นสัตว์ที่น่าเกรงขามและไม่ตื่นกลัวง่ายๆ เว้นแต่จะเจอกับฝูงนกกระจอกเทศที่ก้าวร้าวและเกเร
นกกระจอกเทศจ่าฝูงซึ่งตัวสูงกว่าศัตรูของมัน สะบัดขนขนาดใหญ่ คำราม และย่ำเท้าเข้าหาละมั่งทั้งสามตัว ทำให้พวกมันต้องหนีไป
“หนูเดาว่าพวกมันคงไม่รู้ว่าเขาของมันทรงพลังขนาดไหน” ฉันพูดกับแม่
ผู้เชื่อในพระเยซูก็อาจลืมสิทธิอำนาจที่เรามีเมื่อเผชิญการโจมตีจากศัตรูฝ่ายวิญญาณอย่างซาตาน เรามีพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งสถิตอยู่ในเรา (รม.8:11) และยุทธภัณฑ์ของพระเจ้าที่จะช่วยเรา “จงสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า เพื่อจะต่อต้านยุทธอุบายของพญามารได้” (อฟ.6:11) ซาตานต้องการท้าทายความเชื่อที่เรามีในพระวจนะของพระเจ้า ทำให้เราสงสัยตัวตนของเราในพระคริสต์ และล่อลวงเราให้ทำบาป
แต่เราสามารถยืนหยัดอย่างมั่นคงเพราะยุทธภัณฑ์ของพระเจ้ามีทั้ง “ความจริงคาดเอว...ความชอบธรรมเป็นทับทรวงเครื่องป้องกันอก...ความเชื่อเป็นโล่ ...ความรอดเป็นหมวกเหล็กป้องกันศีรษะ และ...พระแสงของพระวิญญาณ คือ พระวจนะของพระเจ้า” (ข้อ 14-17)
เมื่อศัตรูโจมตีเราด้วยความรู้สึกกลัว คำตำหนิ หรือความสิ้นหวัง จงจำไว้ว่าเราเป็นบุตรของพระเจ้า และได้รับการเตรียมพร้อมมาอย่างดีที่จะยืนหยัดได้อย่างมั่นคง
นำข่าวดีมา
ในระหว่างการออกเยี่ยมเยียนตามบ้านช่วงที่เราไปทำพันธกิจในประเทศเอกวาดอร์ ชายคนนี้กำลังเก็บเกี่ยวหัวหอมอยู่ในตอนที่เราเดินเข้าไปหาเขาพร้อมกับอธิษฐานในใจ ฉันพูดกับเขาด้วยภาษาสเปนแบบงูๆปลาๆว่า ฉันกับเพื่อนๆอยากคุยเรื่องพระคัมภีร์กับเขาสั้นๆเขาหยุดฟังขณะที่เราเป็นพยาน จากนั้นเพื่อนร่วมทีมคนหนึ่งก็เริ่มอ่านพระคัมภีร์ออกเสียงเป็นภาษาอังกฤษ ช่างเป็นช่วงเวลาอันศักดิ์สิทธิ์ที่ข่าวประเสริฐได้ถูกอ่านให้ทุกคนที่เทือกเขาแอนดีส ขณะที่ชายคนนี้อ่านตามเป็นภาษาสเปนจากหนังสือเล่มเล็กๆที่เราให้ไป! เราได้คุยกับเขาและครอบครัวของเขาซึ่งทำงานอยู่ไกลจากเขาออกไป เราอธิษฐานเผื่อพวกเขา และเดินไปยังบ้านหลังต่อไป
ขณะที่เดินไปตามไหล่เขาพร้อมกับอ่านพระคัมภีร์และพูดคุยกับผู้คนเรื่องของพระคริสต์ ฉันนึกถึงพระเยซูและพวกสาวกที่เดินไปตามเนินเขาและหุบเขาในอิสราเอลระหว่างที่ทรงทำพันธกิจบนโลก
อิสยาห์ 52:7 กล่าวว่า “เท้าของผู้นำข่าวดีมา ก็งามสักเท่าใดที่บนภูเขา ผู้โฆษณาสันติภาพ ผู้นำข่าวดีของเรื่องดี ผู้โฆษณาความรอด” ผู้เผยพระวจนะกำลังอ้างถึงช่วงเวลาที่ประชากรของพระเจ้าจะกลับไปยังบ้านเกิดของพวกเขาหลังจากที่ตกไปเป็นเชลยเป็นเวลาหลายปี แต่ความจริงนี้ยังคงใช้ได้กับเราในปัจจุบันเมื่อเราแบ่งปันข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูกับผู้อื่น
โอกาสของเราอาจไม่ได้อยู่บนเทือกเขาแอนดีสที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่ไม่ว่าพระเจ้าจะวางเราไว้ที่ใด พระวิญญาณบริสุทธิ์สามารถช่วยเราในการแบ่งปันข่าวสารแห่งความรอดให้กับผู้ที่พระองค์ทรงวางไว้บนเส้นทางของเราได้
พระเจ้าทรงเฝ้าดูเรา
นักบินสองคนหลับไประหว่างบินอยู่เหนือประเทศอินโดนีเซีย ขณะที่กัปตันได้รับอนุญาตให้หลับได้ชั่วขณะเมื่อเครื่องบินขึ้นสู่ระดับความสูงคงที่ แต่เมื่อเขาตื่นขึ้นก็พบว่านักบินผู้ช่วยของเขางีบหลับไปด้วย ทั้งคู่หลับไปประมาณสามสิบนาทีโดยมีผู้โดยสารและลูกเรือกว่า 150 คนบนเครื่องในขณะอยู่ที่ระดับความสูงประมาณ 36,000 ฟุต เครื่องบินได้ออกนอกเส้นทางไปแล้ว แต่ขอบคุณพระเจ้าเครื่องบินลำนั้นยังคงไปถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัย
นักบินที่เป็นมนุษย์อาจงีบหลับกลางอากาศ แต่เราวางใจได้ว่าพระเจ้าไม่เคยหลับไป
นี่คือคำปลอบโยนจิตใจที่พระธรรมสดุดีบทที่ 121 มอบให้เรา พระวจนะแปดข้อนี้ทำให้เราระลึกได้ว่า พระเจ้าทรงสัพพัญญูคือทรงรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับชีวิตของเรา ทรงสถิตอยู่ทุกหนแห่งในเวลาเดียวกันคือทรงอยู่กับเราในทุกขณะ และทรงฤทธานุภาพทั้งสิ้นคือทรงมีอำนาจทุกอย่างและทรงปกป้องเราได้ ผู้เขียนสดุดีประกาศว่าความช่วยเหลือของเรามาจากพระเจ้า (ข้อ 2) พระองค์ทรงพิทักษ์รักษาและเป็นร่มเงาของเรา (ข้อ 5) และพระองค์ทรงสงวนวิญญาณจิตของเราไว้โดยทรงปกป้องให้พ้นจากอันตรายทั้งปวง (ข้อ 7)
พระเจ้าไม่เคยอ่อนล้า “พระองค์จะไม่ให้เท้าของท่านพลาดไป พระองค์ผู้ทรงอารักขาท่านจะไม่เคลิ้มไป” (ข้อ 3) “พระเจ้าจะทรงอารักขาการเข้าออกของท่าน” ผู้เขียนสดุดีสรุป “ตั้งแต่กาลบัดนี้สืบไปเป็นนิตย์” (ข้อ 8)
เมื่อเราสงสัยว่าพระเจ้าทรงลืมเราหรือไม่ ขอให้เราวางใจได้ว่าพระองค์ทรงควบคุมอยู่ที่พวงมาลัย พระองค์ทรงตื่นอยู่เสมอและเฝ้าดูเราอยู่ในทุกเวลา
เข้าถึงได้ทางพระคริสต์
ตอนเป็นนักข่าวใหม่ๆ ฉันเรียนรู้อย่างรวดเร็วถึงพลังของ “บัตรผ่านสื่อมวลชน” บัตรใบนี้ซึ่งแสดงชื่อ รูปถ่าย และสังกัดสื่อมวลชนของฉัน ทำให้ฉันได้เข้าถึงเพื่อพบและสัมภาษณ์นักกีฬาและคนดังก่อนหรือหลังงานสำคัญๆ
แต่หลังจากที่ฉันต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด ฉันก็ตระหนักว่ากีฬาและอาชีพการงานได้กลายเป็นรูปเคารพของฉันไปเสียแล้ว หลังจากเดินตามการทรงเรียกของพระเจ้าให้ทำอย่างอื่น ฉันทำบัตรผ่านสื่อมวลชนหายไป แต่ได้รับสิทธิ์เข้าถึงพระบัลลังก์แห่งฟ้าสวรรค์ของพระเจ้าโดยการอธิษฐาน เนื่องด้วยการสิ้นพระชนม์เป็นเครื่องบูชาและการทรงเป็นขึ้นของพระเยซู
ผู้เขียนหนังสือฮีบรูชี้ให้เห็นว่ามีการเลือกมหาปุโรหิตจากบรรดาคนอิสราเอล โดยเจาะจงเฉพาะเชื้อสายของอาโรน และแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนของมนุษย์ต่อหน้าพระเจ้า มีเพียงท่านนี้เท่านั้นที่สามารถเข้าไปในอภิสุทธิสถานในพระวิหารได้ปีละหนึ่งครั้งเพื่อ “นำเครื่องบรรณาการและเครื่องบูชามาถวาย” เพื่อลบล้างบาปของท่านและของประชาชน (5:1) เพราะท่านเองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง
จากนั้นพระคริสต์ได้เสด็จมา ทรงเป็นมหาปุโรหิตผู้ยิ่งใหญ่และสมบูรณ์แบบของเรา เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ ม่านในพระวิหารขาดออก และสิ่งที่กั้นระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ก็ถูกกำจัดออกไป (มธ.27:51)
เนื่องจากองค์พระผู้ไถ่ผู้เปี่ยมด้วยความรักได้ทำให้เราคืนดีกับพระบิดาของพระองค์ เราจึงมีอิสระที่จะอธิษฐานต่อพระเจ้าว่า “ฉะนั้นขอให้เราทั้งหลาย จงมีใจกล้าเข้ามาถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณ เพื่อเราจะได้รับพระเมตตา และจะได้รับพระคุณที่จะช่วยเราในขณะที่ต้องการ” (ฮบ.4:16)
ช่างเป็นสิทธิพิเศษอย่างยิ่งที่เราสามารถเข้าไปถึงห้องแห่งพระบัลลังก์ของพระเจ้าขณะที่เราสนทนากับพระองค์ในการอธิษฐาน
ฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นของพระคริสต์
ระหว่างการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ในเดือนมกราคม ปี 2023 แฟนอเมริกันฟุตบอลต้องตกตะลึงเมื่อเดมาร์ แฮมลินแห่งทีมบัฟฟาโลบิลส์ ล้มลงในสนามหลังจากเข้าสกัดบอลที่ดูเหมือนเป็นการเล่นตามปกติ นักเตะวัยยี่สิบสี่ปีรายนี้อยู่ในภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน แต่ได้รับการกู้ชีพโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญขณะอยู่ในสนาม ที่น่าทึ่งคือสามเดือนหลังจากที่เสียชีวิตไปแล้วและได้รับการกู้ชีพในสนาม แฮมลินก็กลับมาเล่นฟุตบอลได้อีกครั้ง
แฮมลินกล่าวว่า เขารู้สึกขอบคุณพระเจ้าและทีมแพทย์ที่ช่วยชีวิตเขาไว้ เขาวางแผนที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นต่อไป ในยอห์นบทที่ 11 ลาซารัสได้ฟื้นขึ้นอย่างน่าทึ่งเช่นกัน
ในเวลาที่พระเยซูเสด็จมาถึงหมู่บ้านเบธานี ลาซารัสตายไปสี่วันแล้ว พี่สาวของเขาคือมารีย์และมารธาผู้ซึ่งว้าวุ่นใจได้เห็นถึงฤทธิ์อำนาจเหนือความตายของพระเยซู และเป็นประจักษ์พยานว่าพระองค์ “ทรงเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต” (ยน.11:25) “[พระเยซู] จึงเปล่งพระสุรเสียง ตรัสว่า ‘ลาซารัสเอ๋ยออกมาเถิด’ ผู้ตายนั้นก็ออกมา มีผ้าพันมือและเท้า และที่หน้าก็มีผ้าพันอยู่ด้วย” (ข้อ 43-44)
พวกเราก็เป็นตัวอย่างถึงฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นของพระคริสต์ด้วยเช่นกัน ครั้งหนึ่งเราตายแล้วในบาปของเรา แต่บัดนี้เรามีชีวิตอยู่ในพระคริสต์ (รม.6:1-11) ในฐานะผู้เชื่อ พระวิญญาณองค์เดียวกันที่ทำให้พระเยซูเป็นขึ้นจากความตายก็สถิตอยู่ภายในเรา (8:10-11) จงรับการหนุนใจเถิด แม้เราทุกคนต้องตายในกายนี้ แต่นั่นไม่ใช่จุดจบในเรื่องราวของเรา เราได้รับพระสัญญาว่าจะมีชีวิตนิรันดร์ร่วมกับพระเยซู
ปกป้องความคิดไว้ในพระคริสต์
รอบแล้วรอบเล่าที่เคธี่ เลเด็คกี อยู่ในตำแหน่งที่คุ้นเคยในระหว่างการแข่งขันว่ายน้ำฟรีสไตล์ 1500 เมตร ในกีฬาโอลิมปิกปี 2024 ที่ปารีส เป็นเวลา 15 นาทีที่เธอว่ายนำนักว่ายน้ำคนอื่นและอยู่ตัวคนเดียวกับความคิดของเธอ เคธี่กำลังคิดอะไรในระหว่างการแข่งขันอันยาวนาน ในการสัมภาษณ์ที่เกิดขึ้นทันทีหลังจากเธอได้รางวัลชนะเลิศเหรียญทอง ซึ่งเธอได้สร้างสถิติใหม่ในกีฬาโอลิมปิก เคธี่บอกว่าเธอกำลังคิดถึงเพื่อนที่ฝึกซ้อมมาด้วยกันและเรียกชื่อของพวกเขาในหัวของเธอ
ไม่ใช่แค่นักว่ายน้ำระยะไกลที่ต้องจดจ่อความคิดอยู่กับสิ่งที่ถูกต้อง พวกเราในฐานะผู้เชื่อในพระเยซูก็ต้องปกป้องความคิดของเราในตลอดเส้นทางแห่งความเชื่อเช่นเดียวกัน
อัครทูตเปาโลหนุนใจคริสตจักรในเมืองฟีลิปปีให้ “ชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้า” อย่า “ทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า” (ฟป.4:4,6) และผลคือ “สันติสุขแห่งพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์” (ข้อ 7) พระเยซูผู้เป็นราชาแห่งสันติสุข จะทรงช่วยให้เรามองเห็นความกังวลและปัญหาได้อย่างถูกต้อง
เปาโลยังหนุนใจผู้เชื่ออีกว่า “สิ่งที่จริง สิ่งที่น่านับถือ สิ่งที่ยุติธรรม สิ่งที่บริสุทธิ์ สิ่งที่น่ารัก สิ่งที่ทรงคุณ คือถ้ามีสิ่งใดที่ล้ำเลิศ สิ่งใดที่ควรแก่การสรรเสริญ ก็ขอจงใคร่ครวญดู” (ข้อ 8)
ขณะที่เราใช้ชีวิตประจำวัน ขอให้เราระมัดระวังความคิด เมื่อเราเห็นพระหัตถ์ของพระเจ้าทำกิจในชีวิตเรา ให้เรานับพระพรนั้นและสรรเสริญพระองค์
บรรพบุรุษฝ่ายวิญญาณ
หลังจากทำแบบทดสอบเกี่ยวกับลำดับวงศ์ตระกูลเมื่อไม่กี่ปีก่อน ฉันก็เริ่มสนใจเรื่องบรรพบุรุษของฉัน ฉันปลาบปลื้มที่ได้ฟังเรื่องราวของญาติบางคนจากพ่อผู้ล่วงลับและแม่ของฉัน การได้ยินเรื่องของบรรพบุรุษช่วยให้ฉันรู้สึกผูกพันกับรากเหง้าของครอบครัว และได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของพวกเขา
เมื่อพูดถึงรากฐานฝ่ายวิญญาณของเรา ลำดับพงศ์ของพระเยซูที่บันทึกไว้ในมัทธิว 1:1-17 และลูกา 3:23-38 ถือเป็นของขวัญล้ำค่า ที่พิสูจน์ว่าพระองค์คือพระเมสสิยาห์และเป็นผู้สืบเชื้อสายโดยตรงมาจากอับราฮัม
เมื่อเราอ่านลำดับพงศ์ของพระองค์ เราจะเห็นความสัตย์ซื่อของพระเจ้าในการรักษาพระสัญญาของพระองค์กับอับราฮัม ที่ว่าจะให้ท่านเป็นบิดาของประชาชาติมากมาย (ปฐก.17:1-8) สองพันปีหลังจากที่พระสัญญานั้นเป็นจริง อัครทูตมัทธิวได้บันทึกว่า “หนังสือลำดับพงศ์ของพระเยซูคริสต์ ผู้เป็นเชื้อสายของดาวิด ผู้สืบตระกูลเนื่องมาจากอับราฮัม” (มธ.1:1)
ลำดับวงศ์ตระกูลในพระคัมภีร์แสดงไว้ชัดเจนถึงบรรพบุรุษของพระเยซู เราได้เห็นชื่อของบุคคลในราชวงศ์ เช่น กษัตริย์ดาวิด และคนธรรมดาอย่างช่างไม้ชื่อโยเซฟ และมัทธิวยังรวมเอาผู้หญิงห้าคนไว้ด้วย คือ ทามาร์ บัทเชบา (ภรรยาของอูรียาห์) ราหับ รูธ (ซึ่งมีนักวิชาการเชื่อว่าทั้งหมดเป็นคนต่างชาติ) และมารีย์
ไม่ว่าเราจะรู้เรื่องบรรพบุรุษทางสายเลือดของเรามากน้อยแค่ไหน แต่เราก็เรียนรู้จักบรรพบุรุษฝ่ายวิญญาณของเราได้จากพระคัมภีร์ตลอดทั้งเล่ม เพราะเราเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระเจ้า เราได้รับการหนุนใจเมื่อเห็นว่าพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อต่อพวกเขาอย่างไร