ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Nancy Gavilanes

แบ่งปันของประทานฝ่ายวิญญาณ

“คุณเล่นกีตาร์เก่งมาก” ฉันพูดกับเพื่อนใหม่ที่คริสตจักร “ขอบคุณครับ” เขาตอบ “นี่คือพันธกิจของผม” คำนี้อีกแล้ว พันธกิจ ฉันไม่รู้ว่ามันคืออะไร หรือใครบางคน “ได้” พันธกิจมาอย่างไร แต่เพื่อนของฉันเพียงใช้ความสามารถทางดนตรีที่เขาได้มาเพื่อรับใช้ผู้อื่น ต่อมาเมื่อได้พบว่าของประทานอย่างหนึ่งของฉันคือการเตือนสติหรือหนุนใจ ฉันจึงผิดหวังเล็กน้อยเพราะรู้สึกธรรมดาเกินไป แต่ไม่นานฉันซึ่งเป็นผู้นำที่ดูแลกลุ่มย่อยก็ตระหนักว่า ฉันมีความสุขที่ได้เขียนข้อความหนุนใจหรือโทรหาสมาชิกของเรา ฉันได้ใช้หนึ่งในของประทานฝ่ายวิญญาณโดยไม่รู้ตัว

ในฐานะผู้เชื่อพระเยซู เราแต่ละคนได้รับของประทานฝ่ายวิญญาณเพื่อรับใช้ในคริสตจักร (1 คร.12:6) บางครั้งเราก็ไม่รู้ว่าของประทานนั้นคืออะไร เราเพียงแต่รับใช้ตามที่มีความต้องการ พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงทำส่วนที่เหลือ (ข้อ 4-6, 8-11)

เช่นเดียวกับร่างกายของมนุษย์ซึ่งมีหลายส่วนที่ทำหน้าที่แตกต่างกัน “พวกเราผู้เป็นหลายคนยังเป็นกายอันเดียวในพระคริสต์และเป็นอวัยวะแก่กันและกันฉันนั้น และเราทุกคนมีของประทานที่ต่างกัน ตามพระคุณที่ได้ประทานให้แก่เรา” (รม.12:5-6) การสั่งสอน การหนุนใจ การให้ และการแสดงความเมตตา เป็นเพียงของประทานฝ่ายวิญญาณบางส่วนที่ถูกกล่าวถึงในพระธรรมโรมตอนนี้ (ข้อ 6-8) ไม่ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงมอบหมายของประทานฝ่ายวิญญาณใดให้แก่เรา ให้เราใช้ของประทานเหล่านั้นเพื่อรับใช้ผู้อื่นในคริสตจักร ซึ่งเป็นพระกายของพระคริสต์ (1 คร.12:27)

เดินด้วยความเชื่อ

หญิงคนหนึ่งขึ้นบันไดคริสตจักรทีละขั้นอย่างระมัดระวังเพื่อไปร่วมประชุมอธิษฐานยามค่ำคืน ขณะที่เธอหยุดพักด้วยความเจ็บปวดหรือเพราะหายใจไม่ทัน ชายที่เดินผ่านมาก็พูดว่า “ไปทีละก้าว นี่เป็นวิธีเดียวที่คุณจะทำได้สำเร็จ อย่าใจร้อน” คำพูดของเขาช่วยหนุนใจและอาจทำให้เธอมีแรงไปให้ถึงด้านบน แน่นอนว่าพวกเขาได้หนุนใจจิตวิญญาณที่อ่อนล้าของฉันซึ่งไปร่วมประชุมในคืนนั้นด้วย

ในการเดินทางแห่งความเชื่อ เราอาจรู้สึกอยากล้มเลิกเมื่อเห็นว่าเส้นทางดูยาวไกลหรือยากลำบากเกินไป แต่ในเวลาเช่นนี้ เราจะพบการปลอบโยนได้จากถ้อยคำที่ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์พูดเพื่อปลอบโยนชาวอิสราเอล ท่านบอกว่าในที่สุดแล้วพระเจ้าจะทรงไถ่พวกเขาจากการที่ต้องเป็นเชลยในบาบิโลนมาหลายสิบปี และเตือนพวกเขาว่าพระเจ้าไม่ได้เป็นเหมือนรูปเคารพที่ไร้อำนาจ (อสย.40:18-20) พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพผู้สร้างฟ้าสวรรค์และโลก “มิได้ทรงอ่อนเปลี้ยหรือเหน็ดเหนื่อย” และพระองค์ประทานกำลังแก่คนอ่อนเปลี้ย (อสย.40:28-29) “แต่เขาทั้งหลายผู้รอคอยพระเจ้าจะเสริมเรี่ยวแรงใหม่ เขาจะบินขึ้นด้วยปีกเหมือนนกอินทรี เขาจะวิ่งและไม่เหน็ดเหนื่อย เขาจะเดินและไม่อ่อนเปลี้ย” (ข้อ 31)

ถ้อยคำของอิสยาห์หนุนใจชนอิสราเอล และเราเองก็รับการเสริมกำลังจาก “พระเจ้าเนืองนิตย์” (ข้อ 28-29) องค์เดียวกับที่พวกเขาไว้วางใจได้ ให้เราเดินด้วยความเชื่อวันต่อวันและก้าวไปทีละก้าว ขณะที่เรายังคงหวังใจในพระเจ้าเที่ยงแท้แต่องค์เดียว พระองค์จะทรงช่วยให้เราเดิน วิ่ง และบินขึ้นเพื่อพระสิริของพระองค์

วิ่งไปหาพระเจ้าด้วยคำอธิษฐาน

ในชั่วขณะหนึ่ง เอเดรียน ซิมันคัสกำลังพายเรือคายัคอยู่ที่ช่องแคบมาเจลลันในประเทศชิลีกับพ่อของเขา แต่ในชั่วขณะต่อมา ชายหนุ่มวัยยี่สิบสี่ปีคนนี้ก็ถูกวาฬหลังค่อมเขมือบเข้าไปในปาก “ผมคิดว่าผมตายแน่แล้ว” เอเดรียนบอกกับสำนักข่าว ไม่กี่วินาทีต่อมาวาฬก็คายเขาออกมาในน้ำเย็นยะเยือก เสื้อชูชีพทำให้เขาลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ และพ่อของเขาก็ช่วยพาขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัย

โยนาห์ผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิมก็ได้เผชิญกับสัตว์ทะเลขนาดใหญ่เช่นกัน โยนาห์ปฏิเสธไม่ทำตามคำสั่งที่พระเจ้าให้ไปเทศนาเรื่องการกลับใจแก่ชาวนีนะเวห์ซึ่งเป็นศัตรูของคนอิสราเอล ท่านจึงลงเรือไปในทิศทางตรงกันข้ามกับเมืองนีนะเวห์ เมื่อเรือถูกพายุพัด โยนาห์จึงโน้มน้าวลูกเรือให้โยนท่านลงน้ำ (ยนา.1:11-12, 15) “และพระเจ้าทรงกำหนดให้ปลามหึมาตัวหนึ่งกลืน โยนาห์เข้าไป โยนาห์ก็อยู่ในท้องปลานั้นสามวันสามคืน” (ข้อ 17) โยนาห์ได้เปลี่ยนจากการหนีพระเจ้ามาเป็นการร้องหาพระองค์ “แล้วโยนาห์ก็อธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านจากภายในท้องปลานั้น” (2:1)

พระเจ้าทรงได้ยินโยนาห์และทรงช่วยชีวิตเขา (ข้อ 10) จากนั้นโยนาห์ได้ไปประกาศกับชาวนีนะเวห์ และพวกเขาก็กลับใจ (3:8-10)

ถ้าหากพระเจ้าได้ยินคำวิงวอนของโยนาห์จากภายในท้องปลาตัวใหญ่ พระองค์ก็ทรงได้ยินเราและช่วยเราจากทุกที่ที่เราอยู่ได้ แทนที่จะวิ่งหนีจากพระเจ้า ขอให้เราวิ่งไปหาพระองค์ด้วยคำอธิษฐาน โดยรู้ว่าพระองค์จะทรงตอบเราเมื่อเราร้องเรียกหาพระองค์

รอคอยพระเจ้า

ตอนเด็กๆฉันจะตื่นเต้นมากเวลาที่เห็นป้ายพิเศษที่มีสีสันสดใสปรากฏขึ้นข้างทาง ในความคิดของฉันป้ายเหล่านั้นกำลังบ่งบอกว่าเราได้เดินทางมาถึงสวนสนุกยอดนิยมซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของเราแล้ว ฉันเริ่มเก็บของอย่างมีความสุข แต่กลับต้องผิดหวังเมื่อผ่านไปป้ายแล้วป้ายเล่า แต่ก็ยังไม่ถึงสวนสนุกที่รอคอยสักที ในที่สุดฉันก็รู้ว่าป้ายเหล่านั้นเพียงแต่บอกให้นักท่องเที่ยวรู้ว่าพวกเขาใกล้จะถึงแล้ว แต่ยังอยู่ห่างออกไปอีกหลายกิโลเมตร

เช่นเดียวกับเด็กที่ตื่นเต้นและสงสัยว่า “เราถึงหรือยัง” เราเองก็อาจใจร้อนและกระวนกระวายที่จะไปให้ถึงจุดหมายต่อไปเร็วๆ

การรอคอยให้พระเจ้าเคลื่อนไหวในชีวิตของเรา หรือช่วยกู้เราจากการทดลองนั้นอาจเป็นเรื่องที่ท้าทาย ดาวิดกำลังเผชิญกับความยากลำบากอย่างมาก ตามที่ท่านกล่าวไว้ในสดุดีบทที่ 27 กระนั้นท่านยังคงมอบความหวังและความวางใจไว้ในพระเจ้าและรอคอยคำตอบจากพระองค์ ดาวิดไม่รู้ว่าพระเจ้าจะใช้เวลานานแค่ไหน แต่ท่านรู้ว่าพระเจ้าจะช่วยท่าน “ข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่า ข้าพเจ้าจะเห็นพระคุณของพระเจ้าที่ในแผ่นดินของคนเป็น” (ข้อ 13)

การพิชิตปัญหาบางอย่างอาจจะใช้เวลานานกว่าที่คิด แต่ขอให้เรามีใจกล้าหาญจากถ้อยคำเหล่านี้ “จงรอคอยพระเจ้า จงเข้มแข็ง และให้จิตใจของท่านกล้าหาญเถิด เออ จงรอคอยพระเจ้า” (ข้อ 14) เมื่อเราเปิดไปที่พระธรรมสดุดีและพระธรรมเล่มอื่นๆ เพื่อรับการหนุนใจ เราจะมีกำลังใจที่ได้รู้ว่าพระเจ้าทรงกระทำกิจของพระองค์อยู่แม้ในขณะที่เรารอคอย

เพิ่มพูนความรู้ในเรื่องพระเจ้า

ทันทีที่ฉันกระโดดลงไปในสระ น้ำก็เข้ามาเต็มในแว่นตาว่ายน้ำจนฉันมองแทบไม่เห็น แม้ฉันจะไม่เคยเรียนว่ายน้ำอย่างเป็นกิจจะลักษณะ แต่ฉันก็พยายามว่ายไปอย่างช้าๆสองรอบในการแข่งขันที่ฉันอยากลองเข้าร่วม หลายปีต่อมา หลังจากที่ฉันได้เรียนว่ายน้ำและรู้เทคนิคการหายใจและการว่ายอย่างถูกต้อง ฉันก็สนุกกับการเรียนท่าว่ายน้ำสำหรับการแข่งขันทั้งสี่ท่า

ช่างแตกต่างเหลือเกินเมื่อเราได้รับการฝึกฝนอย่างถูกต้อง หลักการเดียวกันนี้ก็เหมือนการอ่านพระคัมภีร์ เมื่อเราเข้าใจบริบทและความหมายของสิ่งที่เรากำลังอ่าน เราก็จะเติบโตขึ้นในความเชื่อและสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตได้อย่างถูกต้อง

เปาโลต้องการให้ทิโมธียืนหยัดมั่นคงในความเชื่อ หลีกเลี่ยงการทุ่มเถียงกันและไม่ถูกหลอกลวงจากพวกสอนเท็จ ในจดหมายฉบับที่สอง อัครทูตท่านนี้กระตุ้นทิโมธีให้ศึกษาพระคัมภีร์ “จงอุตส่าห์สำแดงตนว่าได้ทรงพิสูจน์แล้วเป็นคนงานที่ไม่ต้องอาย ใช้พระวจนะแห่งความจริงอย่างถูกต้อง” (2 ทธ.2:15)

เมื่อฉันได้เรียนรู้และฝึกฝนเทคนิคการว่ายน้ำที่ถูกต้อง ฉันก็กลายเป็นนักว่ายน้ำที่ดีขึ้น ในการดำเนินชีวิตฝ่ายวิญญาณของเรา เมื่อเราเรียนรู้และเข้าใจพระวจนะและแนวคิดในพระคัมภีร์ เราจะเติบโตขึ้นในความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า ซึ่งทำให้เรามีสติปัญญามากขึ้นและจำแนกความจริงจากความเท็จได้ เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์นั้น ขอให้เราเติบโตขึ้นเรื่อยๆ “เพื่อ [เรา]จะพรักพร้อมที่จะกระทำการดีทุกอย่าง” (3:17)

หายไปแต่ได้พบแล้ว

เมื่อหลายปีก่อนตอนที่ฉันไปเที่ยวแถบป่าอเมซอนในประเทศเอกวาดอร์กับพ่อ เราได้นั่งเรือเร็วไปเที่ยวที่หมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งเพื่อชมทัศนียภาพและเรียนรู้เกี่ยวกับชนเผ่าท้องถิ่น พ่อผู้เป็นที่รักของฉันซื้อเครื่องประดับทำมือให้ฉันรวมถึงต่างหูคู่หนึ่ง ฉันใส่ต่างหูคู่นี้เฉพาะในโอกาสพิเศษเท่านั้น รวมถึงตอนที่ฉันไปเยี่ยมน้องสาวในวันเกิดของฉันด้วย พอกลับจากเดินทางฉันตกใจมากเมื่อพบว่าต่างหูข้างหนึ่งหายไป ฉันค้นหาไปทั่ว

ถึงมันจะเป็นแค่ต่างหู แต่ฉันคงต้องเดินทางไกลกลับไปถึงป่าอเมซอนจึงจะหาต่างหูมาแทนได้ ที่น่าอัศจรรย์คือเมื่อน้องสาวของฉันกลับไปที่ร้านอาหารที่เราฉลองวันเกิดของฉัน เธอเจอต่างหูข้างที่หายไปที่จุดบริการของหาย ฉันดีใจเป็นที่สุด

พระเยซูทรงเล่าคำอุปมาเรื่องหญิงคนหนึ่งที่ทำเหรียญเงินหาย เธอไม่ยอมอยู่เฉยเมื่อเหรียญที่มีค่าของเธอหายไป พระเยซูทรงถามว่า เธอ “จะ​ไม่​จุด​ตะเกียง​กวาด​เรือน​ค้นหา​ให้​ละเอียด​จนกว่า​จะ​พบ​หรือ​” (ลก.15:8) และเมื่อเธอพบเหรียญเงินของเธอแล้ว เธอก็เปรมปรีดิ์เป็นอย่างยิ่ง (ข้อ 9)

พระเยซูทรงเล่าเรื่องนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่าเรามีค่าเพียงใดสำหรับพระเจ้า พระองค์ “ได้มา​เพื่อ​จะ​เที่ยว​หา​และ​ช่วย​” ผู้​ที่​หลง​หายไป​นั้น​ให้​รอด (19:10) แม้ว่าครั้งหนึ่งเราเคยหลงหาย แต่เมื่อพระเยซูทรงตามหาเราพบแล้ว สวรรค์ก็ชื่นชมยินดี

ปลอดภัยในพระหัตถ์ของพระเจ้า

ฉันปิดตาขณะเครื่องเล่นในสวนสนุกกำลังไต่ระดับสูงขึ้น ฉันพยายามไม่สนใจเสียงเอี๊ยดอ๊าดที่ดังมาจากเครื่องเล่นยอดนิยมที่ฉันนั่งอยู่นี้ เมื่อเครื่องเล่นหยุดลงชั่วขณะ ฉันเผลอแอบมองและตกใจกลัวที่เห็นแนวดิ่งที่เรากำลังจะเคลื่อนลง ฉันปิดตาอีกครั้งและกรีดร้องตลอดทางที่พุ่งลงมา ความทรงจำในวัยเด็กนั้นยังคงทำให้ฉันรู้สึกสั่นสะท้าน

บางครั้งชีวิตของเราอาจรู้สึกเหมือนกำลังตกลงจากที่สูงไปเรื่อยๆโดยไม่มีใครคว้าเราไว้ แต่เมื่อชีวิตดูเหมือนยุ่งเหยิงและหลุดจากการควบคุม เราจะพบความอุ่นใจเพราะรู้ว่าพระเจ้าทรงอยู่กับเรา ในฐานะผู้เชื่อเรารู้ว่าพระเจ้าสถิตอยู่ภายในเราโดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราสามารถพูดคุยกับพระองค์และได้รับการทรงนำจากพระคัมภีร์

พระเจ้าทรงต้องการให้หลักประกันกับชนชาติอิสราเอลว่าพระองค์จะทรง “ยุด” พวกเขาไว้ท่ามกลาง “การตกต่ำ” จากความดื้อดึงของพวกเขา พระองค์ตรัสผ่านผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ว่า “อย่ากลัวเลย เพราะเราอยู่กับเจ้า อย่าขยาด เพราะเราเป็นพระเจ้าของเจ้า เราจะหนุนกำลังเจ้า เออ เราจะช่วยเจ้า เออ เราจะชูเจ้าด้วยมือขวาอันมีชัยของเรา” (อสย.41:10) พระเจ้าต้องการให้พวกเขารู้ว่าพระองค์จะทรงช่วยพวกเขาจากความทุกข์ยาก (ข้อ 13) ช่างเป็นกำลังใจที่ยิ่งใหญ่สำหรับชนชาติอิสราเอลที่รู้ว่าพระเจ้าไม่ได้ทอดทิ้งพวกเขา แม้ขณะที่พวกเขาเป็นเหมือนนักโทษในต่างแดน

เมื่อรู้สึกว่าชีวิตของเราหลุดจากการควบคุม เรามีความหวังใจได้เพราะรู้ว่าพระเจ้าทรงอยู่ที่นั่นเพื่อช่วยเรา เราปลอดภัยอยู่ในพระหัตถ์อันเปี่ยมด้วยความรักและฤทธานุภาพของพระองค์

หนึ่งเดียวกันในพระเยซู

การได้ชมการแข่งขันและพบปะนักกีฬาคือฝันที่เป็นจริงของฉัน เมื่อครั้งที่ได้ไปร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนและฤดูหนาวในฐานะนักข่าวรุ่นเยาว์ ฉันหลงเสน่ห์กับการได้ยินผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกพูดภาษาต่างๆ และร่วมเฉลิมฉลองประเทศของพวกเขา

ฉันหลงใหลในกีฬาโอลิมปิกตั้งแต่สมัยวัยรุ่น แต่ตอนนี้มันกลายเป็นการถูกครอบงำไปแล้ว หลังจากที่ฉันตอบรับว่าจะติดตามพระเจ้าขณะเข้าร่วมกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ฉันรู้สึกว่าพระเจ้าทรงขอให้ฉันละทิ้งเรื่องการกีฬาที่เป็นรูปเคารพของฉัน แต่ฉันก็ยังคงรักบรรดาประชาชาติทั้งหลาย ฉันยังชอบดูการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก แต่ความตื่นเต้นที่แท้จริง คือการได้เห็นผู้คนจากภูมิหลังที่แตกต่างกันและจากบรรดาประชาชาติมานมัสการร่วมกันในคริสตจักร หรือประชุมอธิษฐานนมัสการองค์จอมกษัตริย์เหนือกษัตริย์ ช่างเป็นความรู้สึกอันงดงามของสวรรค์บนดินจริงๆ! (วว.7:9)

เมื่อเราจดจำได้ว่าเราเป็นใครในพระคริสต์ เราก็จะไม่ลืมว่าเราเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระเจ้า และครอบครัวของพระองค์นั้นมีอยู่ทั่วโลก

อัครทูตเปาโลประกาศกับผู้เชื่อในกาลาเทียว่า “เพราะว่าท่านทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้าร่วมในพระเยซูคริสต์โดยความเชื่อ” (กท.3:26) “จะไม่เป็นยิวหรือกรีก จะไม่เป็นทาสหรือไท จะไม่เป็นชายหรือหญิง เพราะว่าท่านเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยพระเยซูคริสต์” (ข้อ 28)

ไม่ว่าเราจะมาจากไหนหรืออาศัยอยู่ที่ใด ขอให้เราชื่นชมยินดี ที่ในฐานะผู้เชื่อนั้นเราเป็นหนึ่งเดียวกันโดยพระคริสต์ร่วมกับบรรดาพี่น้องทั่วโลก

ออกไปประกาศเรื่องพระเยซู

ขณะที่รถบัสของเรากำลังไต่สูงขึ้นไปเรื่อยๆบนถนนแคบๆของเทือกเขาแอนดิส เพื่อนร่วมทีมของฉันกำลังหัวเราะและร้องเพลงอย่างสนุกสนาน ฉันมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความหวาดหวั่นเพราะไม่มีราวกั้นถนนระหว่างเรากับหุบเหวทางด้านขวา ฉันเริ่มรู้สึกกลัวและกังวลใจขณะที่เราเคลื่อนตัวสูงขึ้นไป และเริ่มสงสัยว่าเหตุใดทีมประกาศของเราจึงต้องมายังพื้นที่แสนกันดารของประเทศเอกวาดอร์ แล้วทุกอย่างก็กระจ่างชัดในใจฉันว่า พระเจ้าต้องรักผู้คนเหล่านี้มากจึงทรงส่งพระบุตรของพระองค์มาตายเพื่อพวกเขา ฉันจะผ่านเส้นทางแสนน่ากลัวนี้เพื่อไปบอกข่าวแห่งความรักแก่พวกเขาได้อย่างแน่นอน

ทุกอย่างจบลงด้วยความชื่นชมยินดีในการสอนบทเรียนพระคัมภีร์ แบ่งปันคำพยาน และอธิษฐานร่วมกับผู้คนที่ต้อนรับเราในหลายๆเมืองที่พวกเราไปเยี่ยมเยียนในแต่ละวัน

อัครทูตเปาโลได้รับมอบหมายให้ไปบอกผู้คนถึงเรื่องพระเยซูเพื่อพวกเขาจะไว้วางใจในพระองค์ ในพระธรรมโรม 10:13 ท่านกล่าวว่า ทุกคนที่ร้องเรียกพระนามพระเยซู “ผู้นั้นจะรอด” แต่ “ผู้ที่ยังไม่เชื่อในพระองค์ จะทูลขอต่อพระองค์อย่างไรได้ และผู้ที่ยังไม่ได้ยินถึงพระองค์ จะเชื่อในพระองค์อย่างไรได้ และเมื่อไม่มีผู้ใดประกาศให้เขาฟัง เขาจะได้ยินถึงพระองค์อย่างไรได้ และถ้าไม่มีใครใช้เขาไป เขาจะไปประกาศอย่างไรได้” (รม.10:14-15)

มีผู้คนอีกมากมายรอบตัวเราที่ยังไม่รู้จักพระคริสต์ ให้เราทูลขอความกล้าจากพระเจ้าในการแบ่งปันข่าวดีเรื่องพระเยซู อธิษฐานร่วมกับพวกเขา และเชิญพวกเขามาร่วมนมัสการและร่วมกิจกรรมต่างๆในคริสตจักร

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา