ฤทธิ์เดชแห่งพระวจนะ
สตีเฟ่นเป็นนักแสดงตลกดาวรุ่งและเป็นบุตรน้อยที่หลงหาย เขาเติบโตขึ้นในครอบครัวคริสเตียน แต่ต้องต่อสู้กับความสงสัยหลังจากพ่อและน้องชายสองคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเครื่องบินตก เขาสูญเสียความเชื่อตอนอายุ 20 ต้นๆ แต่ได้รับเชื่ออีกครั้งในค่ำคืนหนึ่งบนถนนอันเย็นเยือกในเมืองชิคาโก คนแปลกหน้าให้พระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ฉบับพกพาแก่เขา เมื่อเปิดดูที่สารบัญเขียนว่า คนที่ต่อสู้กับความวิตกกังวลควรอ่านมัทธิว 6:27-34 จากคำเทศนาบนภูเขาของพระเยซู
สตีเฟ่นเปิดไปที่บทนั้นและพระวจนะได้จุดประกายไฟในใจเขา เขานึกย้อนไปว่า “ผมตาสว่างเลยในทันที ผมยืนอยู่ที่มุมถนนท่ามกลางความหนาวและอ่านคำเทศนานั้น แล้วชีวิตผมก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป”
นี่คือฤทธิ์เดชแห่งพระวจนะ พระคัมภีร์ไม่เหมือนหนังสืออื่นๆ เพราะเป็นหนังสือที่มีชีวิต เราไม่เพียงแค่อ่านพระคัมภีร์ แต่พระคัมภีร์อ่านเรา “คมยิ่งกว่าดาบสองคมใดๆ แทงทะลุกระทั่งจิตและวิญญาณ...สามารถวินิจฉัยความคิดและความมุ่งหมายในใจด้วย” (ฮบ.4:12)
พระวจนะสำแดงถึงฤทธิ์อำนาจที่ทรงพลังที่สุดในจักรวาล ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงและนำเราสู่ความเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณได้ ให้เราเปิดและอ่านออกเสียง โดยขอให้พระเจ้าทรงจุดไฟในใจเรา พระองค์ทรงสัญญาว่าถ้อยคำที่พระองค์ตรัส “จะไม่กลับมาสู่ (พระองค์)เปล่าแต่จะสัมฤทธิ์ผลซึ่ง(พระองค์)มุ่งหมายไว้ และให้สิ่งซึ่ง(พระองค์)ใช้ไปทำนั้นจำเริญขึ้นฉันนั้น” (อสย.55:11) ชีวิตของเราจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
คนที่ต้องการคน
ในฐานะนักเขียนข่าวและวรรณกรรมกีฬาที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ เดฟ คินเดร็ดได้เขียนถึงการแข่งขันกีฬาสำคัญๆหลายร้อยรายการ และยังเขียนชีวประวัติของมูฮัมมัด อาลี หลังจากเกษียณเขารู้สึกเบื่อจึงเริ่มไปดูการแข่งขันบาสเก็ตบอลหญิงของโรงเรียนในท้องถิ่น ไม่นานเขาก็เริ่มเขียนเรื่องจากการแข่งขันแต่ละครั้งและโพสต์บนอินเทอร์เน็ต ต่อมาเมื่อแม่และหลานชายของเดฟเสียชีวิต และภรรยาของเขาป่วยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เขาตระหนักว่าทีมบาสเก็ตบอลที่เขาเขียนถึงทำให้เขารู้สึกถึงการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนและมีเป้าหมาย เดฟต้องการพวกเขามากเท่ากับที่พวกเขาต้องการเดฟ เดฟกล่าวว่า “ทีมนี้ช่วยผมไว้ ชีวิตของผมมืดมิดลง...(และ) พวกเขาเป็นแสงสว่าง”
นักข่าวผู้เป็นตำนานมาพึ่งพาวัยรุ่นกลุ่มนี้ได้อย่างไร ในทำนองเดียวกันอัครทูตในตำนานก็พึ่งพากลุ่มคนผู้ที่ท่านเคยพบในการเดินทางประกาศข่าวประเสริฐเช่นกัน คุณสังเกตเห็นบรรดาผู้ที่เปาโลฝากความคิดถึงมาให้ในตอนท้ายของจดหมายไหม (รม.16:3-15) ท่านเขียนว่า “ขอฝากความคิดถึงมายังอันโดรนิคัสกับยูนีอัสผู้เป็นญาติของข้าพเจ้าและได้ถูกจำจองร่วมกับข้าพเจ้า” (ข้อ 7) “ขอฝากความคิดถึงมายังอัมพลีอาทัส ที่รักของข้าพเจ้าในองค์พระผู้เป็นเจ้า” (ข้อ 8) ท่านกล่าวถึงคนมากกว่ายี่สิบห้าคนที่ส่วนมากไม่ถูกกล่าวถึงอีกเลยในพระคัมภีร์ แต่เปาโลต้องการพวกเขา
ใครที่อยู่ในชุมชนของคุณบ้าง คริสตจักรในท้องถิ่นของคุณคือที่ที่ดีที่สุดที่จะเริ่มต้น มีใครที่นั่นที่ชีวิตกำลังมืดมนอยู่ไหม ด้วยการทรงนำของพระเจ้า คุณสามารถเป็นแสงสว่างที่นำพวกเขาไปถึงพระเยซูได้ แล้ววันหนึ่งเขาอาจจะตอบแทนน้ำใจของคุณ
วาฬในเรื่อง
ไมเคิลกำลังดำน้ำหากุ้งมังกรในตอนที่วาฬหลังค่อมงับเขาไว้ในปาก เขาดันตัวออกในความมืดขณะที่กล้ามเนื้อของวาฬบีบรัดแน่นขึ้น เขาคิดว่าคงจบชีวิตแน่แล้ว แต่วาฬไม่ชอบคนจับกุ้ง ดังนั้น 30 วินาทีต่อมามันจึงพ่นไมเคิลขึ้นไปในอากาศ น่าประหลาดใจที่ไมเคิลกระดูกไม่หัก มีเพียงรอยฟกช้ำไปทั่วกับเรื่องราวของวาฬตัวหนึ่ง
เขาไม่ใช่คนแรก โยนาห์ถูก “ปลามหึมาตัวหนึ่ง” กลืน (ยนา.1:17) และท่านอยู่ในท้องของมันสามวันก่อนที่จะถูกสำรอกออกไว้บนแผ่นดินแห้ง (1:17; 2:10) โยนาห์ถูกกลืนเพราะท่านเกลียดชังศัตรูของอิสราเอลและไม่ต้องการให้พวกเขากลับใจ ต่างกับไมเคิลที่ถูกจับโดยบังเอิญ เมื่อพระเจ้าตรัสกับโยนาห์ให้ไปเทศนาที่เมืองนีนะเวห์ ท่านก็ขึ้นเรือไปทางอื่น พระเจ้าจึงส่งปลาขนาดเท่าวาฬมาดึงความสนใจท่าน
ผมตระหนักถึงสาเหตุที่โยนาห์เกลียดชังพวกอัสซีเรีย คนพวกนั้นราวีคนอิสราเอลในอดีต และภายในเวลาห้าสิบปีคนอิสราเอลตอนเหนือถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยในที่ซึ่งพวกเขาจะอันตรธานหายไปตลอดกาล จึงเข้าใจได้ที่โยนาห์รู้สึกไม่พอใจที่คนอัสซีเรียอาจจะได้รับการอภัย
แต่โยนาห์ภักดีต่อคนของพระเจ้ามากกว่าต่อพระเจ้าแห่งคนทั้งปวง พระเจ้าทรงรักศัตรูของอิสราเอลและต้องการช่วยพวกเขาให้รอด พระองค์ทรงรักศัตรูของเราและต้องการช่วยพวกเขาให้รอด ด้วยลมแห่งพระวิญญาณที่หนุนหลังเรา ให้เราแล่นเรือไปหาพวกเขาพร้อมกับข่าวประเสริฐของพระเยซู
เมื่อความรู้ทำให้เจ็บปวด
แซค เอลเดอร์และเพื่อนๆ ดึงแพขึ้นฝั่งหลังจากล่องแก่งผ่านแกรนด์แคนยอนเป็นเวลา 25 วัน ชายที่มาช่วยลากแพได้เล่าเรื่องไวรัสโควิด 19 ให้ฟัง พวกเขาคิดว่าชายคนนั้นล้อเล่น แต่เมื่อพวกเขาออกจากหุบเขา เสียงข้อความจากโทรศัพท์ก็ดังขึ้นเป็นข้อความด่วนจากพ่อแม่ของพวกเขา แซคและเพื่อนๆถึงกับตกตะลึง พวกเขาอยากจะกลับไปที่แม่น้ำเพื่อหนีจากสิ่งที่พวกเขารับรู้ในเวลานี้
ในโลกที่ล่มสลายนั้นความรู้มักจะนำมาซึ่งความเจ็บปวด ปัญญาจารย์ตั้งข้อสังเกตว่า “เพราะในสติปัญญามากๆก็มีความทุกข์ระทมมาก และบุคคลที่เพิ่มความรู้ก็เพิ่มความเศร้าโศก” (1:18) ใครบ้างที่ไม่อิจฉาความสุขของเด็กที่ไม่ต้องรับรู้อะไร เธอยังไม่รู้เรื่องการเหยียดสีผิว การใช้ความรุนแรง และโรคมะเร็ง เราเคยมีความสุขมากกว่านี้ใช่หรือไม่ จนกระทั่งเราโตขึ้นและมองเห็นความอ่อนแอและความชั่วร้ายของตนเอง และรู้ความลับของครอบครัวว่า ทำไมลุงของเราถึงดื่มหนัก หรือทำไมพ่อกับแม่จึงหย่าร้างกัน
ความเจ็บปวดที่เกิดจากความรู้นั้นไม่อาจเลือนหายไปได้ และเมื่อเรารู้แล้วก็ไม่มีประโยชน์ที่จะแสร้งทำเป็นไม่รู้ แต่มีความรู้ที่สูงส่งกว่านั้น ที่ทำให้เราสามารถอดทนและเติบโตขึ้นได้ พระเยซูทรงเป็นพระวาทะของพระเจ้า และเป็นความสว่างที่ส่องเข้ามาในความมืด (ยน.1:1-5) พระองค์ “เป็นปัญญาและความชอบธรรมของเรา และเป็นผู้ทรงชำระเราให้บริสุทธิ์ และทรงเป็นผู้ไถ่เราไว้ให้พ้นบาป” (1 คร.1:30) ความเจ็บปวดคือเหตุผลที่คุณวิ่งไปหาพระเยซู พระองค์ทรงรู้จักและทรงห่วงใยคุณ
ใช้ชีวิตเช่นคนที่ได้รับการรักษา
พี่น้องสองคนจากอินเดียเกิดมาตาบอด พ่อของทั้งสองทำงานหนักแต่ก็ไม่เคยมีเงินพอที่จะให้ลูกสาวได้ผ่าตัดเพื่อจะมองเห็น จนกระทั่งเมื่อมีทีมแพทย์เดินทางมาปฏิบัติภารกิจระยะสั้นในแถบที่เขาอาศัยอยู่ วันรุ่งขึ้นหลังการผ่าตัด เด็กหญิงยิ้มกว้างขณะพยาบาลแกะผ้าพันแผลออกให้ เด็กคนหนึ่งร้องว่า “แม่ หนูมองเห็น! หนูมองเห็น!”
ชายคนหนึ่งเป็นง่อยแต่กำเนิดนั่งอยู่ที่ประจำตรงประตูพระวิหารเพื่อขอทาน เปโตรบอกชายนั้นว่าท่านไม่มีเงินทองแต่มีสิ่งที่ดีกว่า และพูดว่า “ในพระนามแห่งพระเยซูคริสต์ชาวนาซาเร็ธ จงเดินเถิด” (กจ.3:6) ชายนั้น “กระโดดขึ้นยืนและเดินเข้าไปในพระวิหาร...เต้นโลดสรรเสริญพระเจ้าไป” (ข้อ 8)
ทั้งสองคนพี่น้องและชายคนนี้เห็นคุณค่าในดวงตาและขาของตนมากกว่าคนที่ไม่เคยตาบอดหรือเป็นง่อยมาก่อน เด็กหญิงทั้งสองไม่ยอมหยุดกะพริบตาด้วยความอัศจรรย์ใจและความชื่นชมยินดี และชายคนนั้น “กระโดดขึ้นยืน”
ลองใคร่ครวญถึงความสามารถตามธรรมชาติของคุณดู หากเป็นคุณที่ได้รับการรักษาอย่างอัศจรรย์ คุณจะชื่นชมความสามารถนั้นมากขึ้นแค่ไหน และจะใช้มันให้แตกต่างจากที่เป็นอยู่อย่างไร ลองใคร่ครวญดูว่า ถ้าคุณเชื่อในพระเยซู พระองค์ก็ได้ทรงรักษาคุณแล้วฝ่ายจิตวิญญาณ พระองค์ทรงช่วยชีวิตคุณให้รอดพ้นจากบาป
ให้เราขอบพระคุณพระเจ้าผู้ทรงสร้างและช่วยกู้เรา ให้เรามอบถวายทุกสิ่งที่พระเจ้าประทานคืนแก่พระองค์
ลงทุนในผู้อื่น
บริษัทแห่งหนึ่งเสนอไมล์สะสมหนึ่งพันไมล์จากการซื้ออาหารหนึ่งชนิดในทุกๆสิบครั้ง ชายคนหนึ่งรู้ว่าสินค้าที่ถูกที่สุดคือช็อกโกแลตพุดดิ้ง เขาซื้อมากกว่าหมื่นสองพันชิ้น ด้วยเงิน 3,000 ดอลลาร์เขาจึงได้รับสถานภาพบัตรทองและสะสมไมล์การบินตลอดชีวิตสำหรับตนและครอบครัว นอกจากนี้เขายังได้บริจาคพุดดิ้งเพื่อการกุศล ซึ่งทำให้เขาได้หักภาษี 800 ดอลลาร์ ช่างเป็นอัจฉริยะจริงๆ!
พระเยซูตรัสคำอุปมาซึ่งเป็นที่ถกเถียงเรื่องคนต้นเรือนผู้ฉลาดแกมโกง เมื่อเขาใกล้จะถูกไล่ออก ก็ได้ลดจำนวนหนี้แก่ลูกหนี้ที่เป็นหนี้นายของตน โดยรู้ว่าภายหลังตนอาจพึ่งพาการช่วยเหลือจากพวกเขาได้เพราะความกรุณาที่ตนทำในตอนนี้ พระเยซูไม่ได้ยกย่องการทำธุรกิจที่ผิดจริยธรรม แต่ทรงรู้ว่าเราเรียนรู้ได้จากความเฉลียวฉลาดของเขา ทรงตรัสว่าเราควรหลักแหลม “กระทำตัวให้มีมิตรสหายด้วยทรัพย์สมบัติอธรรม เพื่อเมื่อทรัพย์นั้นเสียไปแล้ว เขาจะได้ต้อนรับท่านไว้ในที่อาศัยอันถาวรเป็นนิตย์” (ลก.16:9) เหมือน “นายพุดดิ้งคนนั้น” ที่เปลี่ยนขนมราคา 25 เซ็นต์ให้กลายเป็นเที่ยวบิน ดังนั้นเราอาจใช้ “ความมั่งคั่งทางโลก” เพื่อให้ได้มาซึ่ง “ความมั่งคั่งที่แท้จริง” (ข้อ 11)
ความมั่งคั่งเหล่านี้คืออะไร พระเยซูตรัสว่า “จงให้แก่คนยากจน” และท่านจะ “กระทำถุงใส่เงินสำหรับตนซึ่งไม่รู้เก่า คือให้มีทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์ซึ่งไม่รู้หมดสิ้น ที่ขโมยมิได้เข้ามาใกล้และที่ตัวแมลงมิได้ทำลายเสีย” (12:33) การลงทุนของเราไม่ได้ทำให้เรารอด แต่เป็นการยืนยันถึงความรอดนั้น “เพราะว่าทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ไหน ใจของท่านก็อยู่ที่นั่นด้วย” (ข้อ 34)
รักเหมือนที่แม่รัก
ฮวนนิต้าเล่าให้หลานชายฟังถึงการเติบโตขึ้นมาในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในอเมริกา ครอบครัวที่ยากจนของเธอมีเพียงแอปเปิลเพื่อประทังชีวิต และสัตว์ป่าที่พ่อเธอจะล่ามาได้ เมื่อไหร่ที่พ่อจับกระรอกมาทำเป็นอาหารมื้อเย็น แม่ของเธอจะพูดว่า “เอาหัวกระรอกมาให้แม่ แม่อยากกินแต่หัวของมัน เนื้อส่วนนี้อร่อยที่สุด” หลายปีต่อมา ฮวนนิต้าจึงรู้ว่าหัวกระรอกนั้นไม่มีเนื้อ แม่ไม่ได้กินหัวกระรอก แม่แค่แสร้งทำว่ามันเป็นของดีหายาก “เพื่อที่พวกเราลูกๆจะได้กินมากขึ้นโดยไม่ต้องเป็นห่วงท่าน”
วันพรุ่งนี้เมื่อเราจะฉลองวันแม่ ขอให้เราเล่าเรื่องราวการอุทิศทุ่มเทของแม่ของเราเช่นกัน เราขอบคุณพระเจ้าสำหรับแม่ และเพียรพยายามที่จะรักให้ได้เหมือนที่แม่รัก
เปาโลรับใช้คริสตจักรในเมืองเธสะโลนิกา “เหมือนมารดาที่เลี้ยงดูลูกของตน” (1 ธส.2:7) ท่านรักอย่างเอาจริงเอาจัง ต่อสู้กับ “การต่อต้านอย่างรุนแรง” เพื่อจะบอกพวกเขาเกี่ยวกับพระเยซูและแบ่งปันชีวิตของท่านกับพวกเขา (ข้อ 2, 8) “เมื่อเราประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้าให้ท่านฟัง เราทำงานทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อเราจะไม่เป็นภาระแก่ผู้ใดในพวกท่าน” (ข้อ 9) ช่างเหมือนแม่
ไม่มีผิด
มีไม่กี่คนที่สามารถต้านทานความรักของแม่ได้ และเปาโลกล่าวอย่างอ่อนน้อมว่าความอุทิศทุ่มเทของท่าน “ไม่ไร้ประโยชน์เลย” (ข้อ 1) เราไม่สามารถควบคุมได้ว่าคนอื่นจะตอบสนองอย่างไร แต่เราเลือกได้ว่าเราจะตั้งใจรับใช้พวกเขาอย่างเสียสละและสม่ำเสมอ แม่จะภูมิใจและพระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ก็เช่นกัน
พ่อของการมุสา
วิคเตอร์ค่อยๆเสพติดสื่อลามกทีละน้อย เพื่อนของเขาหลายคนดูสื่อลามก และเขาตกลงไปในวังวนนี้เช่นกัน แต่ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่ามันเป็นสิ่งที่ผิด เขาทำบาปต่อพระเจ้าและทำให้ภรรยาเสียใจมาก เขาปฏิญาณว่าจะป้องกันชีวิตตัวเองและไม่กลับไปดูมันอีก แต่เขากลัวว่ามันจะสายไป ชีวิตแต่งงานของเขาจะรอดไหม เขาจะเป็นอิสระและได้รับการยกโทษอย่างแท้จริงไหม
ศัตรูของเราคือมารร้ายนำเสนอสิ่งล่อใจให้ดูราวกับมันไม่ใช่เรื่องใหญ่ ใครๆเขาก็ทำกัน มันอันตรายตรงไหน แต่ทันทีที่เรารู้เท่าทันแผนร้ายของมัน มันจะเปลี่ยนวิธี สายไปแล้วล่ะ! คุณมาไกลเกินไปแล้ว! คุณหมดหวังแล้ว!
เมื่อเราเข้าสู่สงครามฝ่ายวิญญาณ ศัตรูจะพูดทุกอย่างเพื่อทำลายเรา พระเยซูตรัสว่า “มันเป็นผู้ฆ่าคนตั้งแต่ปฐมกาลและมิได้ตั้งอยู่ในสัจจะ เพราะมันไม่มีสัจจะ เมื่อมันพูดเท็จมันก็พูดตามสันดานของมันเอง เพราะมันเป็นผู้มุสา และเป็นพ่อของการมุสา” (ยน.8:44)
ถ้ามารเป็นจอมโกหก เราก็ไม่ควรฟังมัน เวลาที่มันบอกว่าบาปของเราไม่ใช่เรื่องใหญ่ หรือเวลาที่มันบอกว่าเราหมดหวัง ขอพระเยซูทรงช่วยเราไม่ให้ใส่ใจในคำพูดของมารร้ายแต่ให้ฟังพระองค์แทน เราไว้วางใจในพระสัญญาของพระองค์ที่ว่า “ถ้าท่านทั้งหลายดำรงอยู่ในคำของเรา ท่านก็เป็นสาวกของเราอย่างแท้จริง และท่านทั้งหลายจะรู้จักสัจจะ และสัจจะจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท” (ข้อ 31-32)
การวินิจฉัยฝ่ายวิญญาณ
การทำคีโมทำให้ก้อนเนื้อในตับอ่อนของพ่อตาผมมีขนาดเล็กลง จนกระทั่งมันไม่ได้ผล เมื่อก้อนเนื้อขยายใหญ่ขึ้นอีกครั้ง ท่านต้องตัดสินใจกับความเป็นความตาย ท่านถามหมอว่า “ผมควรจะรับคีโมต่อหรือลองอย่างอื่น เช่น ยาตัวอื่นหรือการฉายรังสี”
ชนชาติยูดาห์เคยมีคำถามเกี่ยวกับความเป็นความตายเช่นเดียวกัน หลังจากเหนื่อยล้ากับสงครามและการขาดแคลนอาหาร คนของพระเจ้าสงสัยว่าปัญหาของพวกเขาคือบูชารูปเคารพมากเกินไปหรือน้อยไป พวกเขาสรุปว่าควรจะถวายบูชาแด่พระเทียมเท็จมากขึ้นและดูว่านางจะปกป้องและอวยพรพวกเขาหรือไม่ (ยรม.44:17)
เยเรมีย์บอกว่าพวกเขาวินิจฉัยสถานการณ์ผิดไปมาก ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าขาดการบูชารูปเคารพ แต่ปัญหาคือเพราะมีการบูชารูปเคารพต่างหาก พวกเขาบอกเยเรมีย์ว่า “สำหรับถ้อยคำซึ่งท่านได้บอกแก่เรา ในพระนามของพระเจ้านั้น เราจะไม่ฟังท่าน” (ข้อ 16) เยเรมีย์ตอบว่า “เพราะว่าท่านได้เผาเครื่องหอม และเพราะว่าท่านได้กระทำบาปต่อพระเจ้า และไม่เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า หรือดำเนินตามพระธรรมของพระองค์ตามกฎหมายของพระองค์ และตามพระโอวาทของพระองค์ โทษนี้จึงได้ตกแก่ท่าน” (ข้อ 23)
เช่นเดียวกับชนชาติยูดาห์ เราอาจถูกทดลองให้ทำบาปมากขึ้นซึ่งนำเราไปสู่ปัญหา มีปัญหาด้านความสัมพันธ์หรือ เราจะยิ่งเหินห่างให้มากกว่าเดิม มีปัญหาด้านการเงินหรือ เราจะใช้เงินซื้อความสุข ถูกกีดกันหรือ เราจะร้ายกลับไม่แพ้กัน แต่รูปเคารพที่เป็นเหตุให้เราเจอปัญหานั้นไม่สามารถช่วยเราได้ มีเพียงพระเยซูที่ทรงพาเราผ่านปัญหาได้เมื่อเราหันไปหาพระองค์