อธิษฐานอย่างไร เมื่อรู้สึกถูกทรยศ
1 เปโตร 5:7 หนุนใจเราว่า “จงละความกระวนกระวายของท่านไว้กับพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใยท่านทั้งหลาย” แม้ว่าพระเจ้าทรงรับรู้ทุกปัญหาของเรา แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าปัญหาของเราจะหมดไป พระธรรม 1 เปโตรเป็นจดหมายที่เขียนถึงคริสตจักรที่อยู่ในการข่มเหง เปโตรเขียนจดหมายฉบับนี้เพื่อหนุนใจบรรดาผู้เชื่อให้รักษาความเชื่อในพระคริสต์และยึดมั่นความสัตย์ซื่อในชีวิตต่อไป (1 เปโตร 3:13-17)
การถูกข่มเหงอาจเป็นความกังวลหลักที่เปโตรมีอยู่ในใจเมื่อเขาเขียนว่า “ศัตรูของท่านคือมารวนเวียนอยู่รอบๆ ดุจสิงห์คำรามเที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้” (1 เปโตร 5:8) มารโจมตีและ “กัดกิน” คริสเตียนได้อย่างไร โดยทั่วไปแล้วมารทำงานผ่านผู้คนที่เป็นศัตรูของเรา
เป็นไปได้ว่า 1 เปโตร 5:7-8 เขียนขึ้นโดยมีสดุดี 55 อยู่เบื้องหลัง ดาวิดเขียนสดุดีบทนี้ขณะที่เขาถูกห้อมล้อมด้วย “การทำลาย“ (ข้อ 11) เช่นเดียวกับคนอธรรมที่ “เดินบนกำแพงรอบนครอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน” (ข้อ 10) ถึงอย่างนั้น ดาวิดกลับเขียนไว้ตอนท้ายของสดุดีบทนี้ว่า “จงมอบภาระของท่านไว้กับพระเจ้า และพระองค์จะทรงค้ำจุนท่าน“ (ข้อ 22)
สดุดี 55 เริ่มต้นที่ดาวิดกำลังระบายความในใจกับพระเจ้า เขาร่ำไห้ออกมาว่า “จิตใจของข้าพระองค์ระทมอยู่ในข้าพระองค์“ (ข้อ 4) เขาอยากมีปีกอย่างนกพิราบจะได้บินหนีไปจากศัตรู “และอยู่สงบ“ (ข้อ 6) นกพิราบมักทำรังในรอยแยกตามหน้าผาสูงเหนือพื้นดิน ที่นั่นพวกมันจะปลอดภัยจากผู้ล่า
พระเยซูทรงเตือนว่าเราจะถูกข่มเหง…
อธิษฐานอย่างไร เมื่อคุณรู้สึกเจ็บปวด
บางครั้งปัญหาของเราดูเหมือนไม่มีวันจบ อาจมีสมาชิกครอบครัว เพื่อนบ้าน หรือเพื่อนร่วมงานสักคนหนึ่งที่คุณทำดีกับเขาทุกอย่าง แต่เขากลับพยายามทำให้ชีวิตของคุณยุ่งยากมากเท่าที่จะเป็นไปได้
มีหลายครั้งที่ดาวิดรู้สึกว่าปัญหาของเขาไม่มีทางจบ อาจเป็นเพราะว่าซาอูลได้ไล่ล่าดาวิดอย่างไม่ลดละเพื่อสังหารเขานานถึงเจ็ดหรือแปดปี แต่ดาวิดก็ไม่เคยทำสิ่งใดเพื่อทำร้ายซาอูลเลย อันที่จริงแล้ว ดาวิดยังคงจงรักภักดีต่อกษัตริย์ผู้ชั่วร้ายนี้ แต่ซาอูลและพวกอีกหลายคนกลับตอบแทนน้ำใจของดาวิดด้วยการวางแผนทำลายเขา (ข้อ 4)
ในสดุดี 35 แบ่งออกได้เป็นสามส่วน (ข้อ 1-10, 11-18, 19-28) ในส่วนแรก ดาวิดอ้อนวอนพระเจ้าหลายครั้งให้พระองค์ขัดขวางศัตรูและช่วยกู้เขา เขาร้องขอความยุติธรรมซึ่งโดยพื้นฐานแล้วคือสิ่งที่ทุกคนควรได้รับ คนบริสุทธิ์ควรพ้นผิด คนผิดควรได้รับการลงโทษ ตัวอย่างเช่น เมื่อดาวิดอธิษฐานขอให้พวกที่ขุดหลุมพรางดัก “ให้เขาติดข่ายพินาศเอง” (ข้อ 8) ดาวิดเข้าใจได้อย่างถูกต้องเกี่ยวกับลักษณะที่แท้จริงของความยุติธรรมและการแก้แค้น เขาตระหนักว่าพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงเป็นผู้ทำการแก้แค้น เขาจึงมอบการได้รับความยุติธรรมนั้นไว้กับพระองค์ (ข้อ 23)
ส่วนที่สองคือตอนที่เขาเจ็บปวดใจมากที่สุด (ข้อ 11-18) กลุ่มคนที่เกลียดดาวิดและต่อต้านเขา คือกลุ่มคนที่ครั้งหนึ่งดาวิดนับว่าเป็นเพื่อน เขารักและห่วงใยคนเหล่านั้น “เมื่อเขาป่วย ข้าพระองค์สวมผ้ากระสอบ” (ข้อ 13) แต่มาบัดนี้พวกเขาพูดให้ร้ายและยิ้มเยาะความทุกข์ของดาวิด (ข้อ 15, 19, 24, 26)
ในส่วนที่สาม ดาวิดเพ่งมองไปที่องค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อขอความยุติธรรม (ข้อ 24) เขาร้องขอพระเจ้าให้พวกที่กระทำต่อเขาอย่างโหดร้าย “ได้อาย” (ข้อ 26) ใครๆ ก็สามารถเข้าใจความโกรธของดาวิดในสดุดีบทนี้ได้…
อธิษฐานอย่างไร เมื่อคุณรู้สึกซึมเศร้า
จากข้อมูลของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข รายงานว่า ปัญหาสุขภาพจิตในไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จำนวนผู้ป่วยทางจิตเวชเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า จาก 1.3 ล้านคนในปี 2558 เป็น 2.3 ล้านคน ในปี 2564 ขณะที่คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าถึง 1.5 ล้านคน และจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ผู้คนทั่วโลกประมาณ 300 ล้านคนในทุกช่วงอายุกำลังทุกข์ทรมานจากภาวะซึมเศร้าอยู่ในเวลานี้
สดุดี 88 บรรยายถึงความทุกข์ทรมานอันเจ็บปวดของผู้ที่ซึมเศร้าไว้อย่างชัดเจน เราได้เห็นว่ามีบทเพลงสดุดีมากถึงครึ่งหนึ่งของทั้งหมดเป็นบทคร่ำครวญหรือประกอบด้วยบทคร่ำครวญ แต่ไม่มีสดุดีบทไหนที่มืดมนและสิ้นหวังเท่ากับสดุดี 88
เนื้อหาในสดุดีบทนี้ตั้งใจให้ความสำคัญกับความรู้สึกสิ้นหวัง โดยในสดุดี 87 ลงท้ายว่า “นักร้องและนักเต้นรำกล่าวกันว่า ’น้ำพุทั้งสิ้นของเราอยู่ในเธอ‘“(ข้อ 7) และสดุดี 89 เริ่มต้นว่า “ข้าพระองค์จะร้องเพลงถึงความรักมั่นคงของพระเจ้าเป็นนิตย์“ (ข้อ 1) แต่สดุดี 88 ดูเหมือนจะเป็นการเย้ยหยันบทสรรเสริญด้วยความยินดีในบทเพลงที่มาก่อนหน้าและบทเพลงที่อยู่ถัดไป
เช่นเดียวกับบทคร่ำครวญอีกหลายบท เฮมานผู้เขียนบทคร่ำครวญนี้ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของ “ปัญหา” (สดุดี 88:3) ให้เราทราบ แต่สิ่งนี้ได้บอกเป็นนัยว่า เขาสนใจความเจ็บปวดที่เกิดจากปัญหามากกว่ารายละเอียดของปัญหา
เฮมานกล่าวโทษพระเจ้าอย่างไม่อ้อมค้อม “พระองค์ทรงใส่ข้าพระองค์ไว้ในส่วนลึกของปากแดนผู้ตาย; พระองค์ทรงทับถมข้าพระองค์ด้วยคลื่นทั้งสิ้นของพระองค์; พระองค์ทรงให้เพื่อนของข้าพระองค์เหินห่างจากข้าพระองค์”…
How to Pray when You Feel... - อธิษฐาน อย่างไรเมื่อคุณรู้สึก…
บทเรียนจากพระธรรมสดุดี:
แผนการอ่านใน 8 วัน
พระธรรมสดุดีถ่ายทอดการขึ้นลงของชีวิตไว้อย่างชัดเจน และบ่อยครั้งก็ถ่ายทอดออกมาด้วยอารมณ์ที่รุนแรงและตรงไปตรงมาจนผู้อ่านตกตะลึง แต่มันไม่ได้จบอยู่เพียงเท่านั้น เพราะในขณะที่ผู้เขียนกลั่นกรองอารมณ์ออกมาเป็นถ้อยคำ พวกเขาก็เริ่มเชื่อมโยงอารมณ์เหล่านั้นไปสู่พระเจ้าองค์เดียวผู้ทรงรับฟัง
ใช้แผนการอ่าน 8 วันนี้เพื่อเรียนรู้จากผู้เขียนพระธรรมสดุดีในการอธิษฐานด้วยการยกย่องพระลักษณะของพระเจ้าจากอารมณ์ของคุณ ให้พระคำของพระเจ้าปลอบประโลมจิตใจและความคิดของคุณ
พระเยซูทรงเป็นสันติสุขของเรา
โจนส่งเสียงร้องเมื่อเห็นโซเชียลมีเดียที่ซูซานโพสต์ภาพเพื่อนที่โบสถ์สิบคนยิ้มแย้มอยู่รอบโต๊ะในร้านอาหาร นี่เป็นครั้งที่สองในเดือนนี้ที่พวกเขานัดพบกันโดยไม่มีเธอ โจนกะพริบตาถี่เพื่อไล่น้ำตา แม้เธอจะเข้ากับคนอื่นได้ไม่ดีนัก แต่ก็น่าประหลาดที่เธอไปร่วมในคริสตจักรที่ไม่นับว่าเธอเป็นส่วนหนึ่งด้วย!
ในศตวรรษแรกก็แปลกประหลาดเช่นกัน! แต่พระเยซูทรงปรารถนาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและได้เสด็จมาเยียวยาความแตกแยกของเรา จากจุดเริ่มต้นของคริสตจักร ผู้คนที่เข้ากันไม่ได้จะต้องค้นหาจุดร่วมกันในพระองค์ คนยิวดูถูกคนต่างชาติที่ไม่รักษาธรรมบัญญัติ และคนต่างชาติรังเกียจคนยิวที่คิดว่าตนดีกว่าคนอื่น จากนั้นพระเยซูทรง “กระทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” โดย “ทรงรื้อกำแพงที่กั้นระหว่างสองฝ่ายลง คือการเป็นปฏิปักษ์กัน โดยในเนื้อหนังของพระองค์ ได้ทรงให้ธรรมบัญญัติ...ต่างๆนั้นเป็นโมฆะ” (อฟ.2:14-15) การรักษาธรรมบัญญัติไม่สำคัญอีกต่อไป สิ่งที่สำคัญคือพระเยซู แล้วคนยิวและคนต่างชาติจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกันในพระองค์หรือไม่
นั่นก็ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของพวกเขา พระเยซูทรง “ประกาศสันติสุขแก่” คนต่างชาติ “ที่อยู่ไกล และประกาศสันติสุขแก่คนที่อยู่ใกล้ [คนยิว]” (ข้อ 17) ข้อความเดียวกันแต่การประยุกต์ใช้ต่างกัน คนยิวที่คิดว่าตนเองชอบธรรมจำเป็นต้องยอมรับว่าพวกเขาไม่ได้ดีกว่าคนอื่น ในขณะที่คนต่างชาติที่ถูกดูแคลนจำเป็นต้องเชื่อว่าพวกเขาไม่ได้ด้อยกว่า ทั้งสองฝ่ายต้องเลิกกังวลเรื่องของอีกฝ่ายและมุ่งความสนใจไปที่พระคริสต์ ผู้ทรงสร้าง “ให้ทั้งสองฝ่ายเป็นคนใหม่คนเดียวในพระองค์ เช่นนั้นแหละ จึงทรงกระทำให้เกิดสันติสุข” (ข้อ 15)
คุณรู้สึกถูกดูแคลนไหม นั่นเป็นเรื่องเจ็บปวดและไม่ถูกต้อง แต่คุณจะเป็นผู้สร้างสันติได้เมื่อคุณพักพิงในพระเยซู พระองค์ยังคงเป็นสันติสุขของเรา
ง่ายและยาก
มาร์คเป็นศิษยาภิบาลหนุ่มที่มีอนาคตไกล แต่แล้วในเช้าวันหนึ่งโอเว่นลูกชายของเขาล้มลงและเสียชีวิตในขณะเตะบอลด้วยกัน มาร์คหัวใจสลายและยังคงตรอมตรมกับการสูญเสีย แต่ความเจ็บปวดทำให้เขากลายเป็นศิษยาภิบาลที่มีความเห็นอกเห็นใจมากขึ้น ผมเศร้าเสียใจไปกับมาร์คและนึกสงสัยว่าบททดสอบของเขาแสดงให้เห็นถึงแง่คิดอันล้ำลึกของเอ.ดับเบิลยู.โทเซอร์ที่ได้กล่าวไว้ว่า “จริงไหมที่พระเจ้าจะอวยพรมนุษย์อย่างมากมายไม่ได้ จนกว่าพระองค์จะทำให้เขาต้องเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสเสียก่อน” ผมเกรงว่าคำพูดนี้จะเป็นจริง
แต่ก็อาจจะไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป เราได้เรียนรู้ว่าวิถีของพระเจ้านั้นล้ำลึกโดยศึกษาจากการอพยพของชนอิสราเอล พระเจ้าทรงนำชนชาติใหม่นี้ออกจากอียิปต์ไปบนเส้นทางที่ง่าย โดยตรัสถึงอิสราเอลว่า “เกรงว่าเมื่อประชากรไปเผชิญสงครามเข้า เขาจะเปลี่ยนใจและกลับไปยังอียิปต์เสีย” (อพย.13:17) แต่ในไม่กี่ข้อต่อมา พระเจ้าทรงบอกให้โมเสสย้อนกลับทางเดิมเพื่อให้ฟาโรห์ระดมพลและออกมาสู้รบ (14:1-4) ฟาโรห์ฮุบเหยื่อนี้ ชนอิสราเอล “มีความกลัวยิ่งนัก...จึงร้องทูลพระเจ้า” (ข้อ 10) โมเสสตำหนิพวกเขาว่า “พระเจ้าจะทรงรบแทนท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงสงบอยู่เถิด” (ข้อ 14)
พระเจ้าทรงใช้ทั้งเส้นทางที่ง่ายและยากเพื่อทำให้ประชากรของพระองค์เติบโตและนำพระเกียรติมาสู่พระองค์ พระองค์สัญญาว่า “เราจะได้รับเกียรติยศ เพราะฟาโรห์และพลโยธา แล้วชาวอียิปต์จะรู้ว่าเราคือพระเจ้า” (ข้อ 4) อิสราเอลรู้แล้ว และเราก็รู้ได้เช่นกัน พระเจ้าทรงกำลังเสริมสร้างความเชื่อของเราผ่านการทดสอบแต่ละครั้งไม่ว่าจะง่ายหรือยาก เมื่อชีวิตราบรื่นจงพักสงบในพระองค์ แต่เมื่อชีวิตยากลำบากจงยอมให้พระองค์ทรงอุ้มคุณ
ห้องว่างสำหรับพระเยซู
ผมมีความสุขกับวันหยุดสุดสัปดาห์ในรัฐนิวออร์ลีนส์ จากการที่ได้ชมขบวนพาเหรดในย่านเฟรนซ์ควอเตอร์ เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สงครามโลกครั้งที่ 2 และได้ลองชิมหอยนางรมย่าง แต่ขณะที่ผมกำลังจะหลับไปในห้องพักที่บ้านเพื่อน ผมก็คิดถึงภรรยาและลูกๆ ผมชอบที่ได้มีโอกาสไปเทศนาที่เมืองอื่น แต่ผมชอบอยู่บ้านมากที่สุด
ด้านหนึ่งของชีวิตพระเยซูที่มักถูกมองข้ามคือเหตุการณ์สำคัญที่สุดหลายครั้งของพระองค์นั้นเกิดขึ้นในขณะเดินทาง พระบุตรของพระเจ้าเสด็จเข้ามาในโลกของเราที่เมืองเบธเลเฮม ซึ่งมีระยะทางไกลจากบ้านบนสวรรค์ของพระองค์เกินกว่าจะคำนวณได้ และห่างไกลจากนาซาเร็ธบ้านเกิดของครอบครัวพระองค์ เมืองเบธเลเฮมเต็มไปด้วยญาติพี่น้องที่พากันมาจดทะเบียนสำมะโนครัว ลูกาจึงบอกว่าไม่มีแม้แต่ ห้องคาทาลูมา หรือ “ห้องพักสำหรับแขก” ว่างอยู่เลย (ลก.2:7)
สิ่งที่ขาดหายไปตอนพระเยซูประสูตินั้นปรากฏขึ้นในตอนสิ้นพระชนม์ ขณะที่พระเยซูทรงนำเหล่าสาวกเข้าไปในกรุงเยรูซาเล็ม พระองค์บอกเปโตรและยอห์นให้เตรียมมื้อปัสกา ให้พวกเขาตามชายที่ทูนหม้อน้ำไปที่เรือนของเขาและขอเจ้าของเรือนสำหรับคาทาลูมา ซึ่งเป็นห้องรับรองแขกที่พระคริสต์และเหล่าสาวกของพระองค์จะได้รับประทานอาหารมื้อสุดท้าย (22:10-12) ที่นั่นในพื้นที่ที่ขอยืมมา พระเยซูทรงเป็นผู้เริ่มต้นพิธีซึ่งปัจจุบันนี้เรียกว่าศีลมหาสนิท ที่เป็นการบอกล่วงหน้าว่าการถูกตรึงที่กางเขนของพระองค์ใกล้เข้ามาแล้ว (ข้อ 17-20)
เรารักบ้านของเรา แต่ถ้าเราเดินทางไปโดยมีพระวิญญาณของพระเยซู แม้แต่ห้องพักสำหรับแขกก็จะกลายเป็นสถานที่แห่งการสามัคคีธรรมกับพระองค์ได้
ตัวตนที่เปลี่ยนไป
ครอบครัวมารวมตัวกันรอบเตียงของโดมินิค บูอูร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวยากรณ์แห่งศตวรรษที่ 17 ที่กำลังจะสิ้นใจ เล่ากันว่าขณะที่เขาหายใจเฮือกสุดท้าย เขาพูดว่า “ข้าพเจ้าใกล้จะ หรือกำลังจะตาย คำพูดทั้งสองนี้ถูกต้อง” ใครจะไปสนใจเรื่องไวยากรณ์ขณะที่ตัวเองกำลังนอนใกล้ตายอยู่บนเตียง จะมีก็เพียงคนที่ใส่ใจในเรื่องไวยากรณ์มาตลอดชีวิตเท่านั้น
เมื่อเข้าสู่วัยชราคนเราก็มีวิถีชีวิตที่เป็นตัวของตัวเองแล้วเป็นส่วนใหญ่ เราใช้เวลาทั้งชีวิตในการตัดสินใจเรื่องต่างๆจนพัฒนามาเป็นนิสัยที่กลายมาเป็นตัวตนของเราทั้งในแบบที่ดีและแย่ เราเป็นคนเลือกเองว่าจะเป็นคนแบบไหน
การพัฒนานิสัยในทางของพระเจ้านั้นเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าในขณะที่ตัวตนของเรายังเยาว์วัยและปรับเปลี่ยนได้ เปโตรเรียกร้องว่า “จงอุตส่าห์จนสุดกำลังที่จะเอาคุณธรรมเพิ่มความเชื่อ เอาความรู้เพิ่มคุณธรรม เอาความเหนี่ยวรั้งตนเพิ่มความรู้ เอาขันตีเพิ่มความเหนี่ยวรั้งตน และเอาธรรมเพิ่มขันตี เอาความรักฉันพี่น้องเพิ่มธรรม และเอาความรักคนทั่วไปเพิ่มความรักฉันพี่น้อง” (2 ปต.1:5-7) จงฝึกฝนคุณธรรมเหล่านี้ และ “ท่านทั้งหลายจะมีสิทธิสมบูรณ์ ที่จะเข้าในอาณาจักรนิรันดร์ของพระเยซูคริสตเจ้า พระผู้ช่วยให้รอดของเรา” (ข้อ 11)
จากบรรดาสิ่งที่เปโตรกล่าวไว้มีข้อใดที่อยู่ในตัวคุณมากที่สุด และคุณสมบัติในข้อใดบ้างที่ยังต้องปรับปรุง เราไม่สามารถเปลี่ยนตัวเราเองได้อย่างแท้จริง แต่พระเยซูทรงทำได้ จงขอให้พระองค์เปลี่ยนแปลงและเสริมกำลังคุณ นี่อาจเป็นขั้นตอนที่ช้าและยากลำบาก แต่พระเยซูทรงเชี่ยวชาญในการจัดเตรียมสิ่งต่างๆ ตามความจำเป็นของเรา จงขอให้พระองค์เปลี่ยนตัวตนของคุณเพื่อคุณจะเป็นเหมือนพระองค์มากยิ่งขึ้น
บทเรียนในความอดทน
บ๊อบ ซาเล็มรักษาสถิติความเร็วในการกลิ้งถั่วลิสงขึ้นสู่ยอดเขาไพค์ พีค โดยใช้จมูกหรือช้อนที่แนบติดอยู่กับใบหน้าของเขา เขาใช้เวลาเจ็ดวันและเลือกลำเลียงในตอนกลางคืนเพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวนจากนักท่องเที่ยว บ๊อบเป็นคนที่สี่ที่ประสบความสำเร็จในการแสดงที่ผาดโผนนี้ ซึ่งหมายความว่ามีอีกสามคนซึ่งมีความอดทนสูงที่เคยผ่านการทำเช่นนี้มาแล้ว
เราอาจจะพูดว่า การที่พวกเขาต้องอดทนนั้นเหมือนเป็นการลงโทษตัวเอง แต่บ่อยครั้งชีวิตจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เราจำเป็นต้องมีความอดทน ซึ่งเป็นผลของพระวิญญาณประการหนึ่ง (กท.5:22) และเป็นคุณธรรมสำคัญสำหรับการเป็น “คนที่ดีพร้อม มีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีสิ่งใดบกพร่องเลย” (ยก.1:4) คนที่อดทนจะยืนหยัดขณะที่คนรอบข้างพากันตื่นตระหนก พวกเขาอยากให้สถานการณ์เปลี่ยนแต่มันไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน พวกเขาสามารถเดินหน้าต่อไปและวางใจในพระเจ้าสำหรับสติปัญญาที่จะกระทำการอย่างชาญฉลาด (ข้อ 5)
ปัญหาในเรื่องความอดทนคือ มีแค่ทางเดียวที่เราจะเรียนรู้จักมันได้ ยากอบกล่าวว่า “การทดสอบความเชื่อของท่านนั้น ทำให้เกิดความทรหดอดทน” (ข้อ 3 THSV11) การทดสอบที่เข้ามานั้นมีทั้งเล็กและใหญ่ ผมเขียนบทความนี้ขณะกำลังรอขึ้นเครื่องที่สนามบิน เที่ยวบินของผมเวลา 23:00 น.ถูกเลื่อนไปเป็น 02:00 น. จากนั้นก็มีประกาศยกเลิกเที่ยวบิน หลังจากไม่ได้นอนมาทั้งคืน ผมดื่มกาแฟและหวังว่าจะได้กลับบ้านในไม่ช้า ผมไม่ชอบเสียเวลาอยู่ที่สนามบินทั้งวัน แต่พระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรักกำลังสอนผมให้อดทน
ผมอธิษฐานขอให้บทเรียนนี้จบลงในวันนี้ แต่ใครจะรู้ได้ ถึงเวลาต้องตรวจสอบรายชื่อผู้โดยสารที่รอการยืนยันสำหรับเที่ยวบินถัดไปแล้ว