ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Mike Wittmer

สิ่งทรงสร้างทั้งน้อยใหญ่

มิเชล แกรนท์ ฝึกลูกบีเวอร์ที่ชื่อทิมเบอร์ให้กลับสู่ป่า เมื่อเธอพามันไปว่ายน้ำในสระ มันจะกลับมาหาเธอที่เรือคายัคพร้อมกับซุกตัวและถูจมูก เช้าวันหนึ่งทิมเบอร์ไม่กลับมา มิเชลค้นหามันทั่วสระเป็นเวลาหกชั่วโมงก่อนที่จะยอมแพ้ สัปดาห์ต่อมาเธอพบหัวกะโหลกของบีเวอร์ เธอคิดว่าเป็นทิมเบอร์จึงเริ่มร้องไห้

ผมรู้สึกเจ็บปวดใจไปกับมิเชลและทิมเบอร์ ผมบอกตัวเองว่า “อย่าไปคิดอะไรมาก มันเป็นเพียงแค่หนูน้ำตัวหนึ่งเท่านั้น” แต่ความจริงคือผมรู้สึกห่วงใย และพระเจ้าก็เช่นกัน ความรักของพระองค์สูงถึงฟ้าสวรรค์และลงมาสู่สิ่งมีชีวิตที่เล็กที่สุด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งทรงสร้างที่พระองค์ทรงเรียกให้เราดูแล (ปฐก.1:28) พระองค์ทรงรักษา “ทั้งมนุษย์และสัตว์” (สดด.36:6) และประทาน “อาหารแก่สัตว์ และแก่ลูกกาที่ร้อง” (147:9)

วันหนึ่งขณะที่มิเชลกำลังพายเรือคายัคอยู่ในสระของเพื่อนบ้าน มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นคือทิมเบอร์อยู่ที่นั่น! มันพบครอบครัวบีเวอร์และกำลังช่วยพวกนั้นเลี้ยงลูกอีกสองตัว มันโผล่ขึ้นมาข้างเรือคายัคของมิเชล เธอยิ้มและพูดว่า “เจ้าดูดีและมีครอบครัวที่น่ารักนะ” มันส่งเสียงร้องพร้อมกับสะบัดหางและว่ายไปหาแม่ใหม่ของมัน

ผมชอบตอนจบที่มีความสุข โดยเฉพาะของผมเอง! พระเยซูทรงสัญญาว่า พระบิดาทรงเลี้ยงนกฉันใด พระองค์ก็จะทรงจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นให้กับเราเช่นกัน (มธ.6:25-26) “ถ้าพระบิดาของท่านไม่ทรงเห็นชอบ นกนั้นแม้สักตัวเดียวจะตกลงถึงดินก็ไม่ได้...เหตุฉะนั้นอย่ากลัวเลย ท่านทั้งหลายก็ประเสริฐกว่านกกระจาบหลายตัว” (10:29-31)

รักคนที่คุณรัก

เอมอสเป็นคนชอบแสดงออกที่เอาแต่ใจ ขณะที่แดนนี่เป็นคนเก็บตัวที่ชอบสงสัยในตัวเอง แต่อัจฉริยะที่แปลกประหลาดทั้งสองคนกลายเป็นเพื่อนรักกัน พวกเขาใช้เวลาสิบปีหัวเราะและเรียนรู้ร่วมกัน วันหนึ่งผลงานของพวกเขาอาจได้รับรางวัลโนเบล แต่แดนนี่เบื่อหน่ายกับการยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางของเอมอส และบอกกับเขาว่าพวกเขาไม่เป็นเพื่อนกันอีกต่อไป

สามวันต่อมาเอมอสโทรไปบอกข่าวร้าย หมอตรวจพบมะเร็งและบอกเขาว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงหกเดือน แดนนี่หัวใจแตกสลาย “เราเป็นเพื่อนกัน” เขาพูด “ไม่ว่านายจะคิดยังไงเราก็ยังเป็นเพื่อนกัน”

เปาโลเป็นคนมีนิมิตที่ดื้อรั้น ขณะที่บารนาบัสเป็นผู้หนุนน้ำใจที่มีจิตใจอ่อนโยน พระวิญญาณนำพวกเขามาทำงานร่วมกัน และส่งพวกเขาให้ออกเดินทางเพื่อไปประกาศ (กจ.13:2-3) พวกเขาเทศนาและก่อตั้งคริสตจักร จนกระทั่งมาขัดแย้งกันในเรื่องที่มาระโกละทิ้งหน้าที่ไป บารนาบัสอยากจะให้โอกาสมาระโกอีกครั้ง แต่เปาโลบอกว่าท่านไม่สามารถเชื่อใจมาระโกได้อีกแล้ว พวกเขาจึงต้องแยกจากกัน (15:36-41)

ในที่สุดเปาโลยกโทษให้มาระโก ท่านลงท้ายจดหมายสามฉบับด้วยคำทักทายหรือคำชมเชยในตัวเขา (คส.4:10; 2 ทธ.4:11; ฟม.1:24) เราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับบารนาบัส ท่านมีชีวิตยืนยาวจนได้คืนดีกับเปาโลไหม ผมก็หวังเช่นนั้น

วันนี้ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสถานการณ์ใด จงพยายามสานสัมพันธ์กับคนที่คุณเคยขัดแย้ง นี่เป็นเวลาที่จะแสดงและบอกพวกเขาว่าคุณรักพวกเขามากเพียงไร

ยกขึ้น

ระหว่างการเยี่ยมชมเรือบรรทุกเครื่องบิน นักบินขับไล่อธิบายว่าเครื่องบินต้องการลมที่ความเร็ว 56 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อจะบินขึ้นจากลานบินที่สั้นแบบนี้ เพื่อให้ได้แรงลมที่คงที่กัปตันจึงหันเรือให้เข้าหาทิศทางลม “ลมควรมาจากด้านหลังของเครื่องบินไม่ใช่หรือครับ” ผมถาม “ไม่ครับ” นักบินตอบ “เครื่องบินจะต้องบินเข้าหาลม นั่นเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้การยกตัวสำเร็จ”

พระเจ้าทรงเรียกโยชูวาให้นำประชากรของพระองค์เข้าไปหา “ลม” ที่รอพวกเขาอยู่ในดินแดนแห่งพันธสัญญา โยชูวาจำเป็นต้องมีสองสิ่ง จากภายในเขาจำเป็นต้อง “เข้มแข็งและกล้าหาญ” (ยชว.1:7) และภายนอกเขาต้องการการท้าทาย ซึ่งรวมถึงภารกิจประจำวันในการนำชาวอิสราเอลนับพันประจันหน้ากับเมืองที่มีกำแพง (6:1-5) รับมือกับความพ่ายแพ้ที่ทำให้เสียขวัญ (7:3-5) จัดการกับการยักยอกของอาคาน (ข้อ 16-26) และนำการรบในสงครามที่ต่อเนื่อง (บทที่ 10-11)

ลมที่พัดปะทะหน้าของโยชูวาจะยกชีวิตของเขาขึ้นตราบเท่าที่แรงขับเคลื่อนของเขามาจากการทรงนำของพระเจ้า พระเจ้าตรัสว่าเขาจะต้อง “ระวังที่จะกระทำตามธรรมบัญญัติทั้งหมด...อย่าหลีกเลี่ยงจากธรรมบัญญัตินั้นไปทางขวามือหรือทางซ้าย...จงตรึกตรองตามนั้นทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อเจ้าจะได้ระวังที่จะกระทำตามข้อความที่เขียนไว้นั้นทุกประการ แล้วเจ้าจะมีความจำเริญและเจ้าจะสำเร็จผลเป็นอย่างดี” (ยชว.1:7-8)

คุณตั้งใจที่จะเดินตามทางของพระเจ้าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหรือไม่ ถ้าเช่นนั้นจงมองหาความท้าทาย จงบินอย่างกล้าหาญเข้าหาลมและมองดูจิตวิญญาณของคุณทะยานขึ้น

นี่คือพระคุณ

วรรณกรรมเรื่องเหยื่ออธรรม เริ่มต้นด้วยเรื่องของนักโทษติดทัณฑ์บนชื่อ ฌอง วาลฌองที่ขโมยเครื่องเงินของบาทหลวง เขาถูกจับและคิดว่าจะต้องถูกส่งตัวกลับไปที่เหมือง แต่บาทหลวงคนนั้นทำให้ทุกคนตกใจเมื่อเขาอ้างว่าได้เป็นคนมอบเครื่องเงินนั้นให้แก่วาลฌองเอง หลังจากตำรวจไปแล้ว เขาหันกลับมาหาหัวขโมยบอกว่า “ท่านไม่ได้เป็นของความชั่วอีกต่อไป แต่เป็นของความดี”

ความรักที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ชี้ให้เห็นถึงความรักที่หลั่งไหลมาจากน้ำพุแห่งพระคุณทั้งปวง ในวันเพ็นเทคอสต์เปโตรกล่าวแก่ผู้ที่มาฟังท่านว่า เมื่อไม่ถึงสองเดือนก่อนพวกเขาได้ตรึงพระเยซูไว้ที่กางเขนในเมืองนั้น ฝูงชนรู้สึกแปลบปลาบใจจึงถามว่าพวกเขาจะต้องทำอย่างไร เปโตรตอบว่า “จงกลับใจใหม่และรับบัพติศมาในพระนามแห่งพระเยซูคริสต์สิ้นทุกคน เพื่อพระเจ้าจะทรงยกความผิดบาปของท่านเสีย” (กจ.2:38) พระเยซูทรงรับเอาการลงโทษที่พวกเขาสมควรได้รับไว้ แล้ว บัดนี้โทษของพวกเขาจะได้รับการอภัย ถ้าพวกเขาไว้วางใจในพระองค์

โอ เรื่องของพระคุณช่างฟังดูย้อนแย้ง มนุษย์จะได้รับการอภัยโทษก็ต่อเมื่อพระคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์ ซึ่งความตายนี้เป็นสิ่งที่พวกเขาต้องรับผิดชอบ พระเจ้าทรงพระคุณและทรงฤทธิ์ ทรงใช้บาปที่เลวร้ายที่สุดของมนุษยชาติเพื่อบรรลุถึงความรอดของพวกเรา หากพระเจ้าทรงกระทำสิ่งนี้โดยถือโทษบาปจากการตรึงพระเยซู เราก็รู้ว่าพระองค์จะยังทรงให้เกิดสิ่งดีได้ในทุกสิ่ง จงเชื่อวางใจในพระองค์ผู้ “ทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง” (รม.8:28)

ได้ชีวิตโดยความตาย

คาร์ลกำลังต่อสู้กับโรคมะเร็งและจำเป็นต้องได้รับการปลูกถ่ายปอดสองครั้ง เขาขอปอดใหม่จากพระเจ้าแต่กลับรู้สึกไม่ดีที่ทำเช่นนั้น เขาสารภาพว่าเป็นเรื่องแปลกที่จะอธิษฐานแบบนั้นเพราะ “บางคนต้องตายเพื่อให้ผมมีชีวิต”

สถานการณ์ที่ยากลำบากของคาร์ลชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของความจริงพื้นฐานของพระคัมภีร์ คือพระเจ้าทรงใช้ความตายเพื่อมอบชีวิต เราเห็นเรื่องนี้ในพระธรรมอพยพ ชนชาติอิสราเอลที่เกิดเป็นทาสต้องทนทุกข์ภายใต้การกดขี่ของชาวอียิปต์ ฟาโรห์ไม่ยอมปล่อยพวกเขาจนกระทั่งพระเจ้าทรงทำให้เป็นเรื่องส่วนตัว ลูกชายคนโตทุกคนต้องตายเว้นแต่ในครอบครัวจะฆ่าลูกแกะที่ไม่มีตำหนิและทาเลือดแกะที่วงกบประตู (อพย.12:6-7)

วันนี้คุณและผมเกิดมาในพันธนาการของความบาป ซาตานไม่ยอมปลดปล่อยเราจนกระทั่งพระเจ้าทรงทำให้เป็นเรื่องส่วนตัวของพระองค์ โดยทรงยอมสละองค์พระบุตรผู้สมบูรณ์แบบบนไม้กางเขนที่เปื้อนไปด้วยพระโลหิต

พระเยซูทรงเรียกเราให้เข้าร่วมกับพระองค์ที่นั่น เปาโลอธิบายว่า “ข้าพเจ้าถูกตรึงไว้กับพระคริสต์แล้ว ข้าพเจ้าเองไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป แต่พระคริสต์ต่างหากที่ทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า”(กท.2:20) เมื่อเราเชื่อในลูกแกะที่ไร้ตำหนิของพระเจ้า เราก็ได้ยอมตายร่วมกับพระองค์ทุกวัน คือตายจากบาปของเราเพื่อจะฟื้นสู่ชีวิตใหม่ร่วมกับพระองค์ (รม.6:4-5) เราประกาศความเชื่อนี้ทุกครั้งเมื่อเราปฏิเสธโซ่ตรวนของความบาป และยอมรับอิสรภาพของพระคริสต์ เราจะไม่มีวันมีชีวิตได้มากไปกว่าเมื่อเรายอมตายกับพระเยซู

พวกเขาจะรู้ได้อย่างไร

คริสตจักร “เดอะ แกเธอริง” ทางภาคเหนือของประเทศไทยเป็นคริสตจักรนานาชาติที่เป็นลูกผสมระหว่างนิกายต่างๆ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผู้เชื่อในพระเยซูจากเกาหลี กาน่า ปากีสถาน จีน บังคลาเทศ สหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ และประเทศอื่นๆ มารวมตัวกันในห้องประชุมของโรงแรมเล็กๆแห่งหนึ่ง พวกเขาร้องเพลง “ในพระคริสต์ผู้เดียว (In Christ Alone)” และเพลง “ฉันเป็นลูกของพระเจ้า (I Am a Child of God)” ซึ่งมีเนื้อร้องน่าประทับใจเป็นพิเศษท่ามกลางบรรยากาศเช่นนั้น

ไม่มีใครนำผู้คนมารวมตัวกันได้เหมือนพระเยซู พระองค์ทรงกระทำการนั้นตั้งแต่เริ่มแรก ในศตวรรษแรก เมืองอันทิโอกประกอบด้วยผู้คนจาก 18 เชื้อชาติที่ต่างกันโดยแต่ละกลุ่มอาศัยอยู่ในเขตของตัวเอง เมื่อผู้เชื่อมาที่เมืองอันทิโอกเป็นครั้งแรก พวกเขาประกาศเรื่องพระเยซู “แก่ยิวพวกเดียว” (กจ.11:19) แต่นั่นไม่ใช่แผนการของพระเจ้าสำหรับคริสตจักรแห่งนี้ ในไม่ช้าก็มีบางคนเริ่ม “ประกาศข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูคริสตเจ้าแก่พวกกรีกด้วย” และ “คนเป็นอันมากที่เชื่อก็กลับมาหาองค์พระผู้เป็นเจ้า” (ข้อ 20-21) ผู้คนในเมืองสังเกตเห็นว่าพระเยซูกำลังเยียวยาความบาดหมางระหว่างชาวยิวและชาวกรีกที่ดำเนินมาหลายศตวรรษ และพวกเขาประกาศว่าคริสตจักรที่ประกอบด้วยคนจากหลากหลายเชื้อชาตินี้ควรจะได้ชื่อว่า “คริสเตียน” หรือ “พระคริสต์น้อยๆ” (ข้อ 26)

อาจเป็นเรื่องท้าทายสำหรับเราที่จะก้าวข้ามพรมแดนทางเชื้อชาติ สังคม และเศรษฐกิจ เพื่อยอมรับผู้คนที่แตกต่างจากเรา แต่ความยากนี้เป็นโอกาสสำหรับเรา เพราะถ้าไม่ใช่เรื่องยาก เราก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพระเยซู และจะมีเพียงไม่กี่คนที่สังเกตเห็นว่าเรากำลังติดตามพระองค์

อยู่ด้วยกัน

คริสตจักรดิวเบอร์รี่แบ๊บติสต์แยกตัวกันในช่วงทศวรรษ 1800 เพราะน่องไก่ เรื่องราวถูกเล่าในหลายรูปแบบ แต่เรื่องที่สมาชิกปัจจุบันบอกคือชายสองคนทะเลาะกันเรื่องน่องไก่ชิ้นสุดท้ายที่งานเลี้ยงอาหารที่โบสถ์ ชายคนหนึ่งบอกว่าพระเจ้าอยากให้เขาได้มัน อีกคนพูดว่าพระเจ้าไม่สนใจหรอกและตัวเขาอยากได้มันจริงๆ ทั้งสองคนโกรธมากจนหนึ่งในนั้นย้ายไปตั้งคริสตจักรดิวเบอร์รี่แบ๊บ-ติสต์ที่ 2 ห่างไปสองกิโลเมตรบนถนนเดียวกัน ขอบคุณพระเจ้าที่คริสตจักรทั้งสองตกลงเรื่องความไม่ลงรอยได้ และทุกคนยอมรับว่าเหตุผลที่พวกเขาแยกกันนั้นไร้สาระ

พระเยซูทรงเห็นด้วย ในคืนก่อนการสิ้นพระชนม์พระองค์ทรงอธิษฐานเผื่อสาวกให้พวกเขา “เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังที่พระองค์ คือพระบิดาทรงสถิตในข้าพระองค์ และข้าพระองค์ในพระองค์” ให้เขาทั้งหลาย “เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อโลกจะได้รู้ว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา” (ยน.17:21-23)

เปาโลเห็นด้วยเช่นกัน ท่านกระตุ้นให้พวกเรา “เพียรพยายามให้คงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ซึ่งพระวิญญาณทรงประทานนั้นด้วยสันติภาพเป็นพันธนะ มีกายเดียวและมีพระวิญญาณองค์เดียว” (อฟ.4:3-4) และสิ่งนี้ไม่สามารถแยกจากกันได้

พวกเราซึ่งคร่ำครวญเพราะร่างกายของพระคริสต์ที่แตกสลายเพื่อบาปของเราต้องไม่แบ่งแยกพระกายของพระองค์คือคริสตจักร ด้วยความโกรธ การนินทาและเรื่องไม่เป็นเรื่อง ให้เราเป็นฝ่ายผิดดีกว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้คริสตจักรแตกแยก จงยกน่องไก่นั้นให้ชายอีกคน และให้พายเขาเพิ่มไปด้วย!

สาวกที่แท้จริงของพระเยซู

เมื่อคริสเตียน มูสตาด เอาภาพวาดทิวทัศน์ของแวนโก๊ะให้โอกุสต์ เพลเลอรินผู้เป็นนักสะสมงานศิลปะดู เพลเลอรินมองภาพนั้นเพียงครั้งเดียวแล้วพูดว่ามันไม่ใช่ของจริง มูสตาดจึงเอาภาพนั้นไปซ่อนไว้ที่ห้องใต้หลังคาซึ่งภาพนั้นอยู่ที่นั่นตลอดห้าสิบปี เมื่อมูสตาดเสียชีวิตภาพนั้นถูกนำไปประเมินค่าครั้งแล้วครั้งเล่าตลอดสี่สิบปีต่อมา ทุกครั้งมันถูกตัดสินว่าเป็นของปลอม จนกระทั่งปี 2012 เมื่อผู้เชี่ยวชาญใช้คอมพิวเตอร์นับรอยแตกของเส้นด้ายในผ้าใบของภาพนั้น เขาค้นพบว่ามันถูกตัดมาจากผ้าใบผืนเดียวกับงานอีกชิ้นหนึ่งของแวนโก๊ะ มูสตาดได้เป็นเจ้าของผลงานที่แท้จริงของแวนโก๊ะมาโดยตลอด

คุณรู้สึกว่าตัวเองเป็นของปลอมหรือไม่ คุณกลัวไหมหากมีคนมาตรวจสอบคุณแล้วพบว่าคุณอธิษฐาน ถวายและรับใช้น้อยกว่าคนอื่นๆ คุณกำลังถูกชักจูงให้ไปซ่อนตัวที่ห้องใต้หลังคาเพื่อหลบสายตาที่สอดรู้สอดเห็นของคนอื่นหรือไม่

จงมองลึกลงไปภายใต้สีสันและโครงร่างของชีวิตคุณ หากคุณหันจากทางของคุณและเชื่อวางใจในพระเยซู เมื่อนั้นคุณและพระองค์ก็มาจากผ้าใบผืนเดียวกัน หากใช้ภาพของพระเยซูที่ตรัสว่า “เราเป็นเถาองุ่น ท่านทั้งหลายเป็นแขนง” (ยน.15:5) พระเยซูกับคุณก็เป็นผ้าผืนเดียวกันที่ไร้รอยต่อ

การพึ่งพิงในพระเยซูทำให้คุณเป็นสาวกที่แท้จริงของพระองค์ และนี่เป็นเพียงหนทางเดียวที่จะปรับปรุงภาพวาดของคุณให้ดีขึ้น พระองค์ตรัสว่า “ผู้ที่เข้าสนิทอยู่ในเราและเราเข้าสนิทอยู่ในเขา ผู้นั้นจะเกิดผลมาก เพราะถ้าแยกจากเราแล้วท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย” (ข้อ 5)

คริสเตียนที่ฉลาด

การระบาดของไวรัสโคโรนาส่งผลให้ทั่วโลกต้องยกเลิกการเรียนในโรงเรียน ในประเทศจีนคุณครูแก้ปัญหาโดยการใช้ติงทอล์ค ซึ่งเป็นแอปพลิเคชั่นที่ช่วยให้จัดชั้นเรียนออนไลน์ได้ ต่อมาพวกนักเรียนพบว่าหากคะแนนความนิยมของติงทอล์คต่ำเกินไป มันอาจถูกลบออกจากแอปสโตร์ได้ ในชั่วข้ามคืนการให้คะแนนระดับหนึ่งดาวจากคนนับพันจึงทำให้คะแนนของติงทอล์คลดต่ำลง

พระเยซูคงไม่ประทับใจในนักเรียนที่หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบของตน แต่อาจทรงชื่นชมความเฉลียวฉลาดของพวกเขา พระองค์ทรงเล่าเรื่องที่ฉีกแนวของคนต้นเรือนที่ถูกไล่ออก ในวันสุดท้ายของการทำงานเขาแก้หนี้ของลูกหนี้เจ้านายให้น้อยลง พระเยซูไม่ได้ยกย่องความไม่ซื่อสัตย์ของคนต้นเรือนนี้ แต่ทรงชื่นชมความฉลาดของเขา และทรงหวังว่าผู้ที่ติดตามพระองค์จะฉลาดเท่ากับเขา “เราบอกท่านทั้งหลายว่า จงกระทำตัวให้มีมิตรสหายด้วยทรัพย์สมบัติอธรรม เพื่อเมื่อทรัพย์นั้นเสียไปแล้ว เขาจะได้ต้อนรับท่านไว้ในที่อาศัยอันถาวรเป็นนิตย์” (ลก.16:9)

เมื่อพูดถึงเรื่องเงิน คนส่วนใหญ่มักกังวลถึงส่วนที่ตนเองจะต้องสูญเสีย แต่คนฉลาดมองหาวิธีที่จะทำให้เงินนั้นเกิดประโยชน์ พระเยซูตรัสว่าการให้แก่ผู้อื่น “ทำ...ให้มีมิตรสหาย” ซึ่งมาพร้อมกับความปลอดภัยและอิทธิพล ใครกันที่เป็นผู้นำในกลุ่ม ก็คือคนที่จ่ายเงิน การให้ยังเพิ่ม “ที่อาศัยอันถาวรเป็นนิตย์” อีกด้วย ด้วยความเต็มใจที่จะตัดใจจากทรัพย์สินเงินทอง เราก็ได้สำแดงความไว้วางใจของเราในพระเยซู

แม้เราอาจไม่มีเงิน แต่เรามีเวลา มีความสามารถหรือหูที่รับฟัง ให้เราทูลขอพระเจ้าให้ทรงสำแดงวิธีที่จะรับใช้ผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์เพื่อพระเยซู

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา