รักศัตรู
ผมหลบเข้าไปในห้องก่อนเธอจะเห็นผม ผมรู้สึกอายที่ต้องหลบซ่อนแต่ผมไม่อยากคุยกับเธอในตอนนั้นหรือตลอดไป ผมอยากบอกให้เธอไปหรือให้เธอรู้ตัว แม้ผมจะเคยหงุดหงิดกับพฤติกรรมของเธอในอดีต แต่เป็นไปได้ว่าผมเป็นฝ่ายที่ทำให้เธอขัดเคืองใจมากยิ่งกว่า!
ชาวยิวและชาวสะมาเรียก็มีความสัมพันธ์ที่ขัดเคืองใจต่อกันเช่นกัน จากการมีเชื้อสายที่หลากหลายและนมัสการพระของตัวเอง ชาวสะมาเรียในสายตาของชาวยิวได้ทำให้สายเลือดและความเชื่อของคนยิวเสียหาย และก่อตั้งศาสนาคู่แข่งบนภูเขาเกริซิม (ยน.4:20) ที่จริงชาวยิวรังเกียจชาวสะมาเรียมากจนยอมเดินทางอ้อมเมืองไปซึ่งไกลกว่าเดินทางตรงผ่านดินแดนสะมาเรีย
พระเยซูทรงเปิดเผยให้เห็นหนทางที่ดีกว่า พระองค์นำความรอดมาสู่ทุกคนรวมทั้งชาวสะมาเรียด้วย ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงเข้าไปยังใจกลางดินแดนสะมาเรียเพื่อนำน้ำธำรงชีวิตไปให้หญิงคนบาปและเมืองของเธอ (ข้อ 4-42) ถ้อยคำสุดท้ายที่พระองค์ตรัสแก่สาวกคือ ให้ทำตามแบบอย่างของพระองค์ พวกเขาต้องประกาศข่าวประเสริฐแก่ทุกคน เริ่มจากเยรูซาเล็มและแพร่ไปผ่านสะมาเรียจนถึง “ที่สุดปลายแผ่นดินโลก” (กจ.1:8) สะมาเรียเป็นมากกว่าลำดับถัดไปทางภูมิศาสตร์ แต่เป็นส่วนที่เจ็บปวดที่สุดในพันธกิจ เหล่าสาวกต้องเอาชนะอคติที่มีมาทั้งชีวิตและรักคนที่พวกเขาไม่ชอบ
พระเยซูทรงสำคัญสำหรับเรามากกว่าความคับข้องใจของเราหรือไม่ มีหนทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้แน่ใจได้ นั่นคือจงรักคนที่เปรียบเหมือน “ชาวสะมาเรีย” ของคุณ
ใครต้องการความช่วยเหลือจากคุณ
คลิฟฟอร์ด วิลเลี่ยม ถูกตัดสินประหารชีวิตในคดีฆาตกรรมที่เขาไม่ได้ทำจากแดนประหารเขาพยายามยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีของเขาใหม่ คำร้องของเขาถูกปฏิเสธตลอดเวลาสี่สิบสองปี แล้ววันหนึ่งอัยการเชลลี่ ทิโบโด เห็นคำร้องของเขา เธอพบว่าไม่เพียงไม่มีหลักฐานที่จะปรักปรำวิลเลี่ยม แต่ยังมีชายอีกคนหนึ่งได้สารภาพว่าเป็นฆาตกรในคดีนั้นแล้ว ในที่สุดเมื่ออายุเจ็ดสิบหกปี วิลเลี่ยมก็พ้นข้อกล่าวหาและได้รับการปล่อยตัว
ผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์และอุรีอาห์เผชิญปัญหาใหญ่เช่นกัน พวกเขาได้บอกกับชาวยูดาห์ว่าพระเจ้าทรงยืนยันที่จะพิพากษาประชากรของพระองค์หากพวกเขาไม่กลับใจ (ยรม.26:12-13, 20) ข่าวนี้ทำให้พวกเจ้านายของยูดาห์และประชาชนโกรธ และหาทางสังหารผู้เผยพระวจนะทั้งสองคน พวกเขาจัดการอุรีอาห์สำเร็จ โดยท่านหนีไปอียิปต์แต่ก็ถูกนำตัวกลับมาถวายต่อกษัตริย์ผู้สั่งให้ “ประหารท่านเสียด้วยดาบ” (ข้อ 23) ทำไมพวกเขาไม่ได้ประหารเยเรมีย์ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ “มือของอาหิคัม...อยู่กับเยเรมีย์ ฉะนั้นเยเรมีย์จึงมิได้ถูกมอบให้ประชาชนประหารชีวิต” (ข้อ 24)
เราอาจไม่รู้จักใครที่กำลังเผชิญกับความตาย แต่เราอาจรู้จักคนที่ต้องการความช่วยเหลือของเรา บางคนอาจกำลังถูกละเมิดสิทธิ บางคนอาจถูกมองข้ามความสามารถ บางคนที่เสียงของเขาอาจไม่มีใครได้ยิน อาจเป็นการเสี่ยงที่จะก้าวออกมาเหมือนทิโบโดหรืออาหิคัม แต่นั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง มีใครบ้างที่กำลังต้องการให้เราช่วยโดยการทรงนำของพระเจ้า
พระเยซูทรงฟื้นฟูเรา
แม้ว่าแซมจะไม่ได้ทำอะไรผิด แต่เขาก็ต้องออกจากงานในสายผลิตที่ทำอยู่ ความสะเพร่าในแผนกอื่นทำให้รถยนต์ที่พวกเขาประกอบมีปัญหา หลังมีข่าวเรื่องการชนหลายครั้ง ลูกค้าที่ดูข่าวก็หยุดซื้อรถจากพวกเขา บริษัทต้องลดขนาดลงทำให้แซมตกงาน เขาได้รับผลกระทบทางอ้อมและนี่ไม่ยุติธรรมเลย
การได้รับผลกระทบทางอ้อมนี้เกิดขึ้นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ทันทีหลังจากความบาปครั้งแรก อาดัมและเอวาอับอายที่ตัวเองเปลือยกาย พระเจ้าจึงทรงกรุณาปกปิดร่างกายพวกเขาด้วย “เสื้อหนังสัตว์” (ปฐก.3:21) เป็นเรื่องเจ็บปวดที่จะนึกถึง แต่สัตว์หนึ่งตัวหรือมากกว่านั้นที่เคยปลอดภัยอยู่ในสวนต้องถูกฆ่าและถลกหนัง
ยังจะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีก พระเจ้าตรัสกับอิสราเอลว่า “ท่านจะจัดการหาลูกแกะตัวหนึ่งอายุหนึ่งขวบปราศจากตำหนิถวายเป็นเครื่องเผาบูชาแด่พระเจ้าเป็นประจำวัน ท่านจะจัดหาทุกๆเช้า” (อสค.46:13) ทุกๆวัน มีสัตว์กี่พันตัวที่ต้องกลายเป็นเครื่องบูชาเพราะบาปของมนุษย์
ความตายของสัตว์เหล่านั้นเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปกปิดบาปของเรา จนกระทั่งพระเยซูผู้เป็นลูกแกะของพระเจ้าเสด็จมาเพื่อลบล้างออกไป (ยน.1:29) เรียกได้ว่าเป็น “การแก้ไขความผิดที่ตกทอด” ในขณะที่บาปของอาดัมฆ่าเรา แต่การเชื่อฟังของอาดัมคนสุดท้าย (พระคริสต์) จะฟื้นฟูทุกคนที่เชื่อในพระองค์ (รม.5:17-19) การแก้ไขความผิดที่ตกทอดนี้ไม่ใช่เรื่องที่ยุติธรรม เพราะต้องจ่ายด้วยชีวิตของพระเยซูแต่เราได้รับมาฟรีๆ จงเข้าหาพระเยซูด้วยความเชื่อและรับการไถ่ที่พระองค์เสนอให้ และชีวิตอันชอบธรรมของพระองค์จะมีค่าสำหรับคุณ
คุณเป็นใคร
ผู้ที่นำการประชุมทางไกลผ่านจอภาพกล่าวว่า “สวัสดีตอนเช้า” ผมตอบกลับไปว่า “สวัสดีครับ” แต่ตาผมไม่ได้มองที่เขา ผมเสียสมาธิกับภาพของตัวเองบนหน้าจอ นี่สารรูปของผมหรือนี่? ผมมองใบหน้ายิ้มแย้มของคนอื่นๆในหน้าจอ นั่นเป็นใบหน้าของพวกเขาจริงๆ แสดงว่าภาพที่เห็นอยู่คือตัวผมแน่ๆ ผมควรจะลดน้ำหนัก และไปตัดผม
ฟาโรห์คิดว่าตนเป็นผู้ยิ่งใหญ่ พระองค์เป็นเหมือน “สิงห์หนุ่มท่ามกลางประชาชาติ...เหมือนมังกรในทะเลทั้งหลาย” (อสค.32:2) แต่แล้วในชั่วขณะหนึ่งพระองค์มองเห็นตัวเองจากมุมมองของพระเจ้า พระเจ้าตรัสว่าฟาโรห์กำลังพบปัญหาและพระองค์จะทรงให้ซากศพของฟาโรห์แก่บรรดาสัตว์ป่า ทำให้ “ชนชาติทั้งหลายเป็นอันมากแลตะลึงที่ท่านและกษัตริย์ของเขาทั้งหลายจะสะทกสะท้านเพราะท่าน” (ข้อ 10) ฟาโรห์ไม่ได้ยิ่งใหญ่อย่างที่พระองค์คิด
เราอาจคิดว่าตัวเอง “ดูดีฝ่ายวิญญาณ” จนกระทั่งเราเห็นบาปของเราเหมือนที่พระเจ้าทรงเห็น เมื่อเทียบกับมาตรฐานบริสุทธิ์ของพระองค์ แม้แต่ “การกระทำอันชอบธรรมของข้าพระองค์ทั้งสิ้น เหมือนเสื้อผ้าที่สกปรก” (อสย.64:6) แต่พระเจ้ายังทรงเห็นอีกสิ่งหนึ่งที่เที่ยงแท้ยิ่งกว่านั่นคือ ทรงเห็นพระเยซู และพระเจ้าทรงเห็นเราในพระเยซู
คุณกำลังรู้สึกแย่กับสภาพที่ตัวเองเป็นหรือเปล่า จำไว้ว่านี่ไม่ใช่ตัวคุณ หากคุณวางใจในพระเยซูคุณก็อยู่ในพระองค์ และความบริสุทธิ์ของพระองค์ปกคลุมอยู่เหนือคุณ คุณงดงามกว่าที่คุณคิด
เขตความตาย
ในปี 2019 นักปีนเขาคนหนึ่งมองดูดวงอาทิตย์ตกเป็นครั้งสุดท้ายจากยอดเขาเอเวอเรสต์ เขารอดจากการปีนขึ้นที่อันตราย แต่ความสูงบีบรัดหัวใจของเขาและเขาเสียชีวิตระหว่างการเดินลง ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์คนหนึ่งเตือนนักปีนเขาไม่ให้คิดว่าการเดินทางจบลงที่ยอดเขา พวกเขาต้องทั้งเดินขึ้นและลงด้วยความว่องไวโดยไม่ลืมว่า “พวกเขาอยู่ในเขตความตาย”
ดาวิดเอาชีวิตรอดจากการปีนขึ้นสู่จุดสูงสุดที่แสนอันตราย ท่านฆ่าสิงโตและหมี สังหารโกลิอัท หลบพ้นหอกของซาอูลและศัตรูที่ไล่ล่า และเอาชนะคนฟีลิสเตียและอัมโมนจนได้เป็นกษัตริย์แห่งขุนเขา
แต่ดาวิดลืมว่าตัวเองอยู่ในเขตความตาย ณ จุดสูงสุดในความสำเร็จของท่าน เมื่อ “พระเจ้าทรงประทานชัยชนะแก่ดาวิดไม่ว่าจะไปรบ ณ ที่ใดๆ” (2 ซมอ.8:6) ท่านทำการล่วงประเวณีและฆาตกรรม ความผิดพลาดแรกเริ่มของท่านคือท่านอ้อยอิ่งอยู่บนยอดเขา เมื่อกองทัพของท่านออกรบครั้งใหม่ ท่าน “ประทับที่เยรูซาเล็ม” (11:1) ดาวิดผู้เคยอาสาไปสู้กับโกลิอัทตอนนี้กลับผ่อนคลายอยู่ในเกียรติยศแห่งชัยชนะ
เป็นเรื่องยากที่จะไม่ลืมตัวเมื่อทุกคนรวมถึงพระเจ้าบอกว่าเราเป็นคนพิเศษ (7:11-16) แต่เราต้องไม่ลืมตัว เมื่อเราประสบความสำเร็จ เราเฉลิมฉลองและตอบรับคำกล่าวแสดงความยินดีได้ตามสมควร แต่เราต้องดำเนินต่อไป เราอยู่ในเขตความตาย จงลงมาจากยอดเขาและรับใช้ผู้อื่นที่อยู่ด้านล่าง ทูลขอให้พระเจ้าปกป้องจิตใจและย่างก้าวของคุณ
เปลี่ยนเป็นเกียร์ว่าง
ชายที่อยู่ข้างหน้าฉันตรงที่ล้างรถกำลังทำภารกิจ เขาตั้งใจเดินไปท้ายรถกระบะเพื่อปลดตะขอลากจูงไม่ให้เกี่ยวไปโดนแปรงหมุนทำความสะอาดแรงสูง เขาจ่ายเงินให้พนักงานและนำรถเข้ารางอัตโนมัติโดยใส่เกียร์เดินหน้าไว้ พนักงานตะโกนไล่หลังว่า “เกียร์ว่าง! เกียร์ว่าง!” แต่กระจกหน้าต่างรถปิดเขาจึงไม่ได้ยิน เขาพุ่งผ่านที่ล้างรถภายในสี่วินาที รถแทบจะไม่เปียกน้ำเลย
เอลียาห์มีภารกิจเช่นกัน ท่านยุ่งกับการรับใช้พระเจ้าในงานใหญ่ๆ ท่านเพิ่งเอาชนะพวกผู้เผยพระวจนะของพระบาอัลในการต่อสู้อย่างเหนือธรรมชาติ ซึ่งทำให้ท่านอ่อนล้า (ดู 1 พกษ.18:16-39) ท่านต้องการเวลาในการปลดเกียร์ว่าง พระเจ้านำเอลียาห์ไปยังภูเขาโฮเรบ ที่ซึ่งพระองค์เคยปรากฏแก่โมเสสเมื่อนานมาแล้ว อีกครั้งที่พระเจ้าทรงทำให้ภูเขาสะเทือน แต่พระองค์ไม่ได้ทรงอยู่ในลมที่ทำให้หินแตกเป็นเสี่ยงๆ ในแผ่นดินไหวหรือไฟที่โหมกระหน่ำ แต่พระเจ้าทรงมาพบเอลียาห์ด้วยเสียงอันแผ่วเบา “เมื่อเอลียาห์ได้ยินท่านก็เอาผ้าคลุมหน้าไว้ ออกไปยืนอยู่ที่ปากถ้ำ” เพื่อพบพระเจ้า (1 พกษ.19:13)
คุณและผมก็มีภารกิจ เราใส่เกียร์เดินหน้าให้กับชีวิตของเราเพื่อทำสิ่งใหญ่ให้องค์พระผู้ช่วยให้รอด แต่ถ้าเราไม่เคยเปลี่ยนมาเป็นเกียร์ว่าง เราอาจพุ่งทะยานผ่านชีวิตไปอย่างเร็วและพลาดการเทลงมาขององค์พระวิญญาณ พระเจ้าทรงตรัสกระซิบว่า “จงนิ่งเสีย และรู้เถอะว่า เราคือพระเจ้า” (สดด.46:10) อย่าลืมปลดเกียร์ว่าง!
หน้าต่าง
ที่เชิงเขาหิมาลัย นักท่องเที่ยวสังเกตเห็นบ้านที่ไม่มีหน้าต่างตั้งเรียงราย ไกด์นำเที่ยวอธิบายว่าชาวบ้านบางคนกลัวปีศาจจะแอบเข้ามาในบ้านตอนหลับ พวกเขาจึงสร้างเป็นกำแพงทึบ คุณจะบอกได้เลยว่าเจ้าของบ้านหลังไหนมาเชื่อพระเยซูเพราะพวกเขาจะเจาะหน้าต่างเพื่อให้แสงสว่างส่องเข้ามา
เรื่องนี้อาจเกิดกับเราโดยที่เราไม่รู้ตัว เรามีชีวิตอยู่ในยุคที่น่ากลัวและแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกัน ซาตานและวิญญาณชั่วยุยงให้โกรธเกรี้ยวไม่ลงรอยกันทำให้ครอบครัวและเพื่อนฝูงแตกแยก ผมมักรู้สึกเหมือนแอบอยู่หลังกำแพงของตนเอง แต่พระเยซูทรงต้องการให้ผมเจาะหน้าต่าง
อิสราเอลแสวงหาที่ลี้ภัยหลังกำแพงสูง แต่พระเจ้าตรัสว่าความมั่นคงของพวกเขาอยู่ในพระองค์ พระองค์ทรงครอบครองจากฟ้าสวรรค์ และพระดำรัสพระองค์กำหนดระบบระเบียบของทุกสรรพสิ่ง (อสย.55:10-11) ถ้าอิสราเอลหันกลับมาหาพระองค์ พระองค์จะทรง “กรุณาเขา” (ข้อ 7) และจะทรงให้พวกเขากลับเป็นประชากรของพระองค์เพื่อเป็นพรแก่โลก (ปฐก.12:1-3) พระองค์จะทรงยกชูเขาขึ้น และนำหน้าพวกเขาไปในขบวนแห่แห่งชัยชนะ การเฉลิมฉลองของพวกเขาจะ “เป็นอนุสรณ์เพื่อเป็นหมายสำคัญนิรันดร์ซึ่งจะไม่ตัดออกเลย” (อสย.55:13)
บางครั้งกำแพงก็เป็นสิ่งจำเป็น แต่กำแพงที่มีหน้าต่างนั้นดีที่สุด เพื่อโลกจะได้เห็นว่าเราวางอนาคตของเราไว้กับพระเจ้า ความกลัวของเรานั้นเป็นเรื่องจริงแต่พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่กว่า หน้าต่างเปิดให้เราไปสู่พระเยซูผู้ทรงเป็น “ความสว่างของโลก” (ยน.8:12) และไปสู่ผู้คนที่ต้องการพระองค์
ได้จมูกแล้ว
“ทำไมจมูกของรูปปั้นถึงแตก” นั่นเป็นคำถามยอดนิยมอันดับหนึ่งที่นักท่องเที่ยวถามเอ็ดเวิร์ด บลายเบิร์ก ภัณฑารักษ์ผู้ดูแลศิลปะอิยิปต์ที่พิพิธภัณฑ์บรู๊คลิน
บลายเบิร์กไม่อาจโทษได้ว่าเป็นการเสื่อมสลายตามปกติ เพราะแม้แต่ภาพวาดสองมิติของรูปปั้นเหล่านี้ก็ไม่มีจมูก เขาสันนิษฐานว่าความเสียหายเกิดขึ้นอย่างตั้งใจ ศัตรูตั้งใจที่จะทำลายล้างเทพเจ้าของอียิปต์ ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังเล่นเกม “ได้จมูกแล้ว” กัน กองทัพที่เข้ามารุกรานทำลายจมูกของรูปปั้นเหล่านี้เพื่อทำให้มันไม่สามารถหายใจได้
จริงหรือ แค่นั้นเองหรือ หากเทพเจ้าเป็นเช่นนี้ ฟาโรห์ควรจะรู้ว่าพระองค์กำลังมีปัญหา แน่นอนว่าฟาโรห์มีกองทัพและได้รับความจงรักภักดีของประชาชนทั้งประเทศ ส่วนพวกฮีบรูเป็นทาสที่เหนื่อยล้านำโดยผู้ลี้ภัยขี้อายที่ชื่อโมเสสแต่ชนชาติอิสราเอลมีพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ ส่วนพระของฟาโรห์เป็นพระปลอม หลังประสบภัยพิบัติสิบประการ ชีวิตที่พวกเขาวาดฝันไว้ก็สูญสลายไป
ชนชาติอิสราเอลฉลองชัยชนะด้วยเทศกาลขนมปังไร้เชื้อ ในเทศกาลพวกเขากินขนมปังที่ไม่ใส่ยีสต์ (เชื้อ) ตลอดสัปดาห์ (อพย.12:17;13:7-9) ยีสต์เป็นสัญลักษณ์ของความบาป และพระเจ้าต้องการให้ประชากรของพระองค์จดจำว่า ชีวิตที่ได้รับการช่วยกู้ของพวกเขามาจากพระองค์ผู้เดียวเท่านั้น
พระบิดาของเราตรัสกับรูปเคารพเหล่านั้นว่า “ได้จมูกเจ้าแล้ว” และตรัสกับลูกๆของพระองค์ว่า “ได้ชีวิตของเจ้าแล้ว” จงรับใช้พระเจ้าผู้ทรงประทานลมหายใจให้กับคุณ และพักสงบในอ้อมแขนแห่งความรักของพระองค์
สวมความกล้าหาญ
แอนดริวอยู่ในประเทศที่ปิดกั้นข่าวประเสริฐ เมื่อผมถามว่าเขาเก็บความเชื่อเป็นความลับได้อย่างไร เขาตอบว่าเขาไม่เคยปิดบัง เขาติดกระดุมที่โฆษณาคริสตจักรของเขา และเมื่อใดก็ตามที่ถูกจับ เขาบอกตำรวจว่า “พวกเขาต้องการพระเยซูเช่นกัน” แอนดริวมีความกล้า เพราะเขารู้ว่าใครอยู่ข้างเขา
เอลียาห์ไม่ยอมถูกข่มขู่ แม้พระราชาแห่งอิสราเอลส่งทหารห้าสิบคนไปจับท่าน (2 พกษ.1:9) ผู้เผยพระวจนะรู้ว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ด้วย และท่านขอไฟลงมาเผาทหาร พระราชาจึงส่งทหารมาเพิ่ม และเอลียาห์ก็ทำแบบเดิม (ข้อ 12) พระราชาส่งทหารมาอีก แต่ทหารกลุ่มที่สามได้ยินเรื่องที่เกิดกับพวกของตน นายของพวกเขาจึงวิงวอนขอชีวิตของเหล่าทหารจากเอลียาห์ พวกเขากลัวท่านยิ่งกว่าที่ท่านกลัวพวกเขา ทูตของพระเจ้าจึงกล่าวแก่เอลียาห์ว่าปลอดภัยที่จะไปกับพวกเขา (ข้อ13-15)
พระเยซูไม่ได้ต้องการให้เราขอไฟลงมาเผาผลาญศัตรูของเรา เมื่อเหล่าสาวกถามว่าพวกเขาจะขอไฟลงมาเผาหมู่บ้านชาวสะมาเรียได้ไหม พระเยซู
ทรงตำหนิพวกเขา (ลก.9:51-55) เราอยู่ในยุคที่ต่างกัน แต่พระเยซูทรงต้องการให้เรามีความกล้าหาญเหมือนเอลียาห์ คือพร้อมที่จะบอกทุกคนเกี่ยวกับพระผู้ช่วยให้รอดที่สิ้นพระชนม์เพื่อพวกเขา อาจดูเหมือนว่าคนคนหนึ่งสู้กับคนห้าสิบคน แต่ที่จริงแล้วคือพระองค์ผู้เดียวที่สู้กับห้าสิบคน พระเยซูทรงจัดเตรียมสิ่งที่เราต้องการเพื่อจะรักและเข้าหาผู้อื่นอย่างกล้าหาญ