คุณต้องการใคร
นักกีฬาชื่อดังคนหนึ่งนั่งตัวตรงบนที่นั่งขณะเตรียมจะบินไปชิงแชมป์ในการแข่งขันซึ่งเขามั่นใจว่าตัวเองจะชนะ พนักงานต้อนรับบนเครื่องเดินผ่านมาและกล่าวว่า “คุณคะ กรุณาคาดเข็มขัดนิรภัยด้วยค่ะ” ชายคนนั้นยิ้ม “ซูเปอร์แมนไม่จำเป็นต้องใช้เข็มขัดนิรภัย” เธอตอบกลับทันทีว่า “ซูเปอร์แมนไม่จำเป็นต้องโดยสารเครื่องบิน ช่วยรัดเข็มขัดด้วยค่ะ” เขาก็ปฏิบัติตาม
ความสำเร็จอาจทำให้เราหยิ่งผยองได้ เราไม่ต้องการเข็มขัดนิรภัยหรือให้พนักงานบนเครื่องมาบอกว่าเราต้องทำอะไร เราสามารถดูแลตัวเองได้ หากเรานำทัศนคติเช่นนี้ไปใช้ที่คริสตจักร เราก็เหมือนดวงตาที่พูดกับมือว่า “ข้าพเจ้าไม่ต้องการเจ้า!” หรือศีรษะที่พูดกับเท้าว่า “ข้าพเจ้าไม่ต้องการเจ้า!” (ข้อ 21) ความจริงก็คืออวัยวะทุกส่วนมีความจำเป็นต่อร่างกาย และ “ที่จริงอวัยวะที่เราเห็นว่าอ่อนแอ เราก็ขาดเสียไม่ได้” (ข้อ 22)
เราถูกสร้างขึ้นตามพระฉายขององค์ตรีเอกานุภาพ คือ พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้ทรงดำรงอยู่ในชุมชนแห่งความรักที่พึ่งพาอาศัยกัน พระเจ้าผู้ซึ่งทั้งสามพระภาคดำรงอยู่ในความสัมพันธ์ที่สมบูรณ์แบบ ได้ทรงสร้างเราให้มีความสัมพันธ์กับผู้อื่นทั้งในการดำเนินชีวิตและในคริสตจักร เราทุกคนไม่ได้เหมือนกัน และนั่นเป็นสิ่งที่ดี “ถ้าอวัยวะทั้งหมดในร่างกายเป็นตา การได้ยินจะอยู่ที่ไหน” (ข้อ 17) เราไม่เหมือนกัน แต่เรา “ขาด” คนใดคนหนึ่งไม่ได้ (ข้อ 22) จงบอกคนที่คอยช่วยเหลือคุณในคริสตจักรว่าคุณสังเกตเห็นสิ่งที่พวกเขาทำ และขอบคุณพวกเขาในการปรนนิบัติที่คุณได้รับ และขอพระเจ้าสำแดงให้คุณเห็นว่าจะรับใช้ผู้เชื่อคนอื่นๆได้อย่างไรบ้าง
สิ่งเดียวที่แน่นอน
ต้นไม้ในสภาพอากาศที่หนาวเย็นจะเตรียมพร้อมสำหรับฤดูหนาวผ่านกระบวนการที่เรียกว่า “การปรับสภาพให้แข็งแรง” จะมีการระบายน้ำออกจากเซลล์เพื่อไม่ให้กลายเป็นน้ำแข็ง ขยายตัว และทำให้ต้นไม้แตก น้ำที่คงค้างอยู่ระหว่างเซลล์มีความบริสุทธิ์เกินกว่าที่ผลึกน้ำแข็งจะเกาะได้ อุณหภูมิของน้ำอาจลดลงไปได้ถึงลบสี่สิบองศาโดยไม่ทำให้ต้นไม้แตก ต้นไม้จะปรับสภาพในเวลาเดียวกันทุกปีเพราะพวกมันรับสัญญาณจากวงจรที่แน่นอนเมื่อเวลากลางวันสั้นลง พวกมันไม่เดิมพันชีวิตกับสภาพอากาศซึ่งอาจไม่ถูกต้องตามฤดูกาล พวกมันเชื่อตามดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่แน่นอน
องค์พระบุตรผู้ทรงสร้างดวงอาทิตย์นั้นทรงแน่นอนยิ่งกว่า พระองค์ทรงเป็น “พระฉายของพระเจ้า ผู้ซึ่งไม่ประจักษ์แก่ตา ทรงเป็นบุตรหัวปีเหนือสรรพสิ่งทั้งปวง เพราะว่าในพระองค์สรรพสิ่งได้ถูกสร้างขึ้น” และ “สรรพสิ่งทั้งปวงเป็นระเบียบอยู่โดยพระองค์” (คส.1:15-17) ใครเป็นคนบอกต้นไม้ว่าเมื่อใดควรปรับสภาพให้แข็งแรงในแต่ละปี คือพระบุตรองค์เดียวกันนี้ที่ทรงทำให้ดวงอาทิตย์ขึ้นทุกเช้าและให้มันหลับใหลทุกคืน ทรงดึงกระแสน้ำขึ้นและน้ำลงตามดวงจันทร์ ทรงหมุนอนุภาคอิเล็กตรอนในทุกๆเซลล์ ทรงทำให้หัวใจของคุณสูบฉีด และปอดของคุณขยายตัวออกเมื่อสูดหายใจเข้า และทรงโอบอุ้มคุณไว้ในยามที่หัวใจของคุณแตกสลาย
สิ่งที่ทำให้โลกดำรงอยู่ได้ไม่ใช่พลังภายในธรรมชาติ แต่เป็นบุคคลผู้ทรงอยู่เหนือธรรมชาติ ผู้เสด็จเข้ามาในโลกที่พระองค์ทรงสร้างเพื่อ “ให้สิ่งสารพัดกลับคืนดีกับพระเจ้า” รวมถึงตัวคุณด้วย (ข้อ 20) ในโลกที่ไม่อาจคาดเดาได้นี้ คุณมีสิ่งหนึ่งที่แน่นอน คือ พระเยซูจะ “ได้ถวายท่านแด่พระเจ้าให้เป็นผู้บริสุทธิ์ไร้มลทิน และปราศจากตำหนิ” (ข้อ 22)
สวมยุทธภัณฑ์ของพระเจ้า
นาฟี่และคัมรานเข้าร่วมการก่อรัฐประหาร พวกเขาต่อสู้อยู่หลายปี เมื่อฝ่ายของตนชนะ พวกเขาก็ได้รับมอบหมายให้ทำงานนั่งโต๊ะในเมืองหลวง แต่กลับไม่เป็นไปด้วยดีเพราะแทบไม่มีอะไรให้ทำ พวกเขาจึงหันไปเล่นอินเทอร์เน็ต นาฟี่เล่าว่าเพื่อนร่วมพรรคหลายคน “รวมถึงตัวผมเองด้วยติดอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะทวิตเตอร์” คัมรานเสริมว่า “บททดสอบและความท้าทายที่แท้จริงไม่ได้เกิดขึ้นในระหว่างนั้น[สงคราม]แต่เป็นตอนนี้ ตอนนั้นมันง่าย แต่ตอนนี้ทุกอย่างซับซ้อนกว่ามาก” เขาอ้างอิงถึงสิ่งล่อใจต่างๆที่พบเจอในอินเทอร์เน็ตแล้วเสริมว่า “หลายคน...ดำดิ่งลงสู่สิ่งเหล่านี้ที่ดูเหมือนหวานชื่น แต่จริงๆแล้วเป็นหลุมพรางที่ขมขื่น”
คัมรานพูดถูกว่า เรามักจะถูกโจมตีได้ง่ายที่สุดเมื่อเรารู้สึกสบายใจจนไม่ระมัดระวัง เหมือนกับที่เขาเป็นหลังจากสงคราม เราพบคำเตือนในพระคัมภีร์ที่คล้ายกันในเรื่องราวการล่วงประเวณีของดาวิดกับบัทเชบา ทุกอย่างเริ่มต้นเมื่อดาวิดส่งคนอื่นไปทำสงครามแต่ตนเองยังคงอยู่ในเมืองหลวง ดาวิดเปรียบเสมือนชายไร้วินัยที่กำลังเล่นอินเทอร์เน็ต เมื่อพระองค์ “ลุกขึ้นจากพระแท่น และดำเนินอยู่บนดาดฟ้าหลังคาพระราชวัง” (2 ซมอ.11:2) พระองค์ทำให้ตนเองตกอยู่ในอันตราย และเมื่อ“ทอดพระเนตรเห็นผู้หญิงคนหนึ่งอาบน้ำอยู่” พระองค์ก็ไม่หันหลังกลับ (ข้อ 2-3)
เราหลีกเลี่ยงเรื่องที่น่าผิดหวังหลังสงครามได้โดยระลึกไว้ว่าเราคงอยู่ในภาวะสงคราม “เพราะว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับเนื้อหนังและเลือด แต่...ต่อสู้กับเหล่าวิญญาณที่ชั่วในสถานฟ้าอากาศ” ดังนั้นในขณะที่พระองค์ทรงช่วยเรา ขอให้เรา “รับยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าไว้” และเตรียมพร้อมที่จะ “[ยืนหยัด]อยู่อย่างมั่นคง” (อฟ.6:12-13)
ตัวแทนของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่
แอนนาและสามีอาศัยอยู่ในประเทศอาร์เจนตินากับลูกสองคน พวกเขาเก็บตัวและพูดแต่ภาษาสเปนอย่างคล่องแคล่ว แต่พวกเขาไม่ใช่คนอาร์เจนตินา พวกเขาเป็นสายลับที่แฝงตัวมา พวกเขาเกิดในอีกประเทศหนึ่ง และเชี่ยวชาญในการทำตัวกลมกลืนกับวัฒนธรรมของชาติที่แอบแฝงตัวเข้าไป แม้กระทั่งการถือส้อม แต่การปลอมแปลงทะเบียนราษฎร์ของพวกเขามีข้อสงสัย และในที่สุดทั้งคู่ก็ถูกจับกุม ขณะที่ทั้งครอบครัวกำลังบินกลับประเทศบ้านเกิด แอนนามองลูกสาววัยสิบเอ็ดขวบ เธอจะบอกข่าวนี้กับลูกอย่างไรว่าพ่อแม่ไม่ได้เป็นอย่างที่ลูกคิด
ผู้เชื่อในพระเยซูเป็นพลเมืองในแผ่นดินที่สำคัญกว่านั้นมาก พวกเราเป็นตัวแทนของพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ เพราะ “บ้านเมืองของเรานั้นอยู่ที่สวรรค์” (ฟป. 3:20) ชาวเมืองฟีลิปปีภาคภูมิใจในสถานะพลเมืองโรมันของพวกเขา พวกเขาจงรักภักดีรับใช้จักรวรรดิโรมันขณะอาศัยอยู่ในฟีลิปปี เปาโลบอกว่าความจงรักภักดีของพวกเขาขยายวงกว้างกว่านั้น เมื่อพวกเขามอบความจงรักภักดีสูงสุดแด่พระเยซูผู้ทรงครอบครองจักรวรรดิโรมันและเมืองฟีลิปปีจากสวรรค์
พวกเราไม่ได้แอบทำงานอย่างลับๆเพื่อต่อต้านประเทศที่เราอาศัยอยู่เหมือนแอนนาและสามี เราทำงานอย่างเปิดเผยเพื่อประโยชน์ของประเทศนั้น ความจงรักภักดีของเราที่มอบให้พระเยซูกระตุ้นเราให้รับใช้เพื่อนบ้าน และอธิษฐานเผื่อ ”คนทั้งปวงที่มีตำแหน่งสูง เพื่อเราจะได้ดำเนินชีวิต...ในทางธรรม” (1 ทธ. 2:2) โดยความช่วยเหลือจากพระเจ้าพวกเราจะพบ “สันติสุขและความเจริญรุ่งเรือง” ในเมืองที่เราอยู่ เราจะ “อธิษฐานต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อนครนั้น เพราะหากมันเจริญ[เรา]ก็เจริญด้วย (ยรม.29:7 TNCV)
กบฏและกลับใจ
ภาพยนตร์เรื่อง “คนป่า” ในปี ค.ศ. 1953 ที่มีมาร์ลอน แบรนโดรับบทเป็นจอห์นนี่ สแตร็บเลอร์หัวหน้าแก๊งมอเตอร์ไซค์เจ้าปัญหาและเคร่งขรึมในฉากหนึ่ง หญิงสาวคนหนึ่งสังเกตเห็นอักษรย่อ B.R.M.C. บนเสื้อแจ็คเก็ตของสมาชิกแก๊ง เมื่อเธอรู้ว่าตัว R มาจากคำว่า “กบฏ” เธอหัวเราะและแตะแขนของแบรนโดที่กำลังตีกลองเล่น และถามว่า “จอห์นนี่ คุณกำลังต่อต้านอะไรอยู่เหรอ” เขาตอบเธอว่า “แล้วคุณคิดว่าอะไรล่ะ”
“กบฏ” เป็นคำที่ตรงกับปัญหาของเราจริงๆ! เราทุกคนเกิดมาพร้อมกับแรงผลักดันที่จะแสดงตัวตนของเรา เราต้องการเป็นผู้ควบคุมให้เป็นไปตามวิธีของเรา หากไม่เป็นเช่นนั้นเราก็จะต่อต้าน กบฏคือหัวใจของปัญหา
เหตุใดชนชาติอิสราเอลจึงโง่เขลาไปกราบไหว้รูปเคารพที่ทำจาก “ศิลากับต้นไม้” (ยรม.3:9) และเหตุใด “ยูดาห์น้องสาวที่ทรยศ” ของอิสราเอลจึงแกล้งทำเป็นกลับมาหาพระเจ้า (ข้อ 10) เพราะนั่นคือวิธีที่พวกเขาแสดงถึงตัวตนของพวกเขา “ผู้มีใจอันชั่วและดื้อกระด้าง” (ข้อ 17) กบฏคือหัวใจของปัญหา
แต่ความรักของพระเจ้าทรงเข้มแข็งกว่า พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์เพื่อผู้ที่กบฏ และทรงเปิดประตูรอให้พวกเขาหันกลับมา “อิสราเอลผู้กลับสัตย์เอ๋ย กลับมาเถิด” พระเจ้าตรัส “เราจะไม่มองดูเจ้าด้วยความกริ้ว เพราะเราประกอบด้วยพระกรุณาคุณ... เพียงแต่ยอมรับความผิดของเจ้าว่าเจ้าได้กบฏต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า” (ข้อ 12-13)
เราอาจเกิดมาพร้อมกับใจที่กบฏ แต่เรากลับใจได้ ให้เราวิ่งกลับบ้านไปหาพระบิดา เพื่อเราจะพบการอภัย ความรักและการช่วยเหลือจากพระองค์
ใช้พระนามพระเจ้าอย่างไม่สมควร
ภาพถ่ายเก่าจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ถ่ายนอกสำนักงานใหญ่ของนาซีในเมืองๆหนึ่ง ส่งคำเตือนถึงเราทุกคน ในภาพนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งแต่งตัวสบายๆกำลังข้ามถนน ชายคนหนึ่งสวมสูทเดินไปตามทางเท้า ในขณะที่มีอีกคนหยุดอ่านกระดานข่าวที่มุมอาคาร ทุกคนดูเหมือนจะไม่สนใจกับป้ายขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่เหนือประตูหน้าสำนักงานใหญ่ ป้ายนั้นมีขนาดครึ่งหนึ่งของตัวอาคารเขียนข้อความว่า “ข้าพเจ้าทำงานอย่างหนักเพื่อพระเจ้า ด้วยการต่อต้านยิว”
การอ้างแบบนี้คือสิ่งที่พระเจ้าทรงมีอยู่ในพระทัยเมื่อทรงบัญชาว่า “อย่าออกพระนามพระเจ้าของเจ้าอย่างไม่สมควร เพราะผู้ที่ออกพระนามพระองค์อย่างไม่สมควรนั้น พระเจ้าจะทรงถือว่าไม่มีโทษก็หามิได้” (อพย.20:7) คำสั่งนี้ครอบคลุมถึงการใช้พระนามของพระองค์ในทางที่ผิดเมื่อเราสบถ หรือเผลอร้องพระนามพระเจ้าอย่างไม่ระวังเวลาที่เตะโดนนิ้วเท้า หรือกระแทกไปโดนนิ้วมือ นอกจากนี้ยังรวมถึงการบิดเบือนด้วยการใช้พระนามของพระเจ้าเพื่อปกปิดความชั่วร้าย
เราไม่ควรคิดว่าเรากำลังทำงานของพระเจ้าเพียงเพราะคนอื่นบอกอย่างนั้น เราต้องอธิษฐานอยู่เสมอเพื่อตรวจสอบว่างานของเราสอดคล้องกับสิ่งที่พระเจ้าทรงเปิดเผยในพระคัมภีร์ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเรากำลังรับใช้พระองค์ ในสดุดี 119:9 (TNCV) กล่าวว่า “โดยการดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระองค์” พระเจ้าผู้ทรงสั่งให้เรา “ปฏิบัติงานขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้บริบูรณ์ทุกเวลา” ได้บอกเราแล้วว่างานนั้นคืออะไรในหนังสือศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ (1 คร.15:58) ขอให้เราฟังพระองค์
ติดตามพระเยซูด้วยใจถ่อม
บ้านของเราอยู่ใกล้กับสวนที่มีชื่อเสียงซึ่งเรามักจะพาเด็กผู้ชายที่ครอบครัวของเราดูแลไปเดินเล่น บริเวณที่เขาชอบที่สุดคือสวนของเด็กซึ่งมีประตูบานเล็กๆ ขนาดพอที่เขาจะวิ่งผ่านไปได้ แต่เล็กเกินไปจนผมต้องย่อตัวลง เขาหัวเราะในขณะที่ผมคุกเข่าลงและมุดผ่านช่องเล็กๆเพื่อไล่ตามเขา
ประตูสวนเล็กๆนี้ทำให้ผมนึกถึงคำสอนของพระเยซูในมัทธิว 18 ที่พระองค์ทรงเรียกเด็กเล็กๆเข้ามาหาพระองค์เพื่ออธิบายว่าบุคคลประเภทใดจะได้เข้าสู่แผ่นดินสวรรค์ (ข้อ 2) นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก เพราะในสมัยของพระเยซูคริสต์ การเป็นเด็กหมายถึงการไม่มีความสำคัญและถูกมองข้าม ความคิดเห็นและความปรารถนาของพวกเขาไม่สำคัญซึ่งต่างจากเด็กในปัจจุบัน พระเยซูทรงใช้คำอธิบายนี้เพื่อแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มของมนุษย์ที่ต้องการเป็นคนสำคัญ และแสวงหาอำนาจและอิทธิพล
แน่นอนว่าพระเยซูไม่ได้ขอให้สาวกของพระองค์กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง แต่ทรงชี้ให้เห็นถึงคุณลักษณะของผู้ที่รับใช้พระองค์ คุณลักษณะที่สำคัญที่สุดคือความถ่อมใจ คือบุคคลที่ “ถ่อมจิตใจลง” (ข้อ 4) และรับใช้ผู้อื่น
ประตูสวนเล็กๆเป็นเครื่องเตือนใจว่า ความถ่อมใจไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติสำหรับเรา แต่ผู้เชื่อในพระเยซูควรเป็นเช่นนี้ เราต้องติดตามพระผู้ช่วยให้รอดของเรา ผู้ทรงเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตเช่นนี้โดยการ “ทรงสละและทรงรับสภาพทาส” (ฟป.2:7)
อย่าลำเอียง
ในปี ค.ศ. 1872 ประธานาธิบดียูลิสซิส เอส. แกรนท์ถูกจับเนื่องจากขับรถม้าโดยประมาทผ่านกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นคนอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันชื่อวิลเลี่ยม เวสต์ ได้ตักเตือนแกรนท์ว่า “ท่านขับรถเร็วและเป็นอันตรายต่อชีวิตของคนที่ต้องข้ามถนน” แกรนท์กล่าวขอโทษ แต่คืนถัดมาเขาก็แข่งรถม้าอีก เวสต์หยุดม้าของแกรนท์ “ผมขอโทษจริงๆครับท่านประธานาธิบดีที่ต้องทำเช่นนี้ เพราะท่านคือผู้นำประเทศและผมเป็นแค่ตำรวจ แต่หน้าที่ก็คือหน้าที่” และเวสต์ก็จับกุมประธานาธิบดี
ผมชื่นชมชายที่กล้าหาญผู้นี้ในการปฏิบัติหน้าที่ของเขา แกรนท์ก็เช่นกัน เขายกย่องเวสต์และปล่อยให้เวสต์ทำหน้าที่อย่างดีที่สุด พระเจ้าก็ทรงพอพระทัยเช่นกัน เพราะพระองค์ทรงเกลียดความอยุติธรรมที่เกิดจากความลำเอียง ยากอบกล่าวว่า “ด้วยเหตุที่ท่านมีความเชื่อในองค์พระเยซูคริสตเจ้าของเรา องค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งพระสิรินั้น จงอย่าลำเอียง” (ยก.2:1) นั่นรวมถึงการไม่ให้สิทธิพิเศษแก่คนรวยและคนที่มีอำนาจโดยเอาคนจนไว้ทีหลัง (ข้อ 2-4) แต่เราถูกเรียกให้รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง (ข้อ 8) หากเรามีใจลำเอียง และรับใช้เฉพาะเพื่อนบ้านระดับชนชั้นสูง แทนที่จะรับใช้ผู้ด้อยโอกาส เราก็ “กระทำบาป และว่าตามธรรมบัญญัติท่านก็กระทำผิด” (ข้อ 9)
พระเจ้าไม่ได้มีใจลำเอียง เมื่อเรา “ไม่มีที่หวัง และอยู่ในโลกปราศจากพระเจ้า” (อฟ.2:12) พระองค์ยังทรงรักเราแม้ในเวลาที่เราไม่มีสิ่งใดจะให้กับพระองค์ ด้วยความช่วยเหลือของพระองค์เราจึงสามารถรักทุกคนได้อย่างเสมอภาคกัน
คุณค่าของเราในพระคริสต์
มาริโอ้ซึ่งอายุยี่สิบแปดปีเป็นคนติดเหล้าและเหลวแหลก เขาถูกจำคุกในข้อหาลักทรัพย์ ผู้พิพากษากล่าวในการพิจารณาคดีว่า เขา “ช่างเป็นความเปล่าประโยชน์ของชีวิตมนุษย์” มาริโอ้เห็นด้วยอย่างเศร้าใจ เมื่อถูกจำคุกไปได้ครึ่งหนึ่งของโทษที่ได้รับ เขาเห็นโฆษณาประกวดงานเขียนซึ่งกระตุ้นความสนใจของมาริโอ้ เขาจึงลงทะเบียนเรียนในมหาวิทยาลัยใกล้เคียง เขาหลงใหลงานเขียน มาริโอ้รักการทำงานเขียนข่าว และหลังจากได้รับการปล่อยตัว เขาก็สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทสาขาสื่อสารมวลชน และเวลานี้เขาเขียนบทความให้กับ นิตยสารนิวยอร์กไทมส์ เขาไม่ใช่คนเปล่าประโยชน์อีกแล้ว!
ชีวิตของชายที่ถูกผีโสโครกสิงซึ่งอาศัยอยู่ตามอุโมงค์ฝังศพ ดูเหมือนจะไร้ประโยชน์ต่อทุกคนที่รู้จักเขา เพื่อนบ้านเอาโซ่ล่ามเขาไว้เพื่อปกป้องทั้งตนเองและตัวเขา แต่ “เขาก็หักโซ่และฟาดตรวนเสีย” (มก.5:4) เขาหนีกลับไปอยู่ตามอุโมงค์ฝังศพ “เขาคลั่งร้องอื้ออึง...ทั้งกลางคืนกลางวันเสมอ และเอาหินเชือดเนื้อของตัว” (ข้อ 5) หลังจากนั้นเขาก็เปลี่ยนไปตลอดกาล
พระเยซูทรงขับผีออกจากชายคนนี้ และนำเขากลับสู่สังคมปกติ ชาวเมืองต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าเขา “นุ่งห่มผ้านั่งอยู่มีสติอารมณ์ดี” (ข้อ 15) ชายผู้สำนึกขอบพระคุณคนนี้ต้องการลงเรือไปกับพระคริสต์ แต่พระเยซูไม่ทรงอนุญาต แต่ตรัสกับเขาว่า “จงไปหาพวกพ้องของเจ้าที่บ้าน แล้วบอกเขาถึงเรื่องเหตุการณ์ใหญ่ซึ่งพระเป็นเจ้าได้ทรงกระทำแก่เจ้า และได้ทรงพระเมตตาแก่เจ้าแล้ว” (ข้อ 19)
ภารกิจของผู้ชายคนนี้ก็คือภารกิจของเรา ให้เราบอกเรื่องพระคริสต์กับคนอื่นๆ เพราะโดยพระองค์แล้วไม่มีสักชีวิตหนึ่งที่เปล่าประโยชน์