สวมยุทธภัณฑ์ของพระเจ้า
นาฟี่และคัมรานเข้าร่วมการก่อรัฐประหาร พวกเขาต่อสู้อยู่หลายปี เมื่อฝ่ายของตนชนะ พวกเขาก็ได้รับมอบหมายให้ทำงานนั่งโต๊ะในเมืองหลวง แต่กลับไม่เป็นไปด้วยดีเพราะแทบไม่มีอะไรให้ทำ พวกเขาจึงหันไปเล่นอินเทอร์เน็ต นาฟี่เล่าว่าเพื่อนร่วมพรรคหลายคน “รวมถึงตัวผมเองด้วยติดอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะทวิตเตอร์” คัมรานเสริมว่า “บททดสอบและความท้าทายที่แท้จริงไม่ได้เกิดขึ้นในระหว่างนั้น[สงคราม]แต่เป็นตอนนี้ ตอนนั้นมันง่าย แต่ตอนนี้ทุกอย่างซับซ้อนกว่ามาก” เขาอ้างอิงถึงสิ่งล่อใจต่างๆที่พบเจอในอินเทอร์เน็ตแล้วเสริมว่า “หลายคน...ดำดิ่งลงสู่สิ่งเหล่านี้ที่ดูเหมือนหวานชื่น แต่จริงๆแล้วเป็นหลุมพรางที่ขมขื่น”
คัมรานพูดถูกว่า เรามักจะถูกโจมตีได้ง่ายที่สุดเมื่อเรารู้สึกสบายใจจนไม่ระมัดระวัง เหมือนกับที่เขาเป็นหลังจากสงคราม เราพบคำเตือนในพระคัมภีร์ที่คล้ายกันในเรื่องราวการล่วงประเวณีของดาวิดกับบัทเชบา ทุกอย่างเริ่มต้นเมื่อดาวิดส่งคนอื่นไปทำสงครามแต่ตนเองยังคงอยู่ในเมืองหลวง ดาวิดเปรียบเสมือนชายไร้วินัยที่กำลังเล่นอินเทอร์เน็ต เมื่อพระองค์ “ลุกขึ้นจากพระแท่น และดำเนินอยู่บนดาดฟ้าหลังคาพระราชวัง” (2 ซมอ.11:2) พระองค์ทำให้ตนเองตกอยู่ในอันตราย และเมื่อ“ทอดพระเนตรเห็นผู้หญิงคนหนึ่งอาบน้ำอยู่” พระองค์ก็ไม่หันหลังกลับ (ข้อ 2-3)
เราหลีกเลี่ยงเรื่องที่น่าผิดหวังหลังสงครามได้โดยระลึกไว้ว่าเราคงอยู่ในภาวะสงคราม “เพราะว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับเนื้อหนังและเลือด แต่...ต่อสู้กับเหล่าวิญญาณที่ชั่วในสถานฟ้าอากาศ” ดังนั้นในขณะที่พระองค์ทรงช่วยเรา ขอให้เรา “รับยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าไว้” และเตรียมพร้อมที่จะ “[ยืนหยัด]อยู่อย่างมั่นคง” (อฟ.6:12-13)
ตัวแทนของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่
แอนนาและสามีอาศัยอยู่ในประเทศอาร์เจนตินากับลูกสองคน พวกเขาเก็บตัวและพูดแต่ภาษาสเปนอย่างคล่องแคล่ว แต่พวกเขาไม่ใช่คนอาร์เจนตินา พวกเขาเป็นสายลับที่แฝงตัวมา พวกเขาเกิดในอีกประเทศหนึ่ง และเชี่ยวชาญในการทำตัวกลมกลืนกับวัฒนธรรมของชาติที่แอบแฝงตัวเข้าไป แม้กระทั่งการถือส้อม แต่การปลอมแปลงทะเบียนราษฎร์ของพวกเขามีข้อสงสัย และในที่สุดทั้งคู่ก็ถูกจับกุม ขณะที่ทั้งครอบครัวกำลังบินกลับประเทศบ้านเกิด แอนนามองลูกสาววัยสิบเอ็ดขวบ เธอจะบอกข่าวนี้กับลูกอย่างไรว่าพ่อแม่ไม่ได้เป็นอย่างที่ลูกคิด
ผู้เชื่อในพระเยซูเป็นพลเมืองในแผ่นดินที่สำคัญกว่านั้นมาก พวกเราเป็นตัวแทนของพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ เพราะ “บ้านเมืองของเรานั้นอยู่ที่สวรรค์” (ฟป. 3:20) ชาวเมืองฟีลิปปีภาคภูมิใจในสถานะพลเมืองโรมันของพวกเขา พวกเขาจงรักภักดีรับใช้จักรวรรดิโรมันขณะอาศัยอยู่ในฟีลิปปี เปาโลบอกว่าความจงรักภักดีของพวกเขาขยายวงกว้างกว่านั้น เมื่อพวกเขามอบความจงรักภักดีสูงสุดแด่พระเยซูผู้ทรงครอบครองจักรวรรดิโรมันและเมืองฟีลิปปีจากสวรรค์
พวกเราไม่ได้แอบทำงานอย่างลับๆเพื่อต่อต้านประเทศที่เราอาศัยอยู่เหมือนแอนนาและสามี เราทำงานอย่างเปิดเผยเพื่อประโยชน์ของประเทศนั้น ความจงรักภักดีของเราที่มอบให้พระเยซูกระตุ้นเราให้รับใช้เพื่อนบ้าน และอธิษฐานเผื่อ ”คนทั้งปวงที่มีตำแหน่งสูง เพื่อเราจะได้ดำเนินชีวิต...ในทางธรรม” (1 ทธ. 2:2) โดยความช่วยเหลือจากพระเจ้าพวกเราจะพบ “สันติสุขและความเจริญรุ่งเรือง” ในเมืองที่เราอยู่ เราจะ “อธิษฐานต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อนครนั้น เพราะหากมันเจริญ[เรา]ก็เจริญด้วย (ยรม.29:7 TNCV)
กบฏและกลับใจ
ภาพยนตร์เรื่อง “คนป่า” ในปี ค.ศ. 1953 ที่มีมาร์ลอน แบรนโดรับบทเป็นจอห์นนี่ สแตร็บเลอร์หัวหน้าแก๊งมอเตอร์ไซค์เจ้าปัญหาและเคร่งขรึมในฉากหนึ่ง หญิงสาวคนหนึ่งสังเกตเห็นอักษรย่อ B.R.M.C. บนเสื้อแจ็คเก็ตของสมาชิกแก๊ง เมื่อเธอรู้ว่าตัว R มาจากคำว่า “กบฏ” เธอหัวเราะและแตะแขนของแบรนโดที่กำลังตีกลองเล่น และถามว่า “จอห์นนี่ คุณกำลังต่อต้านอะไรอยู่เหรอ” เขาตอบเธอว่า “แล้วคุณคิดว่าอะไรล่ะ”
“กบฏ” เป็นคำที่ตรงกับปัญหาของเราจริงๆ! เราทุกคนเกิดมาพร้อมกับแรงผลักดันที่จะแสดงตัวตนของเรา เราต้องการเป็นผู้ควบคุมให้เป็นไปตามวิธีของเรา หากไม่เป็นเช่นนั้นเราก็จะต่อต้าน กบฏคือหัวใจของปัญหา
เหตุใดชนชาติอิสราเอลจึงโง่เขลาไปกราบไหว้รูปเคารพที่ทำจาก “ศิลากับต้นไม้” (ยรม.3:9) และเหตุใด “ยูดาห์น้องสาวที่ทรยศ” ของอิสราเอลจึงแกล้งทำเป็นกลับมาหาพระเจ้า (ข้อ 10) เพราะนั่นคือวิธีที่พวกเขาแสดงถึงตัวตนของพวกเขา “ผู้มีใจอันชั่วและดื้อกระด้าง” (ข้อ 17) กบฏคือหัวใจของปัญหา
แต่ความรักของพระเจ้าทรงเข้มแข็งกว่า พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์เพื่อผู้ที่กบฏ และทรงเปิดประตูรอให้พวกเขาหันกลับมา “อิสราเอลผู้กลับสัตย์เอ๋ย กลับมาเถิด” พระเจ้าตรัส “เราจะไม่มองดูเจ้าด้วยความกริ้ว เพราะเราประกอบด้วยพระกรุณาคุณ... เพียงแต่ยอมรับความผิดของเจ้าว่าเจ้าได้กบฏต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า” (ข้อ 12-13)
เราอาจเกิดมาพร้อมกับใจที่กบฏ แต่เรากลับใจได้ ให้เราวิ่งกลับบ้านไปหาพระบิดา เพื่อเราจะพบการอภัย ความรักและการช่วยเหลือจากพระองค์
ใช้พระนามพระเจ้าอย่างไม่สมควร
ภาพถ่ายเก่าจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ถ่ายนอกสำนักงานใหญ่ของนาซีในเมืองๆหนึ่ง ส่งคำเตือนถึงเราทุกคน ในภาพนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งแต่งตัวสบายๆกำลังข้ามถนน ชายคนหนึ่งสวมสูทเดินไปตามทางเท้า ในขณะที่มีอีกคนหยุดอ่านกระดานข่าวที่มุมอาคาร ทุกคนดูเหมือนจะไม่สนใจกับป้ายขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่เหนือประตูหน้าสำนักงานใหญ่ ป้ายนั้นมีขนาดครึ่งหนึ่งของตัวอาคารเขียนข้อความว่า “ข้าพเจ้าทำงานอย่างหนักเพื่อพระเจ้า ด้วยการต่อต้านยิว”
การอ้างแบบนี้คือสิ่งที่พระเจ้าทรงมีอยู่ในพระทัยเมื่อทรงบัญชาว่า “อย่าออกพระนามพระเจ้าของเจ้าอย่างไม่สมควร เพราะผู้ที่ออกพระนามพระองค์อย่างไม่สมควรนั้น พระเจ้าจะทรงถือว่าไม่มีโทษก็หามิได้” (อพย.20:7) คำสั่งนี้ครอบคลุมถึงการใช้พระนามของพระองค์ในทางที่ผิดเมื่อเราสบถ หรือเผลอร้องพระนามพระเจ้าอย่างไม่ระวังเวลาที่เตะโดนนิ้วเท้า หรือกระแทกไปโดนนิ้วมือ นอกจากนี้ยังรวมถึงการบิดเบือนด้วยการใช้พระนามของพระเจ้าเพื่อปกปิดความชั่วร้าย
เราไม่ควรคิดว่าเรากำลังทำงานของพระเจ้าเพียงเพราะคนอื่นบอกอย่างนั้น เราต้องอธิษฐานอยู่เสมอเพื่อตรวจสอบว่างานของเราสอดคล้องกับสิ่งที่พระเจ้าทรงเปิดเผยในพระคัมภีร์ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเรากำลังรับใช้พระองค์ ในสดุดี 119:9 (TNCV) กล่าวว่า “โดยการดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระองค์” พระเจ้าผู้ทรงสั่งให้เรา “ปฏิบัติงานขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้บริบูรณ์ทุกเวลา” ได้บอกเราแล้วว่างานนั้นคืออะไรในหนังสือศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ (1 คร.15:58) ขอให้เราฟังพระองค์
ติดตามพระเยซูด้วยใจถ่อม
บ้านของเราอยู่ใกล้กับสวนที่มีชื่อเสียงซึ่งเรามักจะพาเด็กผู้ชายที่ครอบครัวของเราดูแลไปเดินเล่น บริเวณที่เขาชอบที่สุดคือสวนของเด็กซึ่งมีประตูบานเล็กๆ ขนาดพอที่เขาจะวิ่งผ่านไปได้ แต่เล็กเกินไปจนผมต้องย่อตัวลง เขาหัวเราะในขณะที่ผมคุกเข่าลงและมุดผ่านช่องเล็กๆเพื่อไล่ตามเขา
ประตูสวนเล็กๆนี้ทำให้ผมนึกถึงคำสอนของพระเยซูในมัทธิว 18 ที่พระองค์ทรงเรียกเด็กเล็กๆเข้ามาหาพระองค์เพื่ออธิบายว่าบุคคลประเภทใดจะได้เข้าสู่แผ่นดินสวรรค์ (ข้อ 2) นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก เพราะในสมัยของพระเยซูคริสต์ การเป็นเด็กหมายถึงการไม่มีความสำคัญและถูกมองข้าม ความคิดเห็นและความปรารถนาของพวกเขาไม่สำคัญซึ่งต่างจากเด็กในปัจจุบัน พระเยซูทรงใช้คำอธิบายนี้เพื่อแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มของมนุษย์ที่ต้องการเป็นคนสำคัญ และแสวงหาอำนาจและอิทธิพล
แน่นอนว่าพระเยซูไม่ได้ขอให้สาวกของพระองค์กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง แต่ทรงชี้ให้เห็นถึงคุณลักษณะของผู้ที่รับใช้พระองค์ คุณลักษณะที่สำคัญที่สุดคือความถ่อมใจ คือบุคคลที่ “ถ่อมจิตใจลง” (ข้อ 4) และรับใช้ผู้อื่น
ประตูสวนเล็กๆเป็นเครื่องเตือนใจว่า ความถ่อมใจไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติสำหรับเรา แต่ผู้เชื่อในพระเยซูควรเป็นเช่นนี้ เราต้องติดตามพระผู้ช่วยให้รอดของเรา ผู้ทรงเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตเช่นนี้โดยการ “ทรงสละและทรงรับสภาพทาส” (ฟป.2:7)
อย่าลำเอียง
ในปี ค.ศ. 1872 ประธานาธิบดียูลิสซิส เอส. แกรนท์ถูกจับเนื่องจากขับรถม้าโดยประมาทผ่านกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นคนอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันชื่อวิลเลี่ยม เวสต์ ได้ตักเตือนแกรนท์ว่า “ท่านขับรถเร็วและเป็นอันตรายต่อชีวิตของคนที่ต้องข้ามถนน” แกรนท์กล่าวขอโทษ แต่คืนถัดมาเขาก็แข่งรถม้าอีก เวสต์หยุดม้าของแกรนท์ “ผมขอโทษจริงๆครับท่านประธานาธิบดีที่ต้องทำเช่นนี้ เพราะท่านคือผู้นำประเทศและผมเป็นแค่ตำรวจ แต่หน้าที่ก็คือหน้าที่” และเวสต์ก็จับกุมประธานาธิบดี
ผมชื่นชมชายที่กล้าหาญผู้นี้ในการปฏิบัติหน้าที่ของเขา แกรนท์ก็เช่นกัน เขายกย่องเวสต์และปล่อยให้เวสต์ทำหน้าที่อย่างดีที่สุด พระเจ้าก็ทรงพอพระทัยเช่นกัน เพราะพระองค์ทรงเกลียดความอยุติธรรมที่เกิดจากความลำเอียง ยากอบกล่าวว่า “ด้วยเหตุที่ท่านมีความเชื่อในองค์พระเยซูคริสตเจ้าของเรา องค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งพระสิรินั้น จงอย่าลำเอียง” (ยก.2:1) นั่นรวมถึงการไม่ให้สิทธิพิเศษแก่คนรวยและคนที่มีอำนาจโดยเอาคนจนไว้ทีหลัง (ข้อ 2-4) แต่เราถูกเรียกให้รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง (ข้อ 8) หากเรามีใจลำเอียง และรับใช้เฉพาะเพื่อนบ้านระดับชนชั้นสูง แทนที่จะรับใช้ผู้ด้อยโอกาส เราก็ “กระทำบาป และว่าตามธรรมบัญญัติท่านก็กระทำผิด” (ข้อ 9)
พระเจ้าไม่ได้มีใจลำเอียง เมื่อเรา “ไม่มีที่หวัง และอยู่ในโลกปราศจากพระเจ้า” (อฟ.2:12) พระองค์ยังทรงรักเราแม้ในเวลาที่เราไม่มีสิ่งใดจะให้กับพระองค์ ด้วยความช่วยเหลือของพระองค์เราจึงสามารถรักทุกคนได้อย่างเสมอภาคกัน
คุณค่าของเราในพระคริสต์
มาริโอ้ซึ่งอายุยี่สิบแปดปีเป็นคนติดเหล้าและเหลวแหลก เขาถูกจำคุกในข้อหาลักทรัพย์ ผู้พิพากษากล่าวในการพิจารณาคดีว่า เขา “ช่างเป็นความเปล่าประโยชน์ของชีวิตมนุษย์” มาริโอ้เห็นด้วยอย่างเศร้าใจ เมื่อถูกจำคุกไปได้ครึ่งหนึ่งของโทษที่ได้รับ เขาเห็นโฆษณาประกวดงานเขียนซึ่งกระตุ้นความสนใจของมาริโอ้ เขาจึงลงทะเบียนเรียนในมหาวิทยาลัยใกล้เคียง เขาหลงใหลงานเขียน มาริโอ้รักการทำงานเขียนข่าว และหลังจากได้รับการปล่อยตัว เขาก็สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทสาขาสื่อสารมวลชน และเวลานี้เขาเขียนบทความให้กับ นิตยสารนิวยอร์กไทมส์ เขาไม่ใช่คนเปล่าประโยชน์อีกแล้ว!
ชีวิตของชายที่ถูกผีโสโครกสิงซึ่งอาศัยอยู่ตามอุโมงค์ฝังศพ ดูเหมือนจะไร้ประโยชน์ต่อทุกคนที่รู้จักเขา เพื่อนบ้านเอาโซ่ล่ามเขาไว้เพื่อปกป้องทั้งตนเองและตัวเขา แต่ “เขาก็หักโซ่และฟาดตรวนเสีย” (มก.5:4) เขาหนีกลับไปอยู่ตามอุโมงค์ฝังศพ “เขาคลั่งร้องอื้ออึง...ทั้งกลางคืนกลางวันเสมอ และเอาหินเชือดเนื้อของตัว” (ข้อ 5) หลังจากนั้นเขาก็เปลี่ยนไปตลอดกาล
พระเยซูทรงขับผีออกจากชายคนนี้ และนำเขากลับสู่สังคมปกติ ชาวเมืองต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าเขา “นุ่งห่มผ้านั่งอยู่มีสติอารมณ์ดี” (ข้อ 15) ชายผู้สำนึกขอบพระคุณคนนี้ต้องการลงเรือไปกับพระคริสต์ แต่พระเยซูไม่ทรงอนุญาต แต่ตรัสกับเขาว่า “จงไปหาพวกพ้องของเจ้าที่บ้าน แล้วบอกเขาถึงเรื่องเหตุการณ์ใหญ่ซึ่งพระเป็นเจ้าได้ทรงกระทำแก่เจ้า และได้ทรงพระเมตตาแก่เจ้าแล้ว” (ข้อ 19)
ภารกิจของผู้ชายคนนี้ก็คือภารกิจของเรา ให้เราบอกเรื่องพระคริสต์กับคนอื่นๆ เพราะโดยพระองค์แล้วไม่มีสักชีวิตหนึ่งที่เปล่าประโยชน์
ชีวิตที่รับการช่วยให้รอด
อดอลโฟ คามินสกี้รู้วิธีขจัดหมึกที่ลบไม่ได้ออกจากกระดาษ ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของกลุ่มต่อต้านนาซีในฝรั่งเศส เขาได้แก้ไขบัตรประจำตัวเพื่อช่วยหลายร้อยคนจากค่ายกักกัน ครั้งหนึ่งเขามีเวลาสามวันที่จะแก้ไขสูติบัตรและใบการรับบัพติศมาจำนวนเก้าร้อยใบ และบัตรซื้อสินค้าให้กับเด็กชาวยิวสามร้อยคน เขาทำงานสองวันติดต่อกันโดยไม่ได้นอน โดยบอกตัวเองว่า “ในหนึ่งชั่วโมง ผมลบเอกสารได้สามสิบใบ ถ้าผมหลับไปหนึ่งชั่วโมง จะมีสามสิบคนที่เสียชีวิต”
อัครทูตเปาโลรู้สึกถึงความเร่งด่วนแบบเดียวกัน ท่านเตือนคริสตจักรในเมืองเอเฟซัสถึงวิธีที่ท่าน “ได้ปรนนิบัติพระเจ้าด้วยความถ่อมใจ ด้วยน้ำตาไหล และด้วยถูกการทดลอง” (กจ.20:19) และกล่าวอีกว่า “สิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งเป็นคุณประโยชน์แก่ท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้ามิได้ปิดซ่อนไว้” (ข้อ 20) ความเร่งด่วนนี้ทำให้ท่านต้องแบ่งปันกับทุกคนถึงความจำเป็นที่ต้องกลับใจใหม่และเชื่อวางใจในพระเยซู (ข้อ 21) เวลานี้ท่านเดินเรือกลับสู่กรุงเยรูซาเล็ม ด้วยความร้อนรนที่จะทำ “หน้าที่ให้สำเร็จ...และทำการปรนนิบัติที่ได้รับมอบหมายจากพระเยซูเจ้า คือที่จะเป็นพยานถึงข่าวประเสริฐ ซึ่งสำแดงพระคุณของพระเจ้านั้น” (ข้อ 24)
เปาโลไม่อาจช่วยคนทั้งหลายให้รอดได้ มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทำได้ แต่ท่านเล่าข่าวดีของพระเจ้าเรื่องพระเยซูแก่พวกเขาได้ พระองค์คือผู้เดียวเท่านั้น “ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้ ไม่ทรงโปรดให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า” (กจ.4:12)
วันนี้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำใครเข้ามาในความคิดคุณ คุณสามารถแบ่งปันข่าวดีเรื่องพระเจ้าให้พวกเขาฟังได้
รักพระเยซูมากที่สุด
สมาชิกถามขึ้นว่าทำไมคริสตจักรของพวกเขาจึงซื้อหลังคาโบสถ์ นี่เป็นการใช้ทรัพยากรของพระเจ้าอย่างดีที่สุดแล้วหรือไม่ แล้วเรื่องการให้อาหารคนยากจนล่ะ ศิษยาภิบาลตอบว่าเงินนี้มาจากผู้ถวายและจำเป็นต้องใช้ตามความตั้งใจของพวกเขา “และอีกอย่าง” เขายกคำพูดของพระเยซูมาว่า “มีคนจนอยู่กับท่านเสมอ” (ยน.12:8)
ศิษยาภิบาลรีบขอโทษต่อการพูดล้อเล่นนอกบริบทของเขา ซึ่งทำให้ผมนึกสงสัยว่า บริบทของพระเยซูคืออะไร หกวันก่อนสิ้นพระชนม์หญิงคนหนึ่งชโลมพระองค์ด้วยน้ำมันหอมราคาแพง เหล่าสาวกไม่พอใจ ทำไมน้ำหอมไม่ถูกขายไปเพื่อช่วยคนยากจน แต่พระเยซูทรงตอบโดยกพระธรรม เฉลยธรรมบัญญัติ 15:11 “มีคนจนอยู่กับท่านเสมอ แต่เราจะไม่อยู่กับท่านเสมอ” (ยน.12:8)
พระเยซูทรงกล่าวถึงเฉลยธรรมบัญญัติอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นพระองค์จึงรู้ว่าประโยคก่อนหน้านั้นเขียนไว้ว่าอย่างไร “จะไม่มีคนยากจนในหมู่พวกท่านทั้งหลาย เพราะว่าพระเจ้าจะทรงอำนวยพระพรแก่ท่านในแผ่นดิน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานให้ท่าน...ถ้าท่านเพียงแต่กระทำตามพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่าน” (ฉธบ.15:4-5) นี่อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งในการที่พระเยซูทรงกล่าวคำตำหนิ คนยากจนมีอยู่เพียงเพราะอิสราเอลไม่เชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้า และตอนนี้คนยากจนถูกใช้เป็นสิ่งดึงความสนใจไปจากพระเยซู ผู้ทรงเป็นคนอิสราเอลแท้ที่จะเชื่อฟังอย่างเต็มที่จนถึงที่สุด
เราไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างพระเยซูและคนยากจน เรารักคนอื่นได้ดีที่สุดโดยการรักพระองค์มากที่สุด และการรักพระองค์มากที่สุดจะจุดประกายให้เรารักคนอื่นอย่างดีที่สุด