ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Mike Wittmer

คุณค่าของเราในพระคริสต์

มาริโอ้ซึ่งอายุยี่สิบแปดปีเป็นคนติดเหล้าและเหลวแหลก เขาถูกจำคุกในข้อหาลักทรัพย์ ผู้พิพากษากล่าวในการพิจารณาคดีว่า เขา “ช่างเป็นความเปล่าประโยชน์ของชีวิตมนุษย์” มาริโอ้เห็นด้วยอย่างเศร้าใจ เมื่อถูกจำคุกไปได้ครึ่งหนึ่งของโทษที่ได้รับ เขาเห็นโฆษณาประกวดงานเขียนซึ่งกระตุ้นความสนใจของมาริโอ้ เขาจึงลงทะเบียนเรียนในมหาวิทยาลัยใกล้เคียง เขาหลงใหลงานเขียน มาริโอ้รักการทำงานเขียนข่าว และหลังจากได้รับการปล่อยตัว เขาก็สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทสาขาสื่อสารมวลชน และเวลานี้เขาเขียนบทความให้กับ นิตยสารนิวยอร์กไทมส์ เขาไม่ใช่คนเปล่าประโยชน์อีกแล้ว!

ชีวิตของชายที่ถูกผีโสโครกสิงซึ่งอาศัยอยู่ตามอุโมงค์ฝังศพ ดูเหมือนจะไร้ประโยชน์ต่อทุกคนที่รู้จักเขา เพื่อนบ้านเอาโซ่ล่ามเขาไว้เพื่อปกป้องทั้งตนเองและตัวเขา แต่ “เขาก็หักโซ่และฟาดตรวนเสีย” (มก.5:4) เขาหนีกลับไปอยู่ตามอุโมงค์ฝังศพ “เขาคลั่งร้องอื้ออึง...ทั้งกลางคืนกลางวันเสมอ และเอาหินเชือดเนื้อของตัว” (ข้อ 5) หลังจากนั้นเขาก็เปลี่ยนไปตลอดกาล

พระเยซูทรงขับผีออกจากชายคนนี้ และนำเขากลับสู่สังคมปกติ ชาวเมืองต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าเขา “นุ่งห่มผ้านั่งอยู่มีสติอารมณ์ดี” (ข้อ 15) ชายผู้สำนึกขอบพระคุณคนนี้ต้องการลงเรือไปกับพระคริสต์ แต่พระเยซูไม่ทรงอนุญาต แต่ตรัสกับเขาว่า “จงไปหาพวกพ้องของเจ้าที่บ้าน แล้วบอกเขาถึงเรื่องเหตุการณ์ใหญ่ซึ่งพระเป็นเจ้าได้ทรงกระทำแก่เจ้า และได้ทรงพระเมตตาแก่เจ้าแล้ว” (ข้อ 19)

ภารกิจของผู้ชายคนนี้ก็คือภารกิจของเรา ให้เราบอกเรื่องพระคริสต์กับคนอื่นๆ เพราะโดยพระองค์แล้วไม่มีสักชีวิตหนึ่งที่เปล่าประโยชน์

ชีวิตที่รับการช่วยให้รอด

อดอลโฟ คามินสกี้รู้วิธีขจัดหมึกที่ลบไม่ได้ออกจากกระดาษ ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของกลุ่มต่อต้านนาซีในฝรั่งเศส เขาได้แก้ไขบัตรประจำตัวเพื่อช่วยหลายร้อยคนจากค่ายกักกัน ครั้งหนึ่งเขามีเวลาสามวันที่จะแก้ไขสูติบัตรและใบการรับบัพติศมาจำนวนเก้าร้อยใบ และบัตรซื้อสินค้าให้กับเด็กชาวยิวสามร้อยคน เขาทำงานสองวันติดต่อกันโดยไม่ได้นอน โดยบอกตัวเองว่า “ในหนึ่งชั่วโมง ผมลบเอกสารได้สามสิบใบ ถ้าผมหลับไปหนึ่งชั่วโมง จะมีสามสิบคนที่เสียชีวิต”

อัครทูตเปาโลรู้สึกถึงความเร่งด่วนแบบเดียวกัน ท่านเตือนคริสตจักรในเมืองเอเฟซัสถึงวิธีที่ท่าน “ได้ปรนนิบัติพระเจ้าด้วยความถ่อมใจ ด้วยน้ำตาไหล และด้วยถูกการทดลอง” (กจ.20:19) และกล่าวอีกว่า “สิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งเป็นคุณประโยชน์แก่ท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้ามิได้ปิดซ่อนไว้” (ข้อ 20) ความเร่งด่วนนี้ทำให้ท่านต้องแบ่งปันกับทุกคนถึงความจำเป็นที่ต้องกลับใจใหม่และเชื่อวางใจในพระเยซู (ข้อ 21) เวลานี้ท่านเดินเรือกลับสู่กรุงเยรูซาเล็ม ด้วยความร้อนรนที่จะทำ “หน้าที่ให้สำเร็จ...และทำการปรนนิบัติที่ได้รับมอบหมายจากพระเยซูเจ้า คือที่จะเป็นพยานถึงข่าวประเสริฐ ซึ่งสำแดงพระคุณของพระเจ้านั้น” (ข้อ 24)

เปาโลไม่อาจช่วยคนทั้งหลายให้รอดได้ มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทำได้ แต่ท่านเล่าข่าวดีของพระเจ้าเรื่องพระเยซูแก่พวกเขาได้ พระองค์คือผู้เดียวเท่านั้น “ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้ ไม่ทรงโปรดให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า” (กจ.4:12)

วันนี้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำใครเข้ามาในความคิดคุณ คุณสามารถแบ่งปันข่าวดีเรื่องพระเจ้าให้พวกเขาฟังได้

รักพระเยซูมากที่สุด

สมาชิกถามขึ้นว่าทำไมคริสตจักรของพวกเขาจึงซื้อหลังคาโบสถ์ นี่เป็นการใช้ทรัพยากรของพระเจ้าอย่างดีที่สุดแล้วหรือไม่ แล้วเรื่องการให้อาหารคนยากจนล่ะ ศิษยาภิบาลตอบว่าเงินนี้มาจากผู้ถวายและจำเป็นต้องใช้ตามความตั้งใจของพวกเขา “และอีกอย่าง” เขายกคำพูดของพระเยซูมาว่า “มีคนจนอยู่กับท่านเสมอ” (ยน.12:8)

ศิษยาภิบาลรีบขอโทษต่อการพูดล้อเล่นนอกบริบทของเขา ซึ่งทำให้ผมนึกสงสัยว่า บริบทของพระเยซูคืออะไร หกวันก่อนสิ้นพระชนม์หญิงคนหนึ่งชโลมพระองค์ด้วยน้ำมันหอมราคาแพง เหล่าสาวกไม่พอใจ ทำไมน้ำหอมไม่ถูกขายไปเพื่อช่วยคนยากจน แต่พระเยซูทรงตอบโดยกพระธรรม เฉลยธรรมบัญญัติ 15:11 “มีคนจนอยู่กับท่านเสมอ แต่เราจะไม่อยู่กับท่านเสมอ” (ยน.12:8)

พระเยซูทรงกล่าวถึงเฉลยธรรมบัญญัติอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นพระองค์จึงรู้ว่าประโยคก่อนหน้านั้นเขียนไว้ว่าอย่างไร “จะไม่มีคนยากจนในหมู่พวกท่านทั้งหลาย เพราะว่าพระเจ้าจะทรงอำนวยพระพรแก่ท่านในแผ่นดิน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานให้ท่าน...ถ้าท่านเพียงแต่กระทำตามพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่าน” (ฉธบ.15:4-5) นี่อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งในการที่พระเยซูทรงกล่าวคำตำหนิ คนยากจนมีอยู่เพียงเพราะอิสราเอลไม่เชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้า และตอนนี้คนยากจนถูกใช้เป็นสิ่งดึงความสนใจไปจากพระเยซู ผู้ทรงเป็นคนอิสราเอลแท้ที่จะเชื่อฟังอย่างเต็มที่จนถึงที่สุด

เราไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างพระเยซูและคนยากจน เรารักคนอื่นได้ดีที่สุดโดยการรักพระองค์มากที่สุด และการรักพระองค์มากที่สุดจะจุดประกายให้เรารักคนอื่นอย่างดีที่สุด

สิ่งที่พระบิดาต้องการ

สตีฟคว้าเลื่อยไฟฟ้าแล้วมุ่งหน้าเข้าไปในป่า นั่นคือตอนที่เขาได้ยินเสียงออกัสลูกชายวัยห้าขวบร้องว่า “พ่อครับ รอผมด้วย! ผมอยากไปด้วย!” ออกัสคว้าของเล่นที่เป็นเลื่อยไฟฟ้า ถุงมือทำงานและที่ปิดหู แล้วเดินตามสตีฟออกไปที่ประตู สตีฟเตรียมไม้ฟืนสองสามท่อนโดยวางให้เขาห่างออกไปในระยะที่ปลอดภัย หลังจากผ่านไปสิบนาทีออกัสก็หมดแรง การตัดไม้ด้วยเลื่อยไฟฟ้าปลอมเป็นงานหนักมาก! แต่เขามีความสุขที่ได้ “ช่วย” พ่อของเขา และพ่อก็ดีใจที่ได้ใช้เวลาอยู่กับลูกชาย

เรากับพระบิดาในสวรรค์ก็เป็นเช่นนี้ไม่ใช่หรือ เรานึกว่าเรากำลังช่วยพระองค์ “พระบิดาเจ้า รอลูกด้วย! ลูกต้องไปหยิบเลื่อยของลูกก่อน!” แต่เลื่อยไฟฟ้านั้นมีความสำคัญน้อยที่สุด เราไม่ได้ช่วยมากเท่าที่เราคิด พระเจ้าทรงสนพระทัยในส่วนแรกมากกว่าคือ “พระบิดาเจ้า รอลูกด้วย!” พระองค์ไม่ทรงต้องการผลงานของเรา

ถ้าหากคุณรักพระเยซูพระบุตรของพระองค์ พระเจ้าก็ได้ทรงรับคุณเข้าสู่ครอบครัวของพระองค์แล้ว และได้ประทานพระวิญญาณของพระองค์แก่คุณ “ท่านไม่ได้รับวิญญาณซึ่งทำให้ท่านเป็นทาสของความกลัวอีก แต่ท่านได้รับพระวิญญาณผู้ทำให้ท่านเป็นบุตรของพระเจ้า” (ข้อ 15 TNCV) คุณไม่ใช่ผู้รับใช้ที่ได้รับตำแหน่งของตนจากการทำงานหนัก แต่คุณเป็นบุตรที่ได้รับความรักจากพระบิดาของคุณ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม “จงดูเถิด พระบิดาทรงโปรดประทานความรักแก่เราทั้งหลายเพียงไร ที่เราจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า!” (1ยน.3:1)

พระบิดาของเราในสวรรค์ทรงชื่นบานเมื่อเรารับใช้พระองค์ แต่พระองค์ไม่จำเป็นที่จะต้องมีเรา พระองค์เพียงแค่ต้องการเรา

รักความจริง

แจ็คเกลียดการไปโรงเรียน ชั้นเรียนพีชคณิต ไวยากรณ์ และตารางธาตุทำให้เขาเบื่อ แต่เขาชอบสร้างบ้าน พ่อพาเขาไปทำงานในช่วงฤดูร้อนและ
แจ็คอยากจะกลับไปอีก เขาอายุแค่สิบหกปีแต่เขารู้เรื่องซีเมนต์ กระเบื้องมุงหลังคา และวิธีก่อผนัง ความแตกต่างระหว่างโรงเรียนกับการก่อสร้างคืออะไร คือความรักที่มีต่อสิ่งนั้น แจ็ครักอย่างหนึ่งแต่ไม่รักอีกอย่าง ความรักของเขากระตุ้นให้เกิดความรู้

ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราต้อง “รักความจริง” (2 ธส.2:10) เปาโลบอกว่าคนของซาตานจะใช้ “​หมาย​สำคัญ และ​การ​อัศจรรย์​” (ข้อ 9) เพื่อหลอกลวง “คน​เหล่า​นั้น​ที่​จะต้อง​พินาศ” (ข้อ 10) ทำไมพวกเขาจึงจะพินาศ “เขา​ทั้ง​หลาย​ไม่ได้​รัก​ความ​จริง​เพื่อ​จะ​รอด​ได้​” (ข้อ 10) การที่พวกเขาไม่รักความจริงทำให้พวกเขามองไม่เห็นความจริง พวกเขาจะถูกหลอก (ข้อ 11)

แล้วเรารู้อะไรบ้าง คำถามสำคัญนี้มาจากคำถามพื้นฐานที่ว่า เรารักอะไร ความรักอันร้อนรนจะโน้มน้าวจิตใจและชี้นำความคิดของเรา เราใส่ใจในสิ่งที่
เรารัก เราจะปกป้องมันและเสาะแสวงหา ถ้าเรารักความจริงและปัญญา เราจะเสาะหาทั้งสองสิ่งนั้นเหมือนทองคำอันมีค่า (สภษ.3:13-14; 4:7-9) แล้วความจริงและปัญญาจะปกป้องเรา “อย่า​ทอดทิ้ง​เธอ และ​เธอ​จะ​รักษา​เจ้า​ไว้ จง​รัก​ปัญญา และ​ปัญญา​จะ​ระแวดระวัง​เจ้า” (4:6)

สติปัญญาที่แท้นั้นคืออะไร พระเยซูตรัสว่าคือพระองค์เอง “เรา​เป็น​ทาง​นั้น เป็น​ความ​จริง​และ​เป็น​ชีวิต” (ยน.14:6) คำถามที่สำคัญที่สุดคือว่าเรารักใคร จง…

ความโศกเศร้าที่แสนหวาน

ชายคนหนึ่งชื่อฮิเดะซาบุโระ อูเอโนะสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยโตเกียวอิมพีเรียลในช่วงทศวรรษ 1920 ทุกวันเขากลับบ้านโดยรถไฟเที่ยวบ่ายสามโมงซึ่งฮาจิโกะสุนัขของเขาจะมารอรับ วันหนึ่งศาสตราจารย์อูเอโนะมีภาวะเส้นเลือดในสมองแตกระหว่างการสอนและเสียชีวิต เมื่อเขาไม่ได้ออกมาจากรถไฟเที่ยวบ่าย ฮาจิโกะวนเวียนรออยู่สักพักแล้วกลับบ้านไป วันต่อมาสุนัขกลับมารอเวลาบ่ายสามโมงเช่นเดิม และวันถัดๆไปเป็นเวลาสิบปี ความจงรักภักดีของฮาจิิโกะเป็นที่ประทับใจของคนญี่ปุ่นจำนวนมากซึ่งแวะเวียนมานั่งรอเป็นเพื่อนมัน

เอลีชาอุทิศตัวให้กับเอลียาห์เจ้านายของท่านเช่นกัน ในวันที่เอลีชารู้ว่าจะสูญเสียเอลียาห์ไป ท่านไม่ยอมให้เอลียาห์คลาดสายตา เมื่อรถเพลิงมารับเอลี-ยาห์ขึ้นสู่สวรรค์ เอลีชาตะโกนบอกสิ่งที่ท่านเห็น “คุณพ่อของข้าพเจ้า คุณพ่อของข้าพเจ้า ดูรถรบของอิสราเอลและพลม้าประจำ” (2 พกษ.2:12) ท่านหยิบเสื้อคลุมของเอลียาห์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งสิทธิอำนาจของผู้เผยพระวจนะที่ก่อนหน้านั้นได้ใช้แยกแม่น้ำจอร์แดนออกจากกัน (ข้อ 8) และท่านถามว่า “พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งเอลียาห์ทรงสถิตที่ใด” (ข้อ 14) ท่านฟาดเสื้อคลุมลงไปที่แม่น้ำและน้ำก็แยกจากกันเช่นเดียวกับเจ้านายของท่าน ช่างเป็นวันแห่งความโศกเศร้าที่แสนหวาน!

คุณเคยสูญเสียคนที่รักไปหรือไม่ ไม่มีคำพูดใดที่จะบรรยายความเจ็บปวดของคุณได้ ทุกการร้องไห้รื้อฟื้นความทรงจำถึงความรักที่คุณมีร่วมกัน คุณเจ็บปวดในส่วนลึกเพราะคุณรักอย่างลึกซึ้ง ช่างเป็นความโศกเศร้าที่แสนหวาน! ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับคนที่คุณรัก และการที่คุณสามารถมีความรัก เอลีชาหยิบเสื้อคลุมของเอลียาห์ขึ้นมา แล้วคุณล่ะจะทำสิ่งใด

วันที่ 7 - คำพูดสุดท้าย

ลูกา 23:46

พระเยซูทรงร้องเสียงดังตรัสว่า “พระบิดาเจ้าข้า ข้าพระองค์ฝากวิญญาณจิตของข้าพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์” ตรัสอย่างนั้นแล้วก็สิ้นพระชนม์

ขณะที่มาร์ติน ลูเธอร์กำลังจะสิ้นใจ บาทหลวงคนหนึ่งปลุกท่านขึ้นและถามว่า "คุณพ่อที่เคารพ ท่านจะจากไปอย่างมั่นคงในพระคริสต์ ตามหลักข้อเชื่อที่ท่านสั่งสอนไว้หรือไม่" ลูเธอร์ตอบว่า "ใช่" แล้วจึงหลับลงเป็นครั้งสุดท้าย ช่างเป็นการจากไปที่ยิ่งใหญ่ ผมหวังว่าคำพูดสุดท้ายของผมจะมีความหมายมากเช่นนั้นด้วย ผมไม่อยากจากไปกลางประโยค จบชีวิตด้วยคำพูดที่ไม่สำคัญ ผมอยากจากไปเหมือนลูเธอร์ ด้วยการยืนยันถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างมั่นใจ

คำพูดสุดท้ายของพระเยซูเป็นอย่างไร พระธรรมมาระโกกล่าวว่า "ฝ่ายพระเยซูทรงร้องเสียงดังแล้วก็สิ้นพระชนม์ " (15:37) พระธรรมมัทธิวก็กล่าวเช่นเดียวกัน "ฝ่ายพระเยซูร้องเสียงดังอีกครั้งหนึ่ง แล้วสิ้นพระชนม์" (27:50) การร้องครั้งสุดท้ายนี้คืออะไร เป็นการตะโกนด้วยชัยชนะหรือความสิ้นหวัง นี่คือจุดต่ำสุดในการทนทุกข์ของพระเยซู หรือเป็นจุดเริ่มต้นแห่งชัยชนะของพระองค์

เราไม่จำเป็นต้องเดา เพราะลูกาได้ให้คำตอบไว้แล้ว “พระเยซูทรงร้องเสียงดังตรัสว่า “พระบิดาเจ้าข้า ข้าพระองค์ฝากวิญญาณจิตของข้าพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์” ตรัสอย่างนั้นแล้วก็สิ้นพระชนม์

" (23:46) ยอห์นเสริมดังนี้ พระองค์ทรงตรัสว่า “สำเร็จแล้ว!” และทรงก้มพระเศียรลงสิ้นพระชนม์ (19:30)

เสียงร้องครั้งสุดท้ายที่แสนเจ็บปวดของพระเยซูเป็นเสียงร้องตะโกนที่เต็มไปด้วยความไว้วางใจในพระเจ้า และเพราะคำพูดสุดท้ายของพระองค์เปี่ยมไปด้วยความเชื่อ นั่นจึงไม่ใช่คำพูดสุดท้ายของพระองค์ เพราะพระเจ้าทรงให้พระเยซู พระบุตรผู้ล้ำค่าของพระองค์ ได้เป็นขึ้นมาใหม่ด้วยชัยชนะ และในวันหนึ่งพระองค์จะทรงให้ทุกคนที่รักษาความเชื่อในพระคริสต์เป็นขึ้นมาใหม่เช่นเดียวกัน

ไมค์ วิทเมอร์

ใคร่ครวญ : คุณอยากให้คำพูดสุดท้ายของคุณเป็นอย่างไร ลองเขียนออกมาเพื่อคนที่คุณรักจะได้อ่านหลังจากที่คุณจากไปแล้ว และในวันนี้คุณได้สะท้อนคำพูดสุดท้ายนี้อย่างไร…

วันที่ 2 - เลวเกินไป สายเกินไปหรือไม่


ลูกา 23:43

ฝ่ายพระเยซูทรงตอบเขาว่า “เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า วันนี้เจ้าจะอยู่กับเราในเมืองบรมสุขเกษม”

คริสโตเฟอร์ ฮิตเชนส์ คือชายผู้ต่อต้านพระเจ้าที่มีชื่อเสียง เขาขึ้นโต้วาทีกับผู้เชื่อพระคริสต์อย่างดุเดือด ขณะใกล้จะเสียชีวิตลงจากโรคมะเร็ง เขาประกาศว่าหากใครได้ยินว่าเขากลับใจมาเชื่อพระเยซูก่อนสิ้นใจ ก็ให้ถือเป็นหลักฐานว่าเขาได้เสียสติไปแล้ว คู่โต้วาทีและเพื่อนกล่าวว่า ฮิตเชนส์ได้เตือนผู้ติดตามของเขาเอาไว้ล่วงหน้า เพราะเขารู้ว่าเมื่อประจันหน้ากับความตายจริงๆ เขาอาจจะสิ้นหวังและหันไปหาพระคริสต์ได้ ใครจะรู้ล่ะครับ เขาอาจจะทำเช่นนั้นก็เป็นได้ คนหนึ่งที่ต่อต้านพระเจ้ามาตลอดทั้งชีวิต แต่ยังคงได้รับความรอดด้วยพระเมตตาในไม่กี่วินาทีสุดท้าย สิ่งนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

โจรบนไม้กางเขนใช้ชีวิตอย่างชั่วช้า เขาบอกกับผู้ร้ายร่วมกางเขนว่า “เราก็สมกับโทษนั้นจริง เพราะเราได้รับสมกับการที่เราได้กระทำ แต่ท่านผู้นี้หาได้กระทำผิดประการใดไม่” (ลูกา 23:41) โจรผู้นี้เหลือเวลาไม่กี่ชั่วโมงสุดท้ายที่เจ็บปวดแสนสาหัส ซึ่งความเจ็บปวดทางกายอาจบดบังความต้องการทางฝ่ายจิตวิญญาณที่สำคัญกว่ามากได้

ในตอนแรก เขาเองได้ทิ้งนาทีอันมีค่าไปด้วยการร่วมเยาะเย้ย หมิ่นประมาทพระเยซู (มาระโก 15:32) แต่ขณะถูกตรึงอยู่บนกางเขน โหยหาความตายเนื่องจากความเจ็บปวดแสนสาหัสนั้น เขาหันไปมองพระผู้เป็นโอกาสสุดท้ายของเขา และทูลว่า “พระเยซูเจ้าข้า ขอพระองค์ทรงระลึกถึงข้าพระองค์ เมื่อพระองค์เสด็จเข้าในแผ่นดินของพระองค์” (ลูกา 23:42)

พระเจ้าทรงพอพระทัยในการช่วยผู้คนให้รอด รวมถึงคนที่อยู่ในวาระสุดท้ายด้วย แทนที่จะเพ่งดูในสิ่งที่เรากระทำผิด ให้เราเพ่งดูที่พระเยซู

ไมค์ วิทเมอร์

ใคร่ครวญ : คุณเสียใจกับสิ่งใดมากที่สุด อะไรทำให้คุณคิดว่าคุณไม่สมควรได้รับการอภัย
อธิษฐาน : พระเยซูที่รัก ข้าพระองค์มองไปยังพระองค์ ที่พระองค์แต่เพียงผู้เดียว เพราะพระองค์เท่านั้นที่ช่วยข้าพระองค์ให้รอดได้อย่างแท้จริง…

วันที่ 7 - คำพูดสุดท้าย

ลูกา 23:46

พระเยซูทรงร้องเสียงดังตรัสว่า “พระบิดาเจ้าข้า ข้าพระองค์ฝากวิญญาณจิตของข้าพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์” ตรัสอย่างนั้นแล้วก็สิ้นพระชนม์

ขณะที่มาร์ติน ลูเธอร์กำลังจะสิ้นใจ บาทหลวงคนหนึ่งปลุกท่านขึ้นและถามว่า "คุณพ่อที่เคารพ ท่านจะจากไปอย่างมั่นคงในพระคริสต์ ตามหลักข้อเชื่อที่ท่านสั่งสอนไว้หรือไม่" ลูเธอร์ตอบว่า "ใช่" แล้วจึงหลับลงเป็นครั้งสุดท้าย ช่างเป็นการจากไปที่ยิ่งใหญ่ ผมหวังว่าคำพูดสุดท้ายของผมจะมีความหมายมากเช่นนั้นด้วย ผมไม่อยากจากไปกลางประโยค จบชีวิตด้วยคำพูดที่ไม่สำคัญ ผมอยากจากไปเหมือนลูเธอร์ ด้วยการยืนยันถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างมั่นใจ

คำพูดสุดท้ายของพระเยซูเป็นอย่างไร พระธรรมมาระโกกล่าวว่า "ฝ่ายพระเยซูทรงร้องเสียงดังแล้วก็สิ้นพระชนม์ " (15:37) พระธรรมมัทธิวก็กล่าวเช่นเดียวกัน "ฝ่ายพระเยซูร้องเสียงดังอีกครั้งหนึ่ง แล้วสิ้นพระชนม์" (27:50) การร้องครั้งสุดท้ายนี้คืออะไร เป็นการตะโกนด้วยชัยชนะหรือความสิ้นหวัง นี่คือจุดต่ำสุดในการทนทุกข์ของพระเยซู หรือเป็นจุดเริ่มต้นแห่งชัยชนะของพระองค์

เราไม่จำเป็นต้องเดา เพราะลูกาได้ให้คำตอบไว้แล้ว “พระเยซูทรงร้องเสียงดังตรัสว่า “พระบิดาเจ้าข้า ข้าพระองค์ฝากวิญญาณจิตของข้าพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์” ตรัสอย่างนั้นแล้วก็สิ้นพระชนม์

" (23:46) ยอห์นเสริมดังนี้ พระองค์ทรงตรัสว่า “สำเร็จแล้ว!” และทรงก้มพระเศียรลงสิ้นพระชนม์ (19:30)

เสียงร้องครั้งสุดท้ายที่แสนเจ็บปวดของพระเยซูเป็นเสียงร้องตะโกนที่เต็มไปด้วยความไว้วางใจในพระเจ้า และเพราะคำพูดสุดท้ายของพระองค์เปี่ยมไปด้วยความเชื่อ นั่นจึงไม่ใช่คำพูดสุดท้ายของพระองค์ เพราะพระเจ้าทรงให้พระเยซู พระบุตรผู้ล้ำค่าของพระองค์ ได้เป็นขึ้นมาใหม่ด้วยชัยชนะ และในวันหนึ่งพระองค์จะทรงให้ทุกคนที่รักษาความเชื่อในพระคริสต์เป็นขึ้นมาใหม่เช่นเดียวกัน

ไมค์ วิทเมอร์

ใคร่ครวญ : คุณอยากให้คำพูดสุดท้ายของคุณเป็นอย่างไร ลองเขียนออกมาเพื่อคนที่คุณรักจะได้อ่านหลังจากที่คุณจากไปแล้ว และในวันนี้คุณได้สะท้อนคำพูดสุดท้ายนี้อย่างไร…

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา