การเริ่มต้นใหม่
“จิตสำนึกของคริสเตียนเริ่มต้นขึ้นในความตระหนักรู้อันเจ็บปวดว่า สิ่งที่เราคิดว่าเป็นความจริงที่แท้เป็นคำโกหก” ยูจีน ปีเตอร์สันเขียนไว้ในบทสะท้อนการใคร่ครวญพระธรรมสดุดี 120 ซึ่งเป็นเพลงแรกใน “บทเพลงแห่ขึ้น” (สดด.120-134) ที่ขับร้องโดยธรรมิกชนที่กำลังเดินทางไปเยรูซาเล็ม ขณะที่ปีเตอร์สันใคร่ครวญเรื่องนี้ในหนังสือ การเชื่อฟังอันยาวนานในทิศทางเดียวกันนั้น บทเพลงสดุดีเหล่านี้ยังทำให้เราเห็นภาพของการเดินทางฝ่ายวิญญาณไปสู่พระเจ้าอีกด้วย
การเดินทางนั้นจะเริ่มต้นขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรารู้แจ้งว่าเราต้องการบางสิ่งที่ต่างออกไป ดังเช่นที่ปีเตอร์สันเขียนไว้ว่า “คนจะต้องเอือมระอาอย่างถึงที่สุดกับสิ่งเดิมๆเพื่อจะมีแรงจูงใจให้ออกเดินในทางของคริสเตียน...(คน)ต้องเบื่อหน่ายกับวิถีของโลกก่อนที่เขาจะมีความหิวกระหายโลกแห่งพระคุณ”
เป็นธรรมดาที่เราจะรู้สึกสิ้นหวังกับความแตกสลายและความสิ้นหวังที่เราเห็นในโลกรอบตัว ด้วยวัฒนธรรมที่กำลังแพร่หลายที่ไม่ยินดียินร้ายกับอันตรายที่เกิดกับผู้อื่น สดุดี 120 คร่ำครวญในเรื่องนี้อย่างเปิดเผยว่า “ข้าพเจ้าชอบศานติแต่เมื่อข้าพเจ้าพูด เขาหนุนสงคราม” (ข้อ 7)
แต่ยังมีการเยียวยารักษาและเสรีภาพเมื่อเราตระหนักรู้ว่า ความเจ็บปวดของเราสามารถปลุกเราขึ้นสู่การเริ่มต้นใหม่โดยความช่วยเหลือเดียวของเราคือองค์พระผู้ช่วยให้รอด ผู้ทรงสามารถนำเราออกจากคำโกหกที่บ่อนทำลายไปสู่เส้นทางแห่งสันติสุขและความบริบูรณ์ (121:2) ในขณะที่เราก้าวเข้าสู่ปีใหม่นี้ขอให้เราแสวงหาพระองค์และหนทางของพระองค์
มุ่งทำต่อไป! ด้วยใจแน่วแน่
ในบทกวีที่มีชื่อว่า “พักผ่อน” ผู้ประพันธ์เสนอคำท้าทายอย่างสุภาพต่อการที่เรามีแนวโน้มที่จะแยกเวลา “พัก” ออกจากเวลา “งาน” โดยถามว่า “มิใช่ว่าคนที่ทำงานหนัก จึงได้พักอย่างแท้จริงหรือ” หากคุณต้องการพักผ่อนอย่างแท้จริง แทนที่จะพยายามหลีกเลี่ยงการทำในสิ่งที่เป็นบทบาทหน้าที่ของชีวิต ผู้เขียนแนะนำว่า “จงทำอย่างดีที่สุด อย่าให้เวลาสูญเปล่า นอกเหนือจากนี้ไม่ใช่การพัก หากจะยลความงาม จำต้องเข้าใกล้พระเจ้า หรือทำแต่ความดีหรือมีเพียงต้องทำหน้าที่ จึงจะพบความงามนั้น”
ผู้ประพันธ์สรุปว่าความสุขและการพักผ่อนอย่างแท้จริงนั้นพบได้ผ่านความรักและการรับใช้ แนวคิดนี้ทำให้คิดถึงคำหนุนใจของเปาโลต่อชาวเธสะโลนิกา หลังจากอธิบายถึงการทรงเรียกของท่านเพื่อหนุนใจพวกผู้เชื่อให้ “ประพฤติอย่างสมควรต่อพระเจ้า” (1 ธส.2:12) อัครทูตได้ให้รายละเอียดที่เจาะจงมากขึ้น
ภาพที่ท่านบรรยายคือชีวิตที่สัตย์ซื่อ รัก และรับใช้อย่างสงบ เปาโลทูลขอให้พระเจ้า “ทรงให้ [พวกเขา] จำเริญและบริบูรณ์ไปด้วยความรักซึ่งกันและกัน และรักคนทั้งปวง” (3:12) และท่านยังวิงวอนผู้เชื่อในพระเยซูว่า “จงตั้งเป้าว่าจะอยู่อย่างสงบ” “ทำกิจธุระส่วนของตน และทำการงานด้วยมือของตนเอง” (4:11) นี่คือชีวิตที่รักและรับใช้อย่างสงบในทุกโอกาสที่พระเจ้าประทานแก่เรา ซึ่งจะทำให้ผู้อื่นมองเห็นความงามของชีวิตแห่งความเชื่อ (ข้อ 12)
ดังที่ผู้เขียนบอกไว้ ความสุขที่แท้จริงคือ “การรักและปรนนิบัติ อย่างเต็มที่และดีที่สุด มุ่งทำต่อไป! ด้วยใจแน่วแน่ นั่นจึงเป็นการพักที่แท้จริง”
พระคุณอันอ่อนโยนของพระเจ้า
“พูดความจริงทั้งหมดแต่ค่อยๆพูดทีละนิด” บทกวีที่เอมิลี่ ดิคคินสันเขียนขึ้นบอกเราว่า เพราะความจริงและพระสิริของพระเจ้า “สว่างจ้า” เกินกว่ามนุษย์ที่อ่อนแอจะเข้าใจหรือรับได้หมดในครั้งเดียว เราจึงควรรับและแบ่งปันพระคุณและความจริงของพระเจ้า “ทีละนิด” คืออย่างอ่อนโยน โดยทางอ้อม เพราะ “ความจริงต้องค่อยๆเปล่งประกาย มิเช่นนั้นมนุษย์ทุกคนจะตาบอดไปเสียได้”
อัครสาวกเปาโลพูดอย่างเดียวกันในเอเฟซัส 4 เมื่อท่านหนุนใจให้ผู้เชื่อ “มีใจถ่อมลงทุกอย่าง และใจอ่อนสุภาพอดทนนาน และอดกลั้นต่อกันและกันด้วยความรัก” (ข้อ 2) ท่านอธิบายว่า พื้นฐานของใจที่สุภาพและมีเมตตาต่อกันของผู้เชื่อมาจากความเมตตาของพระคริสต์ที่มีต่อเรา ในการเสด็จสู่สวรรค์ของพระเยซู (ข้อ 9-10) พระองค์ทรงสำแดงพระองค์อย่างเงียบๆ และอ่อนโยนอย่างที่ผู้คนต้องการเพื่อจะเชื่อและยอมรับพระองค์
และพระองค์ยังทรงสำแดงพระองค์อย่างอ่อนสุภาพและเต็มด้วยความรัก โดยประทานและเสริมกำลังคนของพระองค์อย่างที่พวกเขาต้องการเพื่อจะเติบโตและเป็นผู้ใหญ่ “เพื่อเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ให้จำเริญขึ้น จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ และในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า จนกว่าเราจะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่” (ข้อ 12-13) เมื่อเราเติบโตขึ้น เรายิ่งแสวงหาความหวังจากที่อื่นน้อยลง (ข้อ 14) และมั่นใจในการทำตามแบบอย่างความรักที่อ่อนสุภาพของพระเยซูมากยิ่งขึ้น (ข้อ 15-16)
การทรงช่วยเหลือเพื่ออนาคต
นักจิตวิทยาชื่อเม็ก เจย์กล่าวไว้ว่า ใจของเรามักจะคิดถึงตัวเองในอนาคต คล้ายกับการคิดถึงคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ที่เป็นแบบนี้อาจเป็นเพราะสิ่งที่บางครั้งถูกเรียกว่า “ช่องว่างแห่งความเห็นอกเห็นใจ” การเห็นอกเห็นใจและห่วงใยคนที่เราไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวอาจเป็นเรื่องยาก แม้แต่กับตัวของเราเองในอนาคต ดังนั้นในงานของเธอ เจย์จึงพยายามช่วยคนหนุ่มสาวให้จินตนาการถึงตนเองในอนาคตและลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อดูแลตนเองในอนาคตนั้น รวมไปถึงวางแผนสิ่งที่จะทำให้กับตัวเองในอนาคต เพื่อปูทางให้พวกเขาไล่ตามความฝันและมุ่งมั่นกระทำให้สำเร็จต่อไป
ในสดุดี 90 เราได้รับการเชิญชวนให้มองชีวิตของเราไม่เพียงแค่ในปัจจุบันแต่ในภาพรวมทั้งชีวิต โดยทูลขอพระเจ้าให้ทรงช่วยเรา “นับวันของเรา เพื่อเราจะได้มีจิตใจที่มีปัญญา” (ข้อ 12) การตระหนักว่าเวลาของเราบนโลกมีจำกัด จะเตือนเราถึงความจำเป็นอย่างยิ่งในการพึ่งพาพระเจ้า เราต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์เพื่อที่จะรู้จักวิธีพบความพึงพอใจและความยินดี ไม่ใช่แค่เพียงตอนนี้ แต่ “ตลอดวันเวลาของเรา” (ข้อ 14) เราต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์เพื่อเรียนรู้ที่จะไม่คิดถึงแค่ตัวเราเท่านั้น แต่คิดถึงคนรุ่นต่อๆไปในอนาคตด้วย (ข้อ 16) และเราต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์เพื่อรับใช้พระองค์ตามเวลาที่เราได้รับ ขณะที่พระองค์ทรงสถาปนาหัตถกิจแห่งมือและหัวใจของเรา (ข้อ 17)
ความถ่อมใจคือความจริง
วันหนึ่งเมื่อได้ใคร่ครวญว่าเพราะเหตุใดพระเจ้าจึงให้ความสำคัญอย่างมากกับความถ่อมใจ เทเรซ่าแห่งอาวีลาซึ่งเป็นผู้เชื่อในศตวรรษที่ 16 จึงเข้าใจคำตอบในทันทีว่า “เพราะว่าพระเจ้าคือความจริงอันสูงสุด และความถ่อมใจคือความจริง...ไม่มีสิ่งดีอันใดในตัวเราเกิดขึ้นจากตัวเราเอง แต่มาจากสายน้ำแห่งพระคุณ ที่อยู่ใกล้ ณ จิตวิญญาณนั้น เหมือนต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมฝั่งน้ำ และจากดวงอาทิตย์ที่ให้ชีวิตแก่การงานของเรา” เทเรซ่าได้สรุปว่าเรายึดตัวเองในความเป็นจริงนั้นได้โดยการอธิษฐานเพราะว่า “รากฐานทั้งสิ้นของการอธิษฐานนั้นคือความถ่อมใจ ยิ่งเราถ่อมตัวลงในการอธิษฐาน พระเจ้าจะยิ่งยกชูเราขึ้น”
คำกล่าวของเทเรซ่าเกี่ยวกับความถ่อมนี้สะท้อนถึงถ้อยคำในยากอบบทที่ 4 ยากอบได้เตือนถึงคุณสมบัติที่ทำลายตนเองของความหยิ่งผยองและความทะเยอทะยานที่เห็นแก่ตัว เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับชีวิตที่ดำเนินโดยอาศัยพระคุณของพระเจ้า (ข้อ 1-6) ยากอบเน้นว่าทางออกเดียวสำหรับชีวิตแห่งความโลภ ความสิ้นหวัง และความขัดแย้งอยู่ตลอดเวลา คือการกลับใจจากความหยิ่งจองหองของเราเพื่อแลกกับพระคุณของพระเจ้า หรือพูดอีกอย่างคือ “จงถ่อมใจลงต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า” โดยมั่นใจว่า “พระองค์จะทรงยกชูท่านขึ้น” (ข้อ 10)
เมื่อเราหยั่งรากในสายน้ำแห่งพระคุณเท่านั้น เราจึงจะพบว่าเราเองได้รับการบำรุงเลี้ยงด้วย “ปัญญาจากเบื้องบน” (3:17) ในพระองค์เท่านั้นที่เราจะพบว่าเราเองได้รับการยกขึ้นโดยความจริง
กุญแจ
ในหนังสือคลาสสิกชื่อ มนุษย์สภาวะ โธมัส คีตติ้งเล่าเรื่องที่น่าจดจำถึงอาจารย์คนหนึ่งที่ทำกุญแจบ้านหาย เขาคุกเข่าลงใช้มือควานหาไปตามต้นหญ้า เมื่อพวกลูกศิษย์เห็นว่าเขากำลังหาอยู่จึงมาช่วยหาด้วยแต่ก็ไม่พบ ในที่สุด “หนึ่งในบรรดาลูกศิษย์ที่มีปัญญามากกว่า” ถามว่า “อาจารย์ครับ อาจารย์รู้ไหมว่าทำกุญแจหายที่ไหน” อาจารย์ของพวกเขาตอบว่า “ก็ต้องทำหายในบ้านสิ” เมื่อพวกเขาอุทานว่า “แล้วทำไมเราจึงมาหามันที่ข้างนอกนี้เล่า” เขาตอบว่า “ก็ข้างนอกนี้มันสว่างกว่าไง”
กุญแจที่เราทำหายคือกุญแจสู่ “สัมพันธ์สนิทกับพระเจ้า คือประสบการณ์แห่งการสถิตอยู่ด้วยความรักของพระองค์” คีตติ้งสรุปว่า “หากไม่มีประสบการณ์นั้น อะไรๆก็ดูจะไม่ถูกต้อง แต่หากมีประสบการณ์นั้น อะไรๆก็ดูจะถูกต้องไปหมด”
เราหลงลืมได้ง่ายว่า แม้ในชีวิตที่ขึ้นๆลงๆนี้พระเจ้ายังคงเป็นกุญแจสู่ความปรารถนาที่ล้ำลึกที่สุดของเรา แต่เมื่อเราพร้อมที่จะหยุดมองหาผิดที่ พระเจ้าทรงอยู่กับเราที่นั่น ทรงพร้อมจะสำแดงการพักผ่อนที่แท้จริงให้เราได้เห็น ในมัทธิว 11 พระเยซูสรรเสริญพระบิดาที่ทรงเปิดเผยทางของพระองค์ ไม่ใช่ให้“ผู้มีปัญญาและผู้ฉลาด” แต่เป็น “ผู้น้อย” ได้รู้ (ข้อ 25) จากนั้นพระองค์ทรงเชิญชวน “บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก” (ข้อ 28) ให้มาหาพระองค์เพื่อจะได้หยุดพัก
พวกเราก็เหมือนเด็กเล็กๆที่สามารถพบกับการหยุดพักอย่างแท้จริงเมื่อเราเรียนรู้ทางของพระอาจารย์ ผู้ “สุภาพและใจอ่อนน้อม” (ข้อ 29) พระเจ้าทรงอยู่กับเรา รอคอยที่จะต้อนรับเรากลับบ้าน
ความรักที่ไว้ใจได้
ทำไมฉันจึงหยุดคิดเรื่องนี้ไม่ได้ อารมณ์ของฉันฟุ้งซ่านไปหมด ทั้งเศร้า รู้สึกผิด โกรธ และสับสนหลายปีก่อน ฉันตัดสินใจอย่างเจ็บปวดที่จะตัดความสัมพันธ์กับคนที่สนิทมากคนหนึ่ง หลังจากพยายามที่จะจัดการกับปัญหาเรื่องพฤติกรรมที่ทำร้ายจิตใจขั้นรุนแรง แต่กลับพบกับการถูกไล่และการปฏิเสธ วันนี้เมื่อได้ยินว่าเธอคนนั้นเดินทางมาในเมือง ความคิดของฉันก็วนเวียนว้าวุ่น และย้อนคิดถึงเรื่องในอดีต
ขณะที่ฉันพยายามสงบสติอารมณ์อยู่นั้น ฉันได้ยินเพลงหนึ่งดังมาจากวิทยุ บทเพลงนั้นไม่เพียงพูดถึงความเจ็บปวดจากการทรยศ แต่ยังพูดถึงความปรารถนาอย่างแรงกล้าต่อการเปลี่ยนแปลงและการเยียวยาในตัวของผู้ที่ก่อการนั้น น้ำตาเอ่อล้นดวงตาในขณะที่ฉันดื่มด่ำไปกับบทเพลงที่สะท้อนความต้องการส่วนลึกในใจของฉัน
“จงรักด้วยใจจริง” อัครทูตเปาโลบันทึกไว้ในโรม 12:9 เพื่อเป็นเครื่องเตือนว่าไม่ใช่ทุกสิ่งที่มองดูเหมือนความรักจะเป็นรักที่แท้จริง แต่ทว่าความปรารถนาในส่วนลึกของจิตใจเราคือการได้รู้จักรักแท้ รักที่ไม่ใช่เพื่อให้ปรนนิบัติตนเองหรือการบงการ แต่เป็นการเห็นอกเห็นใจและเสียสละ ความรักที่ไม่ใช่ความต้องการควบคุมซึ่งมีแรงขับจากความกลัว แต่เป็นการอุทิศทุ่มเทอย่างยินดีในสวัสดิภาพของกันและกัน (ข้อ 10-13)
และพระกิตติคุณนั่นคือข่าวดี เพราะในพระเยซูนั้นเราก็ได้รู้จักและแบ่งปันความรักที่ไว้ใจได้ในที่สุด เป็นความรักที่จะไม่มีวันทำอันตรายแก่เรา (13:10) การอยู่ในความรักของพระเจ้าคือการมีอิสระ
สลักความเศร้า
หลังจากได้รับคำวินิจฉัยที่ร้ายแรงว่าเป็นมะเร็งสมองชนิดที่พบได้ยากและไม่มีทางรักษา แคโรไลน์ได้พบกับความหวังและเป้าหมายใหม่ผ่านการรับใช้ที่ไม่เหมือนใคร นั่นคือการเป็นอาสาสมัครช่วยถ่ายรูปเด็กที่ป่วยหนักและครอบครัวของพวกเขา การรับใช้นี้ช่วยให้ครอบครัวได้บันทึกช่วงเวลาอันล้ำค่าของพวกเขาและลูกๆทั้งในความเศร้าโศกและ “ช่วงเวลาแห่งพระคุณและความงดงามที่เราไม่คิดว่าจะมีอยู่ในที่แห่งความสิ้นหวังเหล่านั้น” เธอสังเกตว่า “ในช่วงเวลาอันยากลำบากเกินกว่าใครจะจินตนาการได้ พวกเขาเหล่านั้น...เลือกที่จะรัก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
การมองเห็นสัจธรรมของความทุกข์ทำให้เกิดพลังบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ ทั้งในแง่ความจริงที่ความทุกข์นั้นทำร้ายเรา และการที่เราได้พบกับความงดงามและความหวังในท่ามกลางความทุกข์นั้น
เนื้อหาส่วนใหญ่ในหนังสือโยบเป็นเหมือนภาพถ่ายของความโศกเศร้า ที่ถ่ายทอดเส้นทางชีวิตแห่งการสูญเสียของโยบอย่างตรงไปตรงมา (1:18-19) หลังจากนั่งอยู่กับโยบหลายวัน เพื่อนๆของท่านหมดความอดทนกับความทุกข์ของโยบ พยายามหาทางบรรเทาหรืออธิบายว่ามันคือการพิพากษาของพระเจ้า แต่โยบไม่ตอบรับและยืนยันว่าสิ่งที่ท่านกำลังเผชิญนั้นมีความหมาย และหวังว่าคำพยานจากประสบการณ์ของท่านจะได้รับการ “สลักไว้ในศิลาเป็นนิตย์” (19:24)
ความทุกข์ของท่านถูก “สลักไว้” ในหนังสือโยบ เพื่อชี้ให้เราเห็นถึงพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ในความทุกข์ยากของเรา (ข้อ 26-27) พระองค์ทรงอยู่กับเราในความเจ็บปวด ทรงอุ้มเราผ่านความตายไปสู่ชีวิตที่เป็นขึ้นใหม่
ก้าวพ้นขอบเขตของสิ่งที่รู้
วันนั้นเป็นวันที่แย่เมื่อสามีของฉันรู้ว่า เขาก็เหมือนกับคนอื่นมากมายที่จะต้องถูกให้หยุดพักงานชั่วคราวในอีกไม่ช้าซึ่งเป็นผลจากการระบาดของโควิด 19 เราเชื่อว่าพระเจ้าจะทรงดูแลสิ่งจำเป็นพื้นฐานให้แก่เรา แต่ความไม่แน่นอนของสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็ยังน่าหวาดหวั่นอยู่ดี
ขณะที่ฉันจัดการกับอารมณ์ที่สับสนของตัวเอง ฉันย้อนกลับไปคิดถึงบทกวีที่ชื่นชอบซึ่งเขียนโดยนักปฏิรูปแห่งศตวรรษที่ 16 ที่ชื่อ ยอห์นแห่งไม้กางเขน บทกวีมีชื่อว่า “ฉันเข้าไป แต่ฉันไม่รู้ว่าที่ไหน” บทกวีนี้บรรยายถึงความมหัศจรรย์ในเส้นทางของการยอมจำนน เมื่อเรา “ก้าวพ้นขอบเขตของสิ่งที่รู้” เราก็เรียนรู้ที่จะ “มองหาพระเจ้าที่ทรงแฝงพระองค์มาในทุกรูปแบบ” และนั่นเป็นสิ่งที่ฉันและสามีพยายามทำในช่วงเวลานั้น คือหันเหความสนใจของเราจากสิ่งที่เราเข้าใจและควบคุมได้ ไปสู่การค้นพบพระเจ้ารอบตัวเราในหนทางที่ไม่อาจคาดคิด ลึกลับ และงดงาม
อัครทูตเปาโลเชิญชวนผู้เชื่อให้เข้าสู่การเดินทางจากสิ่งที่มองเห็นได้ไปสู่สิ่งที่มองไม่เห็น จากความจริงภายนอกสู่ความจริงภายใน และจากความทุกข์ยากชั่วคราวสู่ “ศักดิ์ศรีถาวรมากหาที่เปรียบมิได้” (2 คร.4:17)
เปาโลไม่ได้เรียกร้องเช่นนี้เพราะท่านไม่มีเมตตาในความทุกข์ยากของผู้เชื่อ ท่านรู้ว่าพวกเขาจะได้รับการปลอบโยน ความยินดี และความหวังที่โหยหา ก็ต่อเมื่อพวกเขายอมปล่อยมือจากสิ่งที่ตนเองรู้และเข้าใจ (ข้อ 10, 15-16) พวกเขาจะได้รู้ว่าความอัศจรรย์แห่งชีวิตของพระคริสต์ทำให้ทุกสิ่งกลายเป็นสิ่งใหม่