ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Monica La Rose

เสรีภาพในความรักของพระเจ้า

หากคุณเคยได้ยินสำนวนภาษาอังกฤษที่ว่า “นกอัลบาทรอสห้อยคอฉัน” ซึ่งหมายถึงภาระอันแสนน่าเบื่อ คุณก็คงเคยได้ยินการพูดถึงบทกลอนชื่อดังของกวีชาวอังกฤษเรื่อง “บทกวีของกะลาสีชรา” ที่ชื่อแซมมูเอล โคเลอริดจ์ ในบทกวีนี้ กะลาสีเรือคนหนึ่งยิงนกอัลบาทรอสที่เชื่องและไม่มีพิษภัยตาย ลูกเรือเชื่อว่าการกระทำอันโหดร้ายของกะลาสีผู้นี้เป็นการสาปแช่งการเดินทางของพวกเขา เลยบังคับให้เขาห้อยนกที่ตายแล้วไว้ที่คอเพื่อเป็นการลงโทษ

ในชีวิตคุณมีเรื่องน่าเสียใจใดบ้างที่เป็นเหมือนภาระหนักคล้องอยู่รอบคอของคุณ เราทุกคนต่างมีช่วงเวลาที่อยากจะย้อนกลับไปแก้ไข ความรู้สึกนั้นอาจเหมือนถูกสาปให้แบกรับความรู้สึกผิดและความเสียใจไปตลอดกาล

แต่พระคุณของพระเจ้าสามารถปลดปล่อยหัวใจของเราให้เป็นอิสระจากความเสียใจที่เจ็บปวดที่สุดได้ เราทุกคนล้วนมีบาป (1 ยน.1:8,10) แต่เมื่อเราสารภาพบาปที่เป็นภาระของเราต่อพระเจ้าอย่างจริงใจ พระองค์สัญญากับเราว่า “จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น” (ข้อ 9) เมื่อพระคุณของพระองค์หลั่งไหลเข้ามา แสงสว่างและความรักของพระองค์ก็สามารถไหลผ่านตัวเรา (2:10) และปลดปล่อยเราให้มีเสรีภาพที่จะรักคนที่อยู่รอบข้างได้ (3:14)

ในบทกวีของโคเลอริดจ์ กะลาสีผู้ทุกข์ทรมานนี้ในที่สุดก็ได้สัมผัสกับพระคุณนี้เช่นกัน เมื่อความรักที่มีต่อสิ่งทรงสร้างของพระเจ้าหลั่งไหลเข้ามาในหัวใจของเขาและผลักดันให้เขาอธิษฐาน นกอัลบาทรอสก็ร่วงหลุดจากคอของเขา และหายไปตลอดกาล “เหมือนตะกั่วที่จมลงสู่ทะเล”

เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า

ในบทกวี “ความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า” โดยเจอราร์ด แมนลีย์ ฮอปกินส์กวีในศตวรรษที่ 19 เขาได้ยกย่องถึงรูปแบบอันหลากหลายนับไม่ถ้วนที่สรรพสิ่งต่างๆ “ได้บรรจุ” หรือเปี่ยมล้นไปด้วย “ความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า” ฮอปกินส์พรรณนาถึงพระสิริอันน่าตื่นตะลึงของพระเจ้าที่ลุกโชนและส่องประกาย “ดุจแสงแวววาวจากแผ่นฟอยล์ที่สั่นไหว” แต่ถ้าความงดงามของพระเจ้านั้นเจิดจ้ายิ่ง เหตุใดผู้คนมากมายจึงมองข้าม ฮอปกินส์เสนอเหตุผลข้อหนึ่งว่า คนในโลกได้คลุมทุกสิ่งไว้ด้วย “มลทินของมนุษย์” และ “กลิ่นของมนุษย์” ทำให้หลายคนมองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากตนเอง

สดุดี 104 เป็นบทเพลงสรรเสริญความงดงามของพระเจ้าในสิ่งทรงสร้างเช่นกัน ผู้ประพันธ์ได้ใช้ภาพพจน์ที่มีชีวิตชีวาพรรณนาว่าพระเจ้า “ทรงเกียรติและความสูงส่งเป็นฉลองพระองค์” (ข้อ 1) โดยเผยให้เห็นความงาม ฤทธานุภาพและการดูแลจากพระองค์ในลมและไฟ (ข้อ 4) ฟ้าร้องและคลื่นในทะเล (ข้อ 7) น้ำ หญ้าและต้นไม้ (ข้อ 10-16)

ของประทานนับไม่ถ้วนที่ผดุงทั้งร่างกายและจิตวิญญาณนี้ไว้ (ข้อ 15) ชี้ไปที่ “พระสิริของพระเจ้า”(ข้อ 31) ไม่ว่าเราจะรู้หรือไม่ก็ตาม ในบทกวีของฮอปกินส์เขาสรุปว่า แม้มนุษย์จะมองไม่เห็นพระสิริของพระเจ้า แต่เพราะความประเสริฐของพระองค์ จึงยังมี “ความสดชื่นอันซ่อนเร้นอยู่ในทุกสิ่ง” เสมอ หากเพียงแต่เราหยุดมองและพินิจพิเคราะห์ ก็จะพบเหตุผลนับไม่ถ้วนที่เราจะมองเห็น เชื่อ และยกย่องสรรเสริญในความงดงามและความดีงามของพระเจ้า “ตราบเท่าที่ [เรา] มีชีวิตอยู่” (ข้อ 33…

พระเจ้าผู้จัดเตรียมทุกสิ่งเพื่อเรา

ในปี 2024 คีแกนหนุ่มวัยรุ่นดีใจมากที่ตกได้ปลากะพงขาวตัวยาวสองฟุต แต่ความดีใจของเขากลายเป็นความตื่นเต้นยินดีเมื่อน้องสาวตัวเล็กของเขาชี้ให้ดูป้ายที่ติดอยู่บนตัวปลา การตกปลาของเขาครั้งนี้มีมูลค่าถึงหนึ่งล้านดอลลาร์เพราะปลาตัวนี้เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันตกปลาในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นงานประจำปีที่มีมาตั้งแต่ปี 2015 คีแกนคือผู้ชนะเลิศรางวัลสูงสุดนี้เป็นคนแรก

แม้โอกาสที่จะจับปลาตัวนั้นได้จะริบหรี่ แต่มีโอกาสน้อยกว่านั้นอีกที่จะจับได้ปลาซึ่งมีเหรียญเงินอยู่ในปากของมัน แต่ในพระธรรมมัทธิว พระเยซูตรัสสั่งให้เปโตร “ไปตกเบ็ดที่ทะเล เมื่อได้ปลาตัวแรกขึ้นมาก็ให้เปิดปากมัน แล้วจะพบเงินตราเชเขลหนึ่ง” (มธ.17:27)

บริบทของการจับปลาอันแปลกประหลาดนี้ ก็เพื่อจะตอบคำถามว่าพระเยซูต้องชำระค่าบำรุงพระวิหารหรือไม่ ความย้อนแย้งในการเรียกร้องให้พระเยซูผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้าต้องชำระค่าบำรุงพระวิหารของพระเจ้านี้ไม่อาจเล็ดลอดจากสายพระเนตรของพระองค์ พระองค์ทรงชี้ให้เห็นว่าโอรสของกษัตริย์ไม่ต้องเสียภาษีให้กับกษัตริย์ (ข้อ 25-26)

แต่ไม่มีความจำเป็นที่จะทำให้ผู้ใด “สะดุด” และเบี่ยงเบนความสนใจของพวกเขาจากคำสอนของพระองค์เพราะถูกมองว่าทรงหลบเลี่ยงภาษี (ข้อ 27) ดังนั้นพระเยซูจึงทรงสั่งให้เปโตรไปตกปลา ซึ่งจะพบเงินมากพอในการชำระค่าบำรุงพระวิหารสำหรับทั้งพระองค์และเปโตร! บางทีเหตุผลอีกส่วนหนึ่งก็คือเพื่อจะเตือนเปโตรและพวกเราว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้จัดเตรียมที่ทรงอยู่กับลูกๆของพระองค์เสมอเมื่อเราติดตามพระองค์

เครื่องบูชาแด่พระเยซู

“ฉันเงยหน้ามอง แต่หม่นหมองด้วยความเศร้า ฉันไม่เห็นเนินเขาอันเป็นนิรันดร์” บทกวีสะเทือนอารมณ์เรื่อง “การฟื้นจากความตายที่ดีกว่า” ประพันธ์โดยคริสติน่า โรเซตติกวีในสมัยวิกตอเรีย พรรณนาถึงการไขว่คว้าหาความหวังเมื่อเธอไม่รู้สึกอะไรเลย “ไร้ความรู้สึกเกินกว่าจะมีความหวังหรือความกลัว” แต่เธอกลับยึดความหวังที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าความรู้สึกสิ้นหวังของตน แม้เธอจะมองไม่เห็น “การผลิดอกหรือความเขียวขจี” ที่เล็งถึงการฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์ซึ่งเปลี่ยนแปลงชีวิตเธอ แต่เธอยอมรับว่า “ถึงกระนั้นจงลุกขึ้นเถิด” แล้วอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเยซู ขอทรงเป็นขึ้นในข้าพระองค์”

ใน 2 โครินธ์ อัครทูตเปาโลบรรยายถึงประสบการณ์ของการทนทุกข์ “ซึ่งทำให้ [ท่าน]หนักใจเหลือกำลัง จน[ท่าน]เกือบหมดหวังที่จะเอาชีวิตรอดมาได้” (1:8) แต่ท่านพบว่าความสิ้นหวังสอนให้ท่านพบความหวังเดียวใน “พระเจ้าผู้ทรงโปรดให้คนทั้งปวงฟื้นจากความตาย” (ข้อ 9) และท่านได้เรียนรู้ว่าเมื่อเราบรรจุความหวังแห่งข่าวประเสริฐไว้ใน “ภาชนะดิน” คือกายของเราที่ยังไม่สมบูรณ์นี้ ชีวิตแห่งการเป็นขึ้นของพระคริสต์และความหวังก็จะส่องประกายออกมา เผยให้เห็นว่า “ฤทธิ์เดชอันเลิศนั้นเป็นของพระเจ้า ไม่ได้มาจากตัวเราเอง” (4:7)

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในบทกวีของโรเซตติเช่นกัน เมื่อเธอยกหัวใจที่แตกสลายขึ้นทูลต่อพระเจ้า คำขอเดียวของเธอคือชิ้นส่วนชีวิตที่แตกสลายนี้จะถูก “โยนลงในไฟ” เพื่อรับการหล่อหลอมและเปลี่ยนไปเป็นเครื่องบูชาที่ “มอบถวายแด่พระองค์ กษัตริย์ของข้าพระองค์” บทกวีของเธอสรุปอย่างเรียบง่ายว่า “โอพระเยซูเจ้า โปรดดื่มจากข้าพระองค์ซึ่งเป็นภาชนะดินนี้”

มีชีวิตอยู่เพื่อพระเยซู

ในปี 2023 ตำรวจเคนย่าได้เข้าแทรกแซงเพื่อยุติเหตุการณ์ “การฆาตกรรมหมู่ชากาโฮล่า” ซึ่งมีหลายร้อยคนเสียชีวิตจากการทำตามคำแนะนำของผู้นำลัทธิ ที่ให้อดอาหารเพื่อจะได้พบพระเยซู ผู้นำลัทธิให้สัญญาว่าเขาเองก็จะจากโลกไปด้วยวิธีนี้เช่นกันตามหลังผู้ติดตามทั้งหลายของเขา แต่หลังถูกจับกุม เขาปฏิเสธว่าไม่เคยสอนเช่นนี้

โศกนาฏกรรมนี้เป็นตัวอย่างที่น่ากังวลถึงอันตรายของการไว้วางใจผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณแบบไม่ลืมหูลืมตา สมาชิกของลัทธิถูกหลอกจนถึงขั้นต่อต้านผู้ที่เข้ามาช่วยเหลือพวกตนจากการอดอาหารจนตาย ผู้รอดชีวิตคนหนึ่งได้บรรยายว่าตน “เสพติด” คำสอนของผู้นำคนนี้

พระเยซูคริสต์ทรงเป็นผู้นำที่แท้จริงของผู้ที่วางใจในพระองค์ พระองค์ทรงรักเรามากจนเต็มพระทัยที่จะสิ้นพระชนม์เพื่อให้เราได้มีชีวิต (1ธส.5:10) พระองค์ทรงเรียกให้เรามีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์โดย “เฝ้าระวังและไม่เมามาย” (ข้อ 6) และให้พิสูจน์คำสอนทุกอย่างของผู้อื่นกับคำสอนของพระองค์ (ข้อ 20-22)

เราตอบสนองต่อความรักของพระคริสต์ไม่ใช่โดยการทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น แต่ “จงหนุนใจกัน และต่างคนต่างจงก่อกันขึ้น” (ข้อ 11) ด้วยการอยู่ “อย่างสงบสุขด้วยกัน” (ข้อ 13) และหาทาง “ทำดีเสมอต่อพวกท่านเอง และต่อคนทั้งปวงด้วย” (ข้อ 15) โดยการพึ่งพาและไว้วางใจในพระวิญญาณของพระคริสต์ทุกๆวัน (ข้อ 19) เราจะสามารถดำเนินชีวิตแห่งความรักในขณะที่เราจดจ่อและรอคอยการเสด็จมาของพระองค์ (ข้อ 23)

ความเข้าใจที่ถูกขยาย

ในหนังสือคำสารภาพของออกัสติน ท่านปล้ำสู้กับความคิดที่ว่าพระเจ้าจะทรงมามีความสัมพันธ์กับท่านได้อย่างไร องค์ผู้ทรงสร้างจักรวาลจะเข้ามาในสิ่งเล็กๆและเต็มด้วยบาปอย่างหัวใจของท่านได้อย่างไร แต่ท่านได้วิงวอนต่อพระเจ้าเพื่อให้สิ่งนี้เกิดขึ้น โดยอธิษฐานว่า “บ้านในจิตใจของข้าพระองค์นั้นคับแคบ ขอทรงขยายเพื่อพระองค์จะเสด็จเข้ามาได้ ในตอนนี้มันพังทลาย! ขอโปรดทรงซ่อมแซม! ภายในนั้นมีสิ่งที่ระคายเคืองพระทัยพระองค์ ข้าพระองค์สารภาพและตระหนักแล้ว แต่ใครเล่าจะเป็นผู้ชำระ หรือผู้ใดที่ข้าพระองค์จะร้องทูล นอกเสียจากพระองค์”

ทุกวันนี้เรารู้จักท่านในฐานะนักบุญออกัสติน นักปรัชญาและนักศาสนศาสตร์ผู้เป็นที่เคารพ แต่ท่านกลับมองว่าตนเป็นเพียงคนหนึ่งที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงอย่างอัศจรรย์โดยพระเจ้าผู้ทรงต้องการจะรู้จักท่าน

ในสดุดี 119 ผู้เขียนสดุดีเองก็รู้สึกยำเกรงต่อการเปิดเผยพระองค์เองของพระเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านทางพระวจนะ (ข้อ 18) ผู้เขียนสดุดียกย่องที่ “พระองค์ทรงขยายความเข้าใจของข้าพระองค์” (ข้อ 32) เราเดินในเส้นทางที่พระองค์ทรงสำแดงแก่เราได้ด้วยความยินดี ก็เพราะพระเจ้าทรงพระกรุณาขยายหัวใจและความเข้าใจของเรา (ข้อ 45) พระองค์ทรงหันใจของเราจากสิ่งชั่วร้าย (ข้อ 36-37) ไปสู่ “มรรคาพระบัญญัติของพระองค์” ที่ซึ่งเราจะพบความ “ยินดี” อันไม่มีที่สิ้นสุดของพระองค์ (ข้อ 35)

เราเป็นแค่คนตัวเล็กๆ และจิตใจของเราก็โลเล แต่เมื่อเราหันหัวใจที่เสาะแสวงหานั้นมาที่พระเจ้า (ข้อ 34, 36) พระองค์จะทรงนำเราไปในหนทางแห่งความยินดีและเสรีภาพที่แท้จริง

ตั้งใจที่จะทำให้น้อยลง

เมื่อพูดถึงปณิธานหรือความมุ่งมั่นตั้งใจในวันปีใหม่ สิ่งที่เรามักจะคิดถึงคือ รายการความทะเยอทะยานอันสูงส่งที่เรามักจะทำไม่สำเร็จ (80 เปอร์เซ็นต์ของปณิธานปีใหม่จะถูกลืมภายในกลางเดือนกุมภาพันธ์) นักเขียนเอมี่ วิลสัน แนะนำไอเดียที่ดีกว่านั้นคือให้เราล้มเลิก “ความคิดที่ว่าเราต้องปรับเปลี่ยนตัวเองก่อน ชีวิตของเราจึงจะดีขึ้น” วิลสันแนะนำว่าแทนที่จะเพิ่มรายการของความมุ่งมั่นตั้งใจ เราควรมองว่าปีใหม่เป็นโอกาสที่เราจะทำให้น้อยลง และ “เริ่มปฏิเสธความมุ่งมั่นตั้งใจที่มากเกินไปและที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นกลับไม่คุ้มกับเวลาและพลังงานที่เสียไป”

ในโลกที่เต็มไปด้วยแรงกดดันให้เราทำและเป็นมากยิ่งขึ้นกว่าที่เราควรจะเป็นอยู่ตลอดเวลานี้ อาจทำให้เราพลาดไปจากจังหวะการดำเนินชีวิตที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงตามที่พระเยซูทรงบอกเหล่าสาวก คือให้เข้าสนิทอยู่ในพระองค์ ในยอห์น 15 พระเยซูทรงอธิบายถึงพระองค์เองว่าพระองค์ทรงเป็น “เถาองุ่นแท้” (ข้อ 1) และสาวกของพระองค์เป็น “แขนง” (ข้อ 5)

แขนงที่ติดอยู่กับเถาองุ่นไม่ได้เติบโตผ่านการทำงานหนัก แต่เติบโตจากการหล่อเลี้ยงที่ได้รับจากเถาองุ่น การเติบโตที่เรามุ่งหวังนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราละทิ้งการพึ่งพาตนเอง เพื่อแลกกับการพักสงบและการหล่อเลี้ยงที่พบได้ในพระคริสต์ เพราะ “ถ้าแยกจากเราแล้วท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย” (ข้อ 5)

โดยทางพระเยซูเราจึงมีความหวังสำหรับชีวิตที่วิตกกังวลน้อยลง ดิ้นรนน้อยลง และพักสงบมากขึ้นในความรักของพระเจ้า และปล่อยให้ความรักนั้นหลั่งไหลไปสู่คนรอบข้างเรา (ข้อ 12, 17)

อย่าทำสิ่งนี้คนเดียว

เมื่อฉันเปิดคู่มือการประกอบชั้นวางหนังสือโดยมีแผ่นไม้และเครื่องมือวางกองเกลื่อนอยู่บนพื้นตรงหน้า ฉันเห็นแผนภาพประกอบที่แนะนำว่าควรทำและไม่ควรทำอะไรบ้าง แผนภาพหนึ่งที่มีเครื่องหมายกากบาทขนาดใหญ่อยู่ด้านบนสุดแสดงภาพของคนคนหนึ่งกำลังทำหน้านิ่วคิ้วขมวด จ้องมองกองแผ่นไม้และเครื่องมืออย่างงุนงงไม่ต่างกับฉันเมื่อไม่กี่นาทีก่อน ส่วนทางขวามือเป็นภาพวิธีประกอบที่ “ถูกต้อง” สิ่งเดียวที่แตกต่างกันคือมีอีกคนอยู่ในภาพด้วย ทั้งสองคนมีรอยยิ้มบนใบหน้าขณะที่พวกเขาร่วมกันทำงาน

ฉันจึงไปหาสามีและบอกว่า “ในคู่มือบอกว่าฉันต้องการความช่วยเหลือจากคุณ” พร้อมเอาภาพนั้นให้เขาดู เขาหัวเราะและเราก็ประกอบชั้นหนังสือด้วยกัน ฉันจะดันทุรังพยายามหาทางประกอบชั้นนั้นเองก็ได้ แต่คู่มือนั้นพูดถูกที่ว่า ขั้นตอนทั้งหมดนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับทำคนเดียว

ในโรมบทที่ 12 เปาโลกระตุ้นเตือนผู้เชื่อใหม่ที่จะไม่พยายามดำเนินชีวิตในพระเยซูตามลำพัง คือแทนที่จะมองว่าพวกเขาสามารถพึ่งพาตนเองได้และถือตัว “​เกิน​ที่​ตน​ควร​จะ​คิด” (ข้อ 3) แต่พวกเขาจำเป็นต้องมองว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่พึ่งพาอาศัยกัน โดยที่แต่ละอวัยวะต่างต้องการความช่วยเหลือจากกันและกัน (ข้อ 4-8)

ในขณะที่พระเยซูทรงช่วยให้เราเรียนรู้ที่จะ “​รัก​กัน​ฉัน​พี่​น้อง” (ข้อ 10) เราก็จะได้สัมผัสกับชีวิตที่ “เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” กับผู้อื่น โดยไม่มีใครเลยที่ต้องเผชิญกับความขัดสน ความทุกข์โศก และความชื่นชมยินดี (ข้อ 13, 15) แต่เพียงลำพัง

มีชีวิตกับพระเยซู

คริสเตียน นีซิมิร่าเป็นแพทย์ชาวรวันดาที่สัมผัสการทรงเรียกจากพระเจ้า ให้ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในพื้นที่ที่มีทรัพยากรไม่เพียงพอในประเทศบ้านเกิดของตน เพื่อนร่วมงานมักไม่เห็นคุณค่าของการดูแลนี้ เพราะ “ผู้ป่วยเหล่านี้ถือว่าหมดหวังแล้ว” แต่นีซิมิร่าพบว่าสำหรับผู้ป่วยและครอบครัว “การปรากฏตัวของเขาก่อให้เกิดความหวังขึ้นอีกครั้งในยามที่ดูเหมือนสูญสิ้นทุกอย่าง” นีซิมิร่าอยู่กับงานของเขาบนพื้นฐานความเชื่อว่า การสิ้นพระชนม์และการทรงพระชนม์อยู่ของพระเยซูจะเปลี่ยนวิธีที่เราเข้าใกล้ความตายได้ เพราะ “การตายของพระคริสต์ เป็นแหล่งแห่งชีวิตใหม่ของเรา”

ใน 2 ทิโมธี อัครทูตเปาโลเป็นพยานถึงความจริงที่ว่าพระเยซู “ได้ทรงกำจัดความตายให้สูญสิ้น และได้ทรงกระทำให้ชีวิตและสภาพอมตะกระจ่างแจ้งโดยข่าวประเสริฐ” (1:10) ได้เปลี่ยนวิธีที่ท่านเข้าใจการทนทุกข์ของท่าน แม้เปาโลเป็นนักโทษที่อาจถูกประหาร (2:9) แต่การเป็นขึ้นของพระเยซูทำให้ท่านเข้าใจถึงการทรงเรียกของท่าน คือที่จะชี้นำคนอื่นไปสู่ความรอดโดยทางพระคริสต์ (ข้อ 10) เพราะ “ถ้าเราตายกับพระองค์ เราก็จะมีชีวิตอยู่กับพระองค์ ถ้าเรามีความอดทน เราก็จะได้ครองร่วมกับพระองค์ด้วย” (ข้อ 11-12)

การตายกับพระเยซูไม่ได้หมายถึงเมื่อผู้เชื่อตายแล้วจริงๆ ในจดหมายฝากโรม เปาโลอธิบายเรื่องนี้โดยใช้ภาพเปรียบเทียบกับการรับบัพติศมาว่า ผู้เชื่อจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระวิญญาณของพระคริสต์ในการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นของพระองค์ (รม. 6:4-8)

เพราะพระคริสต์สถิตในเรา แม้ว่าเราจะเผชิญกับความน่าสะพรึงกลัวของความตาย เราก็จะยังมีชีวิตเพื่อพระองค์และเป็นพยานถึงพระองค์ได้

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา