ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Marvin Williams

การเชื่อมสัมพันธ์ที่มีพระคริสต์เป็นรากฐาน

เวลาเพียงแปดนาทีจะเปลี่ยนชีวิตของใครบางคนได้หรือ ในโลกที่การเชื่อมสัมพันธ์อย่างมีความหมายนั้นหาได้ยาก แจนซี ดันน์นักเขียนเสนอบทความเรื่องพลังของการโทรแปดนาที เธอเชื่อว่าการโทรสั้นๆนี้จะช่วยให้เราเชื่อมสัมพันธ์กับครอบครัวและเพื่อนๆได้ การศึกษาพบว่าการโทรพูดคุยสัปดาห์ละสองสามครั้งช่วยลดภาวะซึมเศร้า ความเหงาและความวิตกกังวล และดันน์อ้างถึงงานวิจัยของผู้เชี่ยวชาญอื่นๆที่ยืนยันว่า การปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ เล็กๆน้อยๆอาจส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อความเป็นอยู่ที่ดีของเราและของผู้อื่น

ความเข้าใจลึกซึ้งนี้สอดคล้องกับสุภาษิต 12:25 (TNCV) ซึ่งกล่าวว่า “ความวิตกกังวลทำให้หนักใจ แต่คำปลอบโยนทำให้ใจพองโต” จากข้อนี้ ความวิตกกังวลหมายถึงการตอบสนองทางอารมณ์ของบุคคลต่อสิ่งที่คุกคามความเป็นอยู่ที่ดีของพวกเขา ความวิตกกังวลอาจเกิดจากความกลัวและความไม่แน่นอนของอนาคตได้เช่นกัน แต่สำหรับผู้เชื่อในพระเยซูนั้น คำพูดที่ปลอบโยนและหนุนใจอาจช่วยเปลี่ยนความวิตกกังวลของผู้อื่นให้เป็นความร่าเริงและนำไปสู่ชีวิตจริงๆ (ข้อ 28 TNCV) ถ้อยคำเหล่านั้นอาจเป็นป้ายชี้ทางเพื่อช่วยคนอื่นๆในการ “เลือกคบเพื่อน” (ข้อ 26 TNCV) ด้วยเช่นกัน

ให้เราอธิษฐานและทูลถามพระเจ้าว่ามีใครที่อาจต้องการการโทรแปดนาทีพร้อมคำพูดหนุนใจบนรากฐานของพระคัมภีร์ แม้เป็นช่วงสั้นๆแต่การเชื่อมสัมพันธ์ที่เรียบง่ายนี้อาจเป็นประกายไฟเพียงจุดเดียวที่พระองค์ทรงใช้เพื่อแบ่งเบาภาระของใครบางคน ทำให้วันของพวกเขาสดใสขึ้น และมอบความหวังและการเยียวยาแก่พวกเขา

เสาะหาโดยพระเจ้า

เดวิด อัทตอลเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านการรับรู้และความเข้าใจที่ศึกษาเรื่องระบบนำทางแต่กลับมีปัญหาเรื่องการหาเส้นทางไปสถานที่ต่างๆ นี่ไม่ใช่ปัญหาใหม่สำหรับเขา ย้อนกลับไปเมื่อเขาอายุสิบสามปี ครั้งหนึ่งเขาหลงทางเป็นเวลาสองวันครึ่งขณะเดินป่า อัทตอลยอมรับว่าเขายังมีปัญหากับทิศทางง่ายๆในชีวิต บางคนเป็นนักนำทางโดยธรรมชาติ พวกเขารู้แน่ชัดว่าตนอยู่ที่ไหนและจะไปยังที่ที่ต้องการได้อย่างไร แต่คนที่เป็นเหมือนอัทตอลกลับพบกับความยากลำบากแม้จะมีเส้นทางบอกไว้อย่างชัดเจน และมักจะหลงทางบ่อยๆ

ผู้เขียนสดุดีก็รู้สึกสับสนและหลงทางเช่นกัน “ข้าพระองค์หลงเจิ่นดังแกะที่หายไป ขอทรงเสาะผู้รับใช้ของพระองค์ เพราะข้าพระองค์ไม่ลืมพระบัญญัติของพระองค์” (สดด.119:176) ท่านเปรียบตัวเองเป็นแกะที่หลงหายไป แม้ว่าแกะจะเป็นสัตว์ที่มีคุณค่า แต่ก็ขึ้นชื่อว่าดื้อรั้นและบางครั้งก็พลัดหลงกับคนเลี้ยงทำให้มันต้องพึ่งพาความช่วยเหลือ ทักษะการนำทางฝ่ายวิญญาณของผู้เขียนสดุดีเสื่อมถอยลง และประสาทสัมผัสฝ่ายวิญญาณในการบอกทิศทางก็เลือนหายไป ดังนั้นท่านจึงต้องการให้พระเจ้าทรงเสาะหาตัวท่านและประทาน “ความเข้าใจ” (ข้อ 169) ให้แก่ท่าน

เมื่อเราหลงเจิ่นจากการดูแลของพระเจ้า พระองค์ทรงรักเรามากพอที่จะแสวงหาและนำเรากลับมาหาพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงช่วยให้เราเข้าใจพระวจนะและดำเนินตาม “พระบัญญัติของพระองค์” (ข้อ 172) เราก็จะหลีกเลี่ยงการหลงทางฝ่ายวิญญาณได้

การคิดถึงประโยชน์ของคนอื่น

ที่สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าทั่วสหรัฐอเมริกา ผู้ขับขี่บางคนใช้เวลานานเกินไปที่ “เครื่องชาร์จด่วน” ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ชาร์จรถยนต์ของตนได้อย่างรวดเร็วและกลับลงสู่ถนนได้อีกครั้ง เพื่อแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่ดีนี้ เครือข่ายสถานีชาร์จที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งได้กำหนดระยะเวลาอย่างเข้มงวดในสถานีที่มีผู้ใช้บริการพลุกพล่านที่สุดบางแห่ง เมื่อแบตเตอรี่ของรถยนต์ชาร์จได้ถึง 85 เปอร์เซ็นต์ ผู้ขับขี่จะต้องขยับให้รถคันต่อไปเข้ามาชาร์จแทน

อัครทูตเปาโลกระตุ้นเตือนผู้เชื่อในพระเยซูให้มีใจถ่อม “​ถือ​ว่า​คน​อื่น​ดีกว่า​ตัว​” (ฟป.2:3) ท่านกล่าวถึงปัญหาที่รบกวนคริสตจักรในเมืองฟีลิปปี นั่นคือการคิดถึงแต่ตัวเอง ผู้คนต้องการเป็นที่นับถือและเป็นคนสำคัญ ไม่ใช่ด้วยแรงจูงใจที่บริสุทธิ์ แต่เป็น “​ความมักใหญ่ใฝ่สูงอย่างเห็นแก่ตัว” (ข้อ 3 TNCV) เปาโลกระตุ้นเตือนผู้เชื่อให้มีจิตใจเหมือนอย่างพระคริสต์และเห็นแก่ “​ประโยชน์​ของ​คน​อื่นๆด้วย​” (ข้อ 4) นี่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาควรลืมความต้องการของตัวเองจนส่งผลเสีย แต่ให้พวกเขาใส่ใจในความต้องการของผู้อื่นอย่างผู้ที่ “มี​ท่าทีแบบเดียวกับพระเยซูคริสต์​” (ข้อ 5 TNCV) อัครทูตเปาโลหนุนใจชาวฟีลิปปีให้ละทิ้งความถือดีและถ่อมใจยอมเปิดพื้นที่ให้แก่ผู้อื่น แรงจูงใจสูงสุดในการคิดถึงประโยชน์ของผู้อื่นนั่นก็คือความรัก

ขณะที่เราพยายามทำตามแบบอย่างของพระคริสต์ในแต่ละวัน (ข้อ 6-11) พระองค์ทรงช่วยเราได้ที่จะเปิดพื้นที่ให้ผู้อื่น โดยการมองคนเหล่านั้นด้วยสายพระเนตรที่เปี่ยมด้วยความรักของพระองค์

ความเชื่อแบบก้าวกระโดด

นักเดินเรือชาวฝรั่งเศสกับแมวของเขา ล่องเรือจากท่าเรือดัตช์ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะทางตอนใต้ของรัฐอลาสก้า เพื่อไปยังซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อเรือยอร์ชของเขาพลิกคว่ำเพราะคลื่นลูกใหญ่ เรือพลิกกลับขึ้นมาลอยตัวได้ แต่นักเดินเรือสูญเสียหางเสือและระบบเชือกที่บังคับเสากระโดงเรือเนื่องจากคลื่นที่รุนแรง เขารายงานสถานการณ์เลวร้ายนี้ต่อหน่วยยามชายฝั่ง โดยแจ้งว่าเขาติดอยู่ ควบคุมอะไรไม่ได้และเรือของเขา “เหมือนตายแล้ว” ในที่สุดหน่วยยามชายฝั่งได้ติดต่อกับเรือขุดเจาะน้ำมันที่อยู่ใกล้ๆ พวกเขาจึงได้เข้ามาช่วยเหลือนักเดินเรือรายนี้ แต่เขายังต้องก้าวกระโดดด้วยความเชื่อจริงๆพร้อมกับแมวที่ในเสื้อแจ็กเก็ต โดยการก้าวออกจากเรือของเขาไปยังเรือกู้ภัย

ในเอเฟซัสบทที่ 2 เปาโลบรรยายถึงสภาพความบาปและความสิ้นหวังของมนุษย์ว่าเหมือนตายแล้วฝ่ายวิญญาณและแยกขาดจากพระเจ้า (ข้อ 1) ยิ่งกว่านั้นเรายังเป็นคนที่ไม่เชื่อฟังในทุกเรื่องที่เป็นความประสงค์ของพระองค์ (ข้อ 2) และเป็นคนเสื่อมทราม ไม่อาจทำอะไรได้เพื่อจะได้รับความรอด (ข้อ 3) แต่ “โดยพระคุณ” พระเยซูทรงทำให้เรา “รอดเพราะความเชื่อ” และความรอดนี้ “พระเจ้าทรงประทานให้” (ข้อ 8)

เราทุกคนติดอยู่ในทะเลแห่งความบาปและความตายที่โหมกระหน่ำ แต่สรรเสริญพระเจ้าที่เรามีพระผู้ช่วยให้รอด ผู้ซึ่งทำให้เราสามารถกระโดดเข้าสู่อ้อมแขนซึ่งช่วยให้รอดโดยความเชื่อ พระคริสต์ผู้เดียวทรงช่วยกู้เราและนำพาเราไปสู่ที่ปลอดภัยได้

พระเยซูทรงช่วยกู้เรา

เจ้าหน้าที่สองคนที่สถานีขั้วโลกใต้อามุนด์เซน-สก็อตต์ต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน คนหนึ่งมีอาการหัวใจวาย และอีกคนกระเพาะอาหารมีปัญหาซึ่งอันตรายถึงชีวิต วิธีเดียวที่พวกเขาจะได้รับการรักษาคือการส่งหน่วยกู้ภัยไป แต่ทว่าด้วยสภาพอากาศที่เลวร้าย ตลอดจนความมืดและอุณหภูมิ -75 องศาเซลเซียส ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงตุลาคม ทำให้โดยปกติแล้วเครื่องบินจะไม่เสี่ยงบินไปยังสถานีนั้นในช่วงฤดูหนาว แต่บรรดานักบินต่างมุ่งมั่นที่จะช่วยชีวิตเจ้าหน้าที่ และพวกเขาก็ทำได้สำเร็จ แม้ต้องต่อสู้กับการบินที่ท้าทายเป็นเวลาถึงสองวันก็ตาม

เรื่องราวของการช่วยชีวิตนั้นสร้างแรงบันดาลใจ การช่วยชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่พระเยซูช่วยเรารอดพ้นจากบาป อัครทูตเปโตรบันทึกว่า “พระ​องค์​เอง​ได้​ทรง​รับ​แบก​บาป​ของ​เรา​ไว้​ใน​พระ​กาย​ของ​พระ​องค์ ที่​ต้นไม้​นั้น เพื่อ​ว่า​เรา​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​ตาย​จาก​บาป​ได้ และ​ดำเนิน​ชีวิต​ตาม​คลอง​ธรรม” (1 ปต.2:24) พระองค์ทรงช่วยชีวิตเราโดยรับบาปของเราไว้ที่พระกายของพระองค์ พระองค์ทรงแบกบาปนั้นและเป็นเครื่องบูชาที่ “ทรง​ทน​ทุกข์​ทรมาน​เพื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย” และเพื่อผม (ข้อ 21) บนไม้กางเขนนั้นพระคริสต์ทรงแบก “ความ​แช่ง​สาป​แห่งธรรมบัญญัติ” (กท.3:13) และทรงทนทุกข์เพราะความละอายของเรา พระองค์ทรงบาดเจ็บเพื่อให้เราหายดี และพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อให้เราพ้นจากโทษทัณฑ์และอำนาจของบาป (1 ปต.2:24; อสย.53:5)

ช่างน่าอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่งที่รู้ว่าเราได้รับการช่วยชีวิตจากสภาพอันสิ้นหวังโดยผู้ที่เต็มใจทนทุกข์กับสภาพอันเลวร้ายที่สุดเพื่อเรา!

ด้วยความจริงของพระเจ้า

คำศัพท์ประจำปี 2023 ของเว็บไซต์แปลศัพท์มีเรียม-เว็บสเตอร์ คือคำว่า ของแท้ ซึ่งแปลว่า “ไม่ใช่ของปลอมหรือการลอกเลียนแบบ” และ “เป็นตัวจริงตามบุคลิกภาพ จิตวิญญาณ และนิสัยของตนเอง” ผู้คนแสวงหาความจริง แต่การแยกเรื่องจริงออกจากเรื่องที่แต่งขึ้นนั้นไม่ง่าย บรรณาธิการปีเตอร์ โซโคโลวสกี้กล่าวว่า “เราจะเชื่อได้ไหมว่านักเรียนเขียนรายงานนี้ หรือนักการเมืองคนนี้พูดประโยคนี้ เราเชื่อในสิ่งที่มองเห็นไม่ได้อีกแล้ว บางทีเราก็ไม่เชื่อสายตาหรือหูของเราเอง ในตอนนี้เราจึงเข้าใจไปว่าความเป็นของแท้คือการกระทำที่แสดงออกมา”

เมื่อความจริงกลายเป็นสิ่งที่ดูคลุมเครือ ความเป็นของแท้จึงเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่โหยหา ภาวะ “วิกฤตในความเป็นของแท้” เช่นนี้สามารถหลีกเลี่ยงได้เมื่อเรารับและดำเนินชีวิตด้วยสติปัญญาจากพระคัมภีร์ พระเยซูตรัสกับสาวกก่อนจะถูกจับกุม ถูกพิจารณาคดี และสิ้นพระชนม์ (ยน.13-17) เพื่อเตรียมสาวกให้พร้อมสำหรับการที่พระองค์จะจากโลกนี้ไป พระองค์ยังทรง “แหงนพระพักตร์ดูฟ้าและอธิษฐาน” เผื่อพวกเขา (17:1) ทรงอธิษฐานให้พระบิดา “โปรดชำระเขาให้บริสุทธิ์ด้วยความจริง พระวจนะของพระองค์เป็นความจริง” (ข้อ 17) นี่เป็นการบอกว่า สิ่งที่พระเจ้าทรงสำแดงในพระคัมภีร์ไม่เหมือนมาตรฐานความจริงอื่นๆ แต่พระคัมภีร์เองคือความจริงและเป็นมาตรฐานที่ใช้ตัดสินทุกสิ่ง

พระเจ้าทรงเรียกให้เราใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับพระคัมภีร์ ปฏิบัติตามความจริงแห่งพระวจนะ โดยวิธีนี้เท่านั้นเราจึงจะเป็นของจริงอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่โลกนี้ต้องการอย่างมากในปัจจุบัน

พระเจ้าผู้ช่วยกู้

ใต้ผาหินอันขรุขระในหมู่บ้านโบรร่า ประเทศสก็อตแลนด์ มีแกะตัวหนึ่งต้องการความช่วยเหลือ มันติดอยู่ในหุบเขาที่ฝั่งหนึ่งรายล้อมด้วยหินสูงชัน และอีกฝั่งเป็นมหาสมุทรกว้างใหญ่ แกะตัวนี้ต้องอยู่ลำพังมานานถึงสองปี แม้จะมีความพยายามช่วยเหลืออยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่มีใครเข้าถึงมันได้ จนกระทั่งมีชาวนาผู้มุ่งมั่นชื่อแคมมี่ วิลสันและเพื่อนอีกสามคน ทำภารกิจกู้ภัยที่อันตรายนี้ได้สำเร็จ สมาชิกสามคนในทีมค่อยๆไต่ผาลงไป 250 เมตรเพื่อจับตัวมัน พวกเขาใช้รอกและความกล้าหาญอย่างมากที่จะดึงมันออกจากสถานการณ์อันเลวร้าย

ชาวนากับเพื่อนที่มุ่งมั่นและมีใจเมตตานี้ สะท้อนให้เห็นถึงพระเมตตาของพระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรักของเรา ตามที่เยเรมีย์ 23:1-3 บรรยายไว้ ผู้เผยพระวจนะตำหนิผู้นำยูดาห์ที่ทำบาปว่าเป็นผู้เลี้ยงแกะที่ “ทำลายและกระจายแกะของลานหญ้าของ[พระเจ้า]” (ข้อ 1) พระเจ้าตรัสผ่านเยเรมีย์ว่า เพราะพวกเขาปฏิบัติต่อประชากรของพระองค์ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อย่างโหดร้าย พระองค์จะทรง “ลงโทษ” พวกเขา (ข้อ 2 TNCV) พระองค์ทรงเห็นความทุกข์ยากของฝูงแกะของพระองค์ที่กระจัดกระจายไป และทรงเป็นห่วงพวกเขาอย่างยิ่ง พระเจ้าไม่เพียงทรงห่วงใยแต่ยังตรัสด้วยว่า พระองค์จะทรงรวบรวมฝูงแกะของพระองค์ ด้วยความรักจากที่ที่พวกเขาถูกขับไล่ไป และนำพวกเขามายังที่ปลอดภัยและอุดมสมบูรณ์ (ข้อ 3)

เมื่อเรารู้สึกหลงทาง ติดกับ หรือโดดเดี่ยว พระบิดาในสวรรค์ทรงเห็นความทุกข์ยากของเราและจะไม่ละทิ้งเราไว้เช่นนั้น พระองค์ทรงกระตือรือร้นที่จะช่วยเหลือและฟื้นฟูเรา

มุมมองของพระเจ้า

ในปี 2018 ศิษยาภิบาลแทน ฟลิปปินประสบอุบัติเหตุระหว่างปั่นจักรยาน จนต้องถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลด้วยอาการสะโพกหัก เมื่อแพทย์สั่งให้ทำซีทีสแกนเพื่อตรวจดูว่าสมองได้รับความกระทบกระเทือนหรือไม่ พวกเขาก็พบเนื้อร้ายขนาดใหญ่ที่ด้านหน้าสมองของเขา การตรวจพบนี้นำไปสู่เส้นทางอันยาวนานในกระบวนการรักษา ด้วยการพบก้อนเนื้อตามมาอีกหลายก้อนทำให้ต้องมีการรักษาที่ครอบคลุมมากขึ้น รวมไปถึงการปลูกถ่ายไขกระดูก ฟลิปปินเชื่อว่า “พระเจ้าทรงอนุญาตให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นเพื่อจะตรวจพบเนื้องอกในสมองของผม”

เปาโลบอกชาวเมืองฟีลิปปีว่า พระเจ้าทรงใช้อุบัติเหตุและความทุกข์ยากต่างๆเพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์ ท่านถูกกักบริเวณอยู่ในบ้านของชาวโรมัน เพื่อรอการไต่สวนในข้อหาร้ายแรงต่อหน้าจักรพรรดิเนโร แทนที่จะรู้สึกโศกเศร้า เปาโลกลับชื่นชมยินดี ท่านมีความชื่นชมยินดีได้อย่างไร ก็เพราะท่านถือว่าการถูก “จำจอง...เพื่อพระคริสต์” (ฟป.1:13) นั้นเป็นสิทธิพิเศษ (ข้อ 29) จากนั้นเมื่อท่านมองดูความทุกข์ยากของท่านจากมุมมองของพระเจ้า เปาโลกล่าวว่า “การทั้งปวงที่อุบัติขึ้นกับข้าพเจ้านั้น ได้กลับเป็นเหตุให้ข่าวประเสริฐแผ่แพร่กว้างออกไป” (ข้อ 12) ท่านใช้การคุมขังเป็นโอกาสในการแบ่งปันพระกิตติคุณกับผู้คุมที่อยู่กับท่าน ในท้ายที่สุด เมื่อเปาโลเทศนาข่าวประเสริฐของพระเยซูขณะที่ถูกจองจำ ชีวิตที่เป็นแบบอย่างของท่านหนุนใจผู้เชื่อคนอื่นๆให้ “กล่าวพระวจนะของพระเจ้าโดยปราศจากความกลัว” (ข้อ 14)

เมื่อเกิดความทุกข์ยาก จงวางใจในมุมมองของพระเจ้าและเชื่อว่าพระองค์สามารถทำให้เกิดสิ่งที่ดีจากความยากลำบากนั้นได้

สารภาพต่อพระคริสต์

แหล่งสารพิษที่ถูกละเลยและซ่อนไว้อาจส่งผลร้ายแรงตามมา ตามรายงานใน เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล บริษัทโทรคมนาคมได้ทิ้งสายเคเบิลที่หุ้มด้วยตะกั่วไว้มากกว่าสองพันเส้นทั่วสหรัฐอเมริกา ตะกั่วพิษจะไหลลงใต้น้ำ “ในดิน และบนเสาเหนือศีรษะ” เมื่อตะกั่วเสื่อมสภาพ มันก็จะมาสิ้นสุดลงในที่ซึ่งผู้คน “อยู่อาศัย ทำงาน และพักผ่อน” บริษัทโทรคมนาคมหลายแห่งซึ่งบางแห่งรู้มานานหลายปีถึงอันตรายของการสัมผัสสารพิษ กำลังให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับความเสี่ยงที่ตะกั่วอาจเกิดการสลายตัวลงสู่สิ่งแวดล้อม

พิษของบาปที่ไม่ได้สารภาพและไม่ได้รับการจัดการก็ก่อให้เกิดผลร้ายต่อชีวิตของเราได้เช่นกัน เมื่อคนหนึ่งทำบาป แนวโน้มตามธรรมชาติคือจะพยายามซ่อนหรือปกปิดบาปนั้นจากพระเจ้าและผู้อื่น แต่เป็นความโง่เขลาที่จะหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่ต่อต้านพระเจ้าและ “พระบัญญัติ” ของพระองค์ (สภษ.28:9) ซึ่งก็คือการพยายามเพิกเฉย ปกปิด หรือแก้ตัว ตามที่ผู้เขียนแสดงให้เห็นว่า “บุคคลที่ซ่อนการละเมิดของตนจะไม่จำเริญ แต่บุคคลที่สารภาพและทิ้งความชั่วเสียจะได้ความกรุณา” (ข้อ 13)

เมื่อเราสารภาพบาปต่อพระเจ้า พระคัมภีร์เปิดเผยว่าพระองค์จะทรงชำระเราให้บริสุทธิ์จากบาปเหล่านั้นด้วยพระคุณอันล้นเหลือของพระองค์ “ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเรา...” (1 ยน.1:9) ดังนั้นให้เราทูลขอพระเจ้าทรงช่วยเราให้สารภาพบาปด้วยความซื่อสัตย์ ก่อนที่สารพิษจะซึมเข้าสู่หัวใจของเราและชีวิตของผู้อื่น

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา