ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Marvin Williams

อนาคตที่พระเจ้าทรงจัดเตรียม

เราอาศัยอยู่ในโลกที่อินเทอร์เน็ตบันทึกทุกอย่างเอาไว้ ทั้งรูปภาพ ข้อความ และบันทึกส่วนบุคคลที่ส่งเข้าไปดูเหมือนจะถูกเก็บไว้ตลอดไป แต่เครื่องมือค้นหาหลักรายหนึ่งได้เปิดตัวรูปแบบความเป็นส่วนตัวที่ให้ผู้ใช้ร้องขอให้ลบข้อมูลส่วนบุคคลได้ เช่น หมายเลขโทรศัพท์ ที่อยู่และอื่นๆ แม้ว่าการดำเนินการนี้จะไม่ได้ลบข้อมูลทั้งหมดจากอินเทอร์เน็ต แต่ก็ลดการมองเห็นลงอย่างมาก ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าควบคุมร่องรอยทางดิจิตอลของตนเองบนโลกออนไลน์ได้

แนวคิดเรื่องการ “ล้าง” อดีตนี้สะท้อนคำพูดของผู้เผยพระวจนะในอิสยาห์ 43:18-19 พระเจ้าตรัสว่า “อย่าจดจำสิ่งที่ล่วงแล้วนั้น อย่าพิเคราะห์สิ่งเก่าก่อน ดูเถิด เรากำลังทำสิ่งใหม่” ถ้อยคำเหล่านี้ตรัสกับคนอิสราเอลในช่วงที่ถูกเนรเทศไปยังกรุงบาบิโลน ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความสิ้นหวังและความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะรับการฟื้นฟู พระเจ้าบัญชาประชากรของพระองค์ว่า อย่าหมกมุ่นอยู่กับความล้มเหลวในอดีตหรือความเจ็บปวดจากการตกเป็นเชลย แต่ให้เฝ้ารอสิ่งใหม่ที่พระองค์จะทรงกระทำ คือการอพยพครั้งใหม่ที่สำคัญกว่า คือการปลดปล่อยพวกเขาจากบาบิโลนและกลับคืนสู่บ้านเกิดเมืองนอนของตน พระองค์ไม่ได้แค่ลบอดีตเท่านั้น แต่ทรง“ทำทาง” (ข้อ 19) ไปสู่อนาคตที่เต็มไปด้วยความหวังและจุดมุ่งหมาย

แทนที่จะจมอยู่กับความล้มเหลวหรือความเศร้าโศก ให้เราเชื่อวางใจว่าพระเจ้าได้ทรง“ลบล้าง” บาป ความเศร้าโศกและความอับอายในอดีตของเราแล้ว โดยผ่านการสละชีวิตของพระเยซู (ฮบ.10:10) และ “จะไม่จดจำบรรดาบาปของ [เรา]ไว้” (อสย.43:25) พระเจ้าจะทรงผลักดันเราไปสู่อนาคตที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้

กลับสู่สภาพเดิมด้วยความยินดี

นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาถึงความสามารถในการฟื้นตัวของชุมชนสิบหกแห่งทั่วโลก รวมทั้งที่ยูคอนในแคนาดาและพื้นที่ห่างไกลในออสเตรเลีย พวกเขาวิเคราะห์บันทึกทางโบราณคดีอายุหลายพันปี และแกะรอยผลกระทบของความอดอยาก สงคราม และสภาพอากาศ มีปัจจัยหนึ่งที่โดดเด่นคือความถี่ในการเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เราอาจคิดว่าสิ่งนี้จะทำให้ชุมชนอ่อนแอลง แต่ตรงกันข้ามนักวิจัยพบว่าชุมชนที่เผชิญกับความยากลำบากบ่อยๆจะพัฒนาความสามารถในการฟื้นตัว และจะฟื้นตัวจากปัญหาได้เร็วขึ้นในอนาคต ดูเหมือนว่าความกดดันจะช่วยเร่งกระบวนการฟื้นตัวให้เร็วขึ้น

ผู้เผยพระวจนะฮาบากุกเข้าใจถึงการฟื้นตัวในลักษณะนี้เมื่อคิดถึงการกวาดล้างยูดาห์ที่จะมาถึง ท่านได้บรรยายภาพที่ดูสิ้นหวังของพืชผลที่ “ขาดไป...ฝูงสัตว์ขาดไปจากคอก...ไม่มีฝูงวัวที่ในโรง” และทุ่งนามิได้เกิดอาหาร (3:17) แม้ความมั่นคงของโลกนี้จะเลือนหายไป แต่ฮาบากุกประกาศว่า “ถึงกระนั้นข้าพเจ้าจะร่าเริงในพระเจ้า ข้าพเจ้าจะเปรมปรีดิ์ในพระเจ้าแห่งความรอดของข้าพเจ้า”(ข้อ18) ความยินดีของท่านไม่ได้ผูกติดอยู่กับสถานการณ์และความพึงใจของโลกนี้ แต่ยึดโยงอยู่กับพระลักษณะที่ไม่เปลี่ยนแปลงและความรอดในพระเจ้า ในช่วงเวลาที่สิ้นหวังที่สุด ฮาบากุกเลือกที่จะชื่นชมยินดีและฟื้นตัวขึ้น

เช่นเดียวกับฮาบากุกและชุมชนที่มีความสามารถในการฟื้นตัวเหล่านั้น เราจะมีความอดทนฝ่ายวิญญาณมากขึ้นจากความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก เมื่อเราเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากในชีวิต ให้เรายึดความหวังในพระเจ้าและระลึกว่าพระองค์ทรงอยู่ด้วยกับเรา จงให้ความท้าทายในชีวิตช่วยเพิ่มพูนความชื่นชมยินดีและฟื้นคืนความเชื่อให้กับเรา

เติบโตผ่านความเจ็บปวด

สมองนั้นมีขนาดเล็กมาก แต่ความเครียดทำให้มันเล็กลงได้อีก งานวิจัยล่าสุดเผยให้เห็นว่า ความเครียดสะสมทำให้สมองส่วนหน้าที่คอยจัดการกับอารมณ์ แรงกระตุ้น และปฏิสัมพันธ์ทางสังคมนั้นหดตัวลง การหดตัวนี้เชื่อมโยงกับความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า ทำให้เห็นชัดเจนถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นได้จากความเครียดที่สะสมมาทั้งชีวิต แต่ข่าวดีคือสมองสามารถยืดหยุ่นได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ซึ่งทำให้สมองเยียวยาตัวเองได้ผ่านการฝึกปฏิบัติอย่างตั้งใจ เช่น การออกกำลังกาย การภาวนา และความสัมพันธ์ที่มีคุณค่า

ผู้เขียนสดุดี 119 เข้าใจแนวคิดเรื่องการเติบโตและการเยียวยาหลังจากท่านเผชิญความกดดันและความยากลำบาก “ดี​แล้ว​ที่​ข้า​พระ​องค์​ทุกข์​ยาก เพื่อ​ข้า​พระ​องค์​จะ​เรียนรู้​ถึง​กฎเกณฑ์​ของ​พระ​องค์” (ข้อ 71) ความทุกข์ยากแม้จะเจ็บปวดแต่ก็ได้กลายเป็นครูของผู้เขียนสดุดี และนำพาเราจากการ “หลงเจิ่น” จากพระเจ้าไปสู่การเลือก “ปฏิบัติ​ตาม​พระ​วจนะ​ของ​พระ​องค์” (ข้อ 67) ผู้เขียนยังแสดงความรู้สึกขอบคุณสำหรับยาขมของท่านและความดีของพระเจ้า (ข้อ 68) แม้รู้ว่าความทุกข์ยากและทรมานอาจทำให้ท่านอ่อนกำลัง แต่ท่านไว้วางใจว่าพระเจ้าจะทรงใช้ประสบการณ์เหล่านั้นเพื่อหล่อหลอมและฟื้นฟูท่าน (ข้อ 66)

จิตวิญญาณของเราก็เหมือนกับสมองคือสามารถยืดขยายออกได้ พระเจ้าใช้การยืดขยายนี้เพื่อทำให้เกิดการเติบโตและการสร้างใหม่ พระเจ้าทรงใช้พระวจนะ การอธิษฐาน และมุมมองที่ได้รับการดลใจจากพระวิญญาณเพื่อเปลี่ยนผลกระทบของความยากลำบากที่เราเผชิญได้ พระองค์ทรงสามารถใช้ความทุกข์ยากของเราเพื่อการเติบโตฝ่ายวิญญาณ โดยทรงเปลี่ยนความเจ็บปวดให้เป็นจุดมุ่งหมาย

การเชื่อมสัมพันธ์ที่มีพระคริสต์เป็นรากฐาน

เวลาเพียงแปดนาทีจะเปลี่ยนชีวิตของใครบางคนได้หรือ ในโลกที่การเชื่อมสัมพันธ์อย่างมีความหมายนั้นหาได้ยาก แจนซี ดันน์นักเขียนเสนอบทความเรื่องพลังของการโทรแปดนาที เธอเชื่อว่าการโทรสั้นๆนี้จะช่วยให้เราเชื่อมสัมพันธ์กับครอบครัวและเพื่อนๆได้ การศึกษาพบว่าการโทรพูดคุยสัปดาห์ละสองสามครั้งช่วยลดภาวะซึมเศร้า ความเหงาและความวิตกกังวล และดันน์อ้างถึงงานวิจัยของผู้เชี่ยวชาญอื่นๆที่ยืนยันว่า การปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ เล็กๆน้อยๆอาจส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อความเป็นอยู่ที่ดีของเราและของผู้อื่น

ความเข้าใจลึกซึ้งนี้สอดคล้องกับสุภาษิต 12:25 (TNCV) ซึ่งกล่าวว่า “ความวิตกกังวลทำให้หนักใจ แต่คำปลอบโยนทำให้ใจพองโต” จากข้อนี้ ความวิตกกังวลหมายถึงการตอบสนองทางอารมณ์ของบุคคลต่อสิ่งที่คุกคามความเป็นอยู่ที่ดีของพวกเขา ความวิตกกังวลอาจเกิดจากความกลัวและความไม่แน่นอนของอนาคตได้เช่นกัน แต่สำหรับผู้เชื่อในพระเยซูนั้น คำพูดที่ปลอบโยนและหนุนใจอาจช่วยเปลี่ยนความวิตกกังวลของผู้อื่นให้เป็นความร่าเริงและนำไปสู่ชีวิตจริงๆ (ข้อ 28 TNCV) ถ้อยคำเหล่านั้นอาจเป็นป้ายชี้ทางเพื่อช่วยคนอื่นๆในการ “เลือกคบเพื่อน” (ข้อ 26 TNCV) ด้วยเช่นกัน

ให้เราอธิษฐานและทูลถามพระเจ้าว่ามีใครที่อาจต้องการการโทรแปดนาทีพร้อมคำพูดหนุนใจบนรากฐานของพระคัมภีร์ แม้เป็นช่วงสั้นๆแต่การเชื่อมสัมพันธ์ที่เรียบง่ายนี้อาจเป็นประกายไฟเพียงจุดเดียวที่พระองค์ทรงใช้เพื่อแบ่งเบาภาระของใครบางคน ทำให้วันของพวกเขาสดใสขึ้น และมอบความหวังและการเยียวยาแก่พวกเขา

เสาะหาโดยพระเจ้า

เดวิด อัทตอลเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านการรับรู้และความเข้าใจที่ศึกษาเรื่องระบบนำทางแต่กลับมีปัญหาเรื่องการหาเส้นทางไปสถานที่ต่างๆ นี่ไม่ใช่ปัญหาใหม่สำหรับเขา ย้อนกลับไปเมื่อเขาอายุสิบสามปี ครั้งหนึ่งเขาหลงทางเป็นเวลาสองวันครึ่งขณะเดินป่า อัทตอลยอมรับว่าเขายังมีปัญหากับทิศทางง่ายๆในชีวิต บางคนเป็นนักนำทางโดยธรรมชาติ พวกเขารู้แน่ชัดว่าตนอยู่ที่ไหนและจะไปยังที่ที่ต้องการได้อย่างไร แต่คนที่เป็นเหมือนอัทตอลกลับพบกับความยากลำบากแม้จะมีเส้นทางบอกไว้อย่างชัดเจน และมักจะหลงทางบ่อยๆ

ผู้เขียนสดุดีก็รู้สึกสับสนและหลงทางเช่นกัน “ข้าพระองค์หลงเจิ่นดังแกะที่หายไป ขอทรงเสาะผู้รับใช้ของพระองค์ เพราะข้าพระองค์ไม่ลืมพระบัญญัติของพระองค์” (สดด.119:176) ท่านเปรียบตัวเองเป็นแกะที่หลงหายไป แม้ว่าแกะจะเป็นสัตว์ที่มีคุณค่า แต่ก็ขึ้นชื่อว่าดื้อรั้นและบางครั้งก็พลัดหลงกับคนเลี้ยงทำให้มันต้องพึ่งพาความช่วยเหลือ ทักษะการนำทางฝ่ายวิญญาณของผู้เขียนสดุดีเสื่อมถอยลง และประสาทสัมผัสฝ่ายวิญญาณในการบอกทิศทางก็เลือนหายไป ดังนั้นท่านจึงต้องการให้พระเจ้าทรงเสาะหาตัวท่านและประทาน “ความเข้าใจ” (ข้อ 169) ให้แก่ท่าน

เมื่อเราหลงเจิ่นจากการดูแลของพระเจ้า พระองค์ทรงรักเรามากพอที่จะแสวงหาและนำเรากลับมาหาพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงช่วยให้เราเข้าใจพระวจนะและดำเนินตาม “พระบัญญัติของพระองค์” (ข้อ 172) เราก็จะหลีกเลี่ยงการหลงทางฝ่ายวิญญาณได้

การคิดถึงประโยชน์ของคนอื่น

ที่สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าทั่วสหรัฐอเมริกา ผู้ขับขี่บางคนใช้เวลานานเกินไปที่ “เครื่องชาร์จด่วน” ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ชาร์จรถยนต์ของตนได้อย่างรวดเร็วและกลับลงสู่ถนนได้อีกครั้ง เพื่อแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่ดีนี้ เครือข่ายสถานีชาร์จที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งได้กำหนดระยะเวลาอย่างเข้มงวดในสถานีที่มีผู้ใช้บริการพลุกพล่านที่สุดบางแห่ง เมื่อแบตเตอรี่ของรถยนต์ชาร์จได้ถึง 85 เปอร์เซ็นต์ ผู้ขับขี่จะต้องขยับให้รถคันต่อไปเข้ามาชาร์จแทน

อัครทูตเปาโลกระตุ้นเตือนผู้เชื่อในพระเยซูให้มีใจถ่อม “​ถือ​ว่า​คน​อื่น​ดีกว่า​ตัว​” (ฟป.2:3) ท่านกล่าวถึงปัญหาที่รบกวนคริสตจักรในเมืองฟีลิปปี นั่นคือการคิดถึงแต่ตัวเอง ผู้คนต้องการเป็นที่นับถือและเป็นคนสำคัญ ไม่ใช่ด้วยแรงจูงใจที่บริสุทธิ์ แต่เป็น “​ความมักใหญ่ใฝ่สูงอย่างเห็นแก่ตัว” (ข้อ 3 TNCV) เปาโลกระตุ้นเตือนผู้เชื่อให้มีจิตใจเหมือนอย่างพระคริสต์และเห็นแก่ “​ประโยชน์​ของ​คน​อื่นๆด้วย​” (ข้อ 4) นี่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาควรลืมความต้องการของตัวเองจนส่งผลเสีย แต่ให้พวกเขาใส่ใจในความต้องการของผู้อื่นอย่างผู้ที่ “มี​ท่าทีแบบเดียวกับพระเยซูคริสต์​” (ข้อ 5 TNCV) อัครทูตเปาโลหนุนใจชาวฟีลิปปีให้ละทิ้งความถือดีและถ่อมใจยอมเปิดพื้นที่ให้แก่ผู้อื่น แรงจูงใจสูงสุดในการคิดถึงประโยชน์ของผู้อื่นนั่นก็คือความรัก

ขณะที่เราพยายามทำตามแบบอย่างของพระคริสต์ในแต่ละวัน (ข้อ 6-11) พระองค์ทรงช่วยเราได้ที่จะเปิดพื้นที่ให้ผู้อื่น โดยการมองคนเหล่านั้นด้วยสายพระเนตรที่เปี่ยมด้วยความรักของพระองค์

ความเชื่อแบบก้าวกระโดด

นักเดินเรือชาวฝรั่งเศสกับแมวของเขา ล่องเรือจากท่าเรือดัตช์ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะทางตอนใต้ของรัฐอลาสก้า เพื่อไปยังซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อเรือยอร์ชของเขาพลิกคว่ำเพราะคลื่นลูกใหญ่ เรือพลิกกลับขึ้นมาลอยตัวได้ แต่นักเดินเรือสูญเสียหางเสือและระบบเชือกที่บังคับเสากระโดงเรือเนื่องจากคลื่นที่รุนแรง เขารายงานสถานการณ์เลวร้ายนี้ต่อหน่วยยามชายฝั่ง โดยแจ้งว่าเขาติดอยู่ ควบคุมอะไรไม่ได้และเรือของเขา “เหมือนตายแล้ว” ในที่สุดหน่วยยามชายฝั่งได้ติดต่อกับเรือขุดเจาะน้ำมันที่อยู่ใกล้ๆ พวกเขาจึงได้เข้ามาช่วยเหลือนักเดินเรือรายนี้ แต่เขายังต้องก้าวกระโดดด้วยความเชื่อจริงๆพร้อมกับแมวที่ในเสื้อแจ็กเก็ต โดยการก้าวออกจากเรือของเขาไปยังเรือกู้ภัย

ในเอเฟซัสบทที่ 2 เปาโลบรรยายถึงสภาพความบาปและความสิ้นหวังของมนุษย์ว่าเหมือนตายแล้วฝ่ายวิญญาณและแยกขาดจากพระเจ้า (ข้อ 1) ยิ่งกว่านั้นเรายังเป็นคนที่ไม่เชื่อฟังในทุกเรื่องที่เป็นความประสงค์ของพระองค์ (ข้อ 2) และเป็นคนเสื่อมทราม ไม่อาจทำอะไรได้เพื่อจะได้รับความรอด (ข้อ 3) แต่ “โดยพระคุณ” พระเยซูทรงทำให้เรา “รอดเพราะความเชื่อ” และความรอดนี้ “พระเจ้าทรงประทานให้” (ข้อ 8)

เราทุกคนติดอยู่ในทะเลแห่งความบาปและความตายที่โหมกระหน่ำ แต่สรรเสริญพระเจ้าที่เรามีพระผู้ช่วยให้รอด ผู้ซึ่งทำให้เราสามารถกระโดดเข้าสู่อ้อมแขนซึ่งช่วยให้รอดโดยความเชื่อ พระคริสต์ผู้เดียวทรงช่วยกู้เราและนำพาเราไปสู่ที่ปลอดภัยได้

พระเยซูทรงช่วยกู้เรา

เจ้าหน้าที่สองคนที่สถานีขั้วโลกใต้อามุนด์เซน-สก็อตต์ต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน คนหนึ่งมีอาการหัวใจวาย และอีกคนกระเพาะอาหารมีปัญหาซึ่งอันตรายถึงชีวิต วิธีเดียวที่พวกเขาจะได้รับการรักษาคือการส่งหน่วยกู้ภัยไป แต่ทว่าด้วยสภาพอากาศที่เลวร้าย ตลอดจนความมืดและอุณหภูมิ -75 องศาเซลเซียส ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงตุลาคม ทำให้โดยปกติแล้วเครื่องบินจะไม่เสี่ยงบินไปยังสถานีนั้นในช่วงฤดูหนาว แต่บรรดานักบินต่างมุ่งมั่นที่จะช่วยชีวิตเจ้าหน้าที่ และพวกเขาก็ทำได้สำเร็จ แม้ต้องต่อสู้กับการบินที่ท้าทายเป็นเวลาถึงสองวันก็ตาม

เรื่องราวของการช่วยชีวิตนั้นสร้างแรงบันดาลใจ การช่วยชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่พระเยซูช่วยเรารอดพ้นจากบาป อัครทูตเปโตรบันทึกว่า “พระ​องค์​เอง​ได้​ทรง​รับ​แบก​บาป​ของ​เรา​ไว้​ใน​พระ​กาย​ของ​พระ​องค์ ที่​ต้นไม้​นั้น เพื่อ​ว่า​เรา​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​ตาย​จาก​บาป​ได้ และ​ดำเนิน​ชีวิต​ตาม​คลอง​ธรรม” (1 ปต.2:24) พระองค์ทรงช่วยชีวิตเราโดยรับบาปของเราไว้ที่พระกายของพระองค์ พระองค์ทรงแบกบาปนั้นและเป็นเครื่องบูชาที่ “ทรง​ทน​ทุกข์​ทรมาน​เพื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย” และเพื่อผม (ข้อ 21) บนไม้กางเขนนั้นพระคริสต์ทรงแบก “ความ​แช่ง​สาป​แห่งธรรมบัญญัติ” (กท.3:13) และทรงทนทุกข์เพราะความละอายของเรา พระองค์ทรงบาดเจ็บเพื่อให้เราหายดี และพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อให้เราพ้นจากโทษทัณฑ์และอำนาจของบาป (1 ปต.2:24; อสย.53:5)

ช่างน่าอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่งที่รู้ว่าเราได้รับการช่วยชีวิตจากสภาพอันสิ้นหวังโดยผู้ที่เต็มใจทนทุกข์กับสภาพอันเลวร้ายที่สุดเพื่อเรา!

ด้วยความจริงของพระเจ้า

คำศัพท์ประจำปี 2023 ของเว็บไซต์แปลศัพท์มีเรียม-เว็บสเตอร์ คือคำว่า ของแท้ ซึ่งแปลว่า “ไม่ใช่ของปลอมหรือการลอกเลียนแบบ” และ “เป็นตัวจริงตามบุคลิกภาพ จิตวิญญาณ และนิสัยของตนเอง” ผู้คนแสวงหาความจริง แต่การแยกเรื่องจริงออกจากเรื่องที่แต่งขึ้นนั้นไม่ง่าย บรรณาธิการปีเตอร์ โซโคโลวสกี้กล่าวว่า “เราจะเชื่อได้ไหมว่านักเรียนเขียนรายงานนี้ หรือนักการเมืองคนนี้พูดประโยคนี้ เราเชื่อในสิ่งที่มองเห็นไม่ได้อีกแล้ว บางทีเราก็ไม่เชื่อสายตาหรือหูของเราเอง ในตอนนี้เราจึงเข้าใจไปว่าความเป็นของแท้คือการกระทำที่แสดงออกมา”

เมื่อความจริงกลายเป็นสิ่งที่ดูคลุมเครือ ความเป็นของแท้จึงเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่โหยหา ภาวะ “วิกฤตในความเป็นของแท้” เช่นนี้สามารถหลีกเลี่ยงได้เมื่อเรารับและดำเนินชีวิตด้วยสติปัญญาจากพระคัมภีร์ พระเยซูตรัสกับสาวกก่อนจะถูกจับกุม ถูกพิจารณาคดี และสิ้นพระชนม์ (ยน.13-17) เพื่อเตรียมสาวกให้พร้อมสำหรับการที่พระองค์จะจากโลกนี้ไป พระองค์ยังทรง “แหงนพระพักตร์ดูฟ้าและอธิษฐาน” เผื่อพวกเขา (17:1) ทรงอธิษฐานให้พระบิดา “โปรดชำระเขาให้บริสุทธิ์ด้วยความจริง พระวจนะของพระองค์เป็นความจริง” (ข้อ 17) นี่เป็นการบอกว่า สิ่งที่พระเจ้าทรงสำแดงในพระคัมภีร์ไม่เหมือนมาตรฐานความจริงอื่นๆ แต่พระคัมภีร์เองคือความจริงและเป็นมาตรฐานที่ใช้ตัดสินทุกสิ่ง

พระเจ้าทรงเรียกให้เราใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับพระคัมภีร์ ปฏิบัติตามความจริงแห่งพระวจนะ โดยวิธีนี้เท่านั้นเราจึงจะเป็นของจริงอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่โลกนี้ต้องการอย่างมากในปัจจุบัน

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา