ฤทธิ์อำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้
เมื่อสำนักขนส่งแห่งรัฐเคนตักกี้ตอนกลางทำการปรับปรุงสำนักงานใหญ่และต้องการให้ประชาชนสังเกตเห็นได้โดยง่าย พวกเขาจึงไม่ติดป้ายประกาศทั่วๆไป แต่ติดตั้งหมุดขนาดใหญ่ที่สูงราวเจ็ดเมตรไว้ที่ทางเข้า หมุดซึ่งกลายเป็นสถิติโลกนึ้จึงเป็นเครื่องหมายที่ทุกคนที่ผ่านไปมาจะมองเห็นอย่างไม่อาจปฏิเสธได้
ในพระธรรมดาเนียลบทที่ 6 พระเจ้าทรงใช้บางสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ นั่นคือการช่วยกู้ดาเนียลอย่างอัศจรรย์ หลังท่านถูกโยนเข้าไปในถ้ำสิงโตเพราะเลือกที่จะไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของพระราชาดาริอัสโดยยังคงอธิษฐานต่อพระเจ้า (ข้อ 10-23) ผู้เผยพระวจนะรอดชีวิตเพราะท่าน “วางใจในพระเจ้า” จากนั้นพระราชาดาริอัสจึงประกาศว่า พระเจ้าของดาเนียล ไม่เหมือนกับรูปเคารพที่ตายแล้วของชาวมีเดียและเปอร์เซีย แต่ทรงเป็น “พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ ทรงดำรงอยู่เป็นนิตย์” (ข้อ 26) พระองค์ผู้เดียวทรง “ช่วยกู้และช่วยให้พ้นภัย พระองค์ทรงกระทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์ในฟ้าสวรรค์และบนพื้นพิภพ” (ข้อ 27) ช่างเป็นเรื่องน่าทึ่งที่แม้แต่กษัตริย์ต่างศาสนายังยอมรับในฤทธานุภาพและความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า การสำแดงฤทธานุภาพของพระเจ้าก็เป็นเช่นเดียวกับหมุดยักษ์ที่ไม่สามารถมองข้ามได้
บางครั้งพระเจ้าทรงดึงดูดความสนใจของเราโดยทรงทำบางสิ่งที่สำคัญและไม่อาจปฏิเสธได้ (ข้อ 27) ไม่ว่าจะเป็นการช่วยกู้ที่เหนือธรรมชาติ การทรงจัดเตรียมในเวลาที่เหมาะเจาะและการเปลี่ยนแปลงจิตใจ ในช่วงเวลาอื่นพระองค์ก็ทรงกระทำกิจอย่างเงียบๆในขณะที่เราเฝ้าดูและรอคอย ขอให้เรายำเกรงต่อสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำอยู่ภายในและรอบๆตัวเราในวันนี้ โดยวางใจในพระเจ้าและในฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ (ข้อ 23)
ดูแลด้วยความใส่ใจ
ไวโอลิน เชลโล และกีต้าร์ของสตราดิวาริอุสเป็นหนึ่งในบรรดาเครื่องดนตรีที่ทรงคุณค่าที่สุดในโลก ซึ่งผลิตขึ้นด้วยมือในช่วงระหว่างศตวรรษที่ 17 และ 18 และเป็นของที่หายากและประเมินค่าไม่ได้ สิ่งที่มีค่าเช่นนี้สมควรได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด ดังนั้น เมื่อเชลโลของสตราดิวาริอุสซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 20 ล้านเหรียญหล่นจากโต๊ะระหว่างการถ่ายภาพ จึงเป็นเรื่องที่น่าตกตะลึงอย่างมาก
เช่นเดียวกับที่เครื่องดนตรีของสตราดิวาริอุสต้องได้รับการดูแลด้วยความใส่ใจอย่างระมัดระวัง ความสัมพันธ์ของเราก็เช่นกัน เราควรรักผู้อื่นเพราะพระคริสต์ได้ทรงสำแดงความรักของพระองค์ต่อเรา ในยอห์น 13:34 พระเยซูทรงมอบคำสั่งให้เหล่าสาวกที่จะต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษคือ “เราให้บัญญัติใหม่ไว้แก่เจ้าทั้งหลาย คือให้เจ้ารักซึ่งกันและกัน เรารักเจ้าทั้งหลายมาแล้วอย่างไร เจ้าจงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น” เพราะอะไรพระเยซูจึงทรงเรียกว่าเป็นบัญญัติใหม่ ที่เป็นบัญญัติใหม่ก็เพราะมีที่มาจากวิธีที่พระเยซูทรงรักผู้คน บัญญัติใหม่ที่บอกให้รักนี้ไม่ใช่ให้ทำแบบไม่ใส่ใจหรือทำบ้างไม่ทำบ้าง แต่ต้องทำด้วยความตั้งใจ ให้คุณค่า และเสียสละ ความรักเช่นนี้จะนำไปสู่การสร้างสาวก การเสียสละตนเอง กระทั่งถึงการสละชีวิตเพื่อสาวก การเอาใจใส่ซึ่งกันและกันนี้เป็นวิธีที่พวกเขาจะอยู่รอดในโลกที่ยากลำบากและเป็นศัตรูกับพวกเขาหลังการจากไปของพระคริสต์ และพระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “ถ้าเจ้าทั้งหลายรักกันและกัน ดังนี้แหละคนทั้งปวงก็จะรู้ได้ว่าเจ้าทั้งหลายเป็นสาวกของเรา” (ข้อ 35)
ให้เรารักผู้อื่นด้วยความใส่ใจและเสียสละ เพื่อเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความรักอันล้ำค่าและประเมินค่าไม่ได้ของพระเยซู
สิทธิโดยกำเนิดของเราในพระคริสต์
เจ้าของทีมดัลลัส มาเวอร์ริกส์ ในลีกการแข่งขันบาสเกตบอลเอ็นบีเอ เสนอเงิน 100,000 ดอลลาร์ แก่พิธีกรรายการกีฬาเมืองชิคาโกเพื่อให้เขาเปลี่ยนชื่อเป็น “ดัลลัส มาเวอร์ริกส์” อย่างถูกกฎหมาย เขายังบอกว่าจะบริจาคเงิน 100,000 ดอลลาร์ เพื่อองค์กรการกุศลตามที่ชายคนนี้ต้องการ หลังจากสำรวจตัวเองดู พิธีกรรายการวิทยุก็ปฏิเสธเจ้าของทีมอย่างหนักแน่น เขาอธิบายว่า “ผมคงพูดได้ว่ายอมทำทุกอย่างเพื่อเงิน แต่มันก็รบกวนจิตใจ ชื่อของผมเป็นสิทธิโดยกำเนิด ผมอยากรักษาความซื่อตรงและน่าเชื่อถือเอาไว้”
เช่นเดียวกับที่ชื่อของพิธีกรเป็นสิทธิโดยกำเนิดของเขา ผู้เชื่อพระเยซูในยุคแรกที่ได้ชื่อว่า “คริสเตียน” ก็เป็นสิทธิโดยกำเนิดฝ่ายวิญญาณของพวกเขาเช่นกัน บารนาบัสกับเปาโลทำพันธกิจที่เมืองอันทิโอกเป็นเวลาหนึ่งปี คริสตจักรก็เติบโตขึ้นผ่านการประกาศข่าวประเสริฐ ผู้เชื่อยุคแรกในเมืองอันทิโอกดำเนินชีวิตเหมือนพระคริสต์มากจนคนที่ไม่เชื่อพระเยซูเรียกพวกเขาว่า “คริสเตียน” (กจ.11:26) ดังนั้น “คริสเตียน” ก็คือผู้ที่เป็นของพระคริสต์ ในที่สุดแล้วชื่อนี้ก็เป็นเหตุให้เกิดการถูกข่มเหง แต่เปโตรหนุนใจผู้เชื่อว่า “อย่าให้ผู้นั้นมีความละอาย” ต่อสิทธิโดยกำเนิดและทุกข์ใจเพราะชื่อนั้น (1 ปต.4:16)
สำหรับผู้เชื่อในพระเยซูแล้ว “คริสเตียน” เป็นสิทธิโดยกำเนิดของเรา และไม่ว่าเงินทองมากมาย ความทุกข์ยาก หรือการข่มเหงใดๆ ก็ไม่ควรเป็นเหตุให้เราละทิ้งชื่อนั้น เรามีความรับผิดชอบที่จะดำเนินชีวิตในแต่ละวันเพื่อถวายเกียรติแด่พระนามของพระคริสต์ ในขณะที่พระเจ้าจะทรงจัดเตรียมสิ่งจำเป็นให้กับเรา
อนาคตที่พระเจ้าทรงจัดเตรียม
เราอาศัยอยู่ในโลกที่อินเทอร์เน็ตบันทึกทุกอย่างเอาไว้ ทั้งรูปภาพ ข้อความ และบันทึกส่วนบุคคลที่ส่งเข้าไปดูเหมือนจะถูกเก็บไว้ตลอดไป แต่เครื่องมือค้นหาหลักรายหนึ่งได้เปิดตัวรูปแบบความเป็นส่วนตัวที่ให้ผู้ใช้ร้องขอให้ลบข้อมูลส่วนบุคคลได้ เช่น หมายเลขโทรศัพท์ ที่อยู่และอื่นๆ แม้ว่าการดำเนินการนี้จะไม่ได้ลบข้อมูลทั้งหมดจากอินเทอร์เน็ต แต่ก็ลดการมองเห็นลงอย่างมาก ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าควบคุมร่องรอยทางดิจิตอลของตนเองบนโลกออนไลน์ได้
แนวคิดเรื่องการ “ล้าง” อดีตนี้สะท้อนคำพูดของผู้เผยพระวจนะในอิสยาห์ 43:18-19 พระเจ้าตรัสว่า “อย่าจดจำสิ่งที่ล่วงแล้วนั้น อย่าพิเคราะห์สิ่งเก่าก่อน ดูเถิด เรากำลังทำสิ่งใหม่” ถ้อยคำเหล่านี้ตรัสกับคนอิสราเอลในช่วงที่ถูกเนรเทศไปยังกรุงบาบิโลน ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความสิ้นหวังและความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะรับการฟื้นฟู พระเจ้าบัญชาประชากรของพระองค์ว่า อย่าหมกมุ่นอยู่กับความล้มเหลวในอดีตหรือความเจ็บปวดจากการตกเป็นเชลย แต่ให้เฝ้ารอสิ่งใหม่ที่พระองค์จะทรงกระทำ คือการอพยพครั้งใหม่ที่สำคัญกว่า คือการปลดปล่อยพวกเขาจากบาบิโลนและกลับคืนสู่บ้านเกิดเมืองนอนของตน พระองค์ไม่ได้แค่ลบอดีตเท่านั้น แต่ทรง“ทำทาง” (ข้อ 19) ไปสู่อนาคตที่เต็มไปด้วยความหวังและจุดมุ่งหมาย
แทนที่จะจมอยู่กับความล้มเหลวหรือความเศร้าโศก ให้เราเชื่อวางใจว่าพระเจ้าได้ทรง“ลบล้าง” บาป ความเศร้าโศกและความอับอายในอดีตของเราแล้ว โดยผ่านการสละชีวิตของพระเยซู (ฮบ.10:10) และ “จะไม่จดจำบรรดาบาปของ [เรา]ไว้” (อสย.43:25) พระเจ้าจะทรงผลักดันเราไปสู่อนาคตที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้
กลับสู่สภาพเดิมด้วยความยินดี
นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาถึงความสามารถในการฟื้นตัวของชุมชนสิบหกแห่งทั่วโลก รวมทั้งที่ยูคอนในแคนาดาและพื้นที่ห่างไกลในออสเตรเลีย พวกเขาวิเคราะห์บันทึกทางโบราณคดีอายุหลายพันปี และแกะรอยผลกระทบของความอดอยาก สงคราม และสภาพอากาศ มีปัจจัยหนึ่งที่โดดเด่นคือความถี่ในการเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เราอาจคิดว่าสิ่งนี้จะทำให้ชุมชนอ่อนแอลง แต่ตรงกันข้ามนักวิจัยพบว่าชุมชนที่เผชิญกับความยากลำบากบ่อยๆจะพัฒนาความสามารถในการฟื้นตัว และจะฟื้นตัวจากปัญหาได้เร็วขึ้นในอนาคต ดูเหมือนว่าความกดดันจะช่วยเร่งกระบวนการฟื้นตัวให้เร็วขึ้น
ผู้เผยพระวจนะฮาบากุกเข้าใจถึงการฟื้นตัวในลักษณะนี้เมื่อคิดถึงการกวาดล้างยูดาห์ที่จะมาถึง ท่านได้บรรยายภาพที่ดูสิ้นหวังของพืชผลที่ “ขาดไป...ฝูงสัตว์ขาดไปจากคอก...ไม่มีฝูงวัวที่ในโรง” และทุ่งนามิได้เกิดอาหาร (3:17) แม้ความมั่นคงของโลกนี้จะเลือนหายไป แต่ฮาบากุกประกาศว่า “ถึงกระนั้นข้าพเจ้าจะร่าเริงในพระเจ้า ข้าพเจ้าจะเปรมปรีดิ์ในพระเจ้าแห่งความรอดของข้าพเจ้า”(ข้อ18) ความยินดีของท่านไม่ได้ผูกติดอยู่กับสถานการณ์และความพึงใจของโลกนี้ แต่ยึดโยงอยู่กับพระลักษณะที่ไม่เปลี่ยนแปลงและความรอดในพระเจ้า ในช่วงเวลาที่สิ้นหวังที่สุด ฮาบากุกเลือกที่จะชื่นชมยินดีและฟื้นตัวขึ้น
เช่นเดียวกับฮาบากุกและชุมชนที่มีความสามารถในการฟื้นตัวเหล่านั้น เราจะมีความอดทนฝ่ายวิญญาณมากขึ้นจากความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก เมื่อเราเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากในชีวิต ให้เรายึดความหวังในพระเจ้าและระลึกว่าพระองค์ทรงอยู่ด้วยกับเรา จงให้ความท้าทายในชีวิตช่วยเพิ่มพูนความชื่นชมยินดีและฟื้นคืนความเชื่อให้กับเรา
เติบโตผ่านความเจ็บปวด
สมองนั้นมีขนาดเล็กมาก แต่ความเครียดทำให้มันเล็กลงได้อีก งานวิจัยล่าสุดเผยให้เห็นว่า ความเครียดสะสมทำให้สมองส่วนหน้าที่คอยจัดการกับอารมณ์ แรงกระตุ้น และปฏิสัมพันธ์ทางสังคมนั้นหดตัวลง การหดตัวนี้เชื่อมโยงกับความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า ทำให้เห็นชัดเจนถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นได้จากความเครียดที่สะสมมาทั้งชีวิต แต่ข่าวดีคือสมองสามารถยืดหยุ่นได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ซึ่งทำให้สมองเยียวยาตัวเองได้ผ่านการฝึกปฏิบัติอย่างตั้งใจ เช่น การออกกำลังกาย การภาวนา และความสัมพันธ์ที่มีคุณค่า
ผู้เขียนสดุดี 119 เข้าใจแนวคิดเรื่องการเติบโตและการเยียวยาหลังจากท่านเผชิญความกดดันและความยากลำบาก “ดีแล้วที่ข้าพระองค์ทุกข์ยาก เพื่อข้าพระองค์จะเรียนรู้ถึงกฎเกณฑ์ของพระองค์” (ข้อ 71) ความทุกข์ยากแม้จะเจ็บปวดแต่ก็ได้กลายเป็นครูของผู้เขียนสดุดี และนำพาเราจากการ “หลงเจิ่น” จากพระเจ้าไปสู่การเลือก “ปฏิบัติตามพระวจนะของพระองค์” (ข้อ 67) ผู้เขียนยังแสดงความรู้สึกขอบคุณสำหรับยาขมของท่านและความดีของพระเจ้า (ข้อ 68) แม้รู้ว่าความทุกข์ยากและทรมานอาจทำให้ท่านอ่อนกำลัง แต่ท่านไว้วางใจว่าพระเจ้าจะทรงใช้ประสบการณ์เหล่านั้นเพื่อหล่อหลอมและฟื้นฟูท่าน (ข้อ 66)
จิตวิญญาณของเราก็เหมือนกับสมองคือสามารถยืดขยายออกได้ พระเจ้าใช้การยืดขยายนี้เพื่อทำให้เกิดการเติบโตและการสร้างใหม่ พระเจ้าทรงใช้พระวจนะ การอธิษฐาน และมุมมองที่ได้รับการดลใจจากพระวิญญาณเพื่อเปลี่ยนผลกระทบของความยากลำบากที่เราเผชิญได้ พระองค์ทรงสามารถใช้ความทุกข์ยากของเราเพื่อการเติบโตฝ่ายวิญญาณ โดยทรงเปลี่ยนความเจ็บปวดให้เป็นจุดมุ่งหมาย
การเชื่อมสัมพันธ์ที่มีพระคริสต์เป็นรากฐาน
เวลาเพียงแปดนาทีจะเปลี่ยนชีวิตของใครบางคนได้หรือ ในโลกที่การเชื่อมสัมพันธ์อย่างมีความหมายนั้นหาได้ยาก แจนซี ดันน์นักเขียนเสนอบทความเรื่องพลังของการโทรแปดนาที เธอเชื่อว่าการโทรสั้นๆนี้จะช่วยให้เราเชื่อมสัมพันธ์กับครอบครัวและเพื่อนๆได้ การศึกษาพบว่าการโทรพูดคุยสัปดาห์ละสองสามครั้งช่วยลดภาวะซึมเศร้า ความเหงาและความวิตกกังวล และดันน์อ้างถึงงานวิจัยของผู้เชี่ยวชาญอื่นๆที่ยืนยันว่า การปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ เล็กๆน้อยๆอาจส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อความเป็นอยู่ที่ดีของเราและของผู้อื่น
ความเข้าใจลึกซึ้งนี้สอดคล้องกับสุภาษิต 12:25 (TNCV) ซึ่งกล่าวว่า “ความวิตกกังวลทำให้หนักใจ แต่คำปลอบโยนทำให้ใจพองโต” จากข้อนี้ ความวิตกกังวลหมายถึงการตอบสนองทางอารมณ์ของบุคคลต่อสิ่งที่คุกคามความเป็นอยู่ที่ดีของพวกเขา ความวิตกกังวลอาจเกิดจากความกลัวและความไม่แน่นอนของอนาคตได้เช่นกัน แต่สำหรับผู้เชื่อในพระเยซูนั้น คำพูดที่ปลอบโยนและหนุนใจอาจช่วยเปลี่ยนความวิตกกังวลของผู้อื่นให้เป็นความร่าเริงและนำไปสู่ชีวิตจริงๆ (ข้อ 28 TNCV) ถ้อยคำเหล่านั้นอาจเป็นป้ายชี้ทางเพื่อช่วยคนอื่นๆในการ “เลือกคบเพื่อน” (ข้อ 26 TNCV) ด้วยเช่นกัน
ให้เราอธิษฐานและทูลถามพระเจ้าว่ามีใครที่อาจต้องการการโทรแปดนาทีพร้อมคำพูดหนุนใจบนรากฐานของพระคัมภีร์ แม้เป็นช่วงสั้นๆแต่การเชื่อมสัมพันธ์ที่เรียบง่ายนี้อาจเป็นประกายไฟเพียงจุดเดียวที่พระองค์ทรงใช้เพื่อแบ่งเบาภาระของใครบางคน ทำให้วันของพวกเขาสดใสขึ้น และมอบความหวังและการเยียวยาแก่พวกเขา
เสาะหาโดยพระเจ้า
เดวิด อัทตอลเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านการรับรู้และความเข้าใจที่ศึกษาเรื่องระบบนำทางแต่กลับมีปัญหาเรื่องการหาเส้นทางไปสถานที่ต่างๆ นี่ไม่ใช่ปัญหาใหม่สำหรับเขา ย้อนกลับไปเมื่อเขาอายุสิบสามปี ครั้งหนึ่งเขาหลงทางเป็นเวลาสองวันครึ่งขณะเดินป่า อัทตอลยอมรับว่าเขายังมีปัญหากับทิศทางง่ายๆในชีวิต บางคนเป็นนักนำทางโดยธรรมชาติ พวกเขารู้แน่ชัดว่าตนอยู่ที่ไหนและจะไปยังที่ที่ต้องการได้อย่างไร แต่คนที่เป็นเหมือนอัทตอลกลับพบกับความยากลำบากแม้จะมีเส้นทางบอกไว้อย่างชัดเจน และมักจะหลงทางบ่อยๆ
ผู้เขียนสดุดีก็รู้สึกสับสนและหลงทางเช่นกัน “ข้าพระองค์หลงเจิ่นดังแกะที่หายไป ขอทรงเสาะผู้รับใช้ของพระองค์ เพราะข้าพระองค์ไม่ลืมพระบัญญัติของพระองค์” (สดด.119:176) ท่านเปรียบตัวเองเป็นแกะที่หลงหายไป แม้ว่าแกะจะเป็นสัตว์ที่มีคุณค่า แต่ก็ขึ้นชื่อว่าดื้อรั้นและบางครั้งก็พลัดหลงกับคนเลี้ยงทำให้มันต้องพึ่งพาความช่วยเหลือ ทักษะการนำทางฝ่ายวิญญาณของผู้เขียนสดุดีเสื่อมถอยลง และประสาทสัมผัสฝ่ายวิญญาณในการบอกทิศทางก็เลือนหายไป ดังนั้นท่านจึงต้องการให้พระเจ้าทรงเสาะหาตัวท่านและประทาน “ความเข้าใจ” (ข้อ 169) ให้แก่ท่าน
เมื่อเราหลงเจิ่นจากการดูแลของพระเจ้า พระองค์ทรงรักเรามากพอที่จะแสวงหาและนำเรากลับมาหาพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงช่วยให้เราเข้าใจพระวจนะและดำเนินตาม “พระบัญญัติของพระองค์” (ข้อ 172) เราก็จะหลีกเลี่ยงการหลงทางฝ่ายวิญญาณได้
การคิดถึงประโยชน์ของคนอื่น
ที่สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าทั่วสหรัฐอเมริกา ผู้ขับขี่บางคนใช้เวลานานเกินไปที่ “เครื่องชาร์จด่วน” ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ชาร์จรถยนต์ของตนได้อย่างรวดเร็วและกลับลงสู่ถนนได้อีกครั้ง เพื่อแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่ดีนี้ เครือข่ายสถานีชาร์จที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งได้กำหนดระยะเวลาอย่างเข้มงวดในสถานีที่มีผู้ใช้บริการพลุกพล่านที่สุดบางแห่ง เมื่อแบตเตอรี่ของรถยนต์ชาร์จได้ถึง 85 เปอร์เซ็นต์ ผู้ขับขี่จะต้องขยับให้รถคันต่อไปเข้ามาชาร์จแทน
อัครทูตเปาโลกระตุ้นเตือนผู้เชื่อในพระเยซูให้มีใจถ่อม “ถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว” (ฟป.2:3) ท่านกล่าวถึงปัญหาที่รบกวนคริสตจักรในเมืองฟีลิปปี นั่นคือการคิดถึงแต่ตัวเอง ผู้คนต้องการเป็นที่นับถือและเป็นคนสำคัญ ไม่ใช่ด้วยแรงจูงใจที่บริสุทธิ์ แต่เป็น “ความมักใหญ่ใฝ่สูงอย่างเห็นแก่ตัว” (ข้อ 3 TNCV) เปาโลกระตุ้นเตือนผู้เชื่อให้มีจิตใจเหมือนอย่างพระคริสต์และเห็นแก่ “ประโยชน์ของคนอื่นๆด้วย” (ข้อ 4) นี่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาควรลืมความต้องการของตัวเองจนส่งผลเสีย แต่ให้พวกเขาใส่ใจในความต้องการของผู้อื่นอย่างผู้ที่ “มีท่าทีแบบเดียวกับพระเยซูคริสต์” (ข้อ 5 TNCV) อัครทูตเปาโลหนุนใจชาวฟีลิปปีให้ละทิ้งความถือดีและถ่อมใจยอมเปิดพื้นที่ให้แก่ผู้อื่น แรงจูงใจสูงสุดในการคิดถึงประโยชน์ของผู้อื่นนั่นก็คือความรัก
ขณะที่เราพยายามทำตามแบบอย่างของพระคริสต์ในแต่ละวัน (ข้อ 6-11) พระองค์ทรงช่วยเราได้ที่จะเปิดพื้นที่ให้ผู้อื่น โดยการมองคนเหล่านั้นด้วยสายพระเนตรที่เปี่ยมด้วยความรักของพระองค์