ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Marvin Williams

คนที่เราคบหา

ผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เผยให้เห็นว่า การดูรายการโทรทัศน์ที่มีตัวละครใจร้ายสามารถชักนำให้ผู้ชมกลายเป็นคนใจร้ายได้ ความก้าวร้าวในรูปแบบต่างๆไม่ว่าจะเป็นการทะเลาะวิวาทกันต่อหน้าหรือการนินทาแบบลับๆ ล้วนเป็นปัจจัยที่กระตุ้นสมองของผู้ชมให้มีพฤติกรรมที่คล้ายกัน การเชื่อมโยงนี้มักเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว นั่นหมายความว่า แม้แต่การแสดงตลกแบบเสียดสีที่ดูเหมือน “ไม่มีพิษมีภัย” ก็อาจส่งอิทธิพลต่อวิธีการที่เราปฏิบัติต่อผู้อื่นได้อย่างแนบเนียน ดังนั้น คนที่เราเลือกใช้เวลาด้วยก็จะส่งผลต่อพฤติกรรมของเราเช่นกัน

ซาโลมอนได้สอนสติปัญญาที่เหนือกาลเวลา ถึงเรื่องสำคัญนี้ไว้ว่า “บุคคลที่เดินกับปราชญ์ ก็กลายเป็นคนฉลาด แต่เพื่อนฝูงของคนโง่จะรับภยันตราย” (สภษ.13:20) พระองค์ทรงบอกเป็นนัยๆว่า ปัจเจกบุคคลอาจบรรลุปัญญาเช่นนี้ไม่ได้ด้วยตัวเอง ดังนั้น พวกเขาจึงควรคบหาสมาคมกับคนที่มีปัญญาและยกย่องพระเจ้า เช่น ครูและมิตรสหาย แทนที่จะคบหากับคนที่โง่เขลา การอยู่ท่ามกลางคนมีปัญญาช่วยให้เรามี “วิจารณญาณที่ดี” และช่วยให้เราหลีกเลี่ยง “ความย่อยยับ” (ข้อ 15 TNCV) นักวิชาการท่านหนึ่งเรียกสิ่งนี้ว่า “การศึกษาเรียนรู้ผ่านมิตรภาพ” เพื่อนฝูงที่สนิทสนมกันย่อมมีอิทธิพลต่อกัน ไม่ว่าจะในทางดีหรือร้าย ซาโลมอนกระตุ้นเตือนให้เราระมัดระวังคนที่เราคบหา โดยตระหนักว่า “คำสอนของปราชญ์เป็นน้ำพุแห่งชีวิต” (ข้อ 14)

เมื่อพระเจ้าทรงช่วยเรา ขอให้เราอยู่ท่ามกลางผู้คนที่จะคอยหนุนใจเราให้ยกย่องพระเจ้า ให้รักผู้อื่น และให้มีสติปัญญาที่เพิ่มพูนขึ้นอยู่เสมอ

เมื่อทางปิด และพระวิญญาณทรงนำ

หลังจากการเดินทางอันแสนยาวนาน ในที่สุดผมและภรรยาก็ใกล้จะถึงถนนหน้าบ้าน แต่มีป้ายขนาดใหญ่ที่เขียนว่า “ถนนปิด ห้ามการจราจร” ขวางไว้ ใจผมอยากจะขับอ้อมป้ายไปเพราะบ้านผมอยู่แค่ข้างหน้านั้นและผมไม่ชอบเปลี่ยนเส้นทาง แต่แล้วผมก็เห็นว่าทำไมจึงปิดถนน มีสายไฟฟ้าล้มขวางถนน ถ้าผมเพิกเฉยต่อคำเตือน ผมอาจขับรถเข้าไปและตกอยู่ในอันตรายได้

ในกิจการ 16:6-10 เปาโลและเพื่อนร่วมงานของท่านกระตือรือร้นที่จะประกาศข่าวประเสริฐในแคว้นเอเชีย แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงปิดประตูนั้นไว้ กระนั้นทางเบี่ยงไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธเสมอไป แต่อาจเป็นการเปลี่ยนเส้นทางโดยพระเจ้า เช่นเดียวกับเครื่องกีดขวางบนถนนของเรา พระเจ้าทรงเปลี่ยนเส้นทางไม่ให้เปาโลเข้าไปในแคว้นบิธีเนีย การที่ทางถูกปิดอาจสร้างความหงุดหงิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่เปาโลกำลังพยายามอย่างเต็มความสามารถ แต่หลังจากนั้นท่านก็ได้เห็นนิมิตของชายคนหนึ่งที่ร้องขอว่า “โปรดมาช่วยพวกข้าพเจ้าในแคว้นมาซิโดเนียเถิด” (ข้อ 9) พระเจ้าตรัสว่า “ไม่” กับสิ่งที่ดีเพราะพระองค์กำลังเตรียมพวกเขาไว้สำหรับสิ่งอื่น นั่นก็คือการนำข่าวประเสริฐไปยังผู้คนที่อยู่ในทวีปอื่น (ข้อ 10)

แทนที่จะมองคำว่า “ไม่” เป็นการลงโทษและการปฏิเสธ เราสามารถมองได้ว่าเป็นการเปลี่ยนเส้นทางที่มาจากการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ การเบี่ยงเส้นทางของพระเจ้ามักจะนำไปสู่สิ่งที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ อย่าเพียงแต่วางใจในการทรงนำของพระองค์เมื่อทางเปิด แต่จงเดินตามเมื่อพระองค์ทรงปิดทางด้วยเช่นกัน

ดำเนินชีวิตที่สะอาดเพื่อพระเจ้า

เราอาจละเลยที่จะทำความสะอาดของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น กาต้มกาแฟ ขวดน้ำ หม้อทอดไร้น้ำมัน ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าตัวกรองน้ำที่สกปรกเป็นแหล่งรวมของเชื้อโรคและสิ่งมีชีวิตต่างๆ จุลินทรีย์ส่วนใหญ่จะไม่เป็นอันตรายเมื่อเรากลืนเข้าไป แต่ตัวกรองบางชนิดไม่อาจกำจัดเชื้อโรคที่เป็นอันตรายได้ คราบของจุลินทรีย์ที่เป็นเมือกบางๆภายในเหยือกน้ำที่ไม่ได้ล้างจะทำให้เชื้อโรคเหล่านั้นเจริญเติบโต และบางชนิดเป็นอันตรายต่อเราหากสูดดมเข้าไป หรือหากเข้าสู่ดวงตาหรือสมอง การละเลยจะทำให้การปนเปื้อนที่มองไม่เห็นนี้แพร่กระจาย

อิสยาห์กล่าวกับประชากรของพระเจ้าที่อยู่ภายใต้การปกครองของคนต่างชาติ (อสย.52) พวกเขาถูกกดดันให้รับเอาค่านิยมทางวัฒนธรรมและพิธีกรรมการนมัสการของคนบาบิโลน พระเจ้าทรงบอกคนอิสราเอลผ่านทางผู้เผยพระวจนะว่า “อย่าแตะต้องสิ่งที่ไม่สะอาด จงออกไปจากท่ามกลางเมือง [บาบิโลน] จงชำระตัวของเจ้าให้บริสุทธิ์” (ข้อ 11) พวกเขาต้องไม่นำการปฏิบัติที่ไม่สะอาดติดตัวไปด้วย การทรงเรียกนั้นชัดเจน คืออย่ากลมกลืนกับวัฒนธรรมซึ่งติดเชื้อ แต่จงแสวงหาความบริสุทธิ์ (ข้อ 10) คือการแยกตัวออกเพื่อพระเจ้า นี่ไม่ใช่การเรียกให้แยกตัวอยู่ลำพังแต่ให้สัตย์ซื่อ พระเจ้าทรงปรารถนาประชากรที่บริสุทธิ์และแตกต่าง คือคนที่ปฏิบัติตามการทรงนำและมาตรฐานของพระองค์ และแสวงหาการช่วยให้รอดของพระองค์ เมื่อพวกเขาแสวงหาชีวิตที่บริสุทธิ์ในพระองค์ พระองค์จะ “เสด็จนำหน้า [พวกเขา ]...และจะทรงระวังหลัง[พวกเขา ]” (ข้อ 12)

ให้เราขอพระเจ้าทรงเปิดเผยมลทินและความปนเปื้อนฝ่ายวิญญาณที่ซ่อนอยู่ในชีวิตเรา และขอทรงแทนที่สิ่งนั้นด้วยความจริงและความบริสุทธิ์

จดจำว่าเราเป็นใคร

พนักงานร้านอาหารคนหนึ่งพบชายหมดสติอยู่ข้างที่ทิ้งขยะ เขาถูกแดดเผา ถูกมดกัด และมีร่องรอยถูกกระแทกอย่างรุนแรง เขาจำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นใคร ชายผู้นี้ซึ่งต่อมาตั้งชื่อตัวเองว่า “เบนจามิน ไคล์” อยู่ในสภาพที่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับชีวิตนานกว่าสิบปี เขาทำงานไม่ได้ ไม่ได้รับสวัสดิการใดๆ หรือไม่อาจแม้แต่กอบกู้อดีตของตนเองกลับมา การเยียวยารักษาเขาเริ่มขึ้นเมื่อชุมชนที่เขาไม่รู้จักช่วยให้เขาค้นพบตัวตนของเขาอีกครั้ง ผ่านการทดสอบทางพันธุกรรมและการสืบค้นข้อมูล “ผมมีประวัติความเป็นมา” เขากล่าว “ผมไม่ใช่แค่ใครก็ไม่รู้ที่ปรากฏตัวขึ้นมาจากความว่างเปล่า”

เรื่องราวของนางรูธในพระคัมภีร์ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในการค้นพบว่าเธอได้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนอีกครั้ง หลังจากที่เธอสูญเสียสามีและละทิ้งบ้านเกิดมา เธอเลือกที่จะผูกพันตัวเองกับนาโอมีผู้เป็นแม่สามีและบรรดาญาติๆ เธอกล่าวว่า “แม่จะไปไหนฉันจะไปด้วย...ญาติของแม่จะเป็นญาติของฉันและพระเจ้าของแม่ก็จะเป็นพระเจ้าของฉัน” (นรธ.1:16) รูธผูกโยงอัตลักษณ์และชะตาชีวิตของเธอเข้ากับนาโอมีและญาติๆทั้งในชีวิตและความตาย เธอ “ตั้งใจจะไปด้วยจริงๆ” (ข้อ 18) เธอให้ความสำคัญกับชุมชนมากกว่าความชัดเจน และให้การได้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนสำคัญกว่าอนาคตที่แน่นอน ในการทำเช่นนั้น เธอได้ก้าวเข้าสู่เรื่องราวการทรงไถ่ของพระเจ้า และเป็นที่จดจำตลอดไปในฐานะส่วนหนึ่งในวงศ์วานของพระคริสต์ (4:18-22; มธ.1:3-5)

เมื่อเราในฐานะผู้เชื่อในพระเยซูลืมว่าตัวเราเป็นใคร หรือเมื่อความเจ็บปวดในชีวิตทำให้เราสับสน พระเจ้ามักจะทรงใช้ชุมชนเพื่อเชื่อมโยงเรากับอัตลักษณ์แท้จริงที่สุดของเรา ในพระองค์เราเป็นที่รัก เป็นผู้ที่ทรงเลือกและเป็นที่รู้จัก

ประพฤติความซื่อสัตย์

ในช่วงเวลาแห่งความว้าวุ่นใจ ซาราห์ทำแหวนหมั้นเพชรหล่นลงไปในถ้วยของชายไร้บ้านโดยไม่รู้ตัว บิลลี่ เรย์ขอทานที่ได้แหวนวงนี้ไปได้นำแหวนไปตีราคาและคิดว่าจะขาย แต่เขาเลือกที่จะซื่อสัตย์และคืนแหวนให้ซาราห์เมื่อเธอย้อนกลับมาในอีกไม่กี่วัน ซาราห์และสามีจึงได้จัดตั้งกองทุนเพื่อรับบริจาคเงินช่วยเหลือบิลลี่ เรย์และมีผู้บริจาคด้วยใจกว้างขวางเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย บิลลี่ เรย์ ได้รับคำแนะนำทางการเงินและกฎหมายจนซื้อบ้านได้ในที่สุด และเขายังได้พบครอบครัวที่จากกันไปนานอีกด้วย

เมื่อเราซื่อสัตย์ เราก็ทำให้พระเจ้าพอพระทัยและเป็นแรงบันดาลใจแก่ผู้อื่น ซาโลมอนกล่าวว่า พระเจ้าทรงปีติยินดีในความซื่อสัตย์ของท่าน โดยกล่าวว่า “ริมฝีปากที่พูดมุสาเป็นที่น่าเกลียดน่าชังแก่พระเจ้า แต่บรรดาผู้ที่ประพฤติความซื่อสัตย์เป็นที่ปีติยินดีแด่พระองค์” (สภษ.12:22) ซาโลมอนทรงใช้ถ้อยคำที่รุนแรงเพื่ออธิบายมุมมองที่พระเจ้ามีต่อความไม่ซื่อสัตย์ว่า เป็นที่น่าเกลียดชังแก่พระเจ้า เมื่อประชากรของพระเจ้าโกหกหรือมี “ความหลอกลวงอยู่ในใจ” (ข้อ 20) ก็เป็นการท้าทายพระเจ้าและขัดกับพระลักษณะของพระองค์ แต่หากพวกเขามี “ริมฝีปากที่พูดจริง” (ข้อ 19) และปฏิบัติอย่างซื่อสัตย์ ก็จะนำความชื่นชมยินดีมาสู่พระองค์ ดังนั้นการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างดีจึงไม่ได้เป็นเพียงการพูดความจริงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงพระลักษณะของพระเจ้า ในโลกที่ผู้คนแสวงหากำไรจากการหลอกลวง ความซื่อสัตย์ของเราเป็นสิ่งที่พระองค์ “ปีติยินดี” (ข้อ 22)

ให้เรามุ่งมั่นที่จะประพฤติตนด้วยความซื่อสัตย์ในขณะที่พระเจ้าทรงช่วยเหลือเรา แม้ว่าโลกจะไม่เห็น แต่พระองค์ทรงพอพระทัยเมื่อเราดำเนินในวิถีทางของพระองค์

ข้อกำหนดที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้า

เมื่อบริษัทแห่งหนึ่งไม่สามารถผลิตปากกาหมึกได้ตามข้อกำหนดที่ใช้ในสำนักงานรัฐบาลบางแห่งของสหรัฐฯในช่วงทศวรรษ 1960 สำนักงานบริการทั่วไปจึงได้ขอให้องค์กรอุตสาหกรรมแห่งชาติเพื่อคนตาบอด (NIB) ผลิตปากกาจำนวน 70 ล้านด้าม แม้ว่า NIB จะไม่เคยผลิตปากกามาก่อน พวกเขารับคำร้องขอและผลิตได้ตามข้อกำหนดทั้งหมด ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1967 เป็นต้นมา คนงานในโรงงานที่พิการทางสายตาได้ประกอบเครื่องเขียนที่บุคลากรทางทหารใช้กันอย่างแพร่หลาย ปากกาเหล่านี้สามารถหงายขึ้นเขียนในมุมสูงได้ ลากเส้นได้ยาวกว่าหนึ่งกิโลเมตรและทนต่ออุณหภูมิที่สุดขั้ว

ปฐมกาล 1:27 ย้ำเตือนเราว่ามนุษย์แต่ละคนถูกสร้างขึ้นตามข้อกำหนดที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้า “พระเจ้าจึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์ ตามพระฉายาของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้น และได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง” เราถูกสร้างขึ้นโดยสะท้อนถึงพระลักษณะและธรรมชาติของพระเจ้า การถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาหมายความว่าทุกคนมีศักดิ์ศรีและคุณค่าในตนเอง พระเจ้าตรัสว่าเรื่องราวของแต่ละคนเริ่มขึ้นจากการทรงสร้าง “ตามฉายาตามอย่างของ [พระองค์]” (ข้อ 26) ความจริงข้อนี้คือรากฐานในการเข้าใจศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อัตลักษณ์และความสัมพันธ์กับผู้อื่น

เราก็เป็นเหมือนปากกาเหล่านั้นที่มีบทบาทสำคัญเช่นกัน! แม้เราอาจไม่รู้สึกว่าเราเป็นคนพิเศษ แต่เราทุกคนต่างมีคุณค่าภายในและวัตถุประสงค์ที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น ขอให้เราภูมิใจในเรื่องราวของชีวิตเรา โดยรู้ว่าองค์พระผู้สร้างทรงรักเราและทรงเรียกเราว่า “ดีนัก” (ข้อ 31)

ความรับผิดชอบเป็นสิ่งสำคัญ

ผู้พิพากษาท่านหนึ่งใช้แนวทางที่ไม่เหมือนใครเพื่อจัดการกับคดีลักขโมยในร้านค้า โดยการสั่งให้ผู้กระทำผิดล้างรถในลานจอดรถของร้านค้าในชุมชน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของงานบริการชุมชน เขาหวังว่าวิธีนี้จะช่วยหยุดยั้งการลักขโมยในอนาคต และเป็นเครื่องเตือนใจให้เห็นถึงผลลัพธ์ของการทำผิด เขาเน้นย้ำว่าการกระทำย่อมมีผลตามมาและความรับผิดชอบเป็นสิ่งสำคัญ

การตัดสินของผู้พิพากษานี้สะท้อนถึงคำสั่งในกันดารวิถี 5:6-7 ที่ว่า “[ผู้ใดที่ ]กระทำ​บาป...ให้​ผู้​นั้น​สารภาพ​ความ​ผิด​ที่​เขา​ได้​กระทำ และ​ให้​เขา​คืน​สิ่ง​ที่​ผิด​ซึ่ง​เขา​ได้มา​นั้น​เต็ม​ตามเดิม” ในข้อพระคัมภีร์ตอนนี้ เราได้เห็นว่าพระเจ้าทรงให้ความสำคัญต่อการยอมรับผิด การสารภาพบาป และการแสวงหาการฟื้นฟู และยังเน้นย้ำความจริงอันลึกซึ้งที่ว่า การประพฤติผิดทุกอย่างแสดงให้เห็นว่าผู้ทำผิดได้ “​ฝ่า​ฝืน​ต่อ​พระ​เจ้า” (ข้อ 6) และทรยศต่อหลักการของชนชาติอิสราเอล

การล้างรถในที่สาธารณะทำหน้าที่เป็นเสมือนผลที่ตามมาซึ่งทำให้ถ่อมใจและส่งเสริมให้เกิดการคิดทบทวนและความรับผิดชอบ ในทำนองเดียวกัน พระเจ้าทรงเรียกอิสราเอลให้ยอมรับในบาปของตนด้วยความจริงใจ โดยสารภาพบาปและแสวงหาการอภัยโทษ อิสรภาพที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อพวกเขาเผชิญหน้ากับการกระทำของตนเอง จัดการแก้ไข และตอบรับพระคุณของพระเจ้า

วันนี้ ให้เราใช้เวลาสักครู่เพื่อใคร่ครวญถึงชีวิตที่เราดำเนินต่อพระพักตร์พระเจ้าอย่างจริงใจ เมื่อเราแสวงหาการคืนดีและการชดใช้ในกรณีที่จำเป็น (ดู มธ.5:23-24; ลก.19:8-10) พระเมตตาและการอภัยโทษของพระองค์จะฟื้นฟูเราให้กลับคืนสู่ความสมบูรณ์

ผู้อารักขาที่สัตย์ซื่อ

เดือนมีนาคม ปี 2024 บริษัทด้านอากาศยานของสหรัฐฯ ไม่ผ่านการตรวจสอบด้านความปลอดภัยที่ดำเนินการโดยองค์การบริหารการบินแห่งชาติ การตรวจสอบนี้เกิดขึ้นหลังเกิดเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยหลายครั้ง รวมถึงเที่ยวบินที่ประสบปัญหาความดันในห้องโดยสารลดลงอย่างอันตรายเมื่อแผงประตูเครื่องบินฉีกขาด บริษัทยอมรับว่าความล้มเหลวเกิดจากคำแนะนำสำหรับพนักงานที่เข้าใจยากและเปลี่ยนแปลงบ่อยเกินไป ส่งผลให้พวกเขาไม่สัตย์ซื่อในการปฏิบัติตามขั้นตอนที่ผ่านการอนุมัติแล้ว

เปาโลบอกกับคริสตจักรในเมืองโครินธ์ว่า พวกเขาควรถือว่าท่านและผู้นำคนอื่นๆเป็น “คนรับใช้ของพระคริสต์” ที่สัตย์ซื่อและได้รับการยอมรับ และประกาศว่าท่านเป็นผู้ได้รับ “ความไว้วางใจ” ให้เป็นผู้อารักขาของพระเจ้า (1 คร.4:1-2) ผู้อารักขาในสมัยของเปาโลได้รับความไว้วางใจให้ดูแลการจัดการและการจัดสรรทรัพยากรในครัวเรือน เหนือสิ่งอื่นใด ข้อกำหนดพื้นฐานสำหรับผู้ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เหล่านี้คือต้องมีความสัตย์ซื่อ เปาโลเรียกตัวเองว่าเป็นผู้อารักขาที่ “ทำการหนักด้วยมือของ[ท่านเอง]” เพื่อเป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบของท่าน (ข้อ 12) คือใช้สิ่งที่พระเจ้าประทานให้อย่างเอาใจใส่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสติปัญญาที่ทรงมอบให้และความล้ำลึกของข่าวประเสริฐ (ข้อ 2)

ขอให้เรามุ่งมั่นที่จะเป็นผู้อารักขาที่สัตย์ซื่อ ตามที่พระเยซูทรงจัดเตรียมไว้ โดยยึดมั่นในมาตรฐานอันไร้ที่ติตามที่พระองค์ทรงเห็นชอบ ทั้งในกิจวัตรฝ่ายวิญญาณ ในหน้าที่การงาน และในความสัมพันธ์ส่วนตัวของเรา

ฤทธิ์อำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้

เมื่อสำนักขนส่งแห่งรัฐเคนตักกี้ตอนกลางทำการปรับปรุงสำนักงานใหญ่และต้องการให้ประชาชนสังเกตเห็นได้โดยง่าย พวกเขาจึงไม่ติดป้ายประกาศทั่วๆไป แต่ติดตั้งหมุดขนาดใหญ่ที่สูงราวเจ็ดเมตรไว้ที่ทางเข้า หมุดซึ่งกลายเป็นสถิติโลกนึ้จึงเป็นเครื่องหมายที่ทุกคนที่ผ่านไปมาจะมองเห็นอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

ในพระธรรมดาเนียลบทที่ 6 พระเจ้าทรงใช้บางสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ นั่นคือการช่วยกู้ดาเนียลอย่างอัศจรรย์ หลังท่านถูกโยนเข้าไปในถ้ำสิงโตเพราะเลือกที่จะไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของพระราชาดาริอัสโดยยังคงอธิษฐานต่อพระเจ้า (ข้อ 10-23) ผู้เผยพระวจนะรอดชีวิตเพราะท่าน “วางใจในพระเจ้า” จากนั้นพระราชาดาริอัสจึงประกาศว่า พระเจ้าของดาเนียล ไม่เหมือนกับรูปเคารพที่ตายแล้วของชาวมีเดียและเปอร์เซีย แต่ทรงเป็น “พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ ทรงดำรงอยู่เป็นนิตย์” (ข้อ 26) พระองค์ผู้เดียวทรง “ช่วยกู้และช่วยให้พ้นภัย พระองค์ทรงกระทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์ในฟ้าสวรรค์และบนพื้นพิภพ” (ข้อ 27) ช่างเป็นเรื่องน่าทึ่งที่แม้แต่กษัตริย์ต่างศาสนายังยอมรับในฤทธานุภาพและความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า การสำแดงฤทธานุภาพของพระเจ้าก็เป็นเช่นเดียวกับหมุดยักษ์ที่ไม่สามารถมองข้ามได้

บางครั้งพระเจ้าทรงดึงดูดความสนใจของเราโดยทรงทำบางสิ่งที่สำคัญและไม่อาจปฏิเสธได้ (ข้อ 27) ไม่ว่าจะเป็นการช่วยกู้ที่เหนือธรรมชาติ การทรงจัดเตรียมในเวลาที่เหมาะเจาะและการเปลี่ยนแปลงจิตใจ ในช่วงเวลาอื่นพระองค์ก็ทรงกระทำกิจอย่างเงียบๆในขณะที่เราเฝ้าดูและรอคอย ขอให้เรายำเกรงต่อสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำอยู่ภายในและรอบๆตัวเราในวันนี้ โดยวางใจในพระเจ้าและในฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ (ข้อ 23)

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา