ผู้เขียน

ดูทั้งหมด
Lisa M. Samra

Lisa Samra

Lisa desires to see Christ glorified in her life and in the ministries where she serves. Born and raised in Texas, Lisa is always on the lookout for sweet tea and brisket. She graduated with a Bachelor of Journalism from the University of Texas and earned a Master of Biblical Studies degree from Dallas Theological Seminary. Lisa now lives in Grand Rapids, Michigan, with her husband, Jim, and their four children. In addition to writing, she is passionate about facilitating mentoring relationships for women, and developing groups focused on spiritual formation and leadership development. Lisa has been blessed to travel extensively and often finds inspiration from experiencing the beauty of diverse cultures, places, and people. Lisa enjoys good coffee, running, and reading—just not all at the same time.

บทความ โดย Lisa Samra

รอคอยการเสด็จกลับมาของพระเยซู

ตอนเด็กๆฉันชอบไปกินวาฟเฟิลฟรายส์และชาเย็นที่ร้านชิคฟิเลย์ ซึ่งเป็นร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดสัญชาติอเมริกัน พอโตขึ้นและย้ายไปอยู่รัฐอื่น ฉันตกใจที่พบว่าไม่มีร้านนี้อยู่เลยในรัศมีหลายร้อยกิโลเมตร! เวลาไปเที่ยวกับครอบครัว เราถึงกับวางแผนเส้นทางเพื่อให้แวะร้านชิคฟิเลย์ได้บ่อยๆ ขณะเดียวกันก็หวังว่าสักวันจะมีร้านมาเปิดใกล้บ้านเรา

การรอคอย เราทุกคนต่างเคยมีประสบการณ์นี้ บางครั้งสิ่งที่เรารอคอย เช่น ร้านอาหารที่ชื่นชอบ ก็ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการจริงๆ แต่บางครั้งการรอคอยของเราก็สะท้อนถึงความโหยหาที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น

เปาโลเขียนถึงผู้เชื่อชาวฟีลิปปี โดยเตือนให้ดำเนินชีวิตตามการรอคอยอย่างลึกซึ้งที่สุดของพวกเขา นั่นคือการเสด็จกลับมาของพระคริสต์และการมาถึงอย่างสมบูรณ์แห่งอาณาจักรของพระองค์ (ฟป.3:20) การเสด็จมาของพระเยซูจะทำให้ทุกสิ่งสมบูรณ์และเปลี่ยนแปลงผู้เชื่อให้เป็นเหมือนพระองค์ (ข้อ 21)

แทนที่จะรอคอยในสิ่งที่ไม่อาจนำมาซึ่งความพึงพอใจที่ยั่งยืน เปาโลกล่าว่า ความเป็นจริงที่จะมาถึงนี้เองที่ผู้เชื่อต่าง “รอคอย” อย่างกระตือรือร้น (ข้อ 20) นั่นคือวันที่จะไม่มีความทุกข์โศกอีกต่อไปเมื่อเราจะได้เห็นพระเยซูหน้าต่อหน้า

เมื่อได้รู้ว่าการรอคอยของเราจะสำเร็จเป็นจริงในวันหนึ่ง เราจึงมีความหวังซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตเพื่อพระคริสต์ในแต่ละวัน (ข้อ 12-14)

ไม่นานมานี้ ร้านชิคฟิเลย์ได้มาเปิดสาขาใหม่ห่างจากบ้านของฉันไปไม่กี่กิโลเมตร ซึ่งเป็นเครื่องเตือนใจเล็กๆว่าการรอคอยที่สำคัญกว่านั้นจะได้รับการเติมเต็มในวันหนึ่ง เราจึงรอคอยจนกว่าจะถึงวันนั้น

บรรดาบุตรของพระเจ้า

หนึ่งในหนังสือภาพลวงตาที่ฉันชื่นชอบมักจะทำให้ฉันรู้สึกทึ่งเสมอเวลาที่ภาพเหล่านั้นหลอกสายตาของฉัน ยกตัวอย่างเช่น ภาพเส้นสองเส้นที่มีความยาวเท่ากันแต่ดูเหมือนมีขนาดต่างกัน หรือ “บันไดที่เป็นไปไม่ได้” อันโด่งดัง ซึ่งเป็นชุดบันไดสี่ชุดที่ดูเหมือนเชื่อมบรรจบกัน นอกจากนี้การตระหนักว่าเราไม่ได้มองเห็นสิ่งต่างๆตามความเป็นจริงเสมอไปก็อาจทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายใจได้

ทว่าไม่ได้มีเพียงสายตาของเราเท่านั้นที่หลอกลวงเรา บางครั้งเราอาจเชื่อภาพลวงตาเกี่ยวกับตัวตนของเราในฐานะบุตรของพระเจ้า เมื่อเราถูกโจมตีด้วยคำกล่าวอ้างที่หลอกลวงของโลกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน นักเขียนเฮนรี่ นูเวนได้เขียนว่า “พระเยซูเสด็จมาเพื่อประกาศให้เรารู้ว่า อัตลักษณ์ตัวตนที่ตั้งอยู่บนความสำเร็จ ความนิยม และอำนาจนั้นเป็นอัตลักษณ์ที่ผิด คือเป็นภาพลวงตา!”

ตัวตนที่แท้จริงของเราเกิดขึ้นได้เพราะความรักอันล้นเหลือของพระเจ้า คือเมื่อเรารับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด เราจึงได้เป็น “บุตรของพระเจ้า” (1 ยน.3:1) แต่อัครทูตยอห์นตระหนักว่าบางครั้ง “ใจของเรากล่าวโทษตนเอง” (ข้อ 20 TNCV) และเราเริ่มสงสัยในความรักของพระเจ้า หรือแม้แต่ตั้งคำถามว่าเราเป็นของพระองค์จริงหรือ แต่ทว่า “พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่กว่าใจของเราและพระองค์ทรงทราบทุกสิ่ง” (ข้อ 20 TNCV) แทนที่จะถูกหลอกด้วยภาพลวงตาซึ่งเป็นภัย ให้เราเชื่อในความจริงที่ว่าเราเป็นบุตรที่รักของพระเจ้า

วันนี้ ไม่ว่าคุณจะพบกับภาพลวงตาใดเกี่ยวกับอัตลักษณ์ตัวตนของคุณ จงยึดมั่นในความจริงที่ว่าคุณเป็นบุตรที่รักของพระเจ้า

พลังของการอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ

เดนเซล วอชิงตัน นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ได้หนุนใจให้กลุ่มนักแสดงรุ่นเยาว์เริ่มต้นแต่ละวันด้วยการอธิษฐาน โดยแนะนำให้พวกเขา “เอารองเท้าไว้ใต้เตียงตอนกลางคืน” เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขา “ต้องคุกเข่าลงในตอนเช้า”

การสร้างนิสัยในการอธิษฐานอย่างสม่ำเสมออาจต้องอาศัยการวางแผนอย่างรอบคอบและสร้างสรรค์ แต่สิ่งนี้เป็นแนวปฏิบัติที่ค้ำจุนประชากรของพระเจ้ามาตลอดประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่ยากลำบาก เราเห็นเรื่องนี้ในชีวิตของดาเนียลผู้รับราชการในสมัยกษัตริย์ดาริอัส ท่านโดดเด่นอย่างรวดเร็วในฐานะอภิรัฐมนตรีสูงสุด ทำให้ข้าราชการประจำท้องถิ่นไม่พอใจ (ดนล.6:3) คนเหล่านั้นจึงวางแผนขับไล่ผู้เผยพระวจนะท่านนี้ด้วยความอิจฉา แต่ไม่ช้าก็ตระหนักได้ว่ามีข้อเดียวที่จะกล่าวหาดาเนียลได้ คือการอุทิศตัวของท่านต่อ “ธรรมบัญญัติแห่งพระเจ้าของเขา”(ข้อ5)แม้หลังจากที่กษัตริย์ถูกเหล่าข้าราชการออกอุบายให้ทรงตรากฎหมายซึ่งทำให้การอธิษฐานของดาเนียลเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ดาเนียลก็ยังคง “คุกเข่าลง...อธิษฐานและโมทนาพระคุณต่อพระเจ้าของท่าน ดังที่ท่านได้เคยกระทำมาแต่ก่อน” (ข้อ 10)

การอธิษฐานเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับดาเนียล เพื่อจะได้รับการค้ำจุนด้วยกำลังและสันติสุขที่มาจากพระเจ้า (สดด.29:11) การอธิษฐานช่วยให้ท่านมีชัยชนะเหนืออำนาจที่หาทางจะทำลายท่าน ในทำนองเดียวกันการกำหนดเวลาเข้าเฝ้าพระเจ้าในการอธิษฐานประจำวัน โดยให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในแต่ละวัน จะช่วยบ่มเพาะความสัมพันธ์ของเรากับพระองค์ ในแต่ละครั้งที่เราเผชิญความยากลำบาก พระกำลังของพระองค์จะช่วยค้ำจุนเรา

น้ำแห่งชีวิตของพระคริสต์

ขณะที่จ้องมองภาพ “พระคริสต์กับหญิงชาวสะมาเรีย” ซึ่งเป็นงานภาพพิมพ์อันวิจิตรบรรจงของเร็มบรันท์ศิลปินชาวดัตช์ ฉันสังเกตเห็นรายละเอียดที่น่าสนใจสองอย่าง อย่างแรกคือท่าทางที่ถ่อมสุภาพของพระเยซู โดยการโน้มตัวไปข้างหน้าและวางพระหัตถ์ไว้ที่พระทัยของพระองค์ขณะตรัสกับหญิงชาวสะมาเรีย ชาวยิวกับชาวสะมาเรียเป็นปฏิปักษ์กันมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ ดังนั้น ชาวยิวจึงมักจะไม่ “คบหาสมาคมกับชาวสะมาเรีย” (ยน.4:9) แต่พระเยซูกลับไปพบหญิงที่สังคมรังเกียจ (ข้อ 17-18) ด้วยความเคารพและให้เกียรติ

พระเยซูทรงตระหนักถึงปัญหาของหญิงคนนี้ และทรงประทาน “น้ำแห่งชีวิต” (ข้อ 10) เพื่อเติมเต็มความต้องการส่วนที่ลึกที่สุดของเธอ นั่นก็คือของประทานแห่งการชำระล้างและพระคุณที่ให้ชีวิต ซึ่งนางจะได้รับผ่านทางการรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับพระเจ้า

อย่างที่สองที่สะดุดตาฉัน ได้แก่เงาดำที่ปกคลุมใบหน้าของหญิงคนนั้น ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ถึงปัญหาในช่วงแรกของเธอในการรับรู้ว่าพระเยซูคือพระเมสสิยาห์ หรือพระผู้ช่วยให้รอดที่ทรงสัญญาไว้ของชนชาติอิสราเอล เมื่อหญิงนั้นบอกพระเยซูว่า “ดิฉันทราบว่าพระเมสสิยาห์ (ที่เรียกว่าพระคริสต์) จะเสด็จมา” (ข้อ 25) และพระองค์ตรัสตอบว่า “เราที่พูดกับเจ้าคือผู้นั้น” (ข้อ 26) ตาและใจของเธอก็เปิดออก (ข้อ 29)

เมื่อเราพบเจอผู้คนที่หิวกระหายฝ่ายวิญญาณ แบบอย่างของพระเยซูเตือนใจฉันให้พูดกับพวกเขาด้วยความถ่อมใจและเมตตา และอธิษฐานขอให้พระเจ้าขจัดเงาที่บดบัง “ใจของเขาให้มืดไป” (2 คร. 4:4) เพื่อพวกเขาจะเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ถึงน้ำแห่งชีวิตที่พระคริสต์เสนอให้ เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิต

ต้นหลิวที่มีโพรง

เมื่อโทมาสกล่าวถึงเวลาอันทรงคุณค่าที่เขามีร่วมกับที่ปรึกษาอาวุโสผู้ซึ่งคอยรับฟังข้อกังวลของเขาอยู่เสมอ เขากล่าวว่า “ท่านเป็นเสมือนต้นหลิวที่มีลำต้นเป็นโพรงของผม” เมื่อฉันมองเขาด้วยสายตาที่งุงงง โทมาสอธิบายว่านี่เป็นสำนวนภาษาสโลวัก หมายถึงคนที่เก็บรักษาความลับของคุณเอาไว้ พูดง่ายๆ คือ คนๆนั้นเปรียบเสมือนต้นหลิวที่เก็บรักษาความลับเอาไว้อย่างปลอดภัยภายในลำต้น

การมีใครสักคนที่เราสามารถเล่าความลับเกี่ยวกับความกลัวและความปรารถนาในส่วนลึกให้ฟังได้ถือเป็นสมบัติอันล้ำค่า ในตอนหนึ่งของพระธรรมสุภาษิตที่เน้นย้ำเรื่องพลังแห่งคำพูด บางทีกษัตริย์ซาโลมอนอาจพูดจากประสบการณ์ของพระองค์เอง ตอนที่พระองค์ยกย่องบุคคลที่มีความสุขุมรอบคอบหรือ “สงบปากสงบคำ”(สภษ.11:12 TNCV)ของตนได้ พระองค์ยังได้เปรียบเทียบบุคคลสองแบบไว้ว่า “บุคคล​ที่​เที่ยว​ซุบซิบ​ก็​เผย​ความ​ลับ แต่​บุคคล​ที่​ไว้วางใจ​ได้​ย่อม​ปิดบัง​สิ่ง​หนึ่ง​สิ่ง​ใด​ไว้​ได้” (ข้อ 13) การเปรียบเทียบนี้เป็นเครื่องเตือนใจที่ดีให้เราระมัดระวังการเก็บรักษาบทสนทนาส่วนตัวให้ดี แม้ว่าเราไม่ควรจะนิ่งเงียบหากเป็นเรื่องความปลอดภัยของคนที่เราเป็นห่วงอย่างแท้จริง

ในโลกยุคดิจิตอลที่เราสามารถเผยแพร่ข้อมูลได้อย่างรวดเร็วนี้ อาจเป็นเรื่องน่าดึงดูดใจ (และง่ายดาย)ที่จะเล่ารายละเอียดที่ตื่นเต้นมีสีสันเพื่อให้ผู้ฟังตอบสนอง แต่การนินทาไม่เพียงทำร้ายคนที่ไว้ใจคุณมากจนเล่าเรื่องต่างๆ ให้คุณฟังเท่านั้น แต่ยังสร้างความเสียหายอย่างมากต่อความสัมพันธ์เมื่อความไว้เนื้อเชื่อใจถูกทำลายลง เราทุกคนมุ่งมั่นที่จะเป็น “ต้นหลิวที่มีโพรง” คือเป็นคนที่ซื่อสัตย์และไว้วางใจให้รักษาความลับไว้ได้

ระลึกถึงการทรงสถิตของพระเจ้า

ต้นไม้ที่มีลักษณะเฉพาะที่เราเห็นขณะเดินป่าในอุทยานแห่งชาติโยชูวาทรีในแคลิฟอร์เนีย ซึ่งมีใบเป็นกระจุกและกิ่งก้านที่แผ่ขยายขึ้นเหมือนมือที่ชูขึ้นสู่ท้องฟ้านั้นทำให้เราสนใจมาก หลายคนเชื่อว่าต้นไม้เหล่านี้ถูกขนานนามว่า “ต้นโยชูวา” โดยผู้บุกเบิกซึ่งนึกถึงเรื่องราวในพันธสัญญาเดิม ที่โยชูวายกหอกขึ้นเป็นเครื่องหมายของการทรงสถิตและการช่วยเหลือของพระเจ้า

เมื่อเข้าไปในคานาอันแล้ว คนอิสราเอลต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้าในการรบ หลังจากพ่ายแพ้ที่เมืองอัยอันเนื่องจากบาปของพวกเขา (ยชว.7:11-12) คนอิสราเอลดูจะกลัวที่ต้องต่อสู้กับเมืองนั้นอีกครั้ง แต่พระเจ้าทรงหนุนใจโยชูวาว่า “อย่ากลัวหรืออย่าขยาดเลย” (8:1) แล้วตรัสสั่งท่านว่า “จงยื่นหอกที่อยู่ในมือของเจ้าออกตรงไปยังเมืองอัย เพราะเราจะมอบเมืองนั้นไว้ในมือของเจ้า” (ข้อ 18) โยชูวาเชื่อฟังพระเจ้าและ “มิได้หดมือที่ถือหอกยื่นอยู่นั้น” จนกว่าจะมีชัยในการรบ (ข้อ 26) หอกในมือของโยชูวาที่ยื่นออกไปนั้นไม่ได้ทำให้มีชัยชนะ แต่มันเป็นเครื่องหมายแห่งพระสัญญาของพระเจ้าที่จะทรงช่วยเหลือและสถิตอยู่กับพวกเขา

การระลึกว่าพระเจ้าสถิตอยู่กับเรา จะช่วยเราได้ในเวลาที่เผชิญกับอุปสรรคอันยากลำบาก ทั้งข้อพระคัมภีร์ที่ติดอยู่ในบ้านของเรา รูปภาพการทรงสร้างอันน่าทึ่งของพระเจ้า และสร้อยคอรูปกางเขน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือ แต่พระเจ้าทรงใช้สิ่งเหล่านี้้เพื่อเตือนใจเราถึงการทรงสถิตและฤทธิ์อำนาจที่พระองค์ทรงสัญญาไว้

ผู้นำที่ถ่อมตน

เพื่อนของฉัน บุช บริกส์เป็นโค้ชซึ่งเป็นที่รักของทีมว่ายน้ำในโรงเรียนมัธยมท้องถิ่นแห่งหนึ่งมาเป็นเวลาห้าสิบเอ็ดปี ด้วยความอยากรู้ ฉันจึงถามว่าเขาเคยชนะการแข่งขันระดับรัฐมาแล้วกี่ครั้งในช่วงห้าสิบปีมานี้ ด้วยน้ำเสียงสุภาพอันเป็นเอกลักษณ์ของเขา เขาตอบอย่างติดตลกว่า “ผมไม่เคยชนะการแข่งขันเลยสักครั้ง เพราะผมไม่เคยลงแข่งว่ายน้ำแม้แต่ครั้งเดียว” ฉันพยายามถามเขาอีกครั้งว่า “แล้วนักว่ายน้ำของคุณเคยชนะการแข่งขันมาแล้วกี่ครั้ง” เขาตอบอย่างมีความสุขว่า “สามสิบเก้าครั้ง”

บุชได้สอนบทเรียนอันมีค่าแก่ฉันว่า โค้ชมีบทบาทสำคัญ แต่เขาไม่ต้องการรับคำชมที่มาจากความสำเร็จของนักว่ายน้ำ

ความถ่อมตนของบุชทำให้ฉันนึกถึงยอห์นผู้ให้บัพติศมาที่รู้บทบาทของตนเอง ยอห์นได้รับมอบหมายให้นำผู้คนมาหาพระเยซูผู้เป็นพระเมสสิยาห์ คือผู้ที่มาทำให้พระสัญญาในเรื่ององค์พระผู้ช่วยให้รอดสำเร็จเป็นจริง แต่ยอห์นเป็นที่สนใจมากจนบรรดาผู้นำทางศาสนาต้องการทราบแน่ชัดว่าท่านเป็นใคร พระคัมภีร์บันทึกไว้ว่า “ได้ยอมรับว่า ‘ข้าพเจ้าไม่ใช่พระคริสต์’” (ยน.1:20) ถึงแม้ว่าพวกเขาจะกดดันยอห์น แต่ยอห์นก็ชัดเจนว่าหน้าที่ของท่านคือประกาศการมาถึงของพระเยซู (ข้อ 21-23) พระเยซูคือผู้นั้นที่พวกเขาเฝ้ารอ (ข้อ 27)

ความถ่อมตนในลักษณะนี้ที่ไม่ยอมรับการยกย่องที่เกินตัว เป็นวิธีที่เราจะรักษาท่าทีให้เหมาะสมต่อความสำเร็จของเรา ในขณะที่เราชื่นชมผู้อื่นสำหรับงานหรือบทบาทที่พวกเขาได้รับ

ส่งด้วยความระมัดระวัง

ไม่นานมานี้ฉันเพิ่งทราบว่าห่อพัสดุที่ใช้ชื่อว่า “แคร์” (CARE) ย่อมาจาก “ความร่วมมือในการส่งของจากอเมริกาไปยุโรป” (Cooperative for American Remittances to Europe) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ส่งกล่องอาหารไปช่วยเหลือชาวยุโรปพลัดถิ่นในสงครามโลกครั้งที่สอง แม้ห่อพัสดุของแคร์ที่ฉันส่งให้ลูกๆที่มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะเป็นขนมและลูกอมที่ฉันทำเอง แต่ปกติแล้วจะมีของจำเป็นบางอย่างด้วย เช่น เสื้อตัวโปรดที่ลืมไว้ที่บ้านหรืออุปกรณ์การเรียนเพิ่มเติม

แม้ “ห่อพัสดุแคร์” อาจฟังดูทันสมัย แต่การจัดส่งสิ่งของจำเป็นนั้นมีมานานก่อนหน้านี้แล้ว และถูกรวมไว้ในตอนท้ายของพระธรรม 2 ทิโมธีด้วย คำลงท้ายจดหมายที่เปาโลเขียนถึงสาวกที่ท่านไว้ใจขณะถูกคุมขังที่กรุงโรมนั้นมีคำขอส่วนตัวบางประการ ท่านขอให้ทิโมธีมาหาและพามาระโกมาช่วยปรนนิบัติท่าน (4:11) ท่านยังขอให้เอาของใช้ส่วนตัวบางอย่างมาด้วย คือเสื้อคลุมและ “หนังสือ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือหนังสือที่เขียนบนแผ่นหนัง” (ข้อ 13) เสื้อคลุมอาจจำเป็นเพราะฤดูหนาวกำลังจะมา และหนังสือม้วนอาจมีสำเนาของพันธสัญญาเดิมอยู่ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด เปาโลคงต้องการเพื่อนและของใช้จำเป็นเพื่อทำให้ท่านแช่มชื่นและได้รับการชูใจ

ข้าวของที่ย้ำเตือนถึงความห่วงใย ไม่ว่าผู้รับจะอยู่ใกล้หรือไกลนี้ ส่งผลอย่างยิ่งต่อผู้ที่ต้องการการหนุนใจเพียงเล็กน้อย ของขวัญที่เป็นอาหารสำหรับเพื่อนบ้าน การ์ดที่เขียนด้วยความใส่ใจถึงคนที่รักหรือคนรู้จัก หรือข้าวของเต็มกล่องที่ส่งให้เพื่อนที่อยู่ไกล ล้วนสามารถถ่ายทอดความรักของพระเจ้าออกไปได้อย่างเป็นรูปธรรม

ความกรุณาต่อผู้ทนทุกข์

หนึ่งในไฟป่าครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกาเกิดขึ้นที่เมืองลาไฮน่า ในฮาวาย เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2023 โดยได้พรากชีวิตผู้คนไปเก้าสิบเก้าคนและทำลายตึกมากกว่าสองพันหลัง ขณะที่กำลังเศร้าโศกจากความเสียหาย ชาวบ้านต้องบอบช้ำมากขึ้นอีกเมื่อมีขโมยเข้าปล้นบ้านเรือนและนายหน้าผู้เห็นแก่ตัวที่พยายามฉวยเอาที่ดินไป

ความปรารถนาชั่วร้ายที่จะฉวยโอกาสจากสถานการณ์อันน่าเศร้านี้คือที่มาของพระดำรัสอันหนักแน่นของพระเจ้าต่อชนชาติเอโดม ผู้เผยพระวจนะโอบาดีห์เตือนชาวเอโดมซึ่งเป็นศัตรูของอิสราเอลมาหลายชั่วคน (อสค.35:5) ถึงการพิพากษาของพระเจ้าที่จะมาถึงเพราะชาวเอโดมใช้ประโยชน์จากภูมิประเทศของตัวเอง (อบด.1:3) และทำให้ตัวเองร่ำรวย (ข้อ 6) ร่วมมือกับชนชาติอื่น (ข้อ 7) ฉวยเอาปัญญา (ข้อ 8) และกำลังทหาร (ข้อ 9) เพื่อทำลายคนอ่อนแอ และโอบาดีห์ได้ต่อว่าการที่เอโดมเยาะเย้ยเมื่ออิสราเอลถูกจับเป็นเชลย แทนที่จะมีความเห็นอกเห็นใจ เอโดมกลับขโมยบ้านของคนอิสราเอลและเดินเข้าเมืองที่พ่ายแพ้อย่างผู้ชนะ (ข้อ 12-13)

แม้ชาวลาไฮน่าพบเจอการกระทำอันชั่วร้าย พวกเขาก็ได้รับความกรุณาจากคริสตจักรที่นั่นซึ่งกลายมาเป็นศูนย์ต้อนรับ ให้ทั้งที่พักพิง อาหารร้อนๆ และของใช้จำเป็น

เมื่อมีคนทนทุกข์ เราก็พบกับทางเลือกที่คล้ายกัน เราอาจพยายามฉวยโอกาสจากความสูญเสียของพวกเขา หรือเราจะตอบสนองในแบบที่พระเจ้าทรงต้องการ เช่นเดียวกับคริสตจักรในลาไฮน่า คือด้วยความกรุณาและความเอื้อเฟื้อ

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา