ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Leslie Koh

ถวายทุกสิ่งที่มีให้กับพระเจ้า

เช่นเดียวกับผู้ชายชาวสิงคโปร์ทุกคน ผมต้องเข้ารับราชการในกองทัพของประเทศเมื่ออายุได้สิบแปดปี พูดตามตรงว่าผมเข้ารับราชการทหารซึ่งกินเวลานานสองปีครึ่งอย่างไม่เต็มใจนัก เช่นเดียวกับชายหนุ่มคนอื่นๆ ผมพยายามปฏิบัติตามเกณฑ์ขั้นต่ำ คือการเชื่อฟังคำสั่งอย่างเคร่งครัด ไม่มากหรือน้อยไปกว่านี้

แต่ก็มีบางคนที่ทุ่มเทให้กับงานที่ได้รับมอบหมาย และท้ายที่สุดก็ได้เรียนรู้หลายอย่างจากประสบการณ์เหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการมีภาวะผู้นำและความอดทน เมื่อมองย้อนกลับไป ผมตระหนักว่าความพยายามและทัศนคติเชิงบวกเช่นนี้ทำให้พระเจ้าพอพระทัย เหมือนกับที่โยเซฟแสดงให้เห็นในพระคัมภีร์

แม้จะถูกขายเป็นทาสและถูกจำคุกในภายหลัง แต่โยเซฟกลับปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายทั้งสิ้นด้วยความทุ่มเท แทนที่จะรู้สึกขุ่นเคืองกับสถานการณ์ ท่านกลับปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายอย่างจริงจังจนโปทิฟาร์ “มอบของทุกอย่างของเขาไว้ในความดูแลของโยเซฟ” (ปฐก.39:6) นอกจากนี้ โยเซฟยังได้รับความไว้วางใจให้ดูแลเรือนจำ และท้ายที่สุดคือได้ดูแลอียิปต์ทั้งประเทศ

หลายศตวรรษต่อมา อัครสาวกเปาโลยังกระตุ้นเตือนผู้เชื่อในพระเยซูว่า “เมื่อท่านจะกระทำสิ่งใดด้วยวาจาหรือด้วยกายก็ตาม จงกระทำทุกสิ่งในพระนามของพระเยซูเจ้า” (คส.3:17) แม้ว่าสถานการณ์ของเราอาจห่างไกลจากอุดมคติที่คิดไว้ แต่ขอพระเจ้าทรงช่วยให้เราสัตย์ซื่อในพันธกิจที่ได้รับมอบหมาย เพราะเรากำลังทำงานเพื่อพระองค์ ผู้ทรงเห็นหัวใจที่แท้จริงของเรา

คุณธรรมที่แท้จริง

ในระหว่างการสัมภาษณ์งาน ผู้สัมภาษณ์ถามแครอลซ้ำหลายครั้งว่า “ทำไมคุณจึงลาออกจากที่ทำงานเดิม” ผู้สัมภาษณ์ระแคะระคายถึงความขัดแย้งของเธอกับนายจ้างเก่าและต้องการทราบว่ามีอะไรเกิดขึ้น

แครอลยอมรับถึง “วิธีและรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกัน” เธอปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเจ้านายเก่าของเธอ เพราะเชื่อว่าการพูดถึงเขาในแง่ลบเป็นสิ่งผิด ต่อมาเมื่อเธอได้งานแล้ว เจ้านายใหม่บอกกับเธอว่าฝ่ายบุคคลเลือกจ้างเธอเพราะชอบคำตอบของเธอ “เรารู้สึกประทับใจในคุณธรรมของคุณ พวกเราก็ไม่อยากให้คุณพูดด้านลบเกี่ยวกับเจ้านายของคุณ หรือพูดถึงพวกเราแบบนั้นเมื่อคุณต้องไปสัมภาษณ์งานครั้งต่อไปเช่นกัน”

ในฐานะผู้เชื่อใหม่ในพระเยซู แครอลสงสัยเสมอว่าควรจะดำเนินชีวิตในทาง “ของพระเจ้า” และ “อย่างถูกต้อง” ได้อย่างไร เธอตระหนักว่าคำตอบนั้นเรียบง่าย นั่นคือการมีคุณธรรม รักษาเกียรติ ซื่อสัตย์ และมีจริยธรรม

พระธรรม 1 เปโตร 2:12 ชี้ให้เราเห็นถึงความสำคัญของการมีคุณธรรมในทุกสิ่ง “จงรักษาความประพฤติอันดีของท่านไว้ในหมู่คนต่างชาติ เพื่อว่า...เขาจะได้เห็นการดีของท่าน และเขาจะได้สรรเสริญพระเจ้าในวันที่พระองค์เสด็จมา” ซึ่งรวมถึงในทางปฏิบัติอื่นๆ เช่น การยอมเชื่อฟังผู้มีอำนาจตามกฎหมาย (ข้อ 13-14) การประพฤติดี (ข้อ 15) มีท่าทีแห่งการรับใช้และถ่อมใจ (ข้อ 16) ให้เกียรติและรักผู้อื่น (ข้อ 17) เมื่อพระเจ้าทรงช่วยเรา ขอให้เรารับใช้พระองค์ด้วยวิธีที่สามารถถวายเกียรติแด่พระนามของพระองค์

รอคอยพระเจ้า

โจเซฟค้นหาตำแหน่งงานด้วยความหงุดหงิด งานเก่าที่เป็นพนักงานเสิร์ฟนั้นทำรายได้ดี แต่การต้องทำงานในวันหยุดสุดสัปดาห์ซึ่งเป็นเรื่องปกติของธุรกิจร้านอาหาร ทำให้เขาซึ่งเป็นผู้เชื่อใหม่ในพระเยซูไม่สามารถไปคริสตจักรได้้อย่างสม่ำเสมอ “ทำไมพระเจ้าไม่ตอบคำอธิษฐานของผม” เขาคร่ำครวญ “พระองค์ไม่อยากให้ผมไปคริสตจักรหรอกหรือ”

โจเซฟใช้เวลากว่าหนึ่งปีจึงรู้ว่าเขาต้องปรับเปลี่ยนความคาดหวังและลองทำงานในสายอาชีพอื่น ซึ่งในที่สุดเขาก็ได้งานที่ทำประจำในวันธรรมดา ขอบคุณพระเจ้า เขาตระหนักว่าการรอคอยอันยาวนานทำให้เขามีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นในการตัดสินใจ กระบวนการเปลี่ยนงานครั้งนี้ยังสอนให้เขารู้ว่า การดำเนินชีวิตด้วยความอดทนบากบั่นและไว้วางใจพระเจ้า ในการเปิดเผยแผนการของพระองค์ในเวลาของพระองค์หมายความว่าอย่างไร

นั่นคือสิ่งที่ยากอบบอกผู้เชื่อชาวยิวที่กำลังเผชิญการทดลอง ท่านกล่าวหนุนใจพวกเขาที่จะไม่ยอมแพ้ “จงอดทนบากบั่นให้ถึงที่สุดเพื่อท่านจะเติบโตเต็มที่และสมบูรณ์เพียบพร้อม” (ยก.1:4 TNCV) ในกระบวนการของการทูลขอสติปัญญาจากพระเจ้า รอคอย และยืนหยัดมั่นคง (ข้อ 5-6) นี้จะไม่เพียงแต่บำรุงเลี้ยงความอดทนและความไว้วางใจในพระเจ้า แต่ยังช่วยให้พวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่เมื่อพวกเขาเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองและพระเจ้ามากขึ้นด้วย

การรอคอยคำตอบจากพระเจ้าอาจเป็นเรื่องยาก แต่จะทำให้เราเติบโตและมั่นคงยิ่งขึ้น เสริมสร้างความเชื่อของเรา และทำให้เราเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าการวางใจในพระเจ้าหมายความเช่นไร

คำตอบจากสายรุ้งของพระเจ้า

โอเวนกำลังไปเที่ยวต่างประเทศในวันหยุดเมื่อเขาได้รับข้อความที่น่ากังวลจากเพื่อนร่วมงานว่า “เจ้านายกำลังมองหาคนมาแทนคุณ” เขาเสียใจมากจึงอธิษฐานตอนรุ่งสางของเช้าวันหนึ่งและถามพระเจ้าว่า “พระองค์อยู่ที่ไหน” จากนั้นเขาไปที่หน้าต่างเพื่อเปิดผ้าม่าน แล้วเขาเห็นรุ้งกินน้ำขนาดใหญ่ที่สวยงามพาดผ่านอยู่เหนือทะเลสาบด้านนอก ทันใดนั้นการปลอบประโลมอันอบอุ่นก็หลั่งไหลเข้ามา เขาเล่าในภายหลังว่า “เหมือนกับพระเจ้ากำลังบอกผมว่า ‘ไม่เป็นไร เราอยู่ที่นี่’”

ในปฐมกาล 9 พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะไม่ทำลายโลกด้วยน้ำท่วมอีก “เมื่อมีรุ้งที่เมฆ เราจะดูรุ้งนั้น และระลึกถึงพันธสัญญาถาวร ระหว่างพระเจ้ากับบรรดาสัตว์โลกที่มีชีวิต ซึ่งอยู่บนแผ่นดินโลก” (ข้อ 16) พันธสัญญานี้คงอยู่ชั่วนิรันดร์และไม่มีเงื่อนไข ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับการปกป้องและการจัดเตรียมของพระเจ้า ไม่ใช่การกระทำของมนุษย์ และนี่เป็นเพียงหนึ่งในพระสัญญาแรกๆจากพระสัญญามากมายที่พระเจ้าทรงมอบให้คนของพระองค์ และพระเยซูตรัสด้วยเช่นกันว่า “เราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป” (มธ.28:20)  

พระเจ้าไม่ได้สัญญาว่าเราจะไม่ต้องทนทุกข์ แต่พระองค์สัญญาว่าจะทรงปลอบโยนและสถิตอยู่ด้วยกับเราเสมอ เราอาจไม่เห็น “คำตอบจากสายรุ้ง” แต่พระองค์รับรองว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิตของเรา พระองค์จะทรงอยู่เคียงข้างเสมอ และเราสามารถพึ่งพาในพระกำลัง การปลอบประโลม และการทรงสถิตอยู่ของพระองค์ได้

ความหวังในความเชื่อ

ลูกชายของคริสตินเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเมื่อเขาอายุเพียงเจ็ดขวบ สามปีผ่านไป ตอนนี้ลูกชายคนโตของเธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายแรง

ระยะสุดท้าย เพื่อนๆที่ไม่ได้เชื่อพระเยซูโศกเศร้าไปกับเธอ แต่พวกเขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดเธอจึงยังคงวางใจในพระคริสต์ต่อไป “พระเจ้าของเธอยอมให้เกิดเรื่องแบบนี้ได้ยังไง ทำไมเธอยังเชื่อพระองค์อยู่” พวกเขาถาม

แต่สำหรับคริสติน นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เธอยิ่งต้องเชื่อต่อไป “ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น” เธอบอก “แต่ฉันรู้ว่าพระเจ้าจะทรงช่วยให้เราผ่านมันไปได้ มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถให้ความหวังกับฉันเพื่อที่จะก้าวต่อไป”

ความหวังและความไว้วางใจเช่นนี้ทำให้กษัตริย์ดาวิดก้าวต่อไปได้เมื่อพบว่าพระองค์อยู่ในสถานการณ์ที่รุมเร้า มีศัตรูล้อมรอบที่มุ่งจะทำให้พระองค์พินาศ ดาวิดอาจไม่เข้าใจว่าทำไมเหตุการณ์ทั้งสิ้นนี้จึงเกิดขึ้น แต่ดาวิดรู้ว่ากำลังติดตามพระเจ้าผู้ที่ดาวิดไว้วางใจว่าจะทรงช่วยกู้และอวยพรในเวลาของพระองค์ (สดด.31:14-16) ความหวังอันมั่นคงนี้ทำให้ดาวิดยังคงยอมจำนนต่อพระเจ้าและพูดว่า “วันเวลาของข้าพระองค์อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์” (ข้อ 15) และความหวังนี้ชูใจดาวิดจนกล่าวอีกด้วยว่า “จงเข้มแข็ง และให้ใจของท่านกล้าหาญเถิดนะ ท่านทั้งปวงผู้รอคอยพระเจ้า” (ข้อ 24)

ในเวลาที่เรารู้สึกท้อแท้และดูเหมือนแทบไม่มีสิ่งใดให้ตั้งตารอคอย เรารู้ว่าเราสามารถยึดพระเจ้าและความหวังที่ให้ชีวิตซึ่งพระองค์เท่านั้นจะประทาน ไว้ได้อย่างมั่นคงยิ่งกว่าเดิม

พักสงบในพระเจ้า

แซมเพื่อนบ้านของผมกลับบ้านมาในคืนหนึ่งโดยไม่ได้เอารถกลับมาด้วย เขาบอกกับภรรยาว่า “รถถูกขโมยไป แต่ผมขอนอนก่อนนะ แล้วพรุ่งนี้ค่อยจัดการ” ภรรยาของเขารู้สึกตกใจมาก เธอไม่เข้าใจว่าทำไมแซมถึงใจเย็นได้ขนาดนี้ แต่เขาอธิบายว่า “ผมจะทำอะไรได้ ถึงตื่นตระหนกไปก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น”

เพื่อนบ้านที่เฉลียวฉลาดผู้นี้อาจจะมองว่า ความกังวลนั้นไม่มีประโยชน์อะไร เขาเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถหารถที่หายไปเจอในภายหลัง ซึ่งพวกเขาก็หามันพบจริงๆ

อัครทูตเปโตรรู้สึกแบบเดียวกันนี้หรือไม่หลังจากที่ถูกจับเข้าคุก (กจ.12:4) ท่านกำลังจะถูกประหารชีวิต แต่สาวกที่มักจะหุนหันพลันแล่นคนนี้กลับ “นอนหลับอยู่ระหว่างทหารสองคน” (ข้อ 6) ทูตสวรรค์ต้อง “กระตุ้นเปโตรที่สีข้าง” เพื่อปลุกท่านให้ตื่น (ข้อ 7) ซึ่งบ่งบอกว่าท่านสงบนิ่งและมีสันติสุขอย่างไม่ต้องสงสัย นั่นเป็นเพราะเปโตรรู้ว่าชีวิตของท่านอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ข้อ 9 และข้อ 11 แสดงให้เห็นว่าท่านไม่ได้สนใจว่าจะได้รับการช่วยกู้หรือไม่ บางทีท่านอาจระลึกถึงความเชื่อมั่นในเรื่องความรอดและพระสิริที่พระเยซูได้มอบให้ (มธ.19:28) รวมทั้งการทรงเรียกของพระคริสต์ที่ว่า “จงตามเรามา” และไม่ต้องกังวลว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับตัวท่าน (ยน.21:22)

ไม่ว่าวันนี้เรากำลังเผชิญกับอะไร เราไว้วางใจได้ว่าอนาคตของเราทั้งบนแผ่นดินโลกและในสวรรค์ อยู่ในพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า แล้วจากนั้นเราคงจะนอนหลับในสันติสุขได้ง่ายดายขึ้น

แค่อธิษฐาน

การทำงานเป็นฟรีแลนซ์ (อาชีพอิสระ)ของผมเป็นไปได้ไม่ดีนัก ลูกค้าเรียกร้องสิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ ผมเครียดและท้อใจ ปฏิกิริยาแรกของผมคือแค่เดินออกจากที่นั่น นั่นหมายถึงว่าผมไม่ได้รับค่าจ้างจากงานที่ทำไปแล้ว และยังลดโอกาสความเป็นไปได้ในการทำงานร่วมกันในอนาคตด้วย แล้วความคิดนั้นก็เข้ามาว่า คุณอธิษฐานกับพระเจ้าหรือยัง

ผมนึกภาพที่กำลังเขกหัวตัวเอง เพราะสำนึกได้ว่าผมไม่สนใจที่จะขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า! ผมจึงอธิษฐาน...และรู้สึกดีขึ้นในทันที แม้งานฟรีแลนซ์ยังคงมีข้อขัดแย้งไม่เปลี่ยนแปลง แต่ผมรู้สึกถึงสันติสุขที่หลั่งไหลเข้ามาในใจ เวลานี้ผมรู้แล้วว่าผมพักสงบในพระเจ้าได้ โดยผมแค่ทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้และฝากผลลัพธ์ไว้กับพระองค์

บางทีดาวิดอาจรู้สึกแบบเดียวกันเมื่อท่านมอบความกลัวและความกังวลไว้กับพระเจ้า ในสดุดีบทที่ 6 ท่านเริ่มต้นพรรณนาถึงความทุกข์ทรมานที่ถูกศัตรูตามล่า (ข้อ 3, 7) แต่เมื่อหันมาหาพระเจ้าเพื่อขอความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ท่านก็รู้สึกมั่นใจอีกครั้ง “พระเจ้าทรงสดับคำวิงวอนของข้า พระองค์ทรงรับคำอธิษฐานของข้า” (ข้อ 9)

ความจริงนี้มาพร้อมกับความหวังว่า ท่านจะได้รับการปลดปล่อยในวิธีและในเวลาของพระเจ้า (ข้อ 10) การอธิษฐานไม่ใช่เทคนิคที่ทำให้รู้สึกดี แต่เป็นการเชื่อมต่อโดยตรงกับพระองค์ผู้ทรงเห็นทุกสิ่งและทรงฤทธิ์ทั้งสิ้น ผู้จะทรงช่วยเราในเวลาและในวิธีของพระองค์ คุณรู้สึกท้อแท้หรือหมดกำลังใจไหม ขอแค่อธิษฐาน เพราะพระเจ้าทรงสดับฟังอยู่

ลับด้วยเหล็ก

หลุยส์ซึ่งเป็นผู้จัดการโครงการรู้สึกเสียใจที่รับงานฟรีแลนซ์ ทั้งลูกค้าและนักออกแบบต่างก็ทดสอบความอดทนของเธอ ทำไมมันถึงได้ยากขนาดนี้ เธอสงสัย ทำไมคนพวกนี้ถึงไม่สามารถเห็นพ้องต้องกันได้

สัปดาห์ต่อมา ขณะที่เธออ่านสุภาษิต 27 ข้อความในข้อ 17 ก็เด่นชัดขึ้นมา “เหล็กลับเหล็กได้” เธอพูดกับสมาชิกในกลุ่มย่อยของเธอไม่นานหลังจากนั้นว่า “คุณไม่สามารถตะไบขอบหยาบๆด้วยสิ่งที่นุ่มนวลอย่างผ้าไหม คุณต้องใช้ของที่แข็งอย่างเหล็ก”

หลุยส์ตระหนักว่าความท้าทายในโครงการนี้กำลังลบขอบหยาบๆในตัวเธอให้เรียบขึ้น เธอกำลังเรียนรู้ที่จะอดทนและถ่อมตัวมากขึ้น รวมถึงปรับตัวให้เข้ากับรูปแบบการทำงานที่ต่างออกไป เธอสรุปว่า พระเจ้ากำลังใช้โครงการนี้เพื่อเปิดเผยข้อบกพร่องและสอนบทเรียนใหม่ในการทำงานร่วมกับผู้อื่นแก่เธอ

พระธรรมสุภาษิตยกย่องคุณค่าของปัญญาจากพระเจ้าไว้มากมาย ปัญญานี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ แต่จำเป็นจะต้องแสวงหามาด้วยการเชื่อฟังและความเข้าใจ (3:13; 13:20; 19:20) และต้องสกัดด้วยเบ้าและเตาถลุง ครกและสาก (27:21-22) ซึ่งก็คือสถานการณ์ที่อาจเป็นความเจ็บปวดและความทุกข์ยากลำบากชั่วครั้งชั่วคราว

กระนั้นพระคัมภีร์เตือนเราว่าความท้าทายมาพร้อมกับบำเหน็จ เมื่อเรามุ่งมั่นแสวงหาปัญญาจากพระเจ้าและเชื่อฟังพระมรรคาของพระองค์ เราจะพบกับความมั่นคง ความพึงพอใจ และพระพรที่แท้จริง (ข้อ 26-27)

สำนึกเรื่องความยุติธรรมของพระเจ้า

ช่างเป็นข่าวที่น่ากลัว เมื่อแม่บ้านชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่กับครอบครัวของนายจ้างถูกกระทำทารุณจนเธอเสียชีวิต นายจ้างเหล่านั้นต้องเข้าคุกในที่สุด แต่ผมรู้สึกว่านั่นไม่เพียงพอ พวกเขาควรต้องเจ็บปวดจากความทารุณแบบเดียวกับที่พวกเขาทำต่อเธอ และถูกประหารชีวิต ผมคิด จากนั้นผมนึกสงสัยว่าความโกรธของผมข้ามเส้นไปหรือเปล่า ผมผิดไหมที่คิดแบบนั้น

การอ่านสดุดี 109 ช่วยให้ผมเข้าใจถึงสำนึกในเรื่องความยุติธรรมตามธรรมชาติของเรา ดาวิดเป็นคนหนึ่งที่ปล้ำสู้กับความโกรธต่อคนเหล่านั้นที่ทำผิดต่อผู้ยากจนและขัดสน “ขอให้วันเวลาของเขาน้อย...ขอให้ลูกของเขากำพร้าพ่อและภรรยาของเขาเป็นม่าย” (ข้อ 8-9)

แต่กษัตริย์ดาวิดไม่ได้แก้แค้นคนเหล่านี้ แม้ว่าพระองค์มีอำนาจที่จะทำเช่นนั้น แต่ดาวิดหันหาพระเจ้าผู้ทรงเป็นแหล่งแห่งความยุติธรรมและการปลดปล่อยที่แท้จริง “ทั้งนี้ขอให้เป็นบำเหน็จจากพระเจ้า แก่โจทก์ของข้าพระองค์ แก่ผู้ที่กล่าวร้ายต่อชีวิตของข้าพระองค์” ดาวิดกล่าว “ขอทรงช่วยข้าพระองค์ให้รอดตามความรักมั่นคงของพระองค์” (ข้อ 20, 26)

ผมเชื่อว่าพระเจ้าทรงสร้างเราให้มีสำนึกในเรื่องความยุติธรรม เพราะนั่นสะท้อนถึงพระลักษณะของพระองค์ และเราสามารถแสดงความรู้สึกของเราได้อย่างซื่อตรง แต่ท้ายที่สุดแล้วเราต้องวางการตัดสินและการลงโทษไว้กับพระองค์ วางใจให้พระองค์ประทานความยุติธรรมในเวลาและด้วยวิธีการของพระองค์ อัครทูตเปาโลพูดถึงเรื่องนี้ชัดเจนว่า “อย่าทำการแก้แค้น แต่จงมอบการนั้นไว้ แล้วแต่พระเจ้าจะทรงลงพระอาชญา” (รม.12:19)

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา