ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Leslie Koh

พระเจ้าองค์กษัตริย์ของเรา

หลังจากว่างงานมาเป็นเวลาหนึ่งปี ในที่สุดอีธานก็ได้งานที่ให้ผลตอบแทนดีแต่ภรรยาของเขาห้ามไม่ให้รับงานนั้น “งานนั้นดีสำหรับคุณแล้วเหรอคะ” เธอถาม “มันเป็นงานกะกลางคืน ซึ่งจะทำให้คุณไปร่วมนมัสการในเช้าวันอาทิตย์ได้ยาก เหมือนกับงานที่คุณเคยทำก่อนหน้านี้” หลังจากอธิษฐานและไตร่ตรองอย่างดีแล้ว อีธานจึงตัดสินใจปฏิเสธ แม้งานนั้นจะไม่ได้มีอะไรผิด แต่เขารู้ว่าจะไม่เป็นผลดีสำหรับตัวเอง หลายเดือนต่อมาเขาได้งานใหม่ ซึ่งเป็นงานกะกลางวันที่ทำให้เขาสามารถไปโบสถ์ได้อย่างสม่ำเสมอ

ไม่ใช่ทุกการตัดสินใจที่ดูเหมือนสมเหตุสมผลจะเป็นการถวายเกียรติพระเจ้าหรือฉลาดเสมอไป ตัวอย่างเช่น เมื่อชาวอิสราเอลร้องขอให้มีกษัตริย์ ซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากบุตรชายของผู้เผยพระวจนะซามูเอลไม่เหมาะที่จะเป็นผู้นำ (1 ซมอ.8:3) และประเทศอื่นๆที่มีกษัตริย์ก็ล้วนประสบความสำเร็จ (ข้อ 5, 20) แต่พระเจ้าทรงเตือนพวกเขาไม่ให้วางใจในมนุษย์เพียงอย่างเดียว พระองค์ผู้เดียวเป็นกษัตริย์ที่แท้จริง ผู้ซึ่งสามารถปกป้องและจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นให้กับพวกเขาได้อย่างไร้ที่ติ (ข้อ 7, 11-18) อย่างไรก็ดี ชนอิสราเอลยังคงยืนกราน (ข้อ 19) พระเจ้าจึงตรัสกับซามูเอลว่า “เขามิได้ละทิ้งเจ้า แต่เขาทั้งหลายได้ละทิ้งเราไม่ให้เราเป็นกษัตริย์เหนือเขา”(ข้อ 7) ต่อมาชนอิสราเอลจึงต้องทนทุกข์ภายใต้การปกครองของกษัตริย์ที่ชั่วร้ายหลายพระองค์

สติปัญญาของมนุษย์อาจนำเราให้พึ่งพาตนเองมากกว่าพระเจ้า วิธีการของพระองค์อาจดูขัดกับสัญชาตญาณของเรา แต่นั่นเป็นวิธีที่ชาญฉลาดและนำไปสู่สิ่งที่ดีอย่างแท้จริง ขอให้เราเรียนรู้ที่จะไว้วางใจและยอมรับการปกครองของพระองค์ในชีวิตของเรา เพราะพระองค์เท่านั้นที่เป็นกษัตริย์ผู้ทรงรักเรา

ไปกับพระเจ้า

ฝนตกลงมาและทำให้อุณหภูมิลดลงไปอีก เรากำลังเดินป่าหลายวันในเนปาล และการออกจากที่พักอันอบอุ่นบนเขาเพื่อเผชิญกับอากาศหนาวจัดนั้นยากขึ้นในทุกเช้า “ไปกันเถอะ” ไกด์ของเรายืนยัน “เรารอให้สภาพอากาศดีขึ้นไม่ได้หรอก ไม่ต้องห่วง ผมจะอยู่กับพวกคุณ”

เมื่อออกเดินทางท่ามกลางสายฝนและหมอก ผมรู้สึกแย่อย่างที่สุด ดูเหมือนไร้จุดหมายที่จะเดินต่อไปเพราะเราจะมองเห็นอะไรได้อย่างไร แต่หลายชั่วโมงต่อมา ท้องฟ้าก็แจ่มใส เผยให้เห็นทิวทัศน์อันน่าทึ่งของยอดเขาสูงตระหง่านที่อยู่ไกลออกไป ซึ่งเป็นทิวทัศน์ที่เราคงพลาดไปหากอยู่แต่ในที่พัก

ในปฐมกาล 12:1 พระเจ้าตรัสกับอับรามให้มุ่งหน้าไปยังแผ่นดินคานาอันว่า “เจ้าจงออกจากเมือง จากญาติพี่น้อง จากบ้านบิดาของเจ้า ไปยังดินแดนที่เราจะบอกให้เจ้ารู้” ในเวลานั้นดูเหมือนจะไม่มีอะไรให้ตั้งตารอ อับรามเห็นเพียงการเดินทางที่ยาวนานและยากลำบาก ผ่านแผ่นดินต่างแดนที่ไม่เหมาะจะอยู่อาศัย ที่ซึ่งความยากลำบากและศัตรูรออยู่ สิ่งเดียวที่ทำให้ท่านมั่นใจได้ คือการประทับอยู่ด้วยของพระเจ้าและพระสัญญาว่าท่านจะเป็น “ชนชาติใหญ่” (ข้อ 2) กระนั้น “ฝ่ายอับรามก็ไปตามพระดำรัสของพระเจ้า” (ข้อ 4) หลายปีต่อมาท่านจึงได้เห็นพระสัญญานั้นสำเร็จเป็นจริง

บางครั้งพระเจ้าอาจทรงเรียกเราให้ทำงาน ทำพันธกิจหรือหน้าที่ที่ท้าทายและดูเหมือนไม่คุ้มค่า แต่เมื่อพระองค์ทรงช่วยเราให้วางใจในพระองค์และก้าวออกไปด้วยความเชื่อ พระองค์จะทรงอยู่ที่นั่นเสมอ เมื่อเราเริ่มออกเดินทาง พระองค์จะทรงไปกับเรา

มองที่พระเจ้า

เอลิสเริ่มมีอาการตื่นตระหนก การจัดหน้าหนังสือต้องส่งภายในวันรุ่งขึ้น แต่เครื่องพิมพ์กลับไม่พิมพ์ภาพออกมา และอาจต้องใช้เวลาหลายวันในการแก้ไข“อย่ากังวลไปเลย” แซมสามีของเธอกล่าว “เรามาขอพระเจ้าช่วยกันเถอะ แล้วเราจะทำงานกันทั้งคืน โปรแกรมนี้อาจช่วยเราแก้ไขรูปภาพได้อย่างรวดเร็ว”

ในระหว่างที่พวกเขากำลังอธิษฐาน เอลิสเริ่มรู้สึกมั่นใจมากขึ้น เธอบอกตัวเองว่าจงมุ่งมองไปที่พระเจ้า ด้วยสันติสุขที่พระเจ้าประทานให้และคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ของแซม เธอลงมือทำงานและทำเสร็จทันเวลา

ในเหตุการณ์นี้เอลิสคิดถึงภารกิจยิ่งใหญ่ของคนอิสราเอลในการสร้างกำแพงเมืองขึ้นใหม่ (นหม.4) ลำพังแค่นั้นยังไม่ยากพอ ยังมีศัตรูมาเยาะเย้ยและวางแผนที่จะทำลายงานของพวกเขา แต่เนหะมีย์หนุนใจให้พวกเขามองไปที่พระเจ้าเสมอ “เรา​ไม่​สามารถ​ซ่อม​กำแพง​ได้” ท่านกล่าว “จง​ระลึก​ถึง​พระ​เจ้า​ผู้ใหญ่​ยิ่ง​และ​น่า​เกรง​กลัว” (ข้อ 10, 14) จากนั้นท่านสั่งการให้มีคนทำงานก่อสร้างกำแพงและมีคนคอยเฝ้าระวังผู้โจมตี โดยมีบรรดาประมุขทั้งหลายหนุนหลังพวกเขา (ข้อ 16) และท่านยังให้กำลังใจพวกเขาด้วยว่า “​พระ​เจ้า​ของ​เรา​ทั้ง​หลาย​จะ​ทรง​ต่อสู้​เพื่อ​พวก​เรา” (ข้อ 20)

เมื่อใดก็ตามที่เราเผชิญกับความท้าทายที่หนักหน่วง ให้เรามองหาความช่วยเหลือและกำลังจากพระเจ้า เราสามารถอธิษฐานขอสติปัญญาเพื่อหาทางออกในทางปฏิบัติ ดำเนินการตามขั้นตอนที่จำเป็น และวางใจในพระเจ้าสำหรับผลลัพธ์ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม

พระเจ้าทรงเห็นทุกสิ่ง

ไมเคิลอดหัวเราะไม่ได้เมื่อเกรซซ่อนตัวอยู่หลังเมนู พวกเขาเล่นซ่อนหากันที่โต๊ะในร้านกาแฟระหว่างรออาหาร เด็กหญิงวัยห้าขวบคิดว่าถ้าเธอไม่เห็นพ่อ พ่อก็จะไม่เห็นเธอด้วย ในเวลานั้นเหมือนจะเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ภายหลังเมื่อไมเคิลหวนคิดถึงสถานการณ์นั้น เขาตระหนักว่ามีบทเรียนสำคัญบทหนึ่ง นั่นคือ เราเชื่อว่าเราจะซ่อนบาปจากพระเจ้าได้หรือ เราคิดว่าถ้าเราไม่เห็นพระองค์ พระองค์ก็จะไม่ทรงเห็นเราหรือ

ในอาโมสบทที่ 9 ประเด็นเดียวกันนี้ถูกยกขึ้นมาเมื่อพระเจ้าตรัสผ่านผู้เผยพระวจนะ โดยทรงเตือนคนอิสราเอลไม่ให้คิดว่าพวกเขาจะรอดพ้นการพิพากษาในเรื่องบาปของตน “แม้ว่าเขาจะซ่อนอยู่...เราจะหาเขาที่นั่น” พระองค์ตรัสว่า “เราจะจ้องมองดูเขาอยู่” (ข้อ 3-4) ไม่มีสิ่งใดรอดพ้นจากสายพระเนตรของพระเจ้าผู้ทรงเห็นทุกสิ่งและทรงรอบรู้ทุกอย่าง

แต่คำเตือนนี้ยังมาพร้อมกับถ้อยคำแห่งความหวังด้วย ในข้อ 11-15 พระเจ้าทรงสัญญาถึงการรื้อฟื้น “เราจะยกกระท่อมของดาวิดที่ล้มลงแล้วนั้น ตั้งขึ้นใหม่...และยกที่ปรักหักพังขึ้น” (ข้อ 11) หลังจากการทนทุกข์อันเป็นผลจากบาปของตน ประชากรของพระเจ้าจะได้รับการรื้อฟื้นและรับพระพรอย่างล้นเหลือ (ข้อ 13-15)

พระเจ้าทรงเห็นความผิดพลาดของเราฉันใด พระองค์ก็ทรงเห็นการกลับใจของเราฉันนั้น และทรงพร้อมที่จะให้อภัยและรื้อฟื้นเราขึ้นใหม่ เมื่อเรารับการปลอบประโลมจากความจริงข้อนี้ ขอให้เรายึดมั่นในพระเจ้าองค์บริสุทธิ์และองค์ชอบธรรมของเรา ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระคุณ

การสงครามเป็นของพระเจ้า

แม้ว่าแครอลจะชอบผูกมิตรและช่วยเหลือผู้คนในพันธกิจผู้สูงอายุของคริสตจักร แต่ตัวเธอเองกลับถูกผู้นำที่ชอบบงการกลั่นแกล้ง เธอรู้สึกไม่สบายใจจนต้องเข้ารับคำปรึกษา เธอได้รับคำแนะนำให้ลาออกจากพันธกิจ แต่เธอไม่อยาก “ทอดทิ้ง” ผู้สูงอายุเหล่านั้น ขณะที่ยังลังเลเธอจึงอธิษฐานขอการทรงนำ และพระเจ้าทรงปลอบโยนและประทานความมั่นใจเมื่อเธอยอมมอบความกลัวของเธอให้กับพระองค์ พระองค์ทรงสำแดงว่าเธอควรเข้าไปพูดคุยกับผู้นำคนนั้นและวางใจให้พระองค์เป็นผู้แก้ปัญหา

เมื่อกษัตริย์เยโฮชาฟัทได้ยินว่าศัตรูที่เข้มแข็งกำลังเข้ามาใกล้กรุงเยรูซาเล็ม สิ่งแรกที่ทรงทำคือการอธิษฐาน พระองค์ทูลวิงวอนต่อพระเจ้าผู้ทรงอำนาจอธิปไตยสูงสุดว่า “ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่ทราบว่าจะกระทำประการใด แต่ดวงตาของข้าพระองค์ทั้งหลายเพ่งที่พระองค์” (2 พศด.20:12) แทนที่จะพึ่งพากำลังของตน กษัตริย์และประชาชนชาวยูดาห์ได้ยอมมอบตัวเองและปัญหาของพวกเขาไว้กับพระเจ้า (ข้อ 18) คำตอบของพระเจ้าที่มาถึงกษัตริย์และประชาชนผ่านทางผู้เผยพระวจนะยาฮาซีเอลนั้นสร้างความมั่นใจให้กับพวกเขา “อย่ากลัวเลย และอย่าท้อถอย...เพราะว่าการสงครามนั้นไม่ใช่ของท่าน แต่เป็นของพระเจ้า” (ข้อ 15) พระเจ้าบัญชายูดาห์ให้เดินทัพออกไปและวางใจในผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น พวกเขาทำเช่นนั้นด้วยความเชื่อและสรรเสริญพระเจ้า ราวกับว่าคำอธิษฐานได้รับคำตอบแล้ว (ข้อ 20-21) และพบว่าพวกเขาชนะสงครามแล้ว (ข้อ 24)

เมื่อใดก็ตามที่เราเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก ให้เราอธิษฐานและขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า เราอาจไม่เห็นชัยชนะเสมอไป แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราไม่จำเป็นต้องกลัว เพราะการต่อสู้เป็นของพระองค์

เดินตามอย่างพระเยซู

เบนซื้อซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์เถื่อนมานานหลายปี เพียงเพราะราคาถูกกว่า แม้ว่าจะผิดกฎหมายและละเมิดกฎหมายลิขสิทธิ์ แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันผิดศีลธรรม เพราะใครๆก็ทำกัน แล้วทำไมเขาจะต้องซื้อซอฟต์แวร์ของแท้ที่มีราคาแพงด้วย จะมีใครจะมาตรวจสอบหรือ

แต่หลังจากที่ได้ฟังคำเทศนาเรื่องแบบอย่างการดำเนินชีวิตประจำวันตามมาตรฐานของพระเจ้า เบนซึ่งเป็นผู้เชื่อใหม่ที่กำลังเติบโตในความเชื่อก็เริ่มสงสัยว่า การทำสิ่งที่ถูกต้องหมายความว่าอะไร

เบนจึงตัดสินใจเปลี่ยนซอฟต์แวร์ทั้งหมดเป็นของแท้ แม้จะมีราคาสูงกว่ามาก เขาอธิบายให้เพื่อนๆฟังว่า “พระเจ้าทรงทราบ และพระองค์ทรงเรียกเราให้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ใช่ไหม”

ในอาโมส 7 พระเจ้าทรงย้ำเตือนชาวอิสราเอลว่ามาตรฐานของพระองค์นั้นเที่ยงตรงและแน่นอน ใช้ได้กับทุกคน รวมถึงชนชาติที่พระองค์ทรงโปรดปราน กฎหมายและมาตรฐานทางศีลธรรมของพระองค์เปรียบเสมือน “สายดิ่ง” (ข้อ 8) ซึ่งเป็นสายที่มีน้ำหนักถ่วง ที่ช่างก่อสร้างใช้ในการตรวจสอบความแข็งแรงของโครงสร้างโดยแสดงให้เห็นว่ากำแพงตั้งตรงตามแนวดิ่งอย่างสมบูรณ์หรือไม่

แม้พระเจ้าอาจประทานความเมตตา แต่พระองค์ไม่อาจประนีประนอมความยุติธรรมของพระองค์ได้ นั่นคือเหตุผลที่พระองค์ทรงส่งพระเยซูพระบุตรของพระองค์มาสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่โทษบาปแทนเรา พระคัมภีร์จะแสดงให้เห็นว่าเรากำลังเดินอยู่ในทางของพระองค์หรือไม่ โดยพระคุณของพระองค์ พระเจ้าทรงช่วยเหลือผู้ที่เชื่อในพระเยซูให้ดำเนินชีวิตในแบบที่พระองค์ทรงพอพระทัยและถวายเกียรติแด่พระองค์ โดยการทำในสิ่งที่ถูกต้อง

ให้จากสิ่งที่พระเจ้าประทานให้

ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของสแตนลี่ย์ยังคงทำให้ผมประหลาดใจอยู่เสมอ เขามักจะซื้ออาหารและของขวัญให้สมาชิกคริสตจักรที่สูงอายุ ให้คนทำความสะอาดในละแวกบ้าน หรือใครก็ตามที่ต้องการกำลังใจ

ที่น่าทึ่งไม่แพ้กันคือ แม้ว่าสแตนลี่ย์จะไม่ได้ร่ำรวยหรือเชี่ยวชาญในเรื่องการลงทุน แต่การลงทุนเล็กๆน้อยๆของเขากลับให้ผลตอบแทนที่น่าประทับใจ เขาจึงสามารถให้ผู้อื่นได้เรื่อยๆ ทุกครั้งที่มีคนขอบคุณเขา เขาจะชี้ขึ้นไปข้างบนแล้วยิ้มราวกับจะบอกว่า “สิ่งนั้นมาจากพระเจ้า ไม่ใช่จากผม” เขามักจะพูดว่า พระเจ้าทรงช่วยเขาให้ช่วยเหลือผู้อื่นได้

นี่คือสิ่งที่เปาโลกล่าวถึงใน 2 โครินธ์ 9 ขณะที่ท่านเขียนเรื่องการให้ ด้วยความภาคภูมิใจที่ชาวโครินธ์พร้อมจะช่วยเหลือพี่น้องร่วมความเชื่อ (ข้อ 2) เปาโลหวังว่าท่านจะสามารถมารับเงินถวายที่พวกเขาได้เริ่มต้นจัดเตรียมไว้ (ข้อ 3) และได้วิงวอนให้พวกเขาให้อย่างไม่เสียดายและให้ด้วยความยินดี โดยกล่าวว่าพระเจ้าจะไม่เพียงตอบแทนผู้ที่ให้ (ข้อ 6-7) เท่านั้น แต่ยังจะอวยพรเพื่อให้พวกเขาสามารถให้ได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย (ข้อ 8)

พระเจ้าไม่ได้ทรงคาดหวังที่เราจะให้สิ่งที่เราไม่สามารถให้ได้ (2คร.8:12) แต่ทรงมอบหมายเงิน เวลาหรือความสามารถ เพื่อให้เรา “มีสิ่งของบริบูรณ์สำหรับงานที่ดีทุกอย่าง” (9:8) และพระองค์ทรงจัดเตรียมสิ่งที่เราต้องการเพื่อให้เรา “มีแจกจ่ายอย่างใจกว้างขวาง” (ข้อ 11) ด้วยเหตุนี้เราจึงสามารถให้ด้วยความเชื่อและด้วยใจยินดี (ข้อ 7) โดยรู้ว่าเราให้จากสิ่งที่เราได้รับเท่านั้น และจากผลแห่งการปฏิบัติเช่นนี้ เราก็ได้นำคำสรรเสริญมาสู่พระนามของพระเจ้า (ข้อ 13)

ส่วนของเราและส่วนของพระเจ้า

ในประเทศสิงคโปร์ รัฐบาลส่งเสริมให้ประชาชนช่วยเหลือสังคมด้วยการจับคู่บริจาค โดยรัฐบาลจะ “สมทบ” เงินให้กับองค์กรการกุศลในจำนวนที่เท่ากันหรือมากกว่าเงินที่บริจาคจริง ด้วยมีวิธีนี้รัฐบาลหวังว่าจะส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริจาคเพื่อการกุศลมากขึ้น

แนวทางแบบสองส่วนนี้ทำให้ผมนึกถึงผู้เชื่อในพระเยซูที่ได้รับการทรงเรียกให้มาถึงมาตรฐานความบริสุทธิ์ของพระเจ้าในเส้นทางการเป็นสาวกของเรา ในจดหมายถึงชาวฟีลิปปีเปาโลหนุนใจพวกเขาว่า “จงอุตส่าห์ประพฤติเพื่อให้ได้ความรอด” (2:12) และ “บากบั่นมุ่งไป” (3:12, 14) ขณะเดียวกัน ท่านก็เน้นย้ำว่า “เพราะว่าพระเจ้าเป็นผู้ทรงกระทำกิจอยู่ภายในท่าน ให้ท่านมีใจปรารถนา ทั้งให้ประพฤติตามชอบพระทัยของพระองค์” (2:13)

ผู้เชื่อในพระเยซูไม่ได้เป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้าด้วยการงานหรือความประพฤติที่ดี แต่การเติบโตฝ่ายวิญญาณของเรานั้นเป็นเรื่องของการร่วมมือกัน ซึ่งต้องใช้หัวใจและความพยายามจากส่วนของเรา แต่กระนั้นเราก็ไม่ได้ทำด้วยกำลังของมนุษย์ พระเจ้าทรงช่วยเราให้รอดโดยพระคุณ และทรงเรียกเราให้เป็นคนบริสุทธิ์ คือถูกแยกไว้สำหรับพระองค์ และเราตอบสนองด้วยความจริงใจและสำนึกในพระคุณ เมื่อเราพยายามเชื่อฟังและทำให้พระองค์พอพระทัย พระองค์จะประทานความสามารถและช่วยให้เราทำเช่นนั้นได้ เมื่อเราทำผิด พระองค์จะสำแดงให้เห็น (ฟป.3:15) ทรงประทานให้เรามีกำลังที่จะทนต่อการทดลอง (1 คร.10:13) และทำสิ่งที่ถูกต้องในสายพระเนตรพระองค์ได้ (อฟ.2:10)

ความชื่นชมยินดีจากพระเยซู

การรักษาโรคมะเร็งทำให้ปากและลำคอของแนนซี่มีแผลจนไม่สามารถกลืนขนมปังได้แม้แต่ชิ้นเดียว เธอต้องพึ่งนมเพื่อให้ท้องอิ่มตลอดหลายวันอันแสนทรมาน สิ่งเดียวที่ทำให้หญิงวัยหกสิบปีผู้นี้ยิ้มได้คือ ความชื่นชมยินดีที่ได้รู้จักพระเยซูและบรรดาหลานชายของเธอ การได้ใช้เวลากับพวกเขาทุกสัปดาห์ช่วยให้เธอไม่ตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์ “ถ้าไม่ใช่เพราะหลานๆ ฉันคงจะยอมแพ้ไปแล้ว” เธอกล่าว

อัครสาวกเปาโลได้พบความชื่นชมยินดีในพระเยซูและคนอื่นๆเช่นกัน แม้ต้องเผชิญความยากลำบาก ความยินดีของท่านมาจากพระเยซูและการมีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์ แม้จะถูกจำคุก (ฟป.1:13) ท่านก็มีกำลังที่จะหนุนใจผู้อื่น ท่านพูดถึงความยินดีที่เกิดจากการได้มีส่วนที่จะแบ่งปันข่าวดีเรื่องพระเยซู และจากการที่ท่านรู้ว่ามีสิ่งใดรออยู่เมื่อท่านจากโลกนี้ไปแล้ว (ข้อ 3-5,18,20) ความมั่นใจนี้ทำให้ท่านพูดได้ว่า “สำหรับข้าพเจ้านั้น การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์ และการตายก็ได้กำไร” (ข้อ 21)

เปาโลชื่นชมยินดีได้ เพราะองค์พระเยซูคือชีวิตของท่าน ความอิ่มเอิบใจและความรู้สึกมั่นคงของท่านไม่ได้มาจากทรัพย์สิ่งของหรือสถานการณ์ใดๆ แต่มาจากการที่ได้รู้ว่าท่านเป็นของพระคริสต์ ดังนั้น ในจดหมายที่เขียนขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ท่านจึงกล่าวในฟีลิปปี 4:4 ได้ว่า “จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งว่า จงชื่นชมยินดีเถิด!”

ขอให้เราพบความชื่นชมยินดีในพระเยซู ผู้ทรงรักและห่วงใยเรา และประทานกำลังให้เราชื่นบานยินดีได้ในทุกสถานการณ์

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา