ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่มีต่อกัน
เมื่อเมลานีเริ่มมีอาการปวดศีรษะเป็นประจำ แพทย์พบว่าเธอมีเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงอยู่ในต่อมใต้สมอง เนื้องอกมีขนาดประมาณลูกพลัม และได้รับการผ่าตัดเอาออกไปในปี 2003 และอีกครั้ง เมื่อกลับมาเป็นซ้ำในปี 2006 ต่อมาในปี 2017 เมื่อเนื้องอกกลับมาอีกเป็นครั้งที่สาม เมลานีจึงเข้ารับการฉายรังสีแทนซึ่งทำให้เธอผมร่วง แมตต์ลูกชายวัยยี่สิบเจ็ดปีของเธอจึงตัดสินใจไว้ผมยาวเพื่อทำวิกผมให้เธอ
การกระทำที่เปี่ยมด้วยความรักและการเสียสละของแมตต์แสดงให้เห็นว่า ความสามารถและสิ่งที่คนคนหนึ่งมีสามารถตอบสนองความต้องการของอีกคนหนึ่งหรือคนอีกกลุ่มหนึ่งได้ เปาโลเน้นย้ำถึงความงดงามของความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่มีต่อกันในจดหมายถึงชาวฟีลิปปี ผู้เชื่อในเมืองฟิีิลิปปีได้ร่วม “ทุกข์” กับท่านและ “ได้ฝากของมาช่วยหลายครั้งหลายหน” (ฟป.4:14, 16) เมื่อได้รับของขวัญเหล่านั้นแล้ว เปาโลตระหนักว่าพระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้อย่างล้นเหลือเพื่อความต้องการของท่าน
การที่เราเต็มใจที่จะแบ่งปันแก่กันและกันมักเป็นช่องทางที่พระเจ้าทรงใช้จัดเตรียมสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตเรา บางครั้งเราอยู่ในสถานะที่จะให้เวลา ความสามารถ หรือทรัพย์สินของเราได้ แต่บางครั้งเราเองต้องการความช่วยเหลือและต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากผู้อื่น โดยพระวิญญาณของพระองค์ผู้ทรงทำงานอยู่ภายในเรา ของขวัญที่เราให้จึงเป็นที่ “พอพระทัยพระเจ้า” และเป็นการสำแดงถึงชีวิตที่เรามีร่วมกันในพระกายของพระคริสต์ (ข้อ 18)
แสวงหาพระพักตร์พระเจ้า
ผู้ที่ขับรถไปตามทางหลวงหมายเลข 18 ทางตะวันตกของรัฐโอเรกอนในช่วงฤดูใบไม้ร่วง จะได้รับการต้อนรับด้วยความประหลาดใจอันน่ายินดี จากเนินเขาที่ปกคลุมไปด้วยต้นไม้ทั้งสองข้างทางที่เป็นเหมือนใบหน้าคนยิ้มขนาดยักษ์ ใบหน้าที่ร่าเริงนี้จะมองเห็นได้เฉพาะในฤดูใบไม้ร่วง เมื่อใบของต้นสนลาร์ชเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ตัดกับต้นสนดักลาสเฟอร์สีเขียวเข้มที่อยู่รอบๆ (ซึ่งเป็นเหมือนตากับปาก) บริษัทตัดต้นไม้แห่งหนึ่งได้ปลูกใบหน้าที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางราว 91 เมตรนี้ขึ้นในปี 2011 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะฟื้นฟูป่าไม้ที่พวกเขาตัดไป
อิสยาห์เชื้อเชิญให้เรารู้จักพระเจ้าในฐานะผู้ที่นำชีวิตมาสู่สถานที่รกร้างว่างเปล่า ท่านเตือนชนอิสราเอลในช่วงที่พวกเขามีชีวิตที่แร้นแค้นหลังถูกจับไปเป็นเชลยว่า พระเจ้า “จะเปิดแม่น้ำบนที่สูงโล้นทั้งหลาย” พระองค์สามารถ “ทำถิ่นทุรกันดารให้เป็นสระน้ำ” และจะทรงปลูก “ต้นสนสีดาร์ ต้นกระถินเทศ” ในทะเลทราย (อสย.41:18-19) พระเจ้าจะทำสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเพื่อความปีติยินดีของพระองค์ (และของเรา) เท่านั้น แต่ทรงปลูกต้นสนสามใบ ต้นสนเขาและต้นช้องรำพัน “เพื่อคนจะได้เห็นและทราบ” (ข้อ 20) ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้สร้างทุกสิ่ง และท้ายที่สุดจะทรงไถ่ทุกสิ่งคืนมา แม้แต่สถานที่ซึ่งถูกมองว่าเป็น “ทะเลทราย” (ข้อ 19)
แม้ว่าเราอาจไม่ได้เห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มบนเนินเขานั้น แต่สรรพสิ่งทั้งปวงล้วนเตือนเราให้คิดถึงฤทธานุภาพแห่งการทรงไถ่ของพระเจ้า เหนือโลกและสถานการณ์ของเราแต่ละคนแม้ในยามที่เราตื่นกลัวในความพินาศย่อยยับ ให้เราแสวงหาพระพักตร์ของพระองค์ผู้ทรงเป็นแหล่งแห่งความหวังและความชื่นชมยินดีในท่ามกลางความยากลำบากของเรา
ความพยายามในการฟื้นฟู
ในเดือนเมษายนปี 2019 เกิดเพลิงไหม้ที่มหาวิหารนอทเทรอดามแห่งปารีส ซึ่งเป็นมหาวิหารจากยุคกลางอันเลื่องชื่อของเมือง ไฟได้ทำลายยอดแหลมและคานไม้โอ๊คที่ค้ำยันหลังคาตะกั่วเอาไว้ แผนการบูรณะมหาวิหารเกิดขึ้นแทบจะในทันที เงินบริจาคหลั่งไหลมาจากทั่วโลก และช่างฝีมือได้ดำเนินการบูรณะโดยใช้เทคนิคการก่อสร้างแบบเดิม รวมถึงใช้ไม้และหินชนิดเดียวกับที่ใช้ในโครงสร้างเดิม
เมื่อเนบูคัดเนสซาร์สั่งกองทัพให้เผาพระนิเวศของพระเจ้าในปี 586 ก่อนคริสตกาล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปิดล้อมกรุงเยรูซาเล็ม พระนิเวศถูกทำลายจนสิ้นซาก (2 พกษ.25:9) เมื่อประชาชนกลับมายังกรุงเยรูซาเล็มหลังจากการเป็นเชลยในบาบิโลนนานหลายทศวรรษ พวกเขา “ถวายตามใจสมัครเพื่อพระนิเวศของพระเจ้า เพื่อจะสร้างพระนิเวศขึ้นในที่เดิม” (อสร.2:68)
หลังจากสร้างแท่นบูชาขึ้นเป็นอันดับแรกแล้ว พวกเขา “จึงให้เงินแก่ช่างสกัดหิน และช่างไม้” และนำ “ไม้สนสีดาร์มาจากเลบานอนไปถึงทะเล” เพื่อวางเป็นรากฐานของพระวิหาร (3:7) แม้ว่าความพยายามในการสร้างพระวิหารขึ้นใหม่ของพวกเขาจะถูกต่อต้านและถูกขัดขวาง แต่ในที่สุดภารกิจนี้ก็สำเร็จลุล่วง และประชากรของพระเจ้าได้นมัสการในพระนิเวศของพระองค์อีกครั้ง (6:14-22)
ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราทั้งหลายคือพระวิหารของพระเจ้า (1 คร.3:16-17) พระเจ้าทรงใช้เราให้ฟื้นฟูเพื่อนผู้เชื่อได้เสมอ และให้เรา “ต่างคนต่างจงก่อกันขึ้น” ไม่ใช่ด้วยไม้หรือหิน แต่ด้วยถ้อยคำหนุนน้ำใจ การอธิษฐาน และของประทานฝ่ายวิญญาณ (1 ธส.5:11)
ส่องสว่างเพื่อพระคริสต์
เมื่อโรงเรียนทั่วโลกต้องส่งนักเรียนกลับบ้านเพื่อสุขภาพและความปลอดภัยในช่วงการระบาดของไวรัสโคโรน่า อาคารเรียนและสนามกีฬาล้วนว่างเปล่า ขณะที่รู้ว่าคนจำนวนมากกำลังเผชิญกับความยากลำบากเพราะไวรัส คุณครูหลายคนหาวิธีที่จะส่งความคิดถึงไปยังนักเรียน และส่งกำลังใจให้พวกเขาอดทนฝ่าฟันผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก หลายโรงเรียนได้ริเริ่มกิจกรรมท้าชวนที่พวกเขาเรียกว่า “จงเป็นแสงสว่าง” โดยการเปิดไฟในสนามกีฬาที่ว่างเปล่าให้ส่องสว่างในยามค่ำคืน
ในระหว่างที่ทรงดำเนินชีวิตอยู่บนโลก พระเยซูทรงท้าชวนเราให้ “เป็นแสงสว่าง” ด้วยวิธีของพระองค์ โดยตรัสกับพวกเราที่ติดตามพระองค์ว่า “จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง” (มธ.5:16) คำสั่งของพระองค์มีเป้าหมายที่สูงส่งกว่าการให้กำลังใจ หรือการช่วยเหลือทางศีลธรรม แต่การที่เราเต็มใจจะส่องความสว่างของพระองค์ที่อยู่ภายในเรานี้ คือแสดงให้โลกที่เฝ้าดูเราได้เห็นว่าพระเจ้าเป็นเช่นไร การดำเนินชีวิตของเราไม่ว่าในคำพูดหรือการกระทำ จะสำแดงถึงความหวังที่พระเยซูทรงประทานแก่เรา เรากำลังทำให้ความหวังนั้นเป็นที่ประจักษ์แก่คนที่อยู่รอบตัวเรา เช่นเดียวกับตะเกียงที่ตั้งไว้บนเชิงตะเกียง
พระเยซูทรงเรียกเราให้เป็น “ความสว่างของโลก” และท้าชวนเราให้ส่องทางสว่างแก่ผู้อื่นด้วยแสงของพระเจ้าที่ส่องผ่านชีวิตของเราในยามที่พวกเขาเดินอยู่ในหนทางที่มืดมน สำหรับผู้ที่ยังไม่รู้จักกับความหวังที่พระเยซูทรงมอบให้ การแบ่งปันแสงสว่างของพระองค์ผ่านการดำเนินชีวิตของเรานั้นสามารถชี้ทางให้พวกเขามาสู่พระเจ้าผู้เป็นแหล่งแห่งความหวังทั้งมวล
จุดเริ่มต้นเล็กๆ
ในปี ค.ศ. 1848 วิศวกรชื่อ ชาร์ลส์ เอลเลต จูเนียร์ ครุ่นคิดหนักว่าจะเริ่มต้นการสร้างสะพานแห่งแรกเพื่อข้ามช่องเขาของน้ำตกไนแองการ่าได้อย่างไร พวกเขาจะวางสายเคเบิลข้ามแม่น้ำได้อย่างไร ด้วยแรงบันดาลใจจากความฝันนี้ ชาร์ลส์ตัดสินใจจัดการแข่งขันว่าว วัยรุ่นชาวอเมริกันชื่อ โฮแมน วอลช์ ได้รับรางวัลห้าดอลลาร์เมื่อว่าวของเขาลอยมาตกทางฝั่งแม่น้ำของประเทศอเมริกาได้ เชือกว่าวของโฮแมนได้ถูกผูกไว้กับต้นไม้และใช้ในการดึงเชือกที่มีน้ำหนักเบาข้ามแม่น้ำกลับมา จากนั้นได้มีการใช้เชือกที่มีน้ำหนักมากขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถผูกดึงสายเคเบิลหนักๆได้ นี่คือจุดเริ่มต้นเล็กๆของการสร้างสะพานแขวนไนแองการ่า
ความท้าทายและจุดเริ่มต้นที่ไม่ดีนักของสะพานนี้ สะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่ผู้ร่วมสร้างพระวิหารหลังใหม่ของพระเจ้าต้องเผชิญหลังกลับจากการเป็นเชลยในบาบิโลน ทูตสวรรค์ได้ปลุกผู้เผยพระวจนะเศคาริยาห์ด้วยถ้อยคำที่ว่าไม่มีสิ่งใดที่จะขัดขวางงานของพระเจ้าได้ ทุกสิ่งจะสำเร็จลุล่วง “ด้วยวิญญาณ[ของพระองค์ ]”(ศคย.4:6) บางคนที่เคยเห็นพระวิหารที่รุ่งเรืองในอดีตรู้สึกกลัวว่าพระวิหารหลังที่สร้างใหม่จะดูด้อยกว่าเมื่อเทียบกับหลังแรก (อสร.3:12) ทูตสวรรค์ได้หนุนใจเศคาริยาห์ว่าพวกเขาไม่ควร “ดูถูกสิ่งเล็กน้อย” เพราะพระเจ้าจะทรง “ชื่นชมยินดี” ที่ได้เห็นงานเริ่มต้นขึ้น (ข้อ 10 TNCV)
แม้ว่างานที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้เราอาจดูไม่สำคัญ แต่เรามีความหวังใจได้เมื่อรู้ว่าพระองค์ทรงใช้สิ่งเล็กน้อย เช่น เชือกว่าว เพื่อกระทำให้พระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์สำเร็จ
วันนี้มีค่า
นักสะสมชาวเวียดนามที่ชื่อ ฟาม ได้ช่วยคืนชีวิตให้กับนาฬิกาประจำคริสตจักรยี่สิบเรือนจากทั่วทวีปยุโรป ซึ่งหลายเรือนได้ถูกแทนที่ด้วยนาฬิกาแบบอิเล็กทรอนิกส์ มีเรือนหนึ่งทำในอิตาลีในปี ค.ศ. 1750 และที่น่าทึ่งคือมันยังคงเดินอย่างเที่ยงตรง ฟามชอบซ่อมแซมและอนุรักษ์นาฬิกาเหล่านี้ไว้ โดยบอกว่านาฬิกาเหล่านี้ช่วยเตือนใจเขา ว่าเวลาเป็นสิ่งมีค่าและทำให้เขารู้จักใช้เวลาทุกขณะอย่างมีคุณค่า
ในยากอบบทที่ 4 ผู้เขียนหนุนใจผู้อ่านให้ตระหนักถึงคุณค่าของเวลา โดยเตือนว่าชีวิตนั้นเปรียบเสมือน “หมอกที่ปรากฏอยู่เพียงชั่วครู่” ก่อนที่จะสลายหายไป (ยก.4:14) ยากอบเตือนถึงเรื่องการวางแผน “ไปในเมืองนี้เมืองนั้น และจะอยู่ที่นั่นปีหนึ่ง และจะค้าขายได้กำไร” (ข้อ 13) โดยไม่ปรึกษาพระเจ้าก่อน แทนที่จะทึกทักเอาเองในเรื่องกำหนดเวลาของพระเจ้าและความสำเร็จในกิจการของตน ยากอบเตือนว่า “แต่ว่าท่านไม่รู้เรื่องของพรุ่งนี้” (ข้อ 14) การวางแผนความสำเร็จของตนเองนั้นแท้จริงแล้วเป็นการโอ้อวดและเย่อหยิ่ง ถ้างานนั้นพระเจ้าไม่ได้ทรงมีส่วนร่วม
เมื่อเราตระหนักว่าชีวิตนั้นแสนสั้น เราก็จะวางแผนสำหรับอนาคตได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้นและโอบกอดช่วงเวลาปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น เราจะใช้ชีวิตและทำงานตามแบบแผนและพระประสงค์ของพระเจ้า ซึ่งหมายถึงการที่เรายอมมอบอนาคตของเราไว้กับพระองค์ด้วยใจถ่อม และชื่นชมในแต่ละวันว่าเป็นของขวัญจากพระองค์ ไม่ว่าวันนั้นจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
ความสามารถจากพระเจ้า
ลุดวิก วอน บีโธเฟ่นคีตกวีผู้มากความสามารถ เป็นหนึ่งในนักดนตรีที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดคนหนึ่งใประวัติศาสตร์ เกือบสองศตวรรษหลังจากที่เขาเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1827 ผลงานเพลงของเขายังคงถูกนำมาแสดงมากที่สุด อย่างไรก็ตามผลการศึกษาดีเอ็นเอของบีโธเฟ่นบ่งชี้ว่า เขาอาจจะไม่ได้เกิดมาพร้อมกับความสามารถพิเศษอย่างที่เราคาดเดากัน เมื่อนำยีนของเขาไปเปรียบเทียบกับยีนของคนจำนวน 14,500 คน ที่มีความสามารถในการรักษาจังหวะ (ซึ่งเป็นพรสวรรค์ด้านหนึ่งของนักดนตรี) บีโธเฟ่นกลับอยู่ในอันดับที่ต่ำอย่างไม่น่าเชื่อ
บีโธเฟ่นยังได้รับโอกาสและประสบการณ์ทางด้านดนตรีอีกมากมาย (ซึ่งช่วยพัฒนาความสามารถที่เขามีอยู่) แต่ทั้งพรสวรรค์และโอกาสที่ได้รับไม่ได้อธิบายถึงเหตุผลทั้งหมดของการที่พระเจ้าใส่ความสามารถนั้นๆไว้ให้กับเรา พระผู้สร้างของเราได้ประทานทักษะเฉพาะให้แก่ชายสองคน คือ เบซาเลลและโอโฮลีอับ เพื่อใช้ในการสร้างพลับพลา พระเจ้าประทานให้เบซาเลลมี “ความรู้ในวิชาการทุกอย่าง จะได้คิดออกแบบอย่างประณีต” และทรงแต่งตั้งโอโฮลีอับเป็น “ผู้ช่วยอีกคนหนึ่ง” (อพย. 31:3-6) พระเจ้าประทาน “สมรรถภาพแก่คนทั้งปวงที่มีฝีมือ เพื่อเขาจะได้ทำสิ่งสารพัด ซึ่งเราได้สั่งเจ้าไว้นั้น” (ข้อ 6)
มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะได้ทำภารกิจสำคัญๆอย่างการสร้างพลับพลาของพระเจ้า และความสามารถของเราอาจไม่เคยถูกบันทึกไว้ในรายงานทางประวัติศาสตร์ แต่พระเจ้าทรงประทานทักษะ ความสามารถ และประสบการณ์ ให้กับเราเพื่อเราจะแบ่งปันสิ่งนั้นกับโลก ขอให้เราปรนนิบัติพระองค์อย่างสัตย์ซื่อโดยกำลังที่มาจากพระองค์ เพื่อถวายพระสิริแด่พระองค์
ฝูงชนมากมาย
ในปี 2010 ผู้เชื่อในพระเยซูเกือบสี่พันคนมารวมตัวกันที่เมืองเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกา มีตัวแทนจาก 198 ประเทศมาในงานประชุมนี้ การรวมตัวนี้ถือเป็นการประชุมครั้งสำคัญที่สุดของคริสตจักรทั่วโลกในช่วงสองพันปีตั้งแต่ที่พระเยซูได้มาบังเกิด
วันหนึ่งการมารวมตัวกันจะไม่มีแค่ “ตัวแทน” อีกต่อไป เพราะผู้เชื่อทุกคนจะอยู่ร่วมกัน ยอห์นอธิบายนิมิตที่ได้จากพระเจ้าไว้ว่า “ข้าพเจ้าก็มองดู และ ดูเถิด คนมากมายเหลือคณนามาจากทุกเผ่าพันธุ์ ทุกชาติทุกภาษา คนเหล่านั้นสวมเสื้อสีขาว ถือใบตาลยืนอยู่หน้าพระที่นั่ง และต่อพระพักตร์พระเมษโปดก...คนเหล่านั้นร้องเสียงดังว่า ‘ความรอดขึ้นอยู่กับพระเจ้าของเราผู้ประทับบนพระที่นั่ง และขึ้นอยู่กับพระเมษโปดก’” (วว.7:9-10)
คริสตจักรในท้องถิ่นของเราอาจไม่ได้สะท้อนถึงความแตกต่างหลากหลายที่มีอยู่ในอาณาจักรนิรันดร์ของพระเจ้าเสมอไป บางครั้งสิ่งนี้อยู่เหนือการควบคุมของเรา และบางครั้งเราถูกดึงดูดให้ร่วมนัสการกับคนที่เรามองว่ามีวัฒนธรรม การเมือง ฐานะ และอายุใกล้เคียงกับเรา
แต่เราได้ถวายเกียรติแด่พระเจ้าเมื่อเราเปิดรับ หรือแม้กระทั่งแสวงหาความงดงามในความแตกต่างที่พระองค์มอบให้ลูกๆของพระองค์ พวกเขาเป็นภาพของการรวมตัวในสวรรค์ที่มีความแตกต่างหลากหลาย เมื่อทุกคนที่เชื่อในการเสียสละของพระเยซูจะนมัสการพระองค์ร่วมกัน
พระเจ้าผู้ทรงสร้างสรรพสิ่ง
ในปี 2021 วิลเลียม แชตเนอร์ นักแสดงจากภาพยนตร์เรื่องสตาร์เทรค รู้สึกยินดีกับโอกาสที่จะได้บินสู่อวกาศด้วยจรวดแคปซูล ต่อมาเมื่อเขาย้อนนึกถึงการเดินทางครั้งนั้น เขาบอกว่าทุกสิ่งที่เขาคาดหวังเกี่ยวกับประสบการณ์นั้นผิดไปเสียหมด เขาคาดหวังว่าความกว้างใหญ่ไพศาลของอวกาศจะทำให้เขารู้สึกเชื่อมโยงกับสิ่งมีชีวิตทั้งหมดอย่างลึกซึ้ง แทนที่จะเป็นเช่นนั้นเขากลับรู้สึกเศร้า เขาพบว่าความมืดมิดในอวกาศช่างเย็นชาและว่างเปล่า ซึ่งทำให้เขาเกิดความตระหนักรู้ใหม่ถึงความงดงามและความเปราะบางของโลก
มีคนไม่มากที่กล้าเสี่ยงไปอวกาศเพื่อสัมผัสประสบการณ์เช่นนี้ด้วยตนเอง เรื่องราวการทรงสร้างสรรพสิ่งในจักรวาลของพระเจ้าในพระคัมภีร์ เชิญชวนให้เรามองดูผ่านสายพระเนตรของพระองค์ สิ่งแรกที่มีบันทึกไว้ว่าพระองค์ทรงทำคือทรงเนรมิตสร้าง “ฟ้าสวรรค์และโลก” ทรงนำความเป็นระเบียบมาสู่สิ่งที่ “ไม่มีรูปทรงและว่างเปล่า” และ “ทรงแยกความสว่างออกจากความมืด” (ปฐก.1:1-2, 4 TNCV) เรื่องราวการทรงสร้างที่เหลือจะเปิดเผยสิ่งดีทั้งสิ้นที่พระเจ้าทรงสร้างให้มีชีวิต ทั้งพืช สัตว์ และสิ่งสุดท้ายคือมนุษย์ที่สะท้อนพระฉายาของพระองค์
ขณะที่สิ่งทรงสร้างทั้งหมด รวมถึงอวกาศที่มืดมิดและห่างไกลที่สุด ได้เปิดเผยให้เห็นถึงสิทธิอำนาจและฤทธิ์เดชของพระเจ้า เราก็ได้รับมอบให้มีความเข้าใจพิเศษต่อฝีพระหัตถ์ของพระองค์บนโลกใบนี้ ความงดงามที่อยู่รอบตัวเราเชื้อเชิญให้เรานมัสการพระผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งปวง