ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Kirsten Holmberg

ส่วนหนึ่งในเรื่องราวของพระเจ้า

นักโบราณคดีโจดี้ แม็กเนส และทีมงานของเธอทำการขุดค้นธรรมศาลาในหมู่บ้านโบราณฮูโคคในแคว้นกาลิลีตอนล่าง ที่ซึ่งพวกเขาพบภาพโมเสก ภาพวาด และงานแกะสลักที่น่าทึ่งมากมาย อย่างไรก็ตาม ภาพโมเสกที่หาได้ยากนี้เล่าถึงเรื่องราวในพระคัมภีร์เกี่ยวกับเดโบราห์และบทบาทของเธอในการสู้รบระหว่างคนอิสราเอลและชาวคานาอัน นอกจากนี้ก็ไม่มีภาพเขียนโบราณอื่นใดที่แสดงถึงวีรสตรีผู้นี้อีกเลย

ตลอดระยะเวลายี่สิบปีที่ถูกคานาอันกดขี่ เดโบราห์ผู้เผยพระวจนะหญิงเป็น “ผู้นำของอิสราเอล” (วนฉ.4:4 TNCV) ด้วยพระดำรัสจากพระเจ้า เดโบราห์เรียกร้องให้บาราคแม่ทัพของอิสราเอลโจมตีกองทัพคานาอันและสิเสราผู้เป็นแม่ทัพ บาราคเชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้าที่ให้ “​รวบรวม​พล​ไว้​ที่​ภูเขา​ทา​โบร์ จง​เกณฑ์​จาก​เผ่านัฟ​ทา​ลี​และ​เผ่า​เศบู​ลุน​หนึ่ง​หมื่น​คน​” (ข้อ 6) และเดโบราห์ก็หลอกล่อกองทัพของศัตรูมายังพื้นที่นั้น แน่นอนว่ากองทัพของชาวคานาอันพ่ายแพ้ในการรบ และแม้ว่าในตอนแรกสิเสราจะวิ่งหนีไป แต่ในที่สุดเขาก็พบกับความตายเช่นกัน “ใน​วัน​นั้น ​พระ​เจ้า​ทรง​กระทำ​ให้...​คานาอัน​นอบ​น้อม​ต่อ​คน​อิสราเอล​” (ข้อ 23) โดยผ่านการเชื่อฟังอย่างกล้าหาญของเดโบราห์และบาราค

พระคัมภีร์ได้เก็บรักษาภาพโมเสกของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นผ่านชีวิตคนของพระเจ้า ทั้งในภาพรวมและรายบุคคล ให้เรามีใจกล้าหาญจากแบบอย่างเหล่านี้ เพื่อจะปฏิบัติตามพระบัญชาของพระเจ้าแม้ในยามที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากและการต่อสู้ เราสามารถไว้วางใจว่าพระองค์จะประทานกำลังเพื่อให้เราทำเช่นนั้นได้

คงอยู่กับพระเยซู

“ความสุขจะสมบูรณ์อย่างแท้จริงก็ในยามที่เราได้หวนระลึกถึงมัน” คำพูดนี้เป็นของตัวละครในหนังสือดาวดับเสียง ของซี. เอส. ลูอิส ที่บรรยายความสุขจากการรำลึกถึงประสบการณ์ล้ำค่าในชีวิต แม้เราจะเพลิดเพลินกับทิวทัศน์อันน่าทึ่งในตลอดเส้นทางเดินป่า หรือในการแบ่งปันเหตุการณ์สำคัญกับคนที่เรารัก แต่สิ่งที่เรารู้สึกอาจเป็นเพียงแค่ความสุขในเบื้องต้น บ่อยครั้งการได้ย้อนรำลึกถึงช่วงเวลาเหล่านั้น (และช่วงเวลาที่คล้ายๆกัน) จะทำให้ความสุขจากประสบการณ์เหล่านั้นเพิ่มมากขึ้น

นี่อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่พระเยซูทรงสั่งให้สาวกของพระองค์ทำร่วมกันเป็นประจำในระหว่างอาหารมื้อสุดท้ายขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือในขณะที่พระองค์เสวยปัสกากับพวกเขาในคืนก่อนการสิ้นพระชนม์ พระองค์ทรงเพิ่มความหมายใหม่ให้กับปัสกา เมื่อรับประทานขนมปังไร้เชื้อและ “น้ำแห่งเถาองุ่น” พระเยซูทรงอธิบายว่าสิ่งนี้เล็งถึงพระกายและพระโลหิตของพระองค์ (ลก.22:19-20) สาวกของพระองค์จะต้องร่วมรับประทานปัสกาในพิธีมหาสนิทนี้เป็นประจำโดยกระทำเพื่อ “เป็นที่ระลึกถึง [พระองค์]” (ข้อ 19)

ชาวยิวระลึกถึงการที่พระเจ้าทรงช่วยพวกเขาออกจากอียิปต์ผ่านการฉลองเทศกาลปัสกา (ดู อพย.12:17) ผู้ที่วางใจในเครื่องถวายบูชาของพระเยซู ก็ร่วมรับประทานปัสกาในพิธีมหาสนิทเพื่อบอกถึงการที่พระเจ้าทรงช่วยกู้เราจากบาป ซึ่งเป็นการรำลึกที่โศกเศร้าแต่เปี่ยมด้วยความยินดี การเข้าร่วมเป็นประจำเล็งถึงการที่เราคง “อยู่” ในความสัมพันธ์กับพระเยซู (ดู ยน.6:56) และลิ้มรสความสุขของการร่วมทำมหาสนิทกับพระองค์

ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่มีต่อกัน

เมื่อเมลานีเริ่มมีอาการปวดศีรษะเป็นประจำ แพทย์พบว่าเธอมีเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงอยู่ในต่อมใต้สมอง เนื้องอกมีขนาดประมาณลูกพลัม และได้รับการผ่าตัดเอาออกไปในปี 2003 และอีกครั้ง เมื่อกลับมาเป็นซ้ำในปี 2006 ต่อมาในปี 2017 เมื่อเนื้องอกกลับมาอีกเป็นครั้งที่สาม เมลานีจึงเข้ารับการฉายรังสีแทนซึ่งทำให้เธอผมร่วง แมตต์ลูกชายวัยยี่สิบเจ็ดปีของเธอจึงตัดสินใจไว้ผมยาวเพื่อทำวิกผมให้เธอ

การกระทำที่เปี่ยมด้วยความรักและการเสียสละของแมตต์แสดงให้เห็นว่า ความสามารถและสิ่งที่คนคนหนึ่งมีสามารถตอบสนองความต้องการของอีกคนหนึ่งหรือคนอีกกลุ่มหนึ่งได้ เปาโลเน้นย้ำถึงความงดงามของความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่มีต่อกันในจดหมายถึงชาวฟีลิปปี ผู้เชื่อในเมืองฟิีิลิปปีได้ร่วม “ทุกข์” กับท่านและ “ได้ฝากของมาช่วยหลายครั้งหลายหน” (ฟป.4:14, 16) เมื่อได้รับของขวัญเหล่านั้นแล้ว เปาโลตระหนักว่าพระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้อย่างล้นเหลือเพื่อความต้องการของท่าน

การที่เราเต็มใจที่จะแบ่งปันแก่กันและกันมักเป็นช่องทางที่พระเจ้าทรงใช้จัดเตรียมสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตเรา บางครั้งเราอยู่ในสถานะที่จะให้เวลา ความสามารถ หรือทรัพย์สินของเราได้ แต่บางครั้งเราเองต้องการความช่วยเหลือและต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากผู้อื่น โดยพระวิญญาณของพระองค์ผู้ทรงทำงานอยู่ภายในเรา ของขวัญที่เราให้จึงเป็นที่ “พอพระทัยพระเจ้า” และเป็นการสำแดงถึงชีวิตที่เรามีร่วมกันในพระกายของพระคริสต์ (ข้อ 18)

แสวงหาพระพักตร์พระเจ้า

ผู้ที่ขับรถไปตามทางหลวงหมายเลข 18 ทางตะวันตกของรัฐโอเรกอนในช่วงฤดูใบไม้ร่วง จะได้รับการต้อนรับด้วยความประหลาดใจอันน่ายินดี จากเนินเขาที่ปกคลุมไปด้วยต้นไม้ทั้งสองข้างทางที่เป็นเหมือนใบหน้าคนยิ้มขนาดยักษ์ ใบหน้าที่ร่าเริงนี้จะมองเห็นได้เฉพาะในฤดูใบไม้ร่วง เมื่อใบของต้นสนลาร์ชเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ตัดกับต้นสนดักลาสเฟอร์สีเขียวเข้มที่อยู่รอบๆ (ซึ่งเป็นเหมือนตากับปาก) บริษัทตัดต้นไม้แห่งหนึ่งได้ปลูกใบหน้าที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางราว 91 เมตรนี้ขึ้นในปี 2011 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะฟื้นฟูป่าไม้ที่พวกเขาตัดไป

อิสยาห์เชื้อเชิญให้เรารู้จักพระเจ้าในฐานะผู้ที่นำชีวิตมาสู่สถานที่รกร้างว่างเปล่า ท่านเตือนชนอิสราเอลในช่วงที่พวกเขามีชีวิตที่แร้นแค้นหลังถูกจับไปเป็นเชลยว่า พระเจ้า “จะเปิดแม่น้ำบนที่สูงโล้นทั้งหลาย” พระองค์สามารถ “ทำถิ่นทุรกันดารให้เป็นสระน้ำ” และจะทรงปลูก “ต้นสนสีดาร์ ต้นกระถินเทศ” ในทะเลทราย (อสย.41:18-19) พระเจ้าจะทำสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเพื่อความปีติยินดีของพระองค์ (และของเรา) เท่านั้น แต่ทรงปลูกต้นสนสามใบ ต้นสนเขาและต้นช้องรำพัน “เพื่อคนจะได้เห็นและทราบ” (ข้อ 20) ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้สร้างทุกสิ่ง และท้ายที่สุดจะทรงไถ่ทุกสิ่งคืนมา แม้แต่สถานที่ซึ่งถูกมองว่าเป็น “ทะเลทราย” (ข้อ 19)

แม้ว่าเราอาจไม่ได้เห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มบนเนินเขานั้น แต่สรรพสิ่งทั้งปวงล้วนเตือนเราให้คิดถึงฤทธานุภาพแห่งการทรงไถ่ของพระเจ้า เหนือโลกและสถานการณ์ของเราแต่ละคนแม้ในยามที่เราตื่นกลัวในความพินาศย่อยยับ ให้เราแสวงหาพระพักตร์ของพระองค์ผู้ทรงเป็นแหล่งแห่งความหวังและความชื่นชมยินดีในท่ามกลางความยากลำบากของเรา

ความพยายามในการฟื้นฟู

ในเดือนเมษายนปี 2019 เกิดเพลิงไหม้ที่มหาวิหารนอทเทรอดามแห่งปารีส ซึ่งเป็นมหาวิหารจากยุคกลางอันเลื่องชื่อของเมือง ไฟได้ทำลายยอดแหลมและคานไม้โอ๊คที่ค้ำยันหลังคาตะกั่วเอาไว้ แผนการบูรณะมหาวิหารเกิดขึ้นแทบจะในทันที เงินบริจาคหลั่งไหลมาจากทั่วโลก และช่างฝีมือได้ดำเนินการบูรณะโดยใช้เทคนิคการก่อสร้างแบบเดิม รวมถึงใช้ไม้และหินชนิดเดียวกับที่ใช้ในโครงสร้างเดิม

เมื่อเนบูคัดเนสซาร์สั่งกองทัพให้เผาพระนิเวศของพระเจ้าในปี 586 ก่อนคริสตกาล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปิดล้อมกรุงเยรูซาเล็ม พระนิเวศถูกทำลายจนสิ้นซาก (2 พกษ.25:9) เมื่อประชาชนกลับมายังกรุงเยรูซาเล็มหลังจากการเป็นเชลยในบาบิโลนนานหลายทศวรรษ พวกเขา “​ถวาย​ตามใจ​สมัคร​เพื่อ​พระ​นิเวศ​ของ​พระ​เจ้า เพื่อ​จะ​สร้าง​พระ​นิเวศ​ขึ้น​ใน​ที่​เดิม​” (อสร.2:68)

หลังจากสร้างแท่นบูชาขึ้นเป็นอันดับแรกแล้ว พวกเขา “จึง​ให้​เงิน​แก่​ช่าง​สกัด​หิน และ​ช่าง​ไม้” และนำ “ไม้​สน​สี​ดาร์​มา​จาก​เลบานอน​ไป​ถึง​ทะเล” เพื่อวางเป็นรากฐานของพระวิหาร (3:7) แม้ว่าความพยายามในการสร้างพระวิหารขึ้นใหม่ของพวกเขาจะถูกต่อต้านและถูกขัดขวาง แต่ในที่สุดภารกิจนี้ก็สำเร็จลุล่วง และประชากรของพระเจ้าได้นมัสการในพระนิเวศของพระองค์อีกครั้ง (6:14-22)

ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราทั้งหลายคือพระวิหารของพระเจ้า (1 คร.3:16-17) พระเจ้าทรงใช้เราให้ฟื้นฟูเพื่อนผู้เชื่อได้เสมอ และให้เรา “ต่างคนต่างจงก่อกันขึ้น” ไม่ใช่ด้วยไม้หรือหิน แต่ด้วยถ้อยคำหนุนน้ำใจ การอธิษฐาน และของประทานฝ่ายวิญญาณ (1 ธส.5:11)

ส่องสว่างเพื่อพระคริสต์

เมื่อโรงเรียนทั่วโลกต้องส่งนักเรียนกลับบ้านเพื่อสุขภาพและความปลอดภัยในช่วงการระบาดของไวรัสโคโรน่า อาคารเรียนและสนามกีฬาล้วนว่างเปล่า ขณะที่รู้ว่าคนจำนวนมากกำลังเผชิญกับความยากลำบากเพราะไวรัส คุณครูหลายคนหาวิธีที่จะส่งความคิดถึงไปยังนักเรียน และส่งกำลังใจให้พวกเขาอดทนฝ่าฟันผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก หลายโรงเรียนได้ริเริ่มกิจกรรมท้าชวนที่พวกเขาเรียกว่า “จงเป็นแสงสว่าง” โดยการเปิดไฟในสนามกีฬาที่ว่างเปล่าให้ส่องสว่างในยามค่ำคืน

ในระหว่างที่ทรงดำเนินชีวิตอยู่บนโลก พระเยซูทรงท้าชวนเราให้ “เป็นแสงสว่าง” ด้วยวิธีของพระองค์ โดยตรัสกับพวกเราที่ติดตามพระองค์ว่า “จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง” (มธ.5:16) คำสั่งของพระองค์มีเป้าหมายที่สูงส่งกว่าการให้กำลังใจ หรือการช่วยเหลือทางศีลธรรม แต่การที่เราเต็มใจจะส่องความสว่างของพระองค์ที่อยู่ภายในเรานี้ คือแสดงให้โลกที่เฝ้าดูเราได้เห็นว่าพระเจ้าเป็นเช่นไร การดำเนินชีวิตของเราไม่ว่าในคำพูดหรือการกระทำ จะสำแดงถึงความหวังที่พระเยซูทรงประทานแก่เรา เรากำลังทำให้ความหวังนั้นเป็นที่ประจักษ์แก่คนที่อยู่รอบตัวเรา เช่นเดียวกับตะเกียงที่ตั้งไว้บนเชิงตะเกียง

พระเยซูทรงเรียกเราให้เป็น “ความสว่างของโลก” และท้าชวนเราให้ส่องทางสว่างแก่ผู้อื่นด้วยแสงของพระเจ้าที่ส่องผ่านชีวิตของเราในยามที่พวกเขาเดินอยู่ในหนทางที่มืดมน สำหรับผู้ที่ยังไม่รู้จักกับความหวังที่พระเยซูทรงมอบให้ การแบ่งปันแสงสว่างของพระองค์ผ่านการดำเนินชีวิตของเรานั้นสามารถชี้ทางให้พวกเขามาสู่พระเจ้าผู้เป็นแหล่งแห่งความหวังทั้งมวล

จุดเริ่มต้นเล็กๆ

ในปี ค.ศ. 1848 วิศวกรชื่อ ชาร์ลส์ เอลเลต จูเนียร์ ครุ่นคิดหนักว่าจะเริ่มต้นการสร้างสะพานแห่งแรกเพื่อข้ามช่องเขาของน้ำตกไนแองการ่าได้อย่างไร พวกเขาจะวางสายเคเบิลข้ามแม่น้ำได้อย่างไร ด้วยแรงบันดาลใจจากความฝันนี้ ชาร์ลส์ตัดสินใจจัดการแข่งขันว่าว วัยรุ่นชาวอเมริกันชื่อ โฮแมน วอลช์ ได้รับรางวัลห้าดอลลาร์เมื่อว่าวของเขาลอยมาตกทางฝั่งแม่น้ำของประเทศอเมริกาได้ เชือกว่าวของโฮแมนได้ถูกผูกไว้กับต้นไม้และใช้ในการดึงเชือกที่มีน้ำหนักเบาข้ามแม่น้ำกลับมา จากนั้นได้มีการใช้เชือกที่มีน้ำหนักมากขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถผูกดึงสายเคเบิลหนักๆได้ นี่คือจุดเริ่มต้นเล็กๆของการสร้างสะพานแขวนไนแองการ่า

ความท้าทายและจุดเริ่มต้นที่ไม่ดีนักของสะพานนี้ สะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่ผู้ร่วมสร้างพระวิหารหลังใหม่ของพระเจ้าต้องเผชิญหลังกลับจากการเป็นเชลยในบาบิโลน​ ทูตสวรรค์ได้ปลุกผู้เผยพระวจนะเศคาริยาห์ด้วยถ้อยคำที่ว่าไม่มีสิ่งใดที่จะขัดขวางงานของพระเจ้าได้ ทุกสิ่งจะสำเร็จลุล่วง “ด้วย​วิญญาณ​[ของพระองค์ ]”(ศคย.4:6) บางคนที่เคยเห็นพระวิหารที่รุ่งเรืองในอดีตรู้สึกกลัวว่าพระวิหารหลังที่สร้างใหม่จะดูด้อยกว่าเมื่อเทียบกับหลังแรก (อสร.3:12) ทูตสวรรค์ได้หนุนใจเศคาริยาห์ว่าพวกเขาไม่ควร “ดูถูกสิ่งเล็กน้อย” เพราะพระเจ้าจะทรง “ชื่นชมยินดี” ที่ได้เห็นงานเริ่มต้นขึ้น (ข้อ 10 TNCV)

แม้ว่างานที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้เราอาจดูไม่สำคัญ แต่เรามีความหวังใจได้เมื่อรู้ว่าพระองค์ทรงใช้สิ่งเล็กน้อย เช่น เชือกว่าว เพื่อกระทำให้พระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์สำเร็จ

วันนี้มีค่า

นักสะสมชาวเวียดนามที่ชื่อ ฟาม ได้ช่วยคืนชีวิตให้กับนาฬิกาประจำคริสตจักรยี่สิบเรือนจากทั่วทวีปยุโรป ซึ่งหลายเรือนได้ถูกแทนที่ด้วยนาฬิกาแบบอิเล็กทรอนิกส์ มีเรือนหนึ่งทำในอิตาลีในปี ค.ศ. 1750 และที่น่าทึ่งคือมันยังคงเดินอย่างเที่ยงตรง ฟามชอบซ่อมแซมและอนุรักษ์นาฬิกาเหล่านี้ไว้ โดยบอกว่านาฬิกาเหล่านี้ช่วยเตือนใจเขา ว่าเวลาเป็นสิ่งมีค่าและทำให้เขารู้จักใช้เวลาทุกขณะอย่างมีคุณค่า

ในยากอบบทที่ 4 ผู้เขียนหนุนใจผู้อ่านให้ตระหนักถึงคุณค่าของเวลา โดยเตือนว่าชีวิตนั้นเปรียบเสมือน “หมอกที่ปรากฏอยู่เพียงชั่วครู่” ก่อนที่จะสลายหายไป (ยก.4:14) ยากอบเตือนถึงเรื่องการวางแผน “ไปในเมืองนี้เมืองนั้น และจะอยู่ที่นั่นปีหนึ่ง และจะค้าขายได้กำไร” (ข้อ 13) โดยไม่ปรึกษาพระเจ้าก่อน แทนที่จะทึกทักเอาเองในเรื่องกำหนดเวลาของพระเจ้าและความสำเร็จในกิจการของตน ยากอบเตือนว่า “แต่ว่าท่านไม่รู้เรื่องของพรุ่งนี้” (ข้อ 14) การวางแผนความสำเร็จของตนเองนั้นแท้จริงแล้วเป็นการโอ้อวดและเย่อหยิ่ง ถ้างานนั้นพระเจ้าไม่ได้ทรงมีส่วนร่วม

เมื่อเราตระหนักว่าชีวิตนั้นแสนสั้น เราก็จะวางแผนสำหรับอนาคตได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้นและโอบกอดช่วงเวลาปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น เราจะใช้ชีวิตและทำงานตามแบบแผนและพระประสงค์ของพระเจ้า ซึ่งหมายถึงการที่เรายอมมอบอนาคตของเราไว้กับพระองค์ด้วยใจถ่อม และชื่นชมในแต่ละวันว่าเป็นของขวัญจากพระองค์ ไม่ว่าวันนั้นจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

ความสามารถจากพระเจ้า

ลุดวิก วอน บีโธเฟ่นคีตกวีผู้มากความสามารถ เป็นหนึ่งในนักดนตรีที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดคนหนึ่งใประวัติศาสตร์ เกือบสองศตวรรษหลังจากที่เขาเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1827 ผลงานเพลงของเขายังคงถูกนำมาแสดงมากที่สุด อย่างไรก็ตามผลการศึกษาดีเอ็นเอของบีโธเฟ่นบ่งชี้ว่า เขาอาจจะไม่ได้เกิดมาพร้อมกับความสามารถพิเศษอย่างที่เราคาดเดากัน เมื่อนำยีนของเขาไปเปรียบเทียบกับยีนของคนจำนวน 14,500 คน ที่มีความสามารถในการรักษาจังหวะ (ซึ่งเป็นพรสวรรค์ด้านหนึ่งของนักดนตรี) บีโธเฟ่นกลับอยู่ในอันดับที่ต่ำอย่างไม่น่าเชื่อ

บีโธเฟ่นยังได้รับโอกาสและประสบการณ์ทางด้านดนตรีอีกมากมาย (ซึ่งช่วยพัฒนาความสามารถที่เขามีอยู่) แต่ทั้งพรสวรรค์และโอกาสที่ได้รับไม่ได้อธิบายถึงเหตุผลทั้งหมดของการที่พระเจ้าใส่ความสามารถนั้นๆไว้ให้กับเรา พระผู้สร้างของเราได้ประทานทักษะเฉพาะให้แก่ชายสองคน คือ เบซาเลลและโอโฮลีอับ เพื่อใช้ในการสร้างพลับพลา พระเจ้าประทานให้เบซาเลลมี “ความรู้ในวิชาการทุกอย่าง จะได้คิดออกแบบอย่างประณีต” และทรงแต่งตั้งโอโฮลีอับเป็น “ผู้ช่วยอีกคนหนึ่ง” (อพย. 31:3-6) พระเจ้าประทาน “สมรรถภาพแก่คนทั้งปวงที่มีฝีมือ เพื่อเขาจะได้ทำสิ่งสารพัด ซึ่งเราได้สั่งเจ้าไว้นั้น” (ข้อ 6)

มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะได้ทำภารกิจสำคัญๆอย่างการสร้างพลับพลาของพระเจ้า และความสามารถของเราอาจไม่เคยถูกบันทึกไว้ในรายงานทางประวัติศาสตร์ แต่พระเจ้าทรงประทานทักษะ ความสามารถ และประสบการณ์ ให้กับเราเพื่อเราจะแบ่งปันสิ่งนั้นกับโลก ขอให้เราปรนนิบัติพระองค์อย่างสัตย์ซื่อโดยกำลังที่มาจากพระองค์ เพื่อถวายพระสิริแด่พระองค์

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา