วันนี้มีค่า
นักสะสมชาวเวียดนามที่ชื่อ ฟาม ได้ช่วยคืนชีวิตให้กับนาฬิกาประจำคริสตจักรยี่สิบเรือนจากทั่วทวีปยุโรป ซึ่งหลายเรือนได้ถูกแทนที่ด้วยนาฬิกาแบบอิเล็กทรอนิกส์ มีเรือนหนึ่งทำในอิตาลีในปี ค.ศ. 1750 และที่น่าทึ่งคือมันยังคงเดินอย่างเที่ยงตรง ฟามชอบซ่อมแซมและอนุรักษ์นาฬิกาเหล่านี้ไว้ โดยบอกว่านาฬิกาเหล่านี้ช่วยเตือนใจเขา ว่าเวลาเป็นสิ่งมีค่าและทำให้เขารู้จักใช้เวลาทุกขณะอย่างมีคุณค่า
ในยากอบบทที่ 4 ผู้เขียนหนุนใจผู้อ่านให้ตระหนักถึงคุณค่าของเวลา โดยเตือนว่าชีวิตนั้นเปรียบเสมือน “หมอกที่ปรากฏอยู่เพียงชั่วครู่” ก่อนที่จะสลายหายไป (ยก.4:14) ยากอบเตือนถึงเรื่องการวางแผน “ไปในเมืองนี้เมืองนั้น และจะอยู่ที่นั่นปีหนึ่ง และจะค้าขายได้กำไร” (ข้อ 13) โดยไม่ปรึกษาพระเจ้าก่อน แทนที่จะทึกทักเอาเองในเรื่องกำหนดเวลาของพระเจ้าและความสำเร็จในกิจการของตน ยากอบเตือนว่า “แต่ว่าท่านไม่รู้เรื่องของพรุ่งนี้” (ข้อ 14) การวางแผนความสำเร็จของตนเองนั้นแท้จริงแล้วเป็นการโอ้อวดและเย่อหยิ่ง ถ้างานนั้นพระเจ้าไม่ได้ทรงมีส่วนร่วม
เมื่อเราตระหนักว่าชีวิตนั้นแสนสั้น เราก็จะวางแผนสำหรับอนาคตได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้นและโอบกอดช่วงเวลาปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น เราจะใช้ชีวิตและทำงานตามแบบแผนและพระประสงค์ของพระเจ้า ซึ่งหมายถึงการที่เรายอมมอบอนาคตของเราไว้กับพระองค์ด้วยใจถ่อม และชื่นชมในแต่ละวันว่าเป็นของขวัญจากพระองค์ ไม่ว่าวันนั้นจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
ความสามารถจากพระเจ้า
ลุดวิก วอน บีโธเฟ่นคีตกวีผู้มากความสามารถ เป็นหนึ่งในนักดนตรีที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดคนหนึ่งใประวัติศาสตร์ เกือบสองศตวรรษหลังจากที่เขาเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1827 ผลงานเพลงของเขายังคงถูกนำมาแสดงมากที่สุด อย่างไรก็ตามผลการศึกษาดีเอ็นเอของบีโธเฟ่นบ่งชี้ว่า เขาอาจจะไม่ได้เกิดมาพร้อมกับความสามารถพิเศษอย่างที่เราคาดเดากัน เมื่อนำยีนของเขาไปเปรียบเทียบกับยีนของคนจำนวน 14,500 คน ที่มีความสามารถในการรักษาจังหวะ (ซึ่งเป็นพรสวรรค์ด้านหนึ่งของนักดนตรี) บีโธเฟ่นกลับอยู่ในอันดับที่ต่ำอย่างไม่น่าเชื่อ
บีโธเฟ่นยังได้รับโอกาสและประสบการณ์ทางด้านดนตรีอีกมากมาย (ซึ่งช่วยพัฒนาความสามารถที่เขามีอยู่) แต่ทั้งพรสวรรค์และโอกาสที่ได้รับไม่ได้อธิบายถึงเหตุผลทั้งหมดของการที่พระเจ้าใส่ความสามารถนั้นๆไว้ให้กับเรา พระผู้สร้างของเราได้ประทานทักษะเฉพาะให้แก่ชายสองคน คือ เบซาเลลและโอโฮลีอับ เพื่อใช้ในการสร้างพลับพลา พระเจ้าประทานให้เบซาเลลมี “ความรู้ในวิชาการทุกอย่าง จะได้คิดออกแบบอย่างประณีต” และทรงแต่งตั้งโอโฮลีอับเป็น “ผู้ช่วยอีกคนหนึ่ง” (อพย. 31:3-6) พระเจ้าประทาน “สมรรถภาพแก่คนทั้งปวงที่มีฝีมือ เพื่อเขาจะได้ทำสิ่งสารพัด ซึ่งเราได้สั่งเจ้าไว้นั้น” (ข้อ 6)
มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะได้ทำภารกิจสำคัญๆอย่างการสร้างพลับพลาของพระเจ้า และความสามารถของเราอาจไม่เคยถูกบันทึกไว้ในรายงานทางประวัติศาสตร์ แต่พระเจ้าทรงประทานทักษะ ความสามารถ และประสบการณ์ ให้กับเราเพื่อเราจะแบ่งปันสิ่งนั้นกับโลก ขอให้เราปรนนิบัติพระองค์อย่างสัตย์ซื่อโดยกำลังที่มาจากพระองค์ เพื่อถวายพระสิริแด่พระองค์
ฝูงชนมากมาย
ในปี 2010 ผู้เชื่อในพระเยซูเกือบสี่พันคนมารวมตัวกันที่เมืองเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกา มีตัวแทนจาก 198 ประเทศมาในงานประชุมนี้ การรวมตัวนี้ถือเป็นการประชุมครั้งสำคัญที่สุดของคริสตจักรทั่วโลกในช่วงสองพันปีตั้งแต่ที่พระเยซูได้มาบังเกิด
วันหนึ่งการมารวมตัวกันจะไม่มีแค่ “ตัวแทน” อีกต่อไป เพราะผู้เชื่อทุกคนจะอยู่ร่วมกัน ยอห์นอธิบายนิมิตที่ได้จากพระเจ้าไว้ว่า “ข้าพเจ้าก็มองดู และ ดูเถิด คนมากมายเหลือคณนามาจากทุกเผ่าพันธุ์ ทุกชาติทุกภาษา คนเหล่านั้นสวมเสื้อสีขาว ถือใบตาลยืนอยู่หน้าพระที่นั่ง และต่อพระพักตร์พระเมษโปดก...คนเหล่านั้นร้องเสียงดังว่า ‘ความรอดขึ้นอยู่กับพระเจ้าของเราผู้ประทับบนพระที่นั่ง และขึ้นอยู่กับพระเมษโปดก’” (วว.7:9-10)
คริสตจักรในท้องถิ่นของเราอาจไม่ได้สะท้อนถึงความแตกต่างหลากหลายที่มีอยู่ในอาณาจักรนิรันดร์ของพระเจ้าเสมอไป บางครั้งสิ่งนี้อยู่เหนือการควบคุมของเรา และบางครั้งเราถูกดึงดูดให้ร่วมนัสการกับคนที่เรามองว่ามีวัฒนธรรม การเมือง ฐานะ และอายุใกล้เคียงกับเรา
แต่เราได้ถวายเกียรติแด่พระเจ้าเมื่อเราเปิดรับ หรือแม้กระทั่งแสวงหาความงดงามในความแตกต่างที่พระองค์มอบให้ลูกๆของพระองค์ พวกเขาเป็นภาพของการรวมตัวในสวรรค์ที่มีความแตกต่างหลากหลาย เมื่อทุกคนที่เชื่อในการเสียสละของพระเยซูจะนมัสการพระองค์ร่วมกัน
พระเจ้าผู้ทรงสร้างสรรพสิ่ง
ในปี 2021 วิลเลียม แชตเนอร์ นักแสดงจากภาพยนตร์เรื่องสตาร์เทรค รู้สึกยินดีกับโอกาสที่จะได้บินสู่อวกาศด้วยจรวดแคปซูล ต่อมาเมื่อเขาย้อนนึกถึงการเดินทางครั้งนั้น เขาบอกว่าทุกสิ่งที่เขาคาดหวังเกี่ยวกับประสบการณ์นั้นผิดไปเสียหมด เขาคาดหวังว่าความกว้างใหญ่ไพศาลของอวกาศจะทำให้เขารู้สึกเชื่อมโยงกับสิ่งมีชีวิตทั้งหมดอย่างลึกซึ้ง แทนที่จะเป็นเช่นนั้นเขากลับรู้สึกเศร้า เขาพบว่าความมืดมิดในอวกาศช่างเย็นชาและว่างเปล่า ซึ่งทำให้เขาเกิดความตระหนักรู้ใหม่ถึงความงดงามและความเปราะบางของโลก
มีคนไม่มากที่กล้าเสี่ยงไปอวกาศเพื่อสัมผัสประสบการณ์เช่นนี้ด้วยตนเอง เรื่องราวการทรงสร้างสรรพสิ่งในจักรวาลของพระเจ้าในพระคัมภีร์ เชิญชวนให้เรามองดูผ่านสายพระเนตรของพระองค์ สิ่งแรกที่มีบันทึกไว้ว่าพระองค์ทรงทำคือทรงเนรมิตสร้าง “ฟ้าสวรรค์และโลก” ทรงนำความเป็นระเบียบมาสู่สิ่งที่ “ไม่มีรูปทรงและว่างเปล่า” และ “ทรงแยกความสว่างออกจากความมืด” (ปฐก.1:1-2, 4 TNCV) เรื่องราวการทรงสร้างที่เหลือจะเปิดเผยสิ่งดีทั้งสิ้นที่พระเจ้าทรงสร้างให้มีชีวิต ทั้งพืช สัตว์ และสิ่งสุดท้ายคือมนุษย์ที่สะท้อนพระฉายาของพระองค์
ขณะที่สิ่งทรงสร้างทั้งหมด รวมถึงอวกาศที่มืดมิดและห่างไกลที่สุด ได้เปิดเผยให้เห็นถึงสิทธิอำนาจและฤทธิ์เดชของพระเจ้า เราก็ได้รับมอบให้มีความเข้าใจพิเศษต่อฝีพระหัตถ์ของพระองค์บนโลกใบนี้ ความงดงามที่อยู่รอบตัวเราเชื้อเชิญให้เรานมัสการพระผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งปวง
ที่ลี้ภัยที่ไว้วางใจได้
หนึ่งในความทรงจำวัยเด็กที่ชัดเจนที่สุดของลูกสาวฉันคือ วันที่พ่อของเธอสอนให้ขี่จักรยานโดยไม่มีล้อเสริม มีช่วงหนึ่งที่สามีของฉันทรงตัวโดยวางเท้าไว้ที่ดุมล้อหลัง (ขณะที่เธอวางเท้าบนแป้นถีบและทั้งคู่จับแฮนด์จักรยานด้วยกัน) เพื่อที่พวกเขาจะไหลลงเนินเล็กๆได้อย่างราบรื่น เธอจำได้ว่าพ่อหัวเราะอย่างมีความสุข ซึ่งตรงข้ามกับเธออย่างสิ้นเชิงที่เวลานั้นเป็นประสบการณ์ที่น่ากลัวมากสำหรับเธอ ช่วงเวลานั้นสั้นมาก เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นรวดเร็วจนพ่อไม่ทันที่จะหยุดและเข้าใจความรู้สึกของเธอ วันนี้เมื่อพวกเขาหวนนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สามีฉันจึงตอบสนองต่อความทรงจำของเธออย่างอ่อนโยนด้วยการให้ความมั่นใจกับเธอว่า เขารู้ว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย
เรื่องราวของพวกเขาเป็นภาพเปรียบเทียบที่เหมาะสมในยามที่เราเองประสบกับความกลัวในชีวิต “เนินเขา” อาจดูใหญ่และน่ากลัวเมื่อมองจากตำแหน่งของเรา และความเสี่ยงที่เราจะบาดเจ็บก็ดูเหมือนจริงมาก แต่พระคัมภีร์รับรองกับเราว่าเพราะ “พระเจ้าอยู่ฝ่าย[เรา]” เราจึงไม่จำเป็นต้อง “กลัว” (สดด.118:6) แม้ว่าความช่วยเหลือจากมนุษย์อาจทำให้เราผิดหวัง แต่พระองค์ทรงเป็นที่ลี้ภัยที่ไว้วางใจได้ในยามเมื่อเรารู้สึกว่าปัญหานั้นท่วมท้น (ข้อ 8-9)
พระเจ้าทรงเป็น “ผู้ทรงช่วย” ของเรา (ข้อ 7) ซึ่งหมายความว่าเราไว้วางใจให้พระองค์ดูแลเราได้ในเวลาที่ยากลำบากและน่ากลัวที่สุดในชีวิต แม้ว่าเราอาจต้องทนต่อการล้มพลาด รอยแผลเป็นและความเจ็บปวด แต่การทรงสถิตที่ช่วยให้รอดของพระองค์เป็น “กำลัง” ของเรา (ข้อ 14) และปกป้องเรา
ทางข้ามของแกะ
การจราจรหยุดชะงักแต่ฉันไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร บนถนนมีรถอยู่ไม่กี่คัน และฉันก็มองไม่เห็นต้นเหตุที่ชัดเจน ทันใดนั้น ฉันทั้งประหลาดใจและตื่นเต้นมากที่เห็นแกะจำนวนหลายพันตัวโผล่ออกมาและข้ามทางด่วน ในฐานะผู้มาอยู่ใหม่ในไอดาโฮ ฉันยังไม่คุ้นเคยกับการอพยพประจำปีของแกะเพื่อไปยังเชิงเขาบอยซีในช่วงฤดูใบไม้ผลิของทุกปี เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์ท้องถิ่นจะต้อนฝูงแกะของตนไปยังเชิงเขา ซึ่งพวกมันจะเล็มกินหญ้าพื้นเมืองในช่วงฤดูร้อน
เนื่องจากฉันเคยอาศัยอยู่แต่ในเขตเมืองและชานเมืองมาตลอดชีวิต ภาพที่เห็นนั้นจึงน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับฉัน แต่ในสมัยของเอเสเคียล (และในประวัติศาสตร์หลายตอนที่พระคัมภีร์บันทึกไว้) แกะเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิต ผู้เผยพระวจนะเอเสเคียลได้นำสิ่งที่ผู้คนคุ้นเคย เช่น แกะและการเลี้ยงแกะ มาถ่ายทอดถึงสิ่งที่พระเจ้าต้องการบอกพวกเขาเกี่ยวกับการปลอบโยนและความหวัง
เอเสเคียลกล่าวคำปลอบโยนและถ้อยคำแห่งความหวังแก่คนอิสราเอล โดยบอกกับพวกเขาว่า แม้พวกเขาจะต้องเผชิญกับความยากลำบากหลายปีในบาบิโลน อันเป็นผลของการกบฏต่อพระเจ้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ในวันหนึ่งพระเจ้าจะทรงนำพวกเขากลับคืนสู่ “แผ่นดินของเขาเอง” (อสค.34:13) จากนั้นพระเจ้าจะทรงเป็นดั่งผู้เลี้ยงแกะที่ “เลี้ยงเขาในลานหญ้าอย่างดี” และพวกเขาจะ “นอนลงในลานหญ้าที่ดี” (ข้อ 14)
พระเจ้าทรงดูแลประชากรของพระองค์ในลักษณะเดียวกันนี้ เราสามารถไว้วางใจพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้เลี้ยงของเราว่า จะทรงนำเราในชีวิตข้างหน้าให้ไปสู่ลานหญ้าที่ดี (ข้อ 13-14) ถึงแม้เราอาจรู้สึก “กระจัดกระจายไป” เหมือนแกะที่อยู่ท่ามกลางความยากลำบาก (ข้อ 12) ก็ตาม
ร้องสรรเสริญพระเจ้า
เมื่อการมองเห็นของไดอาน่าเริ่มพร่ามัวลง เธอเป็นกังวลมากขึ้น เธอยังมีปัญหาในการคิดและพูดซ้ำไปมาด้วย อาการของเธอทำให้หมอเชื่อว่าไม่ใช่ปัญหาจากดวงตาแต่เป็นปัญหาจากสมอง พวกเขาพบว่าเธอมีเนื้องอกใหญ่ในสมองที่ต้องกำจัดออก ไดอาน่ากังวลว่าการผ่าตัดจะทำให้เธอสูญเสียความสามารถในการร้องเพลง ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอรักและทำร่วมกับคนในครอบครัว ศัลยแพทย์ของเธอจึงทำสิ่งที่น่าทึ่งโดยให้เธอรู้สึกตัวขณะทำการผ่าตัดแบบไม่เจ็บปวด และขอให้เธอร้องเพลงระหว่างการผ่าตัดเพื่อเขาจะรู้ว่าเขาได้รักษาระบบประสาทส่วนนั้นเอาไว้ได้ ทั้งสองคนยังบันทึกการร้องเพลงคู่ระหว่างการผ่าตัดไว้ด้วย
เช่นเดียวกับไดอาน่า กษัตริย์ดาวิดผู้ทรงประพันธ์เพลงสดุดีหลายบทในพระคัมภีร์ ก็ทรงรักในการร้องเพลง พระองค์มักจะร้องสรรเสริญพระเจ้าทั้งในการคร่ำครวญและความชื่นชมยินดี เมื่อดาวิดได้รับการช่วยกู้จากศัตรู พระองค์รู้ว่าพระเจ้าเป็นผู้นำพระองค์ “ออกมาจากศัตรู” (2 ซมอ.22:49) เพราะพระราชกิจที่ดีเลิศของพระเจ้า ดาวิดจึงประกาศว่า “ข้าแต่พระเจ้า เพราะเหตุนี้ข้าพระองค์ขอเชิดชูพระองค์ในหมู่ประชาชาติทั้งหลาย และร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์” (ข้อ 50)
พระเจ้ายังทรงกระทำพระราชกิจในโลกนี้และในชีวิตของเราแต่ละคน ทรงช่วยเราจากโรคร้ายของความบาปที่ระบาดมาถึงเราทุกคน ขอให้เราเป็นเหมือนดาวิดที่จะให้หัวใจของเราจดจ่ออยู่ในการสรรเสริญพระเจ้าในทุกสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ
เปลี่ยนโดยพระวิญญาณ
เมื่อนีล ดักลาสขึ้นเครื่องบินไปไอร์แลนด์ เขาพบว่าที่นั่งของเขามีผู้โดยสารคนอื่นนั่งอยู่ เขาจึงเริ่มบทสนทนาเพื่อหาทางแก้ปัญหานี้ เมื่อผู้โดยสารคนนั้นเงยหน้าขึ้นตอบ นีลก็ได้พบกับคนที่หน้าตาเหมือนเขามาก! ขณะที่ทั้งคู่ถ่ายภาพร่วมกัน ผู้โดยสารที่มองดูอยู่ต่างหัวเราะให้กับความคล้ายคลึงของชายทั้งสอง หลังจากนั้นพวกเขาก็พบกันอีกครั้งเมื่อเข้าพักที่โรงแรมเดียวกัน และพบกันครั้งที่สามในผับท้องถิ่น เช้าวันรุ่งขึ้นพวกเขาก็พบว่าภาพที่ถ่ายคู่กันนั้นกระจายไปทั่วสื่อออนไลน์ เพราะหน้าตาที่คล้ายกันอย่างมากของพวกเขา
การมีรูปร่างหน้าตาเหมือนใครอีกคนเป็นเรื่องน่าประหลาดใจสำหรับพวกเราที่ไม่มีฝาแฝด แต่พระคัมภีร์บอกว่าเราจะเริ่มเป็นเหมือนพระเจ้ามากขึ้นเมื่อเราติดตามพระองค์ ในพันธสัญญาเดิม ผิวหน้าของโมเสสเปลี่ยนไปอย่างมากเนื่องจากท่านได้เข้าเฝ้าพระเจ้าหน้าต่อหน้า จนกระทั่ง “ด้วยรัศมี...ทำให้พวกอิสราเอลแลดูหน้าของโมเสสไม่ได้” (2 คร.3:7; ดู อพย.34:33-35)
ในวันนี้ เราเห็นพระสิริของพระเยซูปรากฏอยู่ในผู้ที่ “เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า” โดยผ่านการทำงานของพระวิญญาณ (2 คร.3:18;ดูข้อ 8) ความรู้ในเรื่องของพระเจ้าและความรักที่เรามีต่อพระองค์ซึ่งเพิ่มพูนขึ้นนั้น ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงฝ่ายวิญญาณและทางศีลธรรมที่มองเห็นได้ทั้งภายในและภายนอก เมื่อพระเจ้าทรง “เปลี่ยนแปลง” จิตใจและความคิดของเรานั้น เพื่อนร่วมทางที่อยู่ในเส้นทางชีวิตของเราจะเห็นสิ่งนี้ได้อย่างชัดเจน
เกียรติที่มาพร้อมกับความถ่อมใจ
ในฐานะครูโรงเรียนประถมศึกษา เจนนี่เพื่อนของฉันมักจะพานักเรียนไปที่ห้องเรียนสำหรับวิชาอื่นๆ เช่น ดนตรีหรือศิลปะ เมื่อครูบอกให้เข้าแถวเพื่อเดินไปยังอีกห้องหนึ่ง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จะพยายามผลักคนอื่นออกไปเพื่อช่วงชิงตำแหน่งที่ยืน บางคนก็พยายามเบียดขึ้นไปยืนอยู่หัวแถว วันหนึ่งเจนนี่ทำให้พวกเขาประหลาดใจโดยให้ทุกคนกลับหลังหัน ทำให้ตำแหน่งในแถวที่พวกเขาเคยอยู่เมื่อไม่กี่วินาทีก่อนหน้านั้นกลับตาลปัตรจากหัวแถวกลายเป็นท้ายแถว พวกเขาตกใจส่งเสียงร้อง “นี่มันอะไรกัน”
เมื่อพระเยซูทรงสังเกตเห็นการแย่งชิงตำแหน่งในลักษณะเดียวกันบนโต๊ะอาหารเย็น พระองค์ทรงตอบสนองด้วยการเล่าคำอุปมาที่ทำให้แขกของพระองค์ประหลาดใจอย่างไม่ต้องสงสัย พระองค์ทรงใช้เรื่องราวในงานเลี้ยงสมรส เพื่อสอนพวกเขาว่า “อย่านั่งในที่อันมีเกียรติ” แต่ให้ “นั่งในที่ต่ำ” ก่อน (ลก.14:8-10) พระคริสต์ทรงทำให้บรรทัดฐานทางสังคมสับสน โดยตรัสว่า “ทุกคนที่ได้ยกตัวขึ้นจะต้องถูกเหยียดลง และผู้ที่ถ่อมตัวลงนั้นจะได้รับการยกขึ้น” (ข้อ 11)
หลักการแห่งแผ่นดินของพระเจ้าในเรื่องนี้อาจเป็นสิ่งที่นำมาปฏิบัติได้ยาก ด้วยเหตุผลเฉพาะเจาะจงที่ว่า มนุษย์ยังคงถูกล่อลวงให้มุ่งความสนใจไปที่ “ชัยชนะ” อย่างไรก็ดี การเลือกตำแหน่งที่อยู่ท้ายสุดในเวลานี้ก็เพื่อเราจะได้เป็นคนแรกในภายหลัง แต่พระเยซูทรงหนุนใจเราให้ทำตามแบบอย่างของพระองค์ และคาดหวังความช่วยเหลือจากพระองค์ในการปรับเปลี่ยนความคิดของเราเพื่อจะมองเห็นว่า การเป็นคนถ่อมใจ เป็นคนสุดท้าย และคนที่ต่ำต้อยนั้น เป็นการอยู่ในสถานที่อันทรงเกียรติอย่างแท้จริง