วิถีแห่งชีวิต
ในช่วงทศวรรษที่ 1860 จอร์จเกิดเป็นทาส เขาเป็นทารกที่อ่อนแอขี้โรคจึงถูกขายให้เจ้าของทาสในราคาเท่ากับม้าหนึ่งตัว เมื่อเป็นวัยรุ่น เขาได้เห็นชายผิวดำถูกกลุ่มคนผิวขาวฆ่า เขาเรียนหนังสือเก่งมาก แต่เมื่อสมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยไฮแลนด์ในรัฐแคนซัส เขากลับถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าเรียนเพราะสีผิวของเขา แต่ในท่ามกลางอุปสรรคเหล่านี้ ชายหนุ่มยังคงศรัทธาในพระเจ้าอย่างลึกซึ้ง ข้อพระคัมภีร์ประจำใจของจอร์จ วอชิงตัน คาร์เวอร์ คือ สุภาษิต 3:6 “จงยอมรับรู้พระองค์ในทุกทางของเจ้า และพระองค์จะทรงกระทำให้วิถีของเจ้าราบรื่น”
บางครั้งเรารู้สึกว่าสถานการณ์ที่เผชิญอยู่นั้นเกินจะรับมือ เราเจออุปสรรค เราพบว่าตัวเองไม่รู้ว่าควรไปทางไหน แต่พระธรรมสุภาษิตให้กำลังใจเราว่า “จงวางใจในพระเจ้าด้วยสุดใจของเจ้า และอย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง” (ข้อ 5) พระคัมภีร์กำลังบอกเราว่า “จงปล่อยวาง และยอมให้พระเจ้า” ทรงนำชีวิตของคุณ
จอร์จ วอชิงตัน คาร์เวอร์เดินในวิถีของพระเจ้า อดทนฝ่าฟันอุปสรรคทุกอย่าง ศึกษาพฤกษศาสตร์และธรณีวิทยาด้วยตนเอง จนในที่สุดได้กลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียง เขามีชื่อเสียงจากการพัฒนาหลายร้อยวิธีในการใช้ประโยชน์จากต้นถั่วลิสง และยังได้พัฒนาวิธีปลูกพืชหมุนเวียนที่ปฏิวัติวงการเกษตรกรรมในสหรัฐอเมริกา พระเจ้าทรงมีวิธีที่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายกลับกลายเป็นสิ่งที่ดีที่สุดได้ ไม่ว่าวันนี้คุณจะกำลังเผชิญกับสิ่งใด หัวใจสำคัญคือ “การยอมรับรู้พระองค์” และฟังเสียงของพระองค์ จงมองดูพระองค์เปิดเผยวิถีแห่งชีวิตของคุณ
ความสว่างแห่งชีวิต
ในปี ค.ศ. 1905 ชายหนุ่มมอมแมมคนหนึ่งเก็บตัวอยู่ที่อพาร์ตเมนต์ของเขาในกรุงเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เขาทำการทดลองที่ซับซ้อนทางความคิดเกี่ยวกับธรรมชาติของจักรวาล ด้วยความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้านักฟิสิกส์ผู้นี้ได้ทำการคำนวณใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า สี่เดือนต่อมาชายผู้นี้ได้เขียนสิ่งที่รู้เกี่ยวกับการทำงานของโลกขึ้นมาใหม่เกือบทั้งหมด ชายผู้นี้คือ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เขาอายุยี่สิบหกปี
แม้จะมีปัญญายิ่งใหญ่ทางวิทยาศาสตร์ แต่ไอน์สไตน์กล่าวว่า “ยิ่งข้าพเจ้าเรียนรู้มากเท่าใด ข้าพเจ้าก็ยิ่งตระหนักว่าข้าพเจ้ายังไม่รู้อะไรอีกมาก”
พระคัมภีร์มักกล่าวถึงความใหญ่ยิ่งของพระเจ้าที่สะท้อนให้เห็นในการทรงสร้าง “ฟ้าสวรรค์ประกาศพระสิริของพระเจ้า” (สดด.19:1) และในพระธรรมโยบที่บันทึกไว้ก่อนคำพูดของไอน์สไตน์ว่า “ท่านหยั่งรู้องค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้หมดหรือ นั่นสูงกว่าฟ้าสวรรค์” (โยบ 11:7-8)
แต่พระสิริแห่งการทรงสร้างของพระเจ้านั้นใหญ่ยิ่งกว่าจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล “ในปฐมกาลพระวาทะทรงดำรงอยู่...พระวาทะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์” (ยน.1:1,14)ไม่มีการคำนวณใดทางคณิตศาสตร์ที่จะอธิบายพระราชกิจพิเศษของพระเจ้าในพระเยซูที่เสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ได้ พระเจ้าไม่ได้ทรงอยู่ “ที่นั่น” ในจักรวาลที่เราไม่อาจหยั่งรู้ได้ แต่พระองค์ทรงอยู่เคียงข้างเรา พระวาทะทรงอยู่ท่ามกลางเรา ทรงเป็นความสว่างแห่งชีวิต (1:4) เป็นผู้ที่เราจะรู้จักพระองค์ได้อย่างสนิทสนมและเป็นส่วนตัว
ยอมนิ่งคอยอย่างสงบ
ไม่ค่อยมีใครรู้จักแอดิเลด พอลลาร์ดมากนัก และนั่นคือประเด็นสำคัญ เธอเป็นผู้รับใช้พระเจ้าที่อ่อนน้อมถ่อมตนและไม่ได้ต้องการให้ตนเองเป็นที่ยอมรับ เมื่ออายุสี่สิบปี เธอรู้สึกถึงการทรงเรียกอันแรงกล้าที่จะเป็นมิชชันนารีในแอฟริกา แต่ประตูนั้นกลับปิดลง ทำให้เธอท้อแท้เป็นอย่างยิ่ง กระนั้นแอดิเลดก็นึกถึงข้อพระคัมภีร์ข้อหนึ่งที่ว่า “เจ้าอยู่ในมือของเรา อย่างดินเหนียวอยู่ในมือของช่างหม้อ” (ยรม.18:6) ต่อมาเธอได้เขียนเพลงนมัสการที่มีเนื้อร้องว่า “พระองค์เป็นช่างปั้น ข้าฯเป็นดินทราย”
พระธรรมเยเรมีย์ให้ภาพที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเราในปัจจุบันอย่างมาก “และภาชนะซึ่งทำด้วยดินก็เสียอยู่ในมือของช่างหม้อ เขาจึงปั้นใหม่ให้เป็นภาชนะอีกลูกหนึ่งตามที่ช่างหม้อเห็นว่าควรทำ” (ข้อ 4) นี่คือภาพของการที่พระเจ้าทรงปั้นเราขึ้นใหม่ให้เป็นไปตามพระประสงค์ที่ดีกว่าของพระองค์ ไม่ว่าเราจะคิดว่าเราควรทำหรือเป็นสิ่งใด พระเจ้าอาจมีแผนการอื่นสำหรับชีวิตเรา “เจ้าอยู่ในมือของเรา อย่างดินเหนียวอยู่ในมือของช่างหม้อ” (ข้อ 6)
ในที่สุด แอดิเลดก็ได้ ไปแอฟริกา แต่อาจเป็นไปได้ว่าพระเจ้าทรงปั้นแต่งชีวิตของเธอเพื่อให้ทำสิ่งอื่น เช่น การเขียนเพลงสรรเสริญ “แล้วแต่พระองค์เจ้า” ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนหลายล้านคนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมื่อเรารู้สึก “ติดขัด” ในสิ่งที่เราต้องการทำ ให้เราคิดถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงกำลังหล่อหลอมเราในช่วงเวลานั้น เราควรปล่อยให้พระเจ้าดำเนินตามน้ำพระทัยของพระองค์ โดยรอคอยและ “ยอมนิ่งคอยฟัง” พระประสงค์ที่ยิ่งใหญ่กว่าของพระองค์
เวลาของพระเจ้า
ก่อนปี ค.ศ. 1967 การคำนวณหน่วยของเวลาในทางวิทยาศาสตร์มักอิงรูปแบบทางดาราศาสตร์ เช่น การหมุนรอบตัวเองของโลกและการโคจรรอบดวงอาทิตย์ แต่เมื่อผ่านไปหลายศตวรรษก็พบกับปัญหา ที่จริงโลกกำลังเคลื่อนช้าลงในวงโคจร นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าหน่วยของวินาทียาวขึ้นกว่าที่เคยเป็น แม้จะเป็นไปอย่างช้าๆ แต่นับตั้งแต่สมัยคริสตกาล โลกได้ “สูญเสีย” เวลาไปแล้วสามชั่วโมงเต็ม
แน่นอนว่า พระเจ้าคือผู้ทรงสร้างวิธีที่จะให้เราคำนวณเวลา ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนที่ของหมู่ดาวและวงโคจรทางดาราศาสตร์ การคำนวณของนักวิทยาศาสตร์อาจไม่น่าเชื่อถืออย่างที่เราคิด แต่เรามั่นใจในสิ่งที่เปโตรบอกกับเราได้ว่า “วันเดียวของพระเจ้าเป็นเหมือนกับพันปี” (2ปต.3:8) ท่านกำลังโต้แย้งกับพวกที่สงสัย ที่บ่นว่าพระเยซูยังไม่เสด็จมา “องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงเฉื่อยช้าในเรื่องพระสัญญาของพระองค์ ตามที่บางคนคิดนั้น” (ข้อ 9) พระเจ้าทรงทำพระราชกิจตามเวลาและตามพระประสงค์ของพระองค์
ยิ่งไปกว่านั้น “กำหนดเวลา” ของพระเจ้านั้นเกิดจากความรักของพระองค์ “พระองค์ได้ทรงอดกลั้นพระทัยไว้ เพราะเห็นแก่ท่านทั้งหลายมาช้านาน พระองค์ไม่ทรงประสงค์ที่จะให้ผู้หนึ่งผู้ใดพินาศเลย” (ข้อ 9) พระเยซูจะเสด็จกลับมา และพระเจ้าทรงประสงค์ให้ทุกคนมีโอกาสที่จะกลับมาหาพระองค์ นี่คือการสำแดงความรักของพระองค์ ขณะเดียวกันเราทุกคนต้อง “อุตส่าห์ให้พระองค์ทรงพบท่านทั้งหลายมีใจสงบ ปราศจากมลทินและข้อตำหนิ” (ข้อ 14)
ทั้งกำหนดเวลา พระเจ้า และความรักของพระองค์ล้วนสอดคล้องกัน ในยุคสุดท้ายนี้ความรักของพระเจ้าไม่เคยสั่นคลอนและเชื่อถือได้มากที่สุด
ทรัพย์ที่สะสมไว้ในสวรรค์
คนที่เดินทางไปต่างประเทศเป็นครั้งแรกมักจะเตรียมสัมภาระไปมากมาย พวกเขากลัวการต้องอยู่ไกลบ้านและเกิดจำเป็นต้องใช้ของบางอย่าง แต่มีบทความเผยแพร่เมื่อเร็วๆนี้ที่พูดถึงปัญหาของการแพ็กของมากเกินไป ในบทความมีคำแนะนำว่าไม่ต้องนำแชมพูและไดร์เป่าผม (ซึ่งโรงแรมส่วนใหญ่มี) ไปด้วย และอย่านำรองเท้าและหนังสือไปเผื่อเพราะเปลืองที่และหนัก ผู้เขียนหมายเหตุไว้ว่าเมื่อคุณลากสัมภาระหนักๆไปบนถนนที่ปูด้วยหินกรวดในยุโรป คุณจะคิดว่าไม่น่านำของติดตัวมามากมายขนาดนี้เลย
ในแง่หนึ่ง นี่เป็นการเปรียบเทียบที่ชาญฉลาดสำหรับคำแนะนำในการเดินทางที่อัครทูตเปาโลสอนไว้ว่า “เราไม่ได้เอาอะไรเข้ามาในโลกฉันใด เราก็เอาอะไรออกไปจากโลกไม่ได้ฉันนั้น” (1 ทธ.6:7) ท่านเชื่อมโยงเรื่องนี้กับปัญหาของการมีสิ่งของมากจนเกินไป “คนเหล่านั้นที่อยากร่ำรวยก็ตกอยู่ในข่ายของความเย้ายวน” และท่านได้เตือนว่าสัมภาระส่วนเกินเป็น “บ่วงแร้ว” ที่นำไปสู่ “ความพินาศเสื่อมสูญไป” (ข้อ 9) ผู้ที่มีความเชื่อมีจุดหมายในการเดินทางที่แตกต่างออกไป โดยมีพระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งจำเป็นทุกอย่าง “เพื่อความสะดวกสบายของเรา” (ข้อ 17)
วันนี้ เราอาจพึงระลึกไว้ว่าสิ่งที่เราสะสมในชีวิตนั้นไร้ความหมาย เรานำของนั้นติดตัวไปด้วยไม่ได้ เปาโลกล่าวว่าเมื่อเรา “เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และไม่เห็นแก่ตัว” (ข้อ 18) เราก็ได้ “วางรากฐาน...ไว้สำหรับตนเองในภายหน้า” และนี่คือเคล็ดลับสำหรับการเดินทางที่ดีที่สุด เป็นเคล็ดลับสู่ “ชีวิต ซึ่งเป็นชีวิตอันแท้จริง” (ข้อ 19)
รอดชีวิตโดยพระเมตตาของพระเจ้า
ชาลส์ จูกิน เป็นกะลาสีเรือตั้งแต่อายุสิบเอ็ดปี เขามีหน้าที่เป็นคนทำขนมปังบนเรือหลายลำ ในปี ค.ศ.1912 เขาถูกจ้างให้ทำงานบนเรือสำราญที่แล่นออกจากเมืองเซาแทมป์ตัน ประเทศอังกฤษ เรือไททานิคลำนั้นชนภูเขาน้ำแข็งในมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ ขณะที่เรือจมลง จูกินได้ช่วยผู้คนขึ้นเรือชูชีพ ตัวเขาเองยืนอยู่บนท้ายเรือไททานิคในขณะที่มันจมลงในแนวดิ่ง เขารอดชีวิตมาได้อย่างอัศจรรย์
สามสิบปีต่อมาในสงครามโลกครั้งที่สอง ชาลส์อยู่บนเรืออีกลำชื่อ อาร์เอ็มเอส โอเรกอน ซึ่งถูกเรืออีกลำพุ่งชนและจมลงเช่นกัน จูกินรอดชีวิตมาได้อีกครั้ง
พระคัมภีร์บอกเราว่าเราทุกคนอยู่บนเรือที่กำลังจม เปาโลเขียนว่า “ทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า” (รม.3:23) ท่านอ้างถึงชนชาติอิสราเอลที่มักกบฏโดยยกถ้อยคำของอิสยาห์ “ถ้าพระเจ้าจอมโยธามิได้เหลือคนไว้ให้เราบ้างเล็กน้อยแล้ว เราก็จะได้เป็นเหมือนเมืองโสโดม” (อสย.1:9) เปาโลพูดถึง “ผู้ที่เหลืออยู่” ของอิสราเอลซึ่งเป็นเหมือนเรือบรรทุกผู้รอดชีวิต ว่า “ชนหยิบมือเดียวที่เหลืออยู่เท่านั้นที่จะได้รับการช่วยให้รอด” (รม.9:27 TNCV) พวกเขาจะรอดได้อย่างไร ก็โดยการตอบรับข่าวประเสริฐ (รม.10:16) คุณเห็นไหมว่าเราทุกคนเป็นเหมือนอิสราเอลที่จมอยู่ในความบาป ไม่มีใครในพวกเรารอดได้นอกจากจะยอมรับในข่าวประเสริฐ เรือชูชีพที่พระเจ้าทรงโยนให้เราทุกคนนั้นก็คือพระเยซู
พวกเราที่เชื่อในพระเยซูอาจจำเป็นต้องได้รับการเตือนถึงความจริงอันน่าทึ่งที่ว่าเราเป็นผู้รอดชีวิตโดยพระเมตตาของพระเจ้า ผู้ใดที่ยังอยู่ในกระแสน้ำแห่งชีวิตอันปั่นป่วนก็ควรรีบปีนขึ้นเรือชูชีพเพื่อจะได้พบพระเยซู
เปลี่ยนวัตถุประสงค์โดยพระเจ้า
ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1930 คลีโอ แม็ควิคเกอร์ ได้คิดค้นผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้ทำความสะอาดวอลเปเปอร์ สมัยก่อนบ้านส่วนใหญ่จะใช้ถ่านหินให้ความร้อน ผนังจึงเต็มไปด้วยเขม่า สิ่งประดิษฐ์ของคลีโอสามารถกลิ้งทับวอลเปเปอร์และเก็บคราบสกปรกได้ แม้ผลิตภัณฑ์นี้จะไม่เป็นที่นิยม แต่หลายทศวรรษต่อมา ครูคนหนึ่งได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของคลีโอในชั้นเรียนของเธอเพื่อทำของประดับคริสต์มาส จากนั้นจึงเกิดบริษัทใหม่ชื่อเรนโบว์คราฟต์ และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดวอลเปเปอร์ก็ถูกนำมาทำเป็นของเล่นเด็กที่เรียกว่าแป้งโดว์
พระเจ้าทรงมีวิธีใช้ผู้คนเพื่อวัตถุประสงค์อื่นในระดับที่ยิ่งใหญ่กว่า เรายังจดจำเรื่องราวของโยเซฟและ “เสื้อหลากสี” ในพระคัมภีร์ได้ ในวัยหนุ่มท่านเป็นคนเลี้ยงแกะที่ต่ำต้อยและถูกพวกพี่ชายขายไปเป็นทาส แต่พระเจ้าทรงนำโยเซฟผ่านความยากลำบากมากมายและขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในหมู่ข้าราชการ ในที่สุด โยเซฟก็ถูก “เปลี่ยนวัตถุประสงค์” ให้กลายเป็น “ผู้ครอบครองประเทศอียิปต์ทั้งหมด” (ปฐก.45:26) กระนั้นการทรงเรียกของโยเซฟไม่ได้เกี่ยวกับอำนาจแต่เกี่ยวกับพระคุณ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาเผื่อแผ่ให้กับพวกพี่ชายเมื่อได้ยกโทษให้พวกเขา (ข้อ 15)
ในแง่หนึ่ง เราทุกคนล้วนเป็น “ผลิตภัณฑ์ที่ล้มเหลว” แต่โดย “พระคุณขององค์พระบุตร” คือพระเยซู เราจึงถูกใช้ในวัตถุประสงค์ที่ยิ่งใหญ่กว่า ขณะที่คุณดำเนินชีวิตในวันนี้ ขอให้คิดถึงวัตถุประสงค์ของชีวิตคุณที่สูงยิ่งกว่า และจดจำว่าต้องเผื่อแผ่พระคุณให้แก่ผู้อื่นเช่นเดียวกับที่พระคริสต์ทรงทำเพื่อเรา
ดูสิว่าพระเจ้าทรงทำอะไร
มอร์สเป็นลูกชายของผู้รับใช้ในนิกายโปรเตสแตนต์และเป็นจิตรกรภาพภูมิทัศน์ที่ยากไร้ ในช่วงทศวรรษ 1820 เขามีรายได้เพียงเล็กน้อยจากการเป็นนักวาดภาพ เขาเป็น “จิตรกรพเนจร” ในพื้นที่อเมริกา แต่พระเจ้านำชีวิตเขาไปอีกเส้นทางหนึ่ง มอร์สสนใจด้านวิทยาศาสตร์ด้วย เขาเรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องมือแม่เหล็กไฟฟ้า และเกิดเป็นความคิดที่จะเปลี่ยนโลก ในปีค.ศ. 1832 ซามูเอล เอฟ. บี. มอร์ส คิดค้นเรื่องการส่งโทรเลขไฟฟ้าและต่อมาได้สร้างเครื่องส่งโทรเลขที่ใช้งานได้เป็นเครื่องแรก
เหตุการณ์ “การเปลี่ยนสายงาน” ที่น่าทึ่งที่สุดในพระคัมภีร์น่าจะเป็นเรื่องของเซาโล ผู้ซึ่ง “ขู่คำรามกล่าวว่าจะฆ่า” ศิษย์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า (กจ.9:1) พระเยซูทรงปรากฏแก่ท่านในแสงสว่าง (ข้อ 3) ตรัสว่าเซาโลกำลังข่มเหงพระองค์ และเซาโลถูกเรียกให้หยุดเพราะท่านได้รับคำสั่งใหม่แล้ว (ข้อ 6) เซาโลหันหลังกลับและรับตัวตนใหม่ในพระคริสต์ในฐานะอัครทูต ผู้ซึ่งในที่สุดแล้วจะประกาศข่าวประเสริฐในทุกแห่งหนที่ท่านไป
บางครั้งอนาคตที่เราคิดไว้ก็ไม่ได้เป็นตามนั้น พระเจ้าทรงนำเราไปในเส้นทางอื่น บางครั้งพระองค์ต้องการเรียกเราให้ออกจากความบาป หรือบางครั้งอาจเป็นการเปลี่ยนพันธกิจหรืออาชีพการงาน เมื่อพระเจ้าเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเรานั้น ให้เราหยุดสิ่งที่เรากำลังทำและเชื่อฟังคำสั่งใหม่ที่ได้รับ และในขณะที่เส้นทางใหม่ได้ปรากฏอยู่ตรงหน้าเรา เราก็จะรู้สึกชื่นชมยินดีเหมือนตอนที่ได้เห็นข้อความแรกในโทรเลขของมอร์สที่ส่งไปว่า “ดูสิว่าพระเจ้าทรงทำอะไร!”
ครอบครัวของพระเจ้า
เวลานั้นเป็นปีค.ศ. 1863 เอ็ดวินยืนอยู่ที่ชานชาลาสถานีรถไฟในเมืองเจอร์ซีย์ซิตี้ เขาเฝ้าดูชายหนุ่มคนหนึ่งที่ถูกฝูงชนเบียดไปข้างตู้ขบวนรถไฟ จนตกลงไปตรงช่องระหว่างรถไฟกับชานชาลาซึ่งอันตรายมาก เมื่อรถไฟเริ่มเคลื่อนตัว เอ็ดวินเอื้อมมือลงไปดึงชายคนนั้นขึ้นมาในวินาทีสุดท้ายจนเขาปลอดภัย
ชายผู้ที่ได้รับการช่วยชีวิตคือโรเบิร์ต ท็อดด์ ลินคอล์นบุตรชายของประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น ซึ่งต่อมาโรเบิร์ตได้เขียนถึงคนที่ช่วยชีวิตว่า “ผมรู้จักใบหน้าของเขาเป็นอย่างดี” เนื่องจากเอ็ดวิน บูธเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียง อันที่จริงแล้ว เขาเป็นพี่ชายของนักแสดงอีกคนหนึ่งคือจอห์น วิลค์ส บูธ ผู้ที่ลอบสังหารประธานาธิบดีลินคอล์นในอีกสองปีต่อมา
ความแปลกทางประวัติศาสตร์นี้ทำให้เราเห็นความเป็นจริงอย่างหนึ่ง คือเราไม่ได้เลือกครอบครัวที่เราเกิดมา บางทีพี่น้องหรือพ่อแม่ของเราอาจเลือกทำสิ่งที่ผิด บางทีเราเองที่เป็นคนทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายทุกอย่าง แต่พระคัมภีร์บอกถึงแผนการในครอบครัวของพระเจ้าว่า “เพราะว่าพระวิญญาณของพระเจ้าทรงนำผู้ใด ผู้นั้นก็เป็นบุตรของพระเจ้า” (รม.8:14) ในฐานะบุตรของพระองค์ “เราก็เป็นทายาท[ของพระองค์]” (ข้อ 17) เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่พระองค์ทรงเชิญชวนให้เราทั้งหลายเรียกพระองค์ว่า “อับบา คือพระบิดา” (ข้อ 15)
เราอาจต้องปล้ำสู้กับครอบครัวทางโลกที่บกพร่อง แต่ให้เราสบายใจได้เพราะพระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงมรดกทางจิตวิญญาณของเราแล้ว พระองค์ทรงรับเราเข้ามาเป็นสมาชิกในครอบครัวของพระองค์ สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดก็คือ พระองค์ทรงเชิญชวนให้เราเรียกพระองค์ว่าพระบิดา