ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Katara Patton

ความชื่นบานและกำลังในพระเจ้า

ท่ามกลางผลงานสร้างสรรค์หลากสีที่ทำขึ้นจากการตัดขวดพลาสติกเก่าให้มีลักษณะคล้ายขนนกและโคมไฟนี้ ไกด์นำเที่ยวของพิพิธภัณฑ์นิวออร์ลีนส์ได้เล่าถึงแนวคิดเบื้องหลังการใช้วัสดุเหล่านี้ว่า “สำหรับเมืองที่ประสบความยากลำบากเช่นนี้ เราได้เรียนรู้ที่จะใช้สิ่งที่เรามีเพื่อสร้างความสุขและความสวยงาม เราจะไม่จดจ่ออยู่แค่ช่วงเวลาที่ยากลำบากเท่านั้น แต่เราเฉลิมฉลองความสามารถในการฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติด้วย”

เนหะมีย์และคนอิสราเอลก็เผชิญความยากลำบากเช่นกัน แต่พวกเขามานะบากบั่นด้วยความชื่นชมยินดีในพระเจ้า พวกเขาถูกจับและถูกกวาดต้อนไปจากบ้าน และในที่สุดพวกเขาก็ได้กลับจากการเป็นเชลยมายังเยรูซาเล็ม (นหม.4:7-12) แต่เมื่อมาถึง พวกเขายังต้องเผชิญกับการถูกขัดขวางไม่ให้สร้างกำแพงป้องกันกรุงเยรูซาเล็มขึ้นมาใหม่ (นหม.6) แม้หลังจากกำแพงสร้างเสร็จแล้วและพวกเขามารวมตัวกันเพื่อเฉลิมฉลอง จิตใจของพวกเขาก็หนักอึ้งเมื่อได้ยินถ้อยคำของธรรมบัญญัติของพระเจ้า “​ประชาชน​ได้​ร้องไห้​เมื่อ​เขา​ได้​ยิน​ถ้อยคำ​ของธรรม​บัญญัติ” (8:9) แต่เนหะมีย์เตือนสติว่าพวกเขาจะพบความชื่นบานและกำลังในพระเจ้าได้ โดยการระลึกว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ใดและทรงนำพวกเขาผ่านอะไรมาบ้าง เนหะมีย์กล่าวว่า “​ความ​ชื่น​บาน​...ใน​พระ​เจ้า​เป็น​กำลัง​ของ​ท่าน” (ข้อ 10)

การจดจ่อที่พระเจ้าจะนำ “ความชื่นบานใหญ่ยิ่ง” และกำลังมาให้กับเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสถานการณ์ของเราดูเลวร้าย พระปรีชาสามารถและพระลักษณะของพระเจ้า ตลอดจนพระวจนะจะช่วยฟื้นฟูจิตใจและนำความชื่นบานมาให้เรา (ข้อ 12) โดยประทานกำลังและการฟื้นตัวที่เราต้องการ

ขอบพระคุณด้วยใจถ่อม

ในวันขอบคุณพระเจ้าฉันโทรกลับบ้านเพื่อทักทายพ่อแม่ ขณะคุยกันฉันถามว่าแม่รู้สึกขอบคุณในเรื่องใดมากที่สุด ท่านพูดเสียงดังทันทีว่าที่รู้สึกขอบคุณพระเจ้าที่สุดคือ “ลูกๆทั้งสามของแม่รู้จักร้องออกพระนามของพระเจ้า” สำหรับแม่ของฉันซึ่งเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญเรื่องการศึกษามาโดยตลอด แต่ก็ยังมีบางอย่างที่มีคุณค่ามากกว่าการที่ลูกๆเรียนหนังสือเก่งและดูแลตัวเองได้

ความรู้สึกของท่านทำให้ฉันนึกถึงสุภาษิต 22:6 “จงฝึกเด็กในทางที่เขาควรจะเดินไป และเมื่อเขาเป็นผู้ใหญ่แล้วเขาจะไม่พรากจากทางนั้น” แม้ข้อนี้ไม่ใช่พระสัญญาแต่เป็นหลักการที่กอปรด้วยปัญญา และมีเด็กจำนวนมากที่หลงหายไปจากพระเจ้าอย่างน้อยก็ในช่วงหนึ่งของชีวิต แม่กับพ่อของฉันพยายามอย่างมากที่จะเลี้ยงดูพวกเราให้รักพระเจ้าด้วยความถ่อมใจและความยำเกรง (ข้อ 4) หลักๆแล้วก็ด้วยการดำเนินชีวิตที่เป็นแบบอย่าง เวลานี้โดยพระคุณของพระองค์ พวกท่านได้เห็นเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่และได้รับประโยชน์จากการมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระองค์ ตามที่กล่าวในข้อ 2 ว่า “พระเจ้าทรงสร้างเขาทั้งสิ้น” และแม้ว่าเด็กบางคนจะตอบสนองโดยการรักในคำสอนของพระคริสต์ แต่บางคนอาจใช้เวลานานกว่านั้นในการได้ยินเสียงของพระองค์ สำหรับเด็กๆที่มีคุณค่าเหล่านั้นอันเป็นที่รัก เรายังคงอธิษฐานเผื่อพวกเขาและวางใจในเวลาของพระองค์

การขอบคุณพระเจ้าด้วยความถ่อมใจของแม่ชี้ให้เห็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรักผู้ทรงเป็นที่ยำเกรงจะทรงประทานความมั่งคั่งฝ่ายวิญญาณในชีวิตนี้และหลังจากนั้น (ข้อ 4) และแม้ว่าเราไม่อาจควบคุมสิ่งที่เด็กจะเลือกทำได้ แต่เราวางใจในความหวังว่าพระเจ้าจะยังทรงทำงานในหัวใจของพวกเขาด้วยความรักต่อไป

ทำงานร่วมกันในพระคริสต์

“ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน กำลังเผชิญกับเรื่องอะไร จงใช้สิ่งที่คุณมีให้เกิดประโยชน์มากที่สุด” หญิงสาวคนหนึ่งกล่าวในการสัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ คำพูดของเธอทำให้ฉันตั้งใจฟังเรื่องทั้งหมดอย่างตั้งใจ ฉันได้รู้ว่าเธอมีพี่น้องผู้หญิงหกคนที่กำลังเรียนพยาบาล พวกเธอเคยเป็นคนเร่ร่อนและทนทุกข์ลำบาก แต่พวกเธอร่วมมือกันเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายเดียวกัน และในเวลาที่เรื่องนี้ออกอากาศ พี่น้องทั้งหกคนกำลังสำเร็จการศึกษาคณะพยาบาลที่มหาวิทยาลัยท้องถิ่น

กันดารวิถีบทที่ 27 เล่าถึงเรื่องราวของพี่น้องอีกกลุ่มหนึ่งที่ร่วมมือและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน บุตรสาวห้าคนของเศโลเฟหัดเรียกร้องเกี่ยวกับกฎหมายมรดก พวกเธอรวมตัวกันและยืนต่อหน้าโมเสสเพื่อร้องขอ “บิดาของเราเสียชีวิต...เพราะบาปของตน และท่านไม่มีบุตรชายเลย...ขอให้เรามีกรรมสิทธิ์ที่ดินท่ามกลางพี่น้องบิดาของเราด้วย” (ข้อ 3-4) พระเจ้าทรงตอบด้วยประโยคที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงนี้ “บุตรีของเศโลเฟหัดพูดถูกต้องแล้ว เจ้าจงให้กรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นมรดกท่ามกลางพี่น้องบิดาของเขา” (ข้อ 7)

พี่น้องหญิงทั้งห้าคนรวมตัวกันและแสวงหาพระเมตตาจากพระเจ้าเมื่อพวกเธอยืนต่อหน้าโมเสส และพระเจ้าประทานสิ่งที่พวกเธอต้องการเมื่อพวกเธอรวมตัวกันต่อพระพักตร์พระองค์

การทำงานร่วมกันในฐานะผู้เชื่อในพระเยซูนั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป แต่เมื่อเราแสวงหาพระปัญญาและการทรงนำของพระเจ้าด้วยความถ่อมใจ เราจะพบว่าพระองค์ทรงช่วยให้เรารับใช้ร่วมกันได้อย่างดีในพระคริสต์

ละความกังวล

ฉันเดินไปที่ตู้ออกบัตรโดยสารของสายการบินเพื่อเช็คอินโดยใช้หมายเลขยืนยันซึ่งบันทึกไว้ในโทรศัพท์มือถือ แต่โทรศัพท์ฉันหาย! ฉันลืมทิ้งไว้ในรถที่มาส่ง แล้วฉันจะติดต่อคนขับรถรับจ้างที่มาส่งฉันได้อย่างไรกัน

ขณะที่ฉันกำลังพยายามเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปกับสัญญาณวายฟายของสนามบิน ฉันกังวลว่าจะสายเกินไป สามีของฉันสังเกตว่าโทรศัพท์ไม่ได้อยู่กับตัวฉันที่สนามบินผ่านทางแอพ และได้ส่งอีเมลให้ฉันแล้ว อีเมลนั้นรอฉันอยู่ทันทีที่เชื่อมต่อวายฟายได้ อีเมลของเขาบอกว่า “ส่งหมายเลขบริการสำหรับรถมา เดี๋ยวผมจัดการให้เอง” สามีของฉันเข้ามาจัดการเรื่องต่างๆให้ ทำให้ฉันรู้สึกได้ถึงสันติสุขในทันที

นี่เป็นส่วนหนึ่งของสันติสุขที่ฉันเชื่อว่าพระเจ้าทรงต้องการให้เราได้สัมผัสในความสัมพันธ์ที่เรามีกับพระองค์ผ่านทางพระคริสต์ 1 เปโตร 5:7 เตือนเราว่า “จงละความกระวนกระวายของ [เรา] ไว้กับพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใย [เรา]” พระคัมภีร์ข้อนี้บอกว่าพระเจ้าทรงต้องการรับเอาความวิตกกังวลของเราไป เพราะเหตุใด ก็เพราะพระองค์ทรงห่วงใยเราอย่างยิ่ง เราสามารถมอบความกังวลที่มีไว้กับพระเจ้า แทนที่จะปล่อยให้มันวนเวียนอยู่ในหัวเมื่อเราพยายามหาทางออก

การละความกระวนกระวายไว้กับพระเจ้าเป็นรูปแบบหนึ่งของความถ่อมใจที่ยอมรับว่า พระองค์ทรงจัดการกับความกังวลของเราได้ดีกว่าตัวเรา (ข้อ 6) แม้บางสิ่งอาจเกิดขึ้นและทำให้เราต้องทนทุกข์ (ข้อ 10) แต่เราสามารถพักสงบในการดูแลและการจัดเตรียมของพระองค์ได้

หนทางกลับบ้านของพระเจ้า

ขณะที่ฉันขับรถลงทางลาดชันไปยังลานจอดรถ ความวิตกกังวลก็ครอบงำฉัน ก่อนหน้านั้นฉันเคยมาที่นี่และในตอนนั้นฉันหลงทาง แต่ตอนนี้ขณะเดินไปที่ประตูใกล้กับลิฟต์ ความสงบก็เข้ามาในใจ ฉันจำทางได้แล้ว! ฉันเดินเข้าประตูไปและเจอลิฟต์ที่ฉันต้องการ และไม่นานก็มาถึงที่ที่ฉันควรจะอยู่

ประสบการณ์ของฉันในการหาเส้นทางผ่านความวกวนของอาคารจอดรถนั้น ทำให้ฉันหวนคิดว่าการหลงทางบางครั้งอาจช่วยให้เราหาทางได้ เนื่องจากฉันหลงทางระหว่างการมาเยือนครั้งแรก ฉันจึงนึกถึงจุดที่ผิดพลาดและจำได้ว่าประตูใดที่นำไปสู่จุดหมายปลายทาง

มีความยินดีใหญ่ยิ่งในการได้พบหนทางของเรา นี่คือสิ่งที่ “บุตรหลงหาย” ในคำอุปมาวันนี้พบว่าเป็นความจริง (ลก.15:24) “เมื่อเขารู้สำนึกตัวแล้ว” (ข้อ 17) ชายหนุ่มที่เอาแต่ใจรู้จักหนทางกลับบ้านหลังจากหลงหายไปกับโลกนี้ เขาจำได้ถึงทุกสิ่งที่เขาทิ้งไว้ข้างหลัง และกลับมาบ้านที่เขาได้รับ “ความเมตตา” จากบิดา (ข้อ 20) เรื่องราวเล่าว่าบิดาดีใจอย่างล้นเหลือที่ได้ลูกชายที่หลงหายไปคืนมาและได้ต้อนรับเขากลับบ้าน โดยกล่าวว่า “ลูกของเราคนนี้ตายแล้ว แต่กลับเป็นอีก หายไปแล้ว แต่ได้พบกันอีก” (ข้อ 24)

หากเราหลงหายในฝ่ายวิญญาณ ขอให้เรามองหาทางที่คุ้นเคยและกลับบ้านที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ พระองค์ทรงนำเราไปสู่ความสว่างอันเปี่ยมด้วยความรักของพระองค์และไปยังที่ที่เราควรจะอยู่

พระเจ้าทรงจัดเตรียม

แซลลี่เพื่อนรักของฉันอยากจัดงานวันเกิดให้เพื่อนคนหนึ่งของเธอ เธอรู้ว่าเพื่อนกำลังเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบาก และแซลลี่ก็อยากช่วยทำให้เธอรู้สึกมีความสุขขึ้น อย่างไรก็ตามแซลลี่ไม่มีงานทำและไม่มีเงินเก็บมากพอที่จะซื้ออาหารสำหรับจัดงานเลี้ยงดีๆ เธอจึงดูในตู้เย็นและตู้ในครัวว่าพอจะมีอะไรอยู่บ้าง แล้วเธอก็รังสรรค์อาหารอันงดงามที่ประกอบไปด้วยของหลายอย่างที่เธอซื้อมาไว้ก่อนหน้านี้และที่มีอยู่แล้วที่บ้าน

เมื่อแซลลี่แบ่งปันเมนูสร้างสรรค์ที่เธอคิดขึ้นให้ฉันฟัง ฉันนึกถึงเรื่องราวของเอลียาห์และหญิงม่าย (1 พกษ.17:7-16) หญิงม่ายแทบจะไม่มีอาหารอยู่เลย อันที่จริงแล้วเธอบอกกับผู้เผยพระวจนะเอลียาห์ว่าเธอกำลังจะทำอาหารที่มีเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยสำหรับตัวเองและลูกชาย“แล้วก็จะตาย”ด้วยความอดอยาก (ข้อ 12) และเธอมีเพียงแป้งและน้ำมันมะกอกอยู่เล็กน้อย เพียงพอสำหรับมื้อสุดท้ายของพวกเขาเท่านั้น

แต่เอลียาห์รับรองกับหญิงนั้นว่า “แป้งในหม้อนั้นจะไม่หมด และน้ำมันในไหนั้นจะไม่ขาด” จนกว่าพระเจ้าจะทรงส่งฝนมาอีกครั้ง (ข้อ 14) หญิงม่ายวางใจในสิ่งที่พระเจ้าทรงเปิดเผยผ่านเอลียาห์ แม้จะคิดว่าตัวเธอมีไม่เพียงพอ แต่เธอก็พบว่าพระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งที่เธอต้องการแม้ว่าในครัวของเธอจะว่างเปล่า

หญิงม่ายได้พบสิ่งที่เธอต้องการเช่นเดียวกับเพื่อนของฉัน ให้เราทำตามแบบอย่างนี้ โดยดำเนินชีวิตด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และพักอยู่ในการจัดเตรียมของพระเจ้าที่มีเพื่อเรา

คืนสุดท้ายของคุณย่า

ย่าของฉันมีกิจวัตรที่ทำเป็นประจำทุกคืนวันเสาร์ ก่อนเข้านอนเธอจะเตรียมเสื้อผ้าและรองเท้าเพื่อใส่ไปโบสถ์ตอนเช้าวันรุ่งขึ้น เธอจะไปร่วมนมัสการรอบเช้าเสมอ และต้องการเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อจะตื่นนอนและออกเดินทางแต่เช้าโดยไม่ล่าช้า ในคืนวันเสาร์หนึ่ง เธอต้องเข้าโรงพยาบาลกระทันหัน หลังจากนั้นพระเยซูทรงเรียกเธอและเธอก็จากไป เมื่อปู่ของฉันกลับจากโรงพยาบาล เขาก็พบเสื้อผ้าของเธอวางอยู่ เธอเตรียมพร้อมแล้วที่จะไปโบสถ์และพบกับพระเจ้าของเธอ

กิจวัตรของคุณย่าทำให้ฉันนึกถึงสติปัญญาของเพื่อนเจ้าสาวในคำอุปมาที่ปรากฏอยู่ในมัทธิวบทที่ 25 ในตอนนี้พระคริสต์ทรงบอกเหล่าสาวกของพระองค์ให้เตรียมพร้อมสำหรับการเสด็จมาของพระองค์ โดยตรัสว่า “จงเฝ้าระวังอยู่” เพราะไม่มีใครรู้ “กำหนดวันหรือโมงนั้น” ที่พระองค์จะเสด็จกลับมา (ข้อ 13) ดังนั้นจึงเป็นการดีที่เราจะเตรียมตัวไว้ให้พร้อม หากเรารอจนนาทีสุดท้ายถึงค่อยเตรียมตัว เราก็อาจจะเป็นเหมือน “คนโง่” (ข้อ 3) ที่น้ำมันหมดเพราะไม่ได้เตรียมน้ำมันสำรองมา หลังจากที่พวกเธอกลับไปเอาน้ำมันได้ไม่นาน เจ้าบ่าวก็มาถึง

เราอาจจะไม่จำเป็นต้องเอาเสื้อผ้าออกมาเตรียมเช่นเดียวกับย่าของฉัน แต่กิจวัตรของย่าแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาของเธอที่จะไปคริสตจักรและพบกับพระผู้ช่วยให้รอดของเธอ ขอให้เราใช้สติปัญญาเช่นเดียวกับเธอเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต คือการรับใช้พระเยซูเมื่อพระองค์ทรงนำเรา และเตรียมพร้อมสำหรับการเสด็จกลับมาของพระองค์

คำอธิษฐานของคุณยาย

ในงานรวมญาติของครอบครัวเมื่อหลายปีก่อน แม่ของฉันได้เล่าถึงข้อความที่ท่านเขียนเพื่อยกย่องคุณยายของท่าน ผู้หญิงที่ฉันไม่เคยพบแต่ได้ยินแม่พูดถึงบ่อยๆ แม่เขียนว่าท่านจำได้ว่าคุณยายซูซานตื่น “ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น” และอธิษฐานเผื่อครอบครัว ความทรงจำอันแจ่มชัดนี้ส่งผลกระทบต่อแม่ของฉัน และเป็นความทรงจำที่ฉันยังคงยึดเอาไว้ทุกวันแม้ฉันจะไม่เคยพบกับคุณทวดของฉันเลย

เรื่องเล่านี้ทำให้ฉันนึกถึงผู้หญิงที่พระธรรมสุภาษิต 31 บรรยายไว้ เธอดูแลครอบครัวด้วยวิธีการต่างๆมากมาย เธอลุกขึ้น “ตั้งแต่ยังมืดอยู่” (ข้อ 15) เธอทำหลายสิ่งเพื่อดูแลครอบครัวของเธอ เช่น เตรียมอาหาร ซื้อไร่นา ปลูกสวนองุ่น ทำการค้าที่ได้กำไร เย็บเสื้อผ้า และทำงานอื่นๆอีกหลายอย่างจนลุล่วง ซึ่งทั้งหมดล้วนทำเพื่อดูแลผู้คนที่เธอรัก และเธอยังหยิบยื่นสิ่งที่มีให้แก่ “คนยากจน [และ] ...คนขัดสน” (ข้อ 20)

ในช่วงเวลาที่พระธรรมสุภาษิต 31 ถูกเขียนขึ้นนั้นการช่วยดูแลครอบครัว ไม่ใช่เรื่องง่าย เห็นได้จากงานมากมายที่บรรยายไว้ในพระคัมภีร์ตอนนี้ และไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกันสำหรับคุณทวดของฉันซึ่งเกิดในช่วงทศวรรษที่ 1800 แต่การอธิษฐานเบาๆตอนเช้าตรู่และในตลอดทั้งวัน ทำให้ผู้หญิงเหล่านี้สามารถจดจ่อและได้รับการหนุนใจ ขณะที่พระเจ้าทรงช่วยพวกเธอให้ดำเนินชีวิตตามการทรงเรียกในการดูแลครอบครัวของตนเองและผู้อื่น

มือที่ช่วยเหลือ

ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1900 มีกฎหมายที่จำกัดไม่ให้คนผิวดำและผู้อพยพในสหรัฐอเมริกาเช่าหรือซื้ออสังหาริมทรัพย์ในเมืองโคโรนาโด รัฐแคลิฟอร์เนีย ชายผิวดำชื่อกัส ทอมป์สัน (ซึ่งเกิดมาเป็นทาส) ได้ซื้อที่ดินและสร้างบ้านพักในโคโรนาโดก่อนที่จะมีการผ่านกฎหมายที่มีการเลือกปฏิบัตินี้ ในปีค.ศ.1939 กัสได้ให้ครอบครัวชาวเอเชียเช่าและในที่สุดก็ได้ขายที่ดินผืนนั้นให้พวกเขา เกือบแปดสิบห้าปีต่อมา สมาชิกในครอบครัวชาวเอเชียได้ขายที่ดินผืนนี้และบริจาครายได้เพื่อช่วยเหลือนักศึกษาผิวดำ และพวกเขากำลังดำเนินการจัดตั้งศูนย์แห่งหนึ่งที่มหาวิทยาลัยประจำเมืองซานดิเอโก โดยตั้งชื่อศูนย์ตามชื่อของกัสและเอ็มม่าภรรยาของเขา

พระธรรมเลวีนิติมีการพูดถึงความหมายของการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างดีเช่นกัน พระเจ้าทรงสอนประชากรของพระองค์ว่า “ถ้าพี่น้องของเจ้ายากจนลงและเลี้ยงตัวเอง อยู่กับเจ้าไม่ได้ เจ้าจะต้องเลี้ยงดูเขาให้เขาอยู่กับเจ้าอย่างคนต่างด้าวและคนที่อาศัยอยู่” (25:35) พระองค์ทรงสอนให้ประชาชนปฏิบัติต่อกันอย่างดีและเป็นธรรมโดยเฉพาะต่อผู้ที่ขัดสน พวกเขาต้องช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากและไม่สามารถดูแลตัวเองได้ด้วยความ “ยำเกรงพระเจ้า” (ข้อ 36) พวกเขาต้องปฏิบัติต่อคนเหล่านั้นเหมือนปฏิบัติต่อ “คนต่างด้าวและคนที่อาศัยอยู่” (ข้อ 35) ด้วยการต้อนรับและความรัก

กัส ทอมป์สันและภรรยาช่วยเหลือครอบครัวที่แตกต่างจากพวกเขา และครอบครัวนั้นได้ตอบแทนด้วยการเป็นพรให้กับผู้อื่นอีกมากมาย ให้เราแสดงความเมตตาสงสารของพระเจ้าต่อผู้ที่ขัดสน เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงช่วยเราสำแดงความรักของพระองค์ต่อพวกเขา

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา