ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Katara Patton

ความเชื่อของเพื่อน

ขณะเข้าร่วมการประชุม ผู้หญิงคนหนึ่งสังเกตเห็นว่าเพื่อนของเธอซึ่งเป็นผู้นำการประชุมในวันนั้นดูไม่ค่อยสบาย เธอจึงเข้าไปถามและได้คำตอบว่า “ฉันจะนำประชุมให้จบ แล้วถ้าตอนเช้าฉันรู้สึกไม่ดีขึ้น ฉันจะไปหาหมอ”ผู้หญิงคนนี้ไม่ลืมคำสัญญาของเพื่อนที่ไม่สบาย เมื่อเธอมีเหตุต้องกลับก่อน เธอจึงขอให้เพื่อนอีกคนไปดูแลแทน

ในตอนเช้ามีคนมาเคาะประตูห้องโรงแรมของผู้นำประชุมคนนี้ เพื่อนคนที่สองมาขับรถพาเธอไปโรงพยาบาล พวกเขาถอยกลับไม่ได้แล้ว และโชคดีที่เธอได้รับการรักษาที่ช่วยชีวิตไว้ได้ทันเวลา เห็นได้ชัดว่าความมุ่งมั่นของเพื่อนๆได้ช่วยชีวิตเธอไว้

เพื่อนที่มุ่งมั่นนั้นเป็นพระพรได้เช่นเดียวกับชายในมาระโกบทที่ 2 พวกเขาน่าจะได้ยินถึงฤทธิ์อำนาจในการรักษาของพระเยซูและที่พระองค์เสด็จมาในเมืองของพวกเขา (ข้อ 1) ผู้คนร้องเรียกหาพระคริสต์ และ “ไม่มีที่” ที่พวกเขาจะพาเพื่อนที่เป็นอัมพาตไปหาพระองค์ (ข้อ 2) พวกเขาไม่ยอมให้ฝูงชนมากมายมาขัดขวางการช่วยเหลือเพื่อนตามที่พวกเขาต้องการ ดังนั้น “เขาจึงรื้อดาดฟ้าหลังคาตรงที่พระองค์ประทับนั้น...แล้วเขาก็หย่อนแคร่ที่คนง่อยนอนอยู่” (ข้อ 4) ไปยังพระคริสต์ผู้ทรงรักษาเขา (ข้อ 11-12)

ให้เรานำความต้องการของผู้อื่นมายังพระเยซูผ่านการอธิษฐานอย่างไม่หยุดยั้ง และในขณะที่พระองค์จัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นแก่เรา ให้เราพยายามที่จะช่วยเหลือและรักพวกเขาอย่างสุดความสามารถ

จดจ่อที่พระเจ้า

เพื่อนร่วมงานของฉันโทรมาพูดคุยสั้นๆเพื่อหารือกันในเรื่องหนึ่ง เธอถามว่าฉันเป็นอย่างไรบ้าง ฉันบอกไปว่ากำลังเจ็บปวดด้วยอาการไซนัสอักเสบอย่างหนัก และยาก็ไม่ช่วยให้ดีขึ้น เพื่อนร่วมงานจึงถามว่า “ให้ฉันอธิษฐานเผื่อเธอไหม” เมื่อฉันตอบรับ เธอจึงอธิษฐานเป็นเวลาสามสิบวินาทีเพื่อขอการรักษาจากพระเจ้า ฉันยอมรับว่า “บางครั้งฉันก็ลืมอธิษฐาน ฉันมัวจดจ่อที่ความเจ็บปวดมากเกินไปจนไม่ได้หันไปหาพระเจ้า”

คำสารภาพนี้ทำให้ฉันคิดว่าฉันมุ่งความสนใจไปที่สิ่งใด ที่ความยากลำบากและปัญหาของฉันหรือที่พระเจ้า ในวันนี้ ความคิดของฉันจดจ่อที่ความเจ็บปวดด้วยเหตุที่มันรุนแรง แต่อิสยาห์ 26:3 เตือนเราว่า เมื่อเราทำให้ใจของเราจดจ่อที่พระเจ้าผู้ทรงเป็นแพทย์และผู้อุปถัมภ์ของเรา เราก็จะได้พบสันติสุข “ใจแน่วแน่นั้น พระองค์ทรงรักษาไว้ในศานติภาพอันสมบูรณ์ เพราะเขาวางใจในพระองค์” ถึงความเจ็บปวดอาจจะไม่หายในทันทีหรืออาจไม่จางหายไปจากชีวิตนี้ ผู้เผยพระวจนะยังเตือนเราให้ “วางใจใน” องค์ผู้ทรงสัตย์ซื่อและทรงสามารถจัดเตรียมสิ่งจำเป็นแก่เรา (ข้อ 4)

พระธรรมอิสยาห์ตอนนี้ชี้ให้ชาวอิสราเอลเห็นถึงพระสัญญาของพระเจ้าทั้งในระหว่างที่ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยและหลังจากนั้น พวกเขาจะร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ได้อีกครั้ง เมื่อพวกเขายึดมั่นในความเชื่อและความหวังในสิ่งที่พระองค์จะทรงจัดเตรียมให้ (ข้อ 1-2) และถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะยังเตือนเราว่า ไม่ว่าเรากำลังทนทุกข์กับความเจ็บปวดใด เราเองก็จะพบการปลอบประโลมใจเมื่อเราจดจ่อที่จะไว้วางใจในพระเจ้าและร้องทูลต่อพระองค์

ความชื่นบานและกำลังในพระเจ้า

ท่ามกลางผลงานสร้างสรรค์หลากสีที่ทำขึ้นจากการตัดขวดพลาสติกเก่าให้มีลักษณะคล้ายขนนกและโคมไฟนี้ ไกด์นำเที่ยวของพิพิธภัณฑ์นิวออร์ลีนส์ได้เล่าถึงแนวคิดเบื้องหลังการใช้วัสดุเหล่านี้ว่า “สำหรับเมืองที่ประสบความยากลำบากเช่นนี้ เราได้เรียนรู้ที่จะใช้สิ่งที่เรามีเพื่อสร้างความสุขและความสวยงาม เราจะไม่จดจ่ออยู่แค่ช่วงเวลาที่ยากลำบากเท่านั้น แต่เราเฉลิมฉลองความสามารถในการฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติด้วย”

เนหะมีย์และคนอิสราเอลก็เผชิญความยากลำบากเช่นกัน แต่พวกเขามานะบากบั่นด้วยความชื่นชมยินดีในพระเจ้า พวกเขาถูกจับและถูกกวาดต้อนไปจากบ้าน และในที่สุดพวกเขาก็ได้กลับจากการเป็นเชลยมายังเยรูซาเล็ม (นหม.4:7-12) แต่เมื่อมาถึง พวกเขายังต้องเผชิญกับการถูกขัดขวางไม่ให้สร้างกำแพงป้องกันกรุงเยรูซาเล็มขึ้นมาใหม่ (นหม.6) แม้หลังจากกำแพงสร้างเสร็จแล้วและพวกเขามารวมตัวกันเพื่อเฉลิมฉลอง จิตใจของพวกเขาก็หนักอึ้งเมื่อได้ยินถ้อยคำของธรรมบัญญัติของพระเจ้า “​ประชาชน​ได้​ร้องไห้​เมื่อ​เขา​ได้​ยิน​ถ้อยคำ​ของธรรม​บัญญัติ” (8:9) แต่เนหะมีย์เตือนสติว่าพวกเขาจะพบความชื่นบานและกำลังในพระเจ้าได้ โดยการระลึกว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ใดและทรงนำพวกเขาผ่านอะไรมาบ้าง เนหะมีย์กล่าวว่า “​ความ​ชื่น​บาน​...ใน​พระ​เจ้า​เป็น​กำลัง​ของ​ท่าน” (ข้อ 10)

การจดจ่อที่พระเจ้าจะนำ “ความชื่นบานใหญ่ยิ่ง” และกำลังมาให้กับเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสถานการณ์ของเราดูเลวร้าย พระปรีชาสามารถและพระลักษณะของพระเจ้า ตลอดจนพระวจนะจะช่วยฟื้นฟูจิตใจและนำความชื่นบานมาให้เรา (ข้อ 12) โดยประทานกำลังและการฟื้นตัวที่เราต้องการ

ขอบพระคุณด้วยใจถ่อม

ในวันขอบคุณพระเจ้าฉันโทรกลับบ้านเพื่อทักทายพ่อแม่ ขณะคุยกันฉันถามว่าแม่รู้สึกขอบคุณในเรื่องใดมากที่สุด ท่านพูดเสียงดังทันทีว่าที่รู้สึกขอบคุณพระเจ้าที่สุดคือ “ลูกๆทั้งสามของแม่รู้จักร้องออกพระนามของพระเจ้า” สำหรับแม่ของฉันซึ่งเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญเรื่องการศึกษามาโดยตลอด แต่ก็ยังมีบางอย่างที่มีคุณค่ามากกว่าการที่ลูกๆเรียนหนังสือเก่งและดูแลตัวเองได้

ความรู้สึกของท่านทำให้ฉันนึกถึงสุภาษิต 22:6 “จงฝึกเด็กในทางที่เขาควรจะเดินไป และเมื่อเขาเป็นผู้ใหญ่แล้วเขาจะไม่พรากจากทางนั้น” แม้ข้อนี้ไม่ใช่พระสัญญาแต่เป็นหลักการที่กอปรด้วยปัญญา และมีเด็กจำนวนมากที่หลงหายไปจากพระเจ้าอย่างน้อยก็ในช่วงหนึ่งของชีวิต แม่กับพ่อของฉันพยายามอย่างมากที่จะเลี้ยงดูพวกเราให้รักพระเจ้าด้วยความถ่อมใจและความยำเกรง (ข้อ 4) หลักๆแล้วก็ด้วยการดำเนินชีวิตที่เป็นแบบอย่าง เวลานี้โดยพระคุณของพระองค์ พวกท่านได้เห็นเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่และได้รับประโยชน์จากการมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระองค์ ตามที่กล่าวในข้อ 2 ว่า “พระเจ้าทรงสร้างเขาทั้งสิ้น” และแม้ว่าเด็กบางคนจะตอบสนองโดยการรักในคำสอนของพระคริสต์ แต่บางคนอาจใช้เวลานานกว่านั้นในการได้ยินเสียงของพระองค์ สำหรับเด็กๆที่มีคุณค่าเหล่านั้นอันเป็นที่รัก เรายังคงอธิษฐานเผื่อพวกเขาและวางใจในเวลาของพระองค์

การขอบคุณพระเจ้าด้วยความถ่อมใจของแม่ชี้ให้เห็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรักผู้ทรงเป็นที่ยำเกรงจะทรงประทานความมั่งคั่งฝ่ายวิญญาณในชีวิตนี้และหลังจากนั้น (ข้อ 4) และแม้ว่าเราไม่อาจควบคุมสิ่งที่เด็กจะเลือกทำได้ แต่เราวางใจในความหวังว่าพระเจ้าจะยังทรงทำงานในหัวใจของพวกเขาด้วยความรักต่อไป

ทำงานร่วมกันในพระคริสต์

“ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน กำลังเผชิญกับเรื่องอะไร จงใช้สิ่งที่คุณมีให้เกิดประโยชน์มากที่สุด” หญิงสาวคนหนึ่งกล่าวในการสัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ คำพูดของเธอทำให้ฉันตั้งใจฟังเรื่องทั้งหมดอย่างตั้งใจ ฉันได้รู้ว่าเธอมีพี่น้องผู้หญิงหกคนที่กำลังเรียนพยาบาล พวกเธอเคยเป็นคนเร่ร่อนและทนทุกข์ลำบาก แต่พวกเธอร่วมมือกันเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายเดียวกัน และในเวลาที่เรื่องนี้ออกอากาศ พี่น้องทั้งหกคนกำลังสำเร็จการศึกษาคณะพยาบาลที่มหาวิทยาลัยท้องถิ่น

กันดารวิถีบทที่ 27 เล่าถึงเรื่องราวของพี่น้องอีกกลุ่มหนึ่งที่ร่วมมือและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน บุตรสาวห้าคนของเศโลเฟหัดเรียกร้องเกี่ยวกับกฎหมายมรดก พวกเธอรวมตัวกันและยืนต่อหน้าโมเสสเพื่อร้องขอ “บิดาของเราเสียชีวิต...เพราะบาปของตน และท่านไม่มีบุตรชายเลย...ขอให้เรามีกรรมสิทธิ์ที่ดินท่ามกลางพี่น้องบิดาของเราด้วย” (ข้อ 3-4) พระเจ้าทรงตอบด้วยประโยคที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงนี้ “บุตรีของเศโลเฟหัดพูดถูกต้องแล้ว เจ้าจงให้กรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นมรดกท่ามกลางพี่น้องบิดาของเขา” (ข้อ 7)

พี่น้องหญิงทั้งห้าคนรวมตัวกันและแสวงหาพระเมตตาจากพระเจ้าเมื่อพวกเธอยืนต่อหน้าโมเสส และพระเจ้าประทานสิ่งที่พวกเธอต้องการเมื่อพวกเธอรวมตัวกันต่อพระพักตร์พระองค์

การทำงานร่วมกันในฐานะผู้เชื่อในพระเยซูนั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป แต่เมื่อเราแสวงหาพระปัญญาและการทรงนำของพระเจ้าด้วยความถ่อมใจ เราจะพบว่าพระองค์ทรงช่วยให้เรารับใช้ร่วมกันได้อย่างดีในพระคริสต์

ละความกังวล

ฉันเดินไปที่ตู้ออกบัตรโดยสารของสายการบินเพื่อเช็คอินโดยใช้หมายเลขยืนยันซึ่งบันทึกไว้ในโทรศัพท์มือถือ แต่โทรศัพท์ฉันหาย! ฉันลืมทิ้งไว้ในรถที่มาส่ง แล้วฉันจะติดต่อคนขับรถรับจ้างที่มาส่งฉันได้อย่างไรกัน

ขณะที่ฉันกำลังพยายามเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปกับสัญญาณวายฟายของสนามบิน ฉันกังวลว่าจะสายเกินไป สามีของฉันสังเกตว่าโทรศัพท์ไม่ได้อยู่กับตัวฉันที่สนามบินผ่านทางแอพ และได้ส่งอีเมลให้ฉันแล้ว อีเมลนั้นรอฉันอยู่ทันทีที่เชื่อมต่อวายฟายได้ อีเมลของเขาบอกว่า “ส่งหมายเลขบริการสำหรับรถมา เดี๋ยวผมจัดการให้เอง” สามีของฉันเข้ามาจัดการเรื่องต่างๆให้ ทำให้ฉันรู้สึกได้ถึงสันติสุขในทันที

นี่เป็นส่วนหนึ่งของสันติสุขที่ฉันเชื่อว่าพระเจ้าทรงต้องการให้เราได้สัมผัสในความสัมพันธ์ที่เรามีกับพระองค์ผ่านทางพระคริสต์ 1 เปโตร 5:7 เตือนเราว่า “จงละความกระวนกระวายของ [เรา] ไว้กับพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใย [เรา]” พระคัมภีร์ข้อนี้บอกว่าพระเจ้าทรงต้องการรับเอาความวิตกกังวลของเราไป เพราะเหตุใด ก็เพราะพระองค์ทรงห่วงใยเราอย่างยิ่ง เราสามารถมอบความกังวลที่มีไว้กับพระเจ้า แทนที่จะปล่อยให้มันวนเวียนอยู่ในหัวเมื่อเราพยายามหาทางออก

การละความกระวนกระวายไว้กับพระเจ้าเป็นรูปแบบหนึ่งของความถ่อมใจที่ยอมรับว่า พระองค์ทรงจัดการกับความกังวลของเราได้ดีกว่าตัวเรา (ข้อ 6) แม้บางสิ่งอาจเกิดขึ้นและทำให้เราต้องทนทุกข์ (ข้อ 10) แต่เราสามารถพักสงบในการดูแลและการจัดเตรียมของพระองค์ได้

หนทางกลับบ้านของพระเจ้า

ขณะที่ฉันขับรถลงทางลาดชันไปยังลานจอดรถ ความวิตกกังวลก็ครอบงำฉัน ก่อนหน้านั้นฉันเคยมาที่นี่และในตอนนั้นฉันหลงทาง แต่ตอนนี้ขณะเดินไปที่ประตูใกล้กับลิฟต์ ความสงบก็เข้ามาในใจ ฉันจำทางได้แล้ว! ฉันเดินเข้าประตูไปและเจอลิฟต์ที่ฉันต้องการ และไม่นานก็มาถึงที่ที่ฉันควรจะอยู่

ประสบการณ์ของฉันในการหาเส้นทางผ่านความวกวนของอาคารจอดรถนั้น ทำให้ฉันหวนคิดว่าการหลงทางบางครั้งอาจช่วยให้เราหาทางได้ เนื่องจากฉันหลงทางระหว่างการมาเยือนครั้งแรก ฉันจึงนึกถึงจุดที่ผิดพลาดและจำได้ว่าประตูใดที่นำไปสู่จุดหมายปลายทาง

มีความยินดีใหญ่ยิ่งในการได้พบหนทางของเรา นี่คือสิ่งที่ “บุตรหลงหาย” ในคำอุปมาวันนี้พบว่าเป็นความจริง (ลก.15:24) “เมื่อเขารู้สำนึกตัวแล้ว” (ข้อ 17) ชายหนุ่มที่เอาแต่ใจรู้จักหนทางกลับบ้านหลังจากหลงหายไปกับโลกนี้ เขาจำได้ถึงทุกสิ่งที่เขาทิ้งไว้ข้างหลัง และกลับมาบ้านที่เขาได้รับ “ความเมตตา” จากบิดา (ข้อ 20) เรื่องราวเล่าว่าบิดาดีใจอย่างล้นเหลือที่ได้ลูกชายที่หลงหายไปคืนมาและได้ต้อนรับเขากลับบ้าน โดยกล่าวว่า “ลูกของเราคนนี้ตายแล้ว แต่กลับเป็นอีก หายไปแล้ว แต่ได้พบกันอีก” (ข้อ 24)

หากเราหลงหายในฝ่ายวิญญาณ ขอให้เรามองหาทางที่คุ้นเคยและกลับบ้านที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ พระองค์ทรงนำเราไปสู่ความสว่างอันเปี่ยมด้วยความรักของพระองค์และไปยังที่ที่เราควรจะอยู่

พระเจ้าทรงจัดเตรียม

แซลลี่เพื่อนรักของฉันอยากจัดงานวันเกิดให้เพื่อนคนหนึ่งของเธอ เธอรู้ว่าเพื่อนกำลังเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบาก และแซลลี่ก็อยากช่วยทำให้เธอรู้สึกมีความสุขขึ้น อย่างไรก็ตามแซลลี่ไม่มีงานทำและไม่มีเงินเก็บมากพอที่จะซื้ออาหารสำหรับจัดงานเลี้ยงดีๆ เธอจึงดูในตู้เย็นและตู้ในครัวว่าพอจะมีอะไรอยู่บ้าง แล้วเธอก็รังสรรค์อาหารอันงดงามที่ประกอบไปด้วยของหลายอย่างที่เธอซื้อมาไว้ก่อนหน้านี้และที่มีอยู่แล้วที่บ้าน

เมื่อแซลลี่แบ่งปันเมนูสร้างสรรค์ที่เธอคิดขึ้นให้ฉันฟัง ฉันนึกถึงเรื่องราวของเอลียาห์และหญิงม่าย (1 พกษ.17:7-16) หญิงม่ายแทบจะไม่มีอาหารอยู่เลย อันที่จริงแล้วเธอบอกกับผู้เผยพระวจนะเอลียาห์ว่าเธอกำลังจะทำอาหารที่มีเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยสำหรับตัวเองและลูกชาย“แล้วก็จะตาย”ด้วยความอดอยาก (ข้อ 12) และเธอมีเพียงแป้งและน้ำมันมะกอกอยู่เล็กน้อย เพียงพอสำหรับมื้อสุดท้ายของพวกเขาเท่านั้น

แต่เอลียาห์รับรองกับหญิงนั้นว่า “แป้งในหม้อนั้นจะไม่หมด และน้ำมันในไหนั้นจะไม่ขาด” จนกว่าพระเจ้าจะทรงส่งฝนมาอีกครั้ง (ข้อ 14) หญิงม่ายวางใจในสิ่งที่พระเจ้าทรงเปิดเผยผ่านเอลียาห์ แม้จะคิดว่าตัวเธอมีไม่เพียงพอ แต่เธอก็พบว่าพระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งที่เธอต้องการแม้ว่าในครัวของเธอจะว่างเปล่า

หญิงม่ายได้พบสิ่งที่เธอต้องการเช่นเดียวกับเพื่อนของฉัน ให้เราทำตามแบบอย่างนี้ โดยดำเนินชีวิตด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และพักอยู่ในการจัดเตรียมของพระเจ้าที่มีเพื่อเรา

คืนสุดท้ายของคุณย่า

ย่าของฉันมีกิจวัตรที่ทำเป็นประจำทุกคืนวันเสาร์ ก่อนเข้านอนเธอจะเตรียมเสื้อผ้าและรองเท้าเพื่อใส่ไปโบสถ์ตอนเช้าวันรุ่งขึ้น เธอจะไปร่วมนมัสการรอบเช้าเสมอ และต้องการเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อจะตื่นนอนและออกเดินทางแต่เช้าโดยไม่ล่าช้า ในคืนวันเสาร์หนึ่ง เธอต้องเข้าโรงพยาบาลกระทันหัน หลังจากนั้นพระเยซูทรงเรียกเธอและเธอก็จากไป เมื่อปู่ของฉันกลับจากโรงพยาบาล เขาก็พบเสื้อผ้าของเธอวางอยู่ เธอเตรียมพร้อมแล้วที่จะไปโบสถ์และพบกับพระเจ้าของเธอ

กิจวัตรของคุณย่าทำให้ฉันนึกถึงสติปัญญาของเพื่อนเจ้าสาวในคำอุปมาที่ปรากฏอยู่ในมัทธิวบทที่ 25 ในตอนนี้พระคริสต์ทรงบอกเหล่าสาวกของพระองค์ให้เตรียมพร้อมสำหรับการเสด็จมาของพระองค์ โดยตรัสว่า “จงเฝ้าระวังอยู่” เพราะไม่มีใครรู้ “กำหนดวันหรือโมงนั้น” ที่พระองค์จะเสด็จกลับมา (ข้อ 13) ดังนั้นจึงเป็นการดีที่เราจะเตรียมตัวไว้ให้พร้อม หากเรารอจนนาทีสุดท้ายถึงค่อยเตรียมตัว เราก็อาจจะเป็นเหมือน “คนโง่” (ข้อ 3) ที่น้ำมันหมดเพราะไม่ได้เตรียมน้ำมันสำรองมา หลังจากที่พวกเธอกลับไปเอาน้ำมันได้ไม่นาน เจ้าบ่าวก็มาถึง

เราอาจจะไม่จำเป็นต้องเอาเสื้อผ้าออกมาเตรียมเช่นเดียวกับย่าของฉัน แต่กิจวัตรของย่าแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาของเธอที่จะไปคริสตจักรและพบกับพระผู้ช่วยให้รอดของเธอ ขอให้เราใช้สติปัญญาเช่นเดียวกับเธอเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต คือการรับใช้พระเยซูเมื่อพระองค์ทรงนำเรา และเตรียมพร้อมสำหรับการเสด็จกลับมาของพระองค์

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา