ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Karen Pimpo

แสวงหาการพักผ่อน

“ยุทธวิธีในการงีบหลับ” คือแนวปฏิบัติสำหรับทหารในการนอนหลับอย่างมีประสิทธิผลเป็นเวลา 10-30 นาที ในขณะที่กำลังเผชิญกับภาวะอะดรีนาลีนพุ่งพล่าน ความเหงา หรือความวิตกกังวล ทหารที่อดนอนอาจไม่สามารถผ่อนคลายได้ เคล็ดลับนั้นมีทั้งการใช้ที่อุดหูและการอ่านหนังสือก่อนนอน พวกเขามีกระทั่งหมากฝรั่งของทหารที่มีคาเฟอีน ซึ่งทางกองทัพจัดไว้ให้เพื่อลดอาการมึนงงหลังการงีบหลับ

ช่วงเวลาที่เราต้องการพักผ่อนมากที่สุดมักเป็นช่วงที่เราไม่มีเวลา กษัตริย์ดาวิดประสบกับสิ่งนี้หลังจากหลบเข้าไปในถิ่นทุรกันดารเพื่อหนีจากอับซาโลม ราชโอรสที่ก่อการกบฏ ดาวิดและเหล่าผู้ติดตามต่างพากันร้องไห้เสียงดังกับการทรยศของอับซาโลม และเอาผ้าคลุมศีรษะด้วยความทุกข์โศก (2 ซมอ.15:30-31) อันที่จริง “ชาวเมืองนั้นทั้งสิ้นก็ร้องไห้เสียงดัง” (ข้อ 23) ช่วงเวลานี้เองที่ดาวิดร้องออกมาว่า “ข้าแต่พระเจ้า ศัตรูของข้าพระองค์ทวีมากขึ้นเหลือเกิน” (สดด. 3:1) บางทีดาวิดอาจได้ครุ่นคิดถึงคืนอันทุกข์ระทมในอดีต พระองค์จึงกล่าวต่อไปว่า “‘ข้าพเจ้านอนลงและหลับไป ข้าพเจ้ากลับตื่นขึ้น เพราะพระเจ้าทรงอุปถัมภ์ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่กลัว” (ข้อ 5-6) ดาวิดตระหนักว่าพระเจ้า คือผู้กำหนดสถานการณ์ของตนไม่ใช่อับซาโลม ยิ่งกว่านั้น ดาวิดได้ส่งหีบพันธสัญญากลับไปยังกรุงเยรูซาเล็ม โดยรู้ว่าอนาคตนั้นอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ (2 ซมอ.15:25-26)

เราจะรู้สึกเหมือนเวลานอนนั้นผ่านไปเร็วมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราต้องเผชิญกับความยากลำบากในยามตื่น แต่นี่ก็เป็นการย้ำเตือนว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา กระนั้น พระเจ้าทรงค้ำจุนเรา และเมื่อเราวางใจในพระองค์ พระองค์จะช่วยให้เรานอนหลับสนิทได้

สัตย์ซื่อในการอธิษฐาน

หลังจากที่ย่าทวดคลาร่าเสียชีวิต รายการอธิษฐานยาวสามเมตรของท่านซึ่งมีรายชื่อผู้ที่ท่านอธิษฐานเผื่อเป็นประจำ ได้กลายเป็นมรดกตกทอดของครอบครัว ในนั้นมีรายชื่อสมาชิกในครอบครัว เพื่อนๆ บุคคลที่เพื่อนๆของท่านได้อธิษฐานเผื่อ ตลอดจนนักประกาศ ศิษยาภิบาลและพันธกิจต่างๆที่มีชื่อเสียง สมาชิกใหม่ๆของครอบครัว และหัวข้อที่ขอให้อธิษฐานเผื่อซึ่งเขียนด้วยลายมือไว้ที่ขอบกระดาษ ฉันรู้สึกตื้นตันใจเมื่อเห็นชื่อของแม่อยู่ในรายการที่เพิ่มเข้ามาเมื่อท่านยังเป็นเด็ก

อัครทูตเปาโลเขียนจดหมายถึงคริสตจักรยุคแรกว่า “จงชื่นชมยินดีในความหวัง อดทนต่อความทุกข์ยาก และสัตย์ซื่อในการอธิษฐาน” (รม.12:12 TNCV) ท่านตักเตือนผู้เชื่อให้ทำหลายสิ่งซึ่งเป็นการกระทำที่แสดงถึงความรัก เช่น การเกลียดชังความชั่วและรักความดี (ข้อ 9) ให้เกียรติคนอื่นมากกว่าตนเอง (ข้อ 10) รับใช้พระเจ้าอย่างกระตือรือร้น (ข้อ 11) และมีอัธยาศัยไมตรี (ข้อ 13) การทำความดีเหล่านี้จะไร้ค่าหากปราศจากความรักของพระคริสต์ที่กระทำกิจอยู่ภายในเรา นั่นคือที่มาของการอธิษฐานอย่างสัตย์ซื่อ เปาโลร้องเรียกมิตรสหายให้ “ร่วมในการดิ้นรนต่อสู้ของข้าพเจ้าด้วยการอธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อข้าพเจ้า” (15:30 TNCV) คำขอที่เฉพาะเจาะจงให้ท่านจะรอดพ้นจากผู้ข่มเหงและได้รับการต้อนรับที่ดีในกรุงเยรูซาเล็ม (ข้อ 31-32) เป็นสิ่งที่อยู่ในรายการของเปาโล บางทีรายการเหล่านั้นอาจลงเอยอยู่ในรายการอธิษฐานส่วนตัวของย่าทวดสักคนหนึ่งในกรุงโรมเช่นกัน

คำอธิษฐานเสริมกำลังให้เราดำเนินชีวิตในแบบที่ “ชนะความชั่วด้วยความดี” (12:21) แม้ว่าเราอาจไม่เห็นผลที่ตามมาทุกครั้ง แต่การอธิษฐานนั้นเป็นการส่งทอดมรดกแห่งความสัตย์ซื่อให้กับคนรุ่นต่อๆไป

เก็บเกี่ยวพระพรของพระเจ้า

อลันเป็นชาวสวนรุ่นที่ห้าที่ดูแลสวนเชอรี่ ลูกพีช และแอปเปิ้ลของครอบครัว ตลอดหลายปีครอบครัวของเขาดูแลต้นไม้ให้แข็งแรงและให้ผลผลิตสูงสุด พวกเขาระมัดระวังในการขยายต้นกล้าเพื่ออนาคต ล้อมรั้วเพื่อป้องกันกวาง และลงทุนติดตั้งพัดลมพิเศษที่ช่วยให้อากาศอบอุ่นเมื่อน้ำค้างแข็งคุกคามต้นไม้ ถึงกระนั้น พวกเขายังไม่อาจมั่นใจว่าจะได้ผลผลิตที่ดี ปัจจัยต่างๆเช่นสภาพอากาศ ตัวช่วยผสมเกสร และโรคพืชเป็นสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมของพวกเขา

แต่ธรรมชาติทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้า พระองค์ทรงรู้ว่าเราต้องได้รับการเลี้ยงดูทางกายภาพเหมือนกับพืชพันธุ์ที่สมบรูณ์เหล่านี้ แต่พระองค์ทรงหนุนใจเราให้มองหาสิ่งที่ล้ำค่าสูงสุด นั่นคือพระเจ้าพระองค์เอง ในพระธรรมเลวีนิติบันทึกกฎเกณฑ์ที่พระเจ้าประทานแก่ชนชาติอิสราเอล ซึ่งครอบคลุมทุกสิ่งตั้งแต่เครื่องถวายบูชาและการนมัสการ ไปจนถึงเรื่องของความสัมพันธ์และการลงโทษผู้กระทำผิด การเชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้าจะนำไปสู่พระพร รวมถึงความบริบูรณ์ของผลผลิตอันล้นเหลือ (ลนต.26:3-4) แต่การไม่เชื่อฟังส่งผลให้ได้รับคำสาปแช่ง และศัตรูจะมาฉวยเอาสิ่งที่พวกเขาลงแรงไป (ข้อ 16) พระพรของเจ้านั้นมีมากกว่าผลผลิตอันอุดม (ข้อ 10) แต่ยังรวมถึงพระสัญญาที่จะสถิตกับประชากรของพระองค์ (ข้อ 11) และจะทอดพระเนตรพวกเขา “ด้วยความโปรดปราน” (ข้อ 9 TNCV)

ชนชาติอิสราเอลทำผิดพลาดอยู่เสมอ และพวกเราก็เช่นกัน แต่เราสารภาพบาป ยอมรับความผิด และหันกลับอีกครั้งได้เพื่อจะได้รับความยินดีจากของขวัญแห่งการสถิตอยู่ของพระเจ้า (ข้อ 40-42) ซึ่งทรงสำแดงในพระเยซู และในเวลานี้ได้ทรงสำแดงผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์

ชีวิตที่ถวายแด่พระเจ้า

“ข้าพเจ้าขอบคุณพระเจ้าในความประเสริฐของพระองค์ ที่ทรงอนุญาตให้ข้าพเจ้าได้มีส่วนร่วมในการสร้างทางหลวงที่กว้างใหญ่นี้เพื่อเป็นกรอบให้กับทัศนียภาพอันงดงามที่พระองค์ทรงสร้าง” คำจารึกนี้คาดว่าเป็นของวิศวกรทางหลวง ซามูเอล คริสโตเฟอร์ แลงคาสเตอร์ในปี ค.ศ. 1915 โดยแผ่นจารึกนี้ตั้งอยู่บนจุดชมวิวที่สวยงามของทางหลวงที่เขาออกแบบ ซึ่งเป็นถนนที่พาผู้สัญจรไปตามหุบเขาแม่น้ำโคลัมเบียอันน่าทึ่ง ที่มีทั้งป่าไม้ น้ำตกและผาหิน

เรามักถูกล่อลวงให้คิดว่าเป็นผลงานและความสำเร็จของเราหรือใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อยกย่องตัวเอง แต่จะเป็นอย่างไรเล่าถ้าเราคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียง “กรอบ” เล็กๆที่ล้อมรอบผลงานชิ้นเอกของพระเจ้า ตัวอย่างหนึ่งคือเมื่อโมเสสเชิญชวนคนอิสราเอลให้นำของที่มีอยู่มาถวายเพื่อสร้างพระวิหาร (อพย.35:5) “ทุกคนที่ใจศรัทธาและมีใจสมัคร” ต่างก็นำสิ่งของที่พวกเขามี ได้แก่ โลหะผสมและเพชรนิลจินดาที่มีค่า ผ้าป่านเนื้อดี หนัง ไม้ เครื่องเทศและน้ำมัน (ข้อ 21-28) สิ่งของราคาแพงเหล่านี้ถูกนำมาถวายด้วยความเต็มใจเพื่อทำตามพระบัญชาของพระเจ้า (ข้อ 29) แม้ช่างฝีมือบางคนเป็นผู้มีความสามารถพิเศษ แต่ทุกคนสามารถมีส่วนสนับสนุนได้ เช่น บรรดาผู้หญิงที่ปั่นขนแพะด้วยความชำนาญ (ข้อ 26)

สิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานั้นและในปัจจุบันนี้คือ ท่าทีในจิตใจของผู้ให้ที่ “นำของจากสิ่งของที่มีอยู่มาถวายพระเจ้า” (ข้อ 5) นั่นคือเวลาที่ทรัพยากรของเราจะถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เป็นที่รักของพระเจ้าชั่วนิรันดร์

จดหมายรักที่เป็นปริศนาและน่าทึ่งที่สุดตลอดกาลฉบับหนึ่งเขียนโดยนักประพันธ์เพลง ลุดวิก แวน บีโธเฟ่น และได้ถูกค้นพบหลังจากที่เขาเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1827 จดหมายที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆนี้เต็มไปด้วยข้อความที่เปี่ยมด้วยอารมณ์และความรู้สึก เช่น “ผู้เป็นที่รักชั่วนิรันดร์ของผม...ผมมีชีวิตอยู่ได้เพียงแค่กับคุณเท่านั้น หรือไม่ก็ไม่มีชีวิตอยู่เลย” น่าเศร้าที่ดูเหมือนว่าจดหมายฉบับนั้นไม่เคยถูกส่งออกไป และผู้ที่เขาตั้งใจให้อ่านนั้นก็ยังคงเป็นปริศนา

จดหมายของบีโธเฟ่นมีคุณค่าอย่างมากต่อผู้อ่านที่เข้าใจถึงความปรารถนาอันแรงกล้าในความรักเช่นเดียวกับเขา พวกเราแสวงหาความรักและการเติมเต็มจากผู้คน สิ่งของ และประสบการณ์มากมายที่ไม่อาจทำให้เราอิ่มใจได้อย่างแท้จริง แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าความรักชั่วครั้งชั่วคราวนั้นคือความรักของพระเจ้าที่มีต่อประชากรแห่งพันธสัญญาของพระองค์ ผู้ที่พระองค์ทรงสำแดงความรักอันยิ่งใหญ่ต่อพวกเขาเพื่อเห็นแก่มนุษย์ทุกคน พระเจ้าประกาศผ่านทางผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ว่า “เรา​ได้​รัก​เจ้า​ด้วย​ความ​รัก​นิรันดร์ เพราะ​ฉะนั้น​เรา​จึง​มี​ความ​รัก​มั่นคง​ต่อ​เจ้า​สืบไป” (ยรม. 31:3) เพราะความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า พระองค์จึงทรงสัญญาว่าพวกเขาจะได้หยุดพักและจะได้รับความโปรดปราน (ข้อ 2) สิ่งที่ถูกทำลายทั้งสิ้นจะถูกสร้างใหม่ (ข้อ 4) แม้พวกเขาจะปฏิเสธพระองค์และกบฏซ้ำแล้วซ้ำเล่า พระเจ้าก็ทรง​ปฏิญาณที่จะนำพวกเขากลับมาหาพระองค์ (ข้อ 9)

หลายปีต่อมา ความรักนิรันดร์นั้นได้ผลักดันให้พระเยซูทรงมาทนทุกข์และสิ้นพระชนม์เพื่อคนบาป แม้ก่อนที่เราจะตอบแทนความรักของพระองค์ (รม.5:8) เราไม่จำเป็นต้องเสาะแสวงหาความรักหรือพยายามทำสิ่งใดเพื่อให้ได้มาซึ่งความรัก เพราะเราได้รับความรักอันเป็นนิรันดร์นั้นแล้ว!

พระเมตตาและความยุ่งเหยิงของเรา

ระหว่างชั้นเรียนรวีวารศึกษาวันอาทิตย์ ความอดทนที่ฉันมีให้ปีเตอร์วัยสามขวบเริ่มหมดลงแล้ว เขาอารมณ์ไม่ดี ทำตัวไม่ดีกับเด็กคนอื่น และไม่พอใจกับทุกสิ่งแม้แต่ตอนที่เราให้ของเล่นที่เขาอยากได้มากที่สุด ความเห็นใจของฉันเปลี่ยนเป็นความหงุดหงิด หากเขายังดื้อรั้นทำตัวมีปัญหาต่อก็ตามใจ ฉันจะส่งเขากลับไปหาพ่อแม่ และเขาจะพลาดความสนุกทั้งหมด

บ่อยครั้งที่ฉันพบว่าความเห็นอกเห็นใจของฉันนั้นมีเงื่อนไข ถ้าใครไม่สนใจคำแนะนำหรือปฏิเสธความช่วยเหลือจากฉัน พวกเขาก็ไม่สมควรได้รับมันอีกต่อไป แต่ขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ไม่ได้ทรงทำแบบนั้นกับเรา ผู้เผยพระวจนะโยนาห์ได้พบกับพระเมตตาอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า หลังจากที่ท่านดื้อรั้นไม่เชื่อฟังพระบัญชาของพระองค์ที่ให้เดินทางไปกล่าวโทษเมืองนีนะเวห์ (ยนา.1:2) โยนาห์ท้าทายด้วยการไปในทิศทางตรงกันข้าม ท่านตกอยู่ในพายุใหญ่ ลอยเคว้งคว้างในทะเล และถูกปลามหึมากลืนลงไป ซึ่งเป็นหายนะที่ท่านก่อขึ้นเอง (ข้อ 4,15-17) ในที่สุดเมื่อโยนาห์ “อธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่าน” (2:1) พระเจ้ายังทรงรับฟังและพร้อมจะให้อภัยผู้เผยพระวจนะที่ไม่เต็มใจของพระองค์ โยนาห์ถูกปล่อยจากท้องปลาและได้รับพระเมตตาในโอกาสครั้งที่สองเพื่อไปยังเมืองนีนะเวห์ (3:1)

ในกรณีของปีเตอร์ตัวน้อย การไปสนามเด็กเล่นทำให้เขารู้สึกดีขึ้น ซึ่งเป็นความคิดที่ยอดเยี่ยมจากผู้ช่วยที่มีความอดทนมากกว่าที่ฉันแสดงออกมา ความเมตตาที่คอยติดตามหาเราอยู่เสมอแม้เราจะอยู่ท่ามกลางปัญหาที่ก่อขึ้นเองนั้นช่างแสนงดงาม

พระเยซูผู้เป็นของขวัญยิ่งใหญ่ที่สุด

“บทเพลงใดจะหวานชื่นกว่า เพลงคริสต์มาสที่สรรเสริญวันประสูติกษัตราจอมราชาแห่งฟ้าเบื้องบน” บทกวีที่ชื่อ “บทเพลงที่แสนหวาน” ซึ่งประพันธ์โดยโรเบิร์ต เฮอร์ริคในศตวรรษที่ 17 ได้ถูกนำมาเรียบเรียงใหม่โดยจอห์น รัตเทอร์นักแต่งเพลงประสานเสียงร่วมสมัย จนกลายเป็นเพลงยอดนิยมในช่วงเทศกาลเตรียมรับเสด็จพระเยซู (4 สัปดาห์ก่อนวันคริสต์มาส) บทเพลงแสนไพเราะนี้บรรยายถึงการรอคอยที่แสนยาวนานและเหน็บหนาว ซึ่งมลายหายไปด้วยความรู้สึกอบอุ่นดังฤดูใบไม้ผลิเมื่อพระกุมารเยซูเสด็จมา บรรดานักร้องได้ขับร้องบทเพลงคริสต์มาสและเชิญชวนให้ผู้ฟังมอบถวายหัวใจแด่พระองค์

รัตเทอร์ได้รับมอบหมายให้เรียบเรียงบทเพลงให้สอดคล้องกับบทอ่านพระคัมภีร์ในคริสตจักรในตอนที่โหราจารย์นำทองคำ กำยาน และมดยอบมาถวายพระกุมารเยซู โหราจารย์ผู้ลึกลับเหล่านี้เดินทางไกลมาด้วยจุดประสงค์ที่ชัดแจ้ง คือมานมัสการพระกุมารเยซู (มธ.2:1-2) ในที่สุดเมื่อได้พบพระองค์พวกเขาก็ “มีความยินดียิ่งนัก” กราบนมัสการด้วยความเคารพและ “เปิดหีบหยิบทรัพย์ของเขาออกมา” วางไว้ที่พระบาทของพระองค์ (ข้อ 10-11) เมื่อได้รับคำเตือนในความฝันพวกเขาจึงกลับไปโดยไม่แจ้งให้กษัตริย์เฮโรดผู้ชั่วร้ายทราบ (ข้อ 12)

คริสต์มาสเป็นเทศกาลแห่งการให้และรับของขวัญ แต่เราไม่ควรให้ความสำคัญกับของขวัญที่เป็นวัตถุมากเกินไป พระเจ้าประทานพระบุตรมาเพื่อเยียวยาโลกที่แตกสลาย หากเราไม่เคยมอบหัวใจให้พระองค์ วันนี้เป็นวันพิเศษที่จะทำเช่นนั้น หากพระองค์ทรงครอบครองใจของเราอยู่แล้ว ให้เรามาร้องบทเพลงคริสต์มาสแห่งสันติสุขและความชื่นชมยินดีด้วยกันขณะคิดถึงการเสด็จมาที่เบธเลเฮมเมื่อหลายพันปีก่อน และรอคอยการเสด็จกลับมาอีกครั้งของพระองค์

นครที่ควรค่าแก่การแสวงหา

ในวันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ. 1925 เพอร์ซี่ ฟอว์เซ็ตต์ส่งจดหมายฉบับสุดท้ายถึงภรรยา ก่อนที่เขาจะเดินทางลึกเข้าไปในป่าที่ยังไม่มีในแผนที่ในบราซิล เขากำลังตามหานครที่ยิ่งใหญ่ตระการตาซึ่งสาบสูญไปตามตำนาน เขาตั้งใจว่าจะเป็นนักสำรวจคนแรกที่บอกตำแหน่งของนครนี้แก่โลกหลังจากมีการค้นหาอยู่หลายปี แต่ทีมนักสำรวจของเขาได้หายสาบสูญไป นครแห่งนี้ไม่เคยถูกค้นพบ และการสำรวจจำนวนมากก็ล้มเหลวเช่นกัน

ความกล้าหาญและความหลงใหลของเพอร์ซี่แม้จะน่าชื่นชม แต่กลับสูญเปล่าไปกับนครที่สาบสูญซึ่งไม่อาจเข้าถึงได้ หากพูดกันตรงๆแล้ว ในชีวิตเราก็มีเป้าหมายจำนวนมากที่ไม่อาจไปถึงได้ซึ่งมีอิทธิพลเหนือเราด้วยเช่นกัน แต่มีทรัพย์สมบัติที่แท้สำหรับเราทุกคนซึ่งควรค่าแก่การแสวงหาอย่างสุดใจ สุดกำลังและสุดความคิด

ในจดหมายฝากจากเปาโลถึงผู้เชื่อในเมืองฟีลิปปี ท่านกล่าวอย่างนี้ว่า “ข้าพเจ้าถือว่าสิ่งสารพัดไร้ประโยชน์ เพราะเห็นแก่ความประเสริฐแห่งความรู้ถึงพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า” (ฟป.3:8) ต่างจากนครในตำนานที่มีความมั่งคั่ง ชื่อเสียงหรืออำนาจ แต่การรู้จักพระเยซูและเชื่อในพระองค์เป็นทรัพย์สมบัติที่ไม่มีอะไรจะเทียบได้ เป้าหมายของโลกนี้ในเรื่องอำนาจหรือตำแหน่ง หรือแม้แต่การแสดงตนว่าเป็นผู้ชอบธรรมโดยการรักษาธรรมบัญญัติ ก็เทียบไม่ได้กับการรู้จักพระเยซู (ข้อ 6-7) เรากำลังใช้เวลาและพลังงานไปกับบางอย่างที่ไม่อาจเติมเต็มเราได้หรือไม่ ขอพระคริสต์ทรงช่วยเราที่จะสำรวจว่า “นคร” ใดที่เรากำลังตามหา

คนที่พระเจ้าสอนได้

หลังจากที่แคทรู้ว่าตนเองตั้งครรภ์ เธอจึงออกจากโรงเรียนมัธยมเพื่อมาดูแลลูกสาว สิบห้าปีต่อมาแคทเป็นแม่ลูกสามที่ทำงานและใฝ่ฝันอยากเป็นช่างเสริมสวยที่มีใบอนุญาต ด้วยความถ่อมตนและมุ่งมั่นเธอกลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้งในโครงการสนับสนุนการเทียบวุฒิการศึกษามัธยมปลายโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เธอยอมถ่อมใจกลับไปเรียนอีกครั้งหลังจากเวลาผ่านมานาน “โครงการนี้เปลี่ยนชีวิตของฉัน” แคทกล่าว “ครูของฉันยอดเยี่ยมและให้กำลังใจฉันอย่างมาก”

การเป็นคนที่คนอื่นสอนได้อาจเป็นหนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับเรา พระคัมภีร์กล่าวถึงการมีใจพร้อมเรียนรู้ที่เปิดรับพระปัญญาของพระเจ้า บทกวีในพระธรรมสุภาษิตพูดถึงผู้หญิงสองคน คือ ปัญญาและความโง่ ที่ส่งเสียงร้องเรียกคนที่เดินผ่านไปมา (สภษ.9:1-6,13-18) ผู้ที่ฟังปัญญาจะได้รับการสอนอย่างเมตตา พวกเขา “เพิ่มการเรียนรู้มากขึ้น” และจะฉลาดยิ่งขึ้น (ข้อ 9) พวกเขาจะ “ดำเนิน​ใน​ทาง​ของ​ความ​รอบ​รู้” อยู่เสมอ (ข้อ 6) และนั่งที่โต๊ะของปัญญาเพื่อฟังคำสอน การเชื่อฟังของพวกเขานำไปสู่ชีวิตที่สมบูรณ์ (ข้อ 11) ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่ฟังความโง่จะเกลียดการถูกตักเตือนหรือวิพากษ์วิจารณ์ พวกเขาดูหมิ่นทุกคนที่พยายามสอนพวกเขา (ข้อ 7-8) ความถ่อมตนมาจากการยำเกรงพระเจ้า คือการยอมรับว่าพระองค์ทรงเป็น “องค์บริสุทธิ์” และเราไม่ใช่ (ข้อ 10) การเป็นคนที่คนอื่นสอนได้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มันจะทำให้เรามีเสรีภาพที่จะยอมรับว่าเราไม่ได้รู้ทุกอย่าง และเรายังคงต้องการความช่วยเหลือ ปัญญาร้องเรียกหาเราอยู่ แล้วเราล่ะจะตอบสนองอย่างไร

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา