ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Karen Pimpo

เป็นที่รักของพระเจ้าชั่วนิรันดร์

จดหมายรักที่เป็นปริศนาและน่าทึ่งที่สุดตลอดกาลฉบับหนึ่งเขียนโดยนักประพันธ์เพลง ลุดวิก แวน บีโธเฟ่น และได้ถูกค้นพบหลังจากที่เขาเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1827 จดหมายที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆนี้เต็มไปด้วยข้อความที่เปี่ยมด้วยอารมณ์และความรู้สึก เช่น “ผู้เป็นที่รักชั่วนิรันดร์ของผม...ผมมีชีวิตอยู่ได้เพียงแค่กับคุณเท่านั้น หรือไม่ก็ไม่มีชีวิตอยู่เลย” น่าเศร้าที่ดูเหมือนว่าจดหมายฉบับนั้นไม่เคยถูกส่งออกไป และผู้ที่เขาตั้งใจให้อ่านนั้นก็ยังคงเป็นปริศนา

จดหมายของบีโธเฟ่นมีคุณค่าอย่างมากต่อผู้อ่านที่เข้าใจถึงความปรารถนาอันแรงกล้าในความรักเช่นเดียวกับเขา พวกเราแสวงหาความรักและการเติมเต็มจากผู้คน สิ่งของ และประสบการณ์มากมายที่ไม่อาจทำให้เราอิ่มใจได้อย่างแท้จริง แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าความรักชั่วครั้งชั่วคราวนั้นคือความรักของพระเจ้าที่มีต่อประชากรแห่งพันธสัญญาของพระองค์ ผู้ที่พระองค์ทรงสำแดงความรักอันยิ่งใหญ่ต่อพวกเขาเพื่อเห็นแก่มนุษย์ทุกคน พระเจ้าประกาศผ่านทางผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ว่า “เรา​ได้​รัก​เจ้า​ด้วย​ความ​รัก​นิรันดร์ เพราะ​ฉะนั้น​เรา​จึง​มี​ความ​รัก​มั่นคง​ต่อ​เจ้า​สืบไป” (ยรม. 31:3) เพราะความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า พระองค์จึงทรงสัญญาว่าพวกเขาจะได้หยุดพักและจะได้รับความโปรดปราน (ข้อ 2) สิ่งที่ถูกทำลายทั้งสิ้นจะถูกสร้างใหม่ (ข้อ 4) แม้พวกเขาจะปฏิเสธพระองค์และกบฏซ้ำแล้วซ้ำเล่า พระเจ้าก็ทรง​ปฏิญาณที่จะนำพวกเขากลับมาหาพระองค์ (ข้อ 9)

หลายปีต่อมา ความรักนิรันดร์นั้นได้ผลักดันให้พระเยซูทรงมาทนทุกข์และสิ้นพระชนม์เพื่อคนบาป แม้ก่อนที่เราจะตอบแทนความรักของพระองค์ (รม.5:8) เราไม่จำเป็นต้องเสาะแสวงหาความรักหรือพยายามทำสิ่งใดเพื่อให้ได้มาซึ่งความรัก เพราะเราได้รับความรักอันเป็นนิรันดร์นั้นแล้ว!

พระเมตตาและความยุ่งเหยิงของเรา

ระหว่างชั้นเรียนรวีวารศึกษาวันอาทิตย์ ความอดทนที่ฉันมีให้ปีเตอร์วัยสามขวบเริ่มหมดลงแล้ว เขาอารมณ์ไม่ดี ทำตัวไม่ดีกับเด็กคนอื่น และไม่พอใจกับทุกสิ่งแม้แต่ตอนที่เราให้ของเล่นที่เขาอยากได้มากที่สุด ความเห็นใจของฉันเปลี่ยนเป็นความหงุดหงิด หากเขายังดื้อรั้นทำตัวมีปัญหาต่อก็ตามใจ ฉันจะส่งเขากลับไปหาพ่อแม่ และเขาจะพลาดความสนุกทั้งหมด

บ่อยครั้งที่ฉันพบว่าความเห็นอกเห็นใจของฉันนั้นมีเงื่อนไข ถ้าใครไม่สนใจคำแนะนำหรือปฏิเสธความช่วยเหลือจากฉัน พวกเขาก็ไม่สมควรได้รับมันอีกต่อไป แต่ขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ไม่ได้ทรงทำแบบนั้นกับเรา ผู้เผยพระวจนะโยนาห์ได้พบกับพระเมตตาอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า หลังจากที่ท่านดื้อรั้นไม่เชื่อฟังพระบัญชาของพระองค์ที่ให้เดินทางไปกล่าวโทษเมืองนีนะเวห์ (ยนา.1:2) โยนาห์ท้าทายด้วยการไปในทิศทางตรงกันข้าม ท่านตกอยู่ในพายุใหญ่ ลอยเคว้งคว้างในทะเล และถูกปลามหึมากลืนลงไป ซึ่งเป็นหายนะที่ท่านก่อขึ้นเอง (ข้อ 4,15-17) ในที่สุดเมื่อโยนาห์ “อธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่าน” (2:1) พระเจ้ายังทรงรับฟังและพร้อมจะให้อภัยผู้เผยพระวจนะที่ไม่เต็มใจของพระองค์ โยนาห์ถูกปล่อยจากท้องปลาและได้รับพระเมตตาในโอกาสครั้งที่สองเพื่อไปยังเมืองนีนะเวห์ (3:1)

ในกรณีของปีเตอร์ตัวน้อย การไปสนามเด็กเล่นทำให้เขารู้สึกดีขึ้น ซึ่งเป็นความคิดที่ยอดเยี่ยมจากผู้ช่วยที่มีความอดทนมากกว่าที่ฉันแสดงออกมา ความเมตตาที่คอยติดตามหาเราอยู่เสมอแม้เราจะอยู่ท่ามกลางปัญหาที่ก่อขึ้นเองนั้นช่างแสนงดงาม

พระเยซูผู้เป็นของขวัญยิ่งใหญ่ที่สุด

“บทเพลงใดจะหวานชื่นกว่า เพลงคริสต์มาสที่สรรเสริญวันประสูติกษัตราจอมราชาแห่งฟ้าเบื้องบน” บทกวีที่ชื่อ “บทเพลงที่แสนหวาน” ซึ่งประพันธ์โดยโรเบิร์ต เฮอร์ริคในศตวรรษที่ 17 ได้ถูกนำมาเรียบเรียงใหม่โดยจอห์น รัตเทอร์นักแต่งเพลงประสานเสียงร่วมสมัย จนกลายเป็นเพลงยอดนิยมในช่วงเทศกาลเตรียมรับเสด็จพระเยซู (4 สัปดาห์ก่อนวันคริสต์มาส) บทเพลงแสนไพเราะนี้บรรยายถึงการรอคอยที่แสนยาวนานและเหน็บหนาว ซึ่งมลายหายไปด้วยความรู้สึกอบอุ่นดังฤดูใบไม้ผลิเมื่อพระกุมารเยซูเสด็จมา บรรดานักร้องได้ขับร้องบทเพลงคริสต์มาสและเชิญชวนให้ผู้ฟังมอบถวายหัวใจแด่พระองค์

รัตเทอร์ได้รับมอบหมายให้เรียบเรียงบทเพลงให้สอดคล้องกับบทอ่านพระคัมภีร์ในคริสตจักรในตอนที่โหราจารย์นำทองคำ กำยาน และมดยอบมาถวายพระกุมารเยซู โหราจารย์ผู้ลึกลับเหล่านี้เดินทางไกลมาด้วยจุดประสงค์ที่ชัดแจ้ง คือมานมัสการพระกุมารเยซู (มธ.2:1-2) ในที่สุดเมื่อได้พบพระองค์พวกเขาก็ “มีความยินดียิ่งนัก” กราบนมัสการด้วยความเคารพและ “เปิดหีบหยิบทรัพย์ของเขาออกมา” วางไว้ที่พระบาทของพระองค์ (ข้อ 10-11) เมื่อได้รับคำเตือนในความฝันพวกเขาจึงกลับไปโดยไม่แจ้งให้กษัตริย์เฮโรดผู้ชั่วร้ายทราบ (ข้อ 12)

คริสต์มาสเป็นเทศกาลแห่งการให้และรับของขวัญ แต่เราไม่ควรให้ความสำคัญกับของขวัญที่เป็นวัตถุมากเกินไป พระเจ้าประทานพระบุตรมาเพื่อเยียวยาโลกที่แตกสลาย หากเราไม่เคยมอบหัวใจให้พระองค์ วันนี้เป็นวันพิเศษที่จะทำเช่นนั้น หากพระองค์ทรงครอบครองใจของเราอยู่แล้ว ให้เรามาร้องบทเพลงคริสต์มาสแห่งสันติสุขและความชื่นชมยินดีด้วยกันขณะคิดถึงการเสด็จมาที่เบธเลเฮมเมื่อหลายพันปีก่อน และรอคอยการเสด็จกลับมาอีกครั้งของพระองค์

นครที่ควรค่าแก่การแสวงหา

ในวันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ. 1925 เพอร์ซี่ ฟอว์เซ็ตต์ส่งจดหมายฉบับสุดท้ายถึงภรรยา ก่อนที่เขาจะเดินทางลึกเข้าไปในป่าที่ยังไม่มีในแผนที่ในบราซิล เขากำลังตามหานครที่ยิ่งใหญ่ตระการตาซึ่งสาบสูญไปตามตำนาน เขาตั้งใจว่าจะเป็นนักสำรวจคนแรกที่บอกตำแหน่งของนครนี้แก่โลกหลังจากมีการค้นหาอยู่หลายปี แต่ทีมนักสำรวจของเขาได้หายสาบสูญไป นครแห่งนี้ไม่เคยถูกค้นพบ และการสำรวจจำนวนมากก็ล้มเหลวเช่นกัน

ความกล้าหาญและความหลงใหลของเพอร์ซี่แม้จะน่าชื่นชม แต่กลับสูญเปล่าไปกับนครที่สาบสูญซึ่งไม่อาจเข้าถึงได้ หากพูดกันตรงๆแล้ว ในชีวิตเราก็มีเป้าหมายจำนวนมากที่ไม่อาจไปถึงได้ซึ่งมีอิทธิพลเหนือเราด้วยเช่นกัน แต่มีทรัพย์สมบัติที่แท้สำหรับเราทุกคนซึ่งควรค่าแก่การแสวงหาอย่างสุดใจ สุดกำลังและสุดความคิด

ในจดหมายฝากจากเปาโลถึงผู้เชื่อในเมืองฟีลิปปี ท่านกล่าวอย่างนี้ว่า “ข้าพเจ้าถือว่าสิ่งสารพัดไร้ประโยชน์ เพราะเห็นแก่ความประเสริฐแห่งความรู้ถึงพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า” (ฟป.3:8) ต่างจากนครในตำนานที่มีความมั่งคั่ง ชื่อเสียงหรืออำนาจ แต่การรู้จักพระเยซูและเชื่อในพระองค์เป็นทรัพย์สมบัติที่ไม่มีอะไรจะเทียบได้ เป้าหมายของโลกนี้ในเรื่องอำนาจหรือตำแหน่ง หรือแม้แต่การแสดงตนว่าเป็นผู้ชอบธรรมโดยการรักษาธรรมบัญญัติ ก็เทียบไม่ได้กับการรู้จักพระเยซู (ข้อ 6-7) เรากำลังใช้เวลาและพลังงานไปกับบางอย่างที่ไม่อาจเติมเต็มเราได้หรือไม่ ขอพระคริสต์ทรงช่วยเราที่จะสำรวจว่า “นคร” ใดที่เรากำลังตามหา

คนที่พระเจ้าสอนได้

หลังจากที่แคทรู้ว่าตนเองตั้งครรภ์ เธอจึงออกจากโรงเรียนมัธยมเพื่อมาดูแลลูกสาว สิบห้าปีต่อมาแคทเป็นแม่ลูกสามที่ทำงานและใฝ่ฝันอยากเป็นช่างเสริมสวยที่มีใบอนุญาต ด้วยความถ่อมตนและมุ่งมั่นเธอกลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้งในโครงการสนับสนุนการเทียบวุฒิการศึกษามัธยมปลายโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เธอยอมถ่อมใจกลับไปเรียนอีกครั้งหลังจากเวลาผ่านมานาน “โครงการนี้เปลี่ยนชีวิตของฉัน” แคทกล่าว “ครูของฉันยอดเยี่ยมและให้กำลังใจฉันอย่างมาก”

การเป็นคนที่คนอื่นสอนได้อาจเป็นหนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับเรา พระคัมภีร์กล่าวถึงการมีใจพร้อมเรียนรู้ที่เปิดรับพระปัญญาของพระเจ้า บทกวีในพระธรรมสุภาษิตพูดถึงผู้หญิงสองคน คือ ปัญญาและความโง่ ที่ส่งเสียงร้องเรียกคนที่เดินผ่านไปมา (สภษ.9:1-6,13-18) ผู้ที่ฟังปัญญาจะได้รับการสอนอย่างเมตตา พวกเขา “เพิ่มการเรียนรู้มากขึ้น” และจะฉลาดยิ่งขึ้น (ข้อ 9) พวกเขาจะ “ดำเนิน​ใน​ทาง​ของ​ความ​รอบ​รู้” อยู่เสมอ (ข้อ 6) และนั่งที่โต๊ะของปัญญาเพื่อฟังคำสอน การเชื่อฟังของพวกเขานำไปสู่ชีวิตที่สมบูรณ์ (ข้อ 11) ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่ฟังความโง่จะเกลียดการถูกตักเตือนหรือวิพากษ์วิจารณ์ พวกเขาดูหมิ่นทุกคนที่พยายามสอนพวกเขา (ข้อ 7-8) ความถ่อมตนมาจากการยำเกรงพระเจ้า คือการยอมรับว่าพระองค์ทรงเป็น “องค์บริสุทธิ์” และเราไม่ใช่ (ข้อ 10) การเป็นคนที่คนอื่นสอนได้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มันจะทำให้เรามีเสรีภาพที่จะยอมรับว่าเราไม่ได้รู้ทุกอย่าง และเรายังคงต้องการความช่วยเหลือ ปัญญาร้องเรียกหาเราอยู่ แล้วเราล่ะจะตอบสนองอย่างไร

สันติสุขในพระเจ้า

เมื่อฉันพาเพื่อนไปร้านเสริมสวยในวันเกิดของเธอ เรารู้สึกพอใจมากที่ได้รับการดูแลอย่างดี เสียงดนตรีที่ผ่อนคลายและพนักงานส่วนตัวคอยต้อนรับเราในสปาที่เงียบสงบ มีแสงสลัวๆ ประสบการณ์ทั้งหมดนั้นให้ความรู้สึกสุขสงบและผ่อนคลาย แต่ฉันต้องกลั้นหัวเราะไว้เมื่อเห็นป้ายบนโต๊ะเขียนว่า “ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมออร์แกนิกนี้ให้คุณมากกว่าผมสวย มันให้สันติสุขในใจคุณ”

เรารู้ว่าผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผมไม่ได้นำมาซึ่งสันติสุขที่ยั่งยืน กระนั้นเราก็มักพอใจกับการผ่อนคลายชั่วคราวเมื่อโลกของเราตึงเครียด ในความเป็นจริงสันติสุขแท้ไม่ได้มาจากบางสิ่ง แต่มาจากบางคน ขณะที่เปาโลหนุนใจผู้เชื่อพระเยซูในกรุงโรม ท่านเตือนสติว่า “เมื่อเราได้เป็นคนชอบธรรมเพราะความเชื่อแล้ว เราจึงมีสันติสุขในพระเจ้าทางพระเยซูคริสตเจ้าของเรา” (รม.5:1) ความบาปแยกเราจากพระเจ้า แต่เครื่องบูชาเพื่อชำระบาปของพระคริสต์ได้เปิดทางให้เรามีความสัมพันธ์กับพระองค์ (5:9-10) พระเยซูทรงเสนอที่จะมอบสันติสุขสำหรับวันนี้และสันติสุขชั่วนิรันดร์ ผ่าน “ความเชื่อ...โดยทางพระองค์เราจึงได้เข้าในร่มพระคุณ” (ข้อ 1, 2) “ได้มีส่วนในพระสิริของพระเจ้า” (ข้อ 2) และมีความหวังแม้ต้องทนทุกข์ยากในโลก (ข้อ 3-4) สันติสุขในพระเจ้าเป็นมากกว่าแค่ความรู้สึก แต่เป็นของประทานที่เราได้รับโดยทางความเชื่อในพระเยซู ไม่ว่าเราจะอยู่ในร้านเสริมสวยหรือโรงพยาบาล อยู่ในช่วงเวลาแห่งความสงบหรือความสับสนวุ่นวาย ไม่ว่าเราจะรู้สึกใกล้ชิดกับพระเจ้าหรือไม่ก็ตาม สันติสุขของพระองค์ยังคงมีให้เราเสมอ

ตอบรับความจริงของพระคริสต์

เมื่อคอนเนอร์เพื่อนของฉันถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์มอันเก่าของเขา เขาไม่สนใจที่จะหาแสงสวยๆ ลบรอยตำหนิ หรือครอบตัดส่วนที่ดูไม่ดีออกไป ภาพของเขาดูดิบเป็นธรรมชาติจนน่าตกใจ พวกมันโดดเด่นอยู่บนหน้าฟีดในโซเชียลมีเดียของฉันถัดจากรูปคนและสถานที่อันสวยงามที่ผ่านการแต่งภาพมาเต็มที่ แม้จะแตกต่างจากสังคมส่วนใหญ่ แต่ผลงานของเขานั้นงดงามเพราะมันสื่อสารถึงความจริงตามที่เป็น

เราต่างโหยหาสิ่งที่จริงแท้ แต่บางครั้งความจริงไม่น่าดึงดูดใจสำหรับเรา เมื่อใกล้เวลาที่พระเยซูจะสิ้นพระชนม์ พระองค์ตรัสว่า “เราเป็น...ความจริง” (ยน.14:6) สาวกของพระองค์สงสัยว่าพวกเขาจะเข้าในพระนิเวศของพระบิดาที่พระเยซูตรัสถึงอย่างรอคอยได้อย่างไร (ข้อ 2-3) พวกเขามองไม่เห็นว่าพระเยซูที่ยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขานั้นคือคำตอบ พวกเขาไม่เข้าใจว่าพระองค์จะนำชัยชนะมาผ่านการเสียสละพระองค์เองเป็นเครื่องบูชา

อิสยาห์ทำนายว่าพระเมสสิยาห์ที่จะมานั้นไม่มีความงามหรือสง่าราศี “ท่านไม่มีความงามที่เราจะพึงปรารถนาท่าน” (อสย.53:2) สิ่งที่พระเยซูตรัสหลายอย่างนั้นท้าทายและคาดไม่ถึงจนทำให้พวกเคร่งศาสนาต่อต้านพระองค์ (ยน.11:45-48) แต่พระองค์ได้ทรงเชื้อเชิญอย่างเปิดเผยให้คนได้มารู้จักความจริงและแสวงหาชีวิตที่แท้จริง “ถ้าท่านทั้งหลายรู้จักเราแล้ว” พระเยซูตรัส “ท่านก็จะรู้จักพระบิดาของเราด้วย” (ยน.14:7) ในท่ามกลางโลกที่ถูกแต่งเติมและเต็มไปด้วยภาพลวงตานี้ เราสามารถตอบรับความจริงที่ดูดิบและงดงามได้ในวันนี้!

นิสัยและพระวิญญาณบริสุทธิ์

“คุณโตมาจากแถวนี้หรือเปล่าคะ” เป็นเรื่องยากที่จะตอบคำถามทันตาภิบาลของฉันเพราะเครื่องมือทำความสะอาดฟันของเธอยังอยู่ในปาก เธออธิบายว่าในปีค.ศ. 1945 เมืองของเราเป็นเมืองแรกในโลกที่ใส่ฟลูออไรด์ลงในน้ำดื่มสาธารณะด้วยความคิดที่จะป้องกันฟันผุ วิธีปฎิบัตินี้ไม่ต้องใช้อะไรมาก เพียงแค่ฟลูออไรด์ 0.7 มิลลิกรัมต่อน้ำเปล่า 1 ลิตร ผลลัพธ์เชิงบวกนั้นเป็นที่ประจักษ์ในหมู่ผู้เชี่ยวชาญ แต่ฉันไม่เคยรู้เลย ฉันดื่มมันมาทั้งชีวิตแท้ๆ!

สิ่งที่เราบริโภคทุกวันอาจส่งผลกระทบต่อเราในระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องอาหารและเครื่องดื่มเท่านั้นแต่รวมถึงความบันเทิง เพื่อน และข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ อัครทูตเปาโลเตือนว่า “อย่าประพฤติตามอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ” (รม.12:2) ในขณะที่พระวิญญาณบริสุทธิ์กำลังทำให้สาวกของพระเยซูเป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น ซึ่งกระบวนการนี้ใช้เวลาทั้งชีวิต นิสัยของเราอาจช่วยส่งเสริมหรือขัดขวางงานของพระองค์ ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไปที่จะตระหนักถึงสิ่งที่เรากำลังบริโภค แต่เราสามารถทูลขอพระองค์ผู้ทรงเปี่ยมด้วย “พระปัญญาและความรอบรู้” ให้สำแดงให้เราได้เห็น (11:33) ปัญญาและความเข้าใจช่วยให้เรา “รู้และปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระเจ้า” (12:2) ขณะที่เราพิจารณาตัวเองด้วย “ความถ่อมสุขุม” (ข้อ 3)

สิ่งใดก็ตามที่พระองค์กำลังขอให้เราเพิ่มเข้ามาหรือกำจัดออกจากชีวิตประจำวันของเรานั้นคุ้มค่ากับราคาที่ต้องจ่าย สิ่งสารพัดล้วน “มาจากพระองค์ โดยพระองค์ และเพื่อพระองค์” (11:36) พระองค์ทรงทราบดีที่สุด

จากพระสิริสู่พระสิริ

วาเลอรี่อาศัยอยู่ในเมืองชายฝั่ง เธอชอบอากาศที่อบอุ่น ชอบถ่ายภาพสัตว์ป่า และชอบแช่ตัวอยู่ในน้ำ เหนือสิ่งอื่นใด เธอชอบดูดวงอาทิตย์ขึ้นเหนือมหาสมุทร ทุกๆเช้าเธอจะตื่นขึ้นก่อนฟ้าสางเพื่อชมทิวทัศน์ของผืนน้ำ วาเลอรี่คาดการณ์ว่าเธอจะยังได้ชมพระอาทิตย์ลอยขึ้นจากผิวน้ำไม่น้อยกว่าสามร้อยครั้งต่อปีแม้สภาพอากาศหรือการเดินทางจะเต็มไปด้วยเมฆหมอกก็ตาม เธอไม่เคยเบื่อที่จะชมภาพเหล่านั้น ในสายตาของเธอภาพดวงอาทิตย์ขึ้นถือเป็นความรุ่งโรจน์ที่เธอไม่อยากพลาด

ในอพยพ 34 เราอ่านพบเรื่องใบหน้าที่ทอแสงของโมเสส ซึ่งสะท้อนถึงการเผชิญหน้าที่เต็มไปด้วยพระสิริอันทรงสง่าราศีระหว่างท่านกับ “พระเจ้า” (ข้อ 29-35) เปาโลกล่าวว่า ตั้งแต่พระเยซูเสด็จมา มีพันธกิจที่เต็มไปด้วยสง่าราศียิ่งกว่าสิ่งที่โมเสสประสบ (2 คร.3:7-8) เป็นพันธกิจของพระวิญญาณที่นำมาซึ่งความชอบธรรม (ข้อ 8-9) แผนการแห่งความรอดของพระเจ้านั้นมีรัศมีภาพอันถาวรซึ่งเหนือกว่าสิ่งใดๆที่มีมาก่อน (ข้อ 10) และเราเป็นส่วนหนึ่งของแผนการนั้น เปาโลกล่าวว่า “แต่เราทั้งหลายไม่มีผ้าคลุมหน้าแล้ว จึงแลดูพระสิริขององค์พระผู้เป็นเจ้า และตัวเราก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า” (ข้อ 18) พระสิริที่เพิ่มมากขึ้นนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการดีที่เราทำ แต่ขึ้นอยู่กับพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราเป็นเช่นเดียวกับเมฆซึ่งปรากฏในยามที่ดวงอาทิตย์ขึ้น ที่จะคอยสะท้อนถึงพระราชกิจอันทรงสง่าราศีที่พระองค์ทรงกระทำ ให้ได้มากขึ้นและดียิ่งขึ้นในแต่ละวัน

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา