ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Karen Huang

พร้อมที่จะเอื้อเฟื้อ

ในพิธีไว้อาลัยของคุณปู่มีการเลี้ยงอาหารเป็นเนื้อย่าง ข้าวโพด และถั่ว เพื่อเป็นเกียรติแก่ชีวิตแห่งการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของท่านและภรรยาตลอดเวลาหลายปี ทุกเช้าวันอาทิตย์ท่านทั้งสองจะเอาเนื้อย่างชิ้นใหญ่และผักใส่ลงในหม้อตุ๋นไฟฟ้าก่อนไปโบสถ์ หลังการนมัสการ พวกท่านจะมองหาคนที่จะเชิญมาร่วมรับประทานอาหารกลางวัน บางครั้งก็เป็นเพื่อนสนิท บางครั้งก็เป็นคนแปลกหน้า แต่ไม่ว่าจะเป็นใครพวกท่านจะดูแลให้มีอาหารอย่างเหลือเฟือเตรียมเอาไว้ที่บ้าน และบ่ายนั้นจะถูกจัดไว้เป็นพิเศษสำหรับการต้อนรับแขกอย่างอบอุ่น

กิจวัตรในวันอาทิตย์ของพวกท่านนั้นต้องอาศัยความตั้งใจเตรียมพร้อมที่จะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ คนอิสราเอลก็ทำตามแบบแผนที่คล้ายกัน พระเจ้าทรงบัญชาผ่านทางโมเสสให้พวกเขาเหลืออาหารส่วนหนึ่ง “​ไว้​ให้​คน​ยากจน​และ​คน​ต่างด้าว​บ้าง” (ลนต.19:10) ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว พวกเขาได้รับคำสั่งไม่ให้เกี่ยวข้าวจนถึงขอบนา ให้ทิ้งส่วนที่ร่วงหล่นเอาไว้ และอย่าเก็บเกี่ยวองุ่นจนหมด (ข้อ 9-10) ด้วยวิธีเก็บเกี่ยวเช่นนี้ ผู้ที่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเองก็ยังสามารถทำงานเพื่อเก็บเกี่ยวอาหารได้ สำหรับประชากรของพระเจ้า นี่ไม่ใช่การกระทำที่เกิดขึ้นเองเพียงครั้งเดียว ถึงแม้การทำเช่นนี้จะเป็นพรประเสริฐได้เช่นกัน แต่นี่คือวิธีที่พวกเขาดำเนินชีวิตปีแล้วปีเล่า

รอบตัวเรามีโอกาสมากมายที่จะแสดงความรักอันเปี่ยมล้นด้วยความโอบอ้อมอารีของพระเยซู บางครั้งเราอาจไม่ทันได้เตรียมตัว แต่บางครั้งเราก็เตรียมตัวล่วงหน้าได้ โดยการช่วยเหลือจากพระเจ้า ให้เราพิจารณาดูว่าเราจะปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเมตตาได้อย่างไรในวันนี้ (ข้อ 33)

อนาคตของเรากับพระคริสต์

การได้ไปเยือนสวิตเซอร์แลนด์เป็นความฝันที่พ่อของฉันมีมาตลอดชีวิต หลังจากที่ท่านได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมองส่วนหน้าเสื่อม แม่จึงตัดสินใจเดินทางไปด้วยในขณะที่พ่อยังคงแข็งแรงอยู่ “วันหนึ่ง ขณะที่หิมะกำลังโปรยปรายอยู่รอบตัวเราบนภูเขาทิตลิส” แม่เล่า “แม่เห็นความยินดีอย่างสุดซึ้งบนใบหน้าของพ่อ เป็นความยินดีที่ฝันกลายเป็นจริง” อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นแม่ก็น้ำตาไหลเมื่อพ่อถามว่า “เราอยู่ที่ไหนกันนะ”

พ่ออาจลืมไปแล้วว่าท่านอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ แต่แม่บอกว่า “การได้ไปเยือนครั้งนี้คุ้มค่า อย่างน้อยก็มีชั่วขณะหนึ่งที่พ่อรับรู้ และพ่อก็มีความสุข”

พระเจ้าทรงรับรองกับเราว่าจะมีช่วงเวลาที่ความยินดีจะไม่มีวันพรากไปจากเราอีกต่อไป เพราะด้วยความหวังในพระเยซู เราจึงสามารถตั้งตารอ “ท้องฟ้าใหม่และแผ่นดินโลกใหม่” (วว.21:1) ที่ซึ่งเราจะเป็นอิสระจากบาปและความตาย (รม.5:12) ในโลกที่สมบูรณ์แบบนี้ พระเจ้าจะทรงสร้าง “สิ่งสารพัดขึ้นใหม่” (วว.21:5) “พระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาทุกๆหยดจากตาของ[เรา] ความตายจะไม่มีอีกต่อไป การคร่ำครวญ การร้องไห้ และการเจ็บปวดจะไม่มีอีกต่อไป เพราะยุคเดิมนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว” (ข้อ 4) ความทุกข์ทรมานใดก็ตามที่เราประสบอยู่ในขณะนี้เป็นเพียงสิ่งชั่วคราว พระเจ้าทรงสัญญาว่าวันหนึ่ง “สิ่งเก่าก่อนนั้นจะไม่จำกัน” (อสย.65:17) สิ่งเหล่านั้นจะไม่มีอีกตลอดกาล   

ฉันรู้ว่าวันหนึ่ง เมื่อเราอยู่กับพระเจ้า (วว.21:3) ฉันจะได้เห็นความยินดีอย่างสุดซึ้งบนใบหน้าของพ่อ และครั้งนี้ความยินดีนั้นจะคงอยู่ตลอดไป

แสดงความห่วงใยของพระเจ้า

ตอนเป็นวัยรุ่น ฉันมีความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับลิซ่าเพื่อนร่วมคริสตจักร ฉันจึงไม่สบายใจเมื่อรู้ว่าเราต้องนอนร่วมห้องกันในค่ายเยาวชนภาคฤดูร้อน แต่ตลอดสัปดาห์ที่อยู่ในค่าย ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีโดยเราทั้งคู่ต่างปฏิบัติต่อกันอย่างสุภาพ

กิจกรรมที่ทุกคนรอคอยมากที่สุดในค่ายคือ กิจกรรมรอบกองไฟในช่วงสุดสัปดาห์ แต่เย็นวันนั้นฉันมีไข้และเข้านอนเร็วก่อนคนอื่น แต่ฉันยังได้ยินเสียงหัวเราะและเสียงดนตรีด้านนอก หนึ่งชั่วโมงต่อมา ฉันตกใจที่ลิซ่าเข้ามาวัดไข้ให้ฉัน “ฉันจะไม่ไปร่วมกิจกรรมรอบกองไฟกับพวกเขา” เธอบอก “เธอป่วยและฉันต้องอยู่ดูแลเธอ” ลิซ่าทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ก็ได้ แต่เธอเลือกที่จะดูแลฉัน ซึ่งทำให้ฉันรู้สึกดีกับเธอ

เราได้เห็นอีกตัวอย่างของคนที่ห่วงใยผู้อื่นจากเรื่องราวของนาอามาน ผู้บัญชาการกองทัพซีเรีย เขามีสาวใช้อิสราเอลคนหนึ่งซึ่งถูกจับมาเป็นเชลย และตอนนี้เธอ “มาปรนนิบัติภรรยาของนาอามาน” (2 พกษ.5:2) เมื่อต้องพลัดพรากจากครอบครัวและถูกบังคับให้เป็นทาส เด็กหญิงคนนี้เลือกที่จะไม่ช่วยเจ้านายที่เป็นโรคเรื้อนก็ได้ แต่ความเชื่อที่มีผลักดันให้เธอช่วยเหลือเขา “เธอได้เรียนนายผู้หญิงของเธอว่า ‘อยากให้เจ้านายของดิฉันไปอยู่กับผู้เผยพระวจนะ ผู้ซึ่งอยู่ในสะมาเรีย ท่านจะได้รักษาโรคเรื้อนของเจ้านายเสียให้หาย’” (ข้อ 3) แล้วพระเจ้าทรงใช้ผู้เผยพระวจนะเอลีชาให้รักษานาอามานจริงๆ (ข้อ 8-14)

ลิซ่าและเด็กหญิงชาวอิสราเอลเลือกที่จะช่วยเหลือ และพระเจ้าทรงทำงานผ่านพวกเขา ให้เราทูลขอพระเจ้าที่จะสำแดงว่า เราควรแสดงความห่วงใยของพระองค์กับใคร และขอทรงประทานสติปัญญาว่าเราควรทำเช่นไร

ดำเนินตามวิถีของพระเจ้า

เคนคอยหลีกเลี่ยงคนงานอพยพในอาคารของเขา นิสัยและวิถีชีวิตของคนเหล่านั้นที่แตกต่างจากเขาอย่างมากทำให้เขารำคาญใจ อย่างไรก็ตามวันหนึ่ง ขณะที่เคนกำลังอธิษฐาน ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาว่า คนเหล่านั้นเป็นเพื่อนบ้านของเจ้ามาหลายปีแล้ว แต่เจ้าไม่เคยแบ่งปันข่าวประเสริฐกับพวกเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว จงคิดให้รอบคอบเกี่ยวกับทัศนคติของเจ้าที่มีต่อพวกเขา

พระคัมภีร์บอกเราถึงตอนที่พระเจ้าทรงเผชิญหน้ากับชนอิสราเอลด้วยคำเตือนที่คล้ายกันนี้ว่า “จง​พิจารณา​ดู​ว่า​เจ้า​มี​ความ​เป็นอยู่​อย่างไร​” (ฮกก.1:7) หลังจากการเป็นเชลยในบาบิโลน ประชากรของพระองค์ได้กลับไปยังเยรูซาเล็มเพื่อรับหน้าที่สร้างพระวิหารขึ้นใหม่ พระเจ้าทรง “​รบ​เร้า​จิตใจ​ของ​ไซรัส​พระ​ราชา​แห่ง​เปอร์เซีย” (อสร.1:1) ให้ประกาศสั่งการก่อสร้างและจัดหาเงินทองให้ (ข้อ 2-4) แต่หลังจากที่ประชาชนสร้างฐานรากเสร็จแล้ว การต่อต้านก็เพิ่มขึ้น (4:1-5) พวกเขาจึงปล่อยทิ้งโครงการนี้ไว้ถึงสิบสี่ปี

พระเจ้าตรัสผ่านผู้เผยพระวจนะฮักกัยว่า “จง​พิจารณา​ดู​ว่า​เจ้า​มี​ความ​เป็นอยู่​อย่างไร​...นิเวศ​ของ​เรา​พังทลาย​อยู่ ฝ่าย​เจ้า​ต่าง​ก็​สาละวน​อยู่​กับ​เรื่อง​บ้าน​ของ​ตน​” (ฮกก.1:7, 9) พระเจ้าทรงกำลังบอกว่า “จงพิจารณาดูการดำเนินชีวิตของเจ้าว่าเป็นอย่างไร เจ้ากำลังทำตามที่เราปรารถนาให้เจ้าทำหรือไม่”

พระเจ้าทรงตีสอนประชากรของพระองค์ (ข้อ 5-11) แต่เมื่อพวกเขากลับมาเริ่มก่อสร้างอีกครั้ง พระองค์ทรงหนุนใจพวกเขาว่า “เราอยู่กับเจ้า...อย่ากลัวเลย” (2:4-5) และพระวิหารก็สร้างเสร็จภายในเวลาไม่ถึงห้าปี

มีด้านใดของชีวิตที่เราต้อง “พิจารณาดู” หรือไม่ ให้เราอธิษฐานขอพระเจ้าทรงสำแดงและช่วยเราให้ปฏิบัติตามคำตักเตือนของพระองค์

ผู้ที่ประพฤติตามพระวจนะ

บนโต๊ะของฉันมีกระดานที่ใช้เตือนความจำวางอยู่ บนกระดานนั้นฉันติดรายการ “นิสัย 10 ประการเพื่อสุขภาพที่ดี” ซึ่งฉันตัดจากนิตยสารด้านโภชนาการไว้เมื่อหลายปีก่อน ไม่นานมานี้ฉันรู้สึกตกใจเมื่อพบว่าฉันจำได้เพียงแค่สี่อย่างทั้งๆที่ฉันเห็นมันทุกวัน แผ่นเตือนความจำเป็นสิ่งคุ้นเคยที่อยู่รอบตัวฉัน ซึ่งฉันเห็นมันทุกวันโดยไม่เคยตั้งใจดูหรือคิดจะทำตาม

ยากอบอธิบายสิ่งที่คล้ายกันนี้ในทัศนคติของผู้เชื่อหลายคนที่มีต่อพระวจนะ “เพราะว่าถ้าผู้ใดฟังพระวจนะ และไม่ได้ประพฤติตาม ผู้นั้นก็เป็นเหมือนคนที่ดูหน้าของตัวในกระจกเงา...แล้วก็ไป และก็ลืมในทันทีนั้นว่าตัวเองเป็นอย่างไร” (ยก.1:23-24) ผู้ติดตามพระคริสต์หลายคนตระหนักรู้ถึงสิ่งที่พระวจนะสอน แต่เราอาจเป็นเพียง “ผู้ฟังเท่านั้น” (ข้อ 22) และขอบเขตที่เรายอมจำนนต่อพระวจนะสิ้นสุดลงแค่การฟังนั้น เพราะเหตุนี้เราจึงหลอกตัวเองเกี่ยวกับฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจของพระวจนะ และล้มเหลวที่จะมองเห็นสิ่งที่พระวจนะจัดเตรียมไว้ให้ นั่นคือ “พระบัญญัติแห่งเสรีภาพ” (ข้อ 25)

ยากอบบอกเราให้เป็น “คนที่ประพฤติตามพระวจนะ” (ข้อ 22) ผู้ที่ “ประพฤติตาม” นั้นจะ “พิจารณาดู” และ “ตั้งอยู่ใน” พระวจนะนั้น (ข้อ 25) และ “ประพฤติตาม” อย่างสม่ำเสมอ (ข้อ 22) การเชื่อฟังพระเจ้าไม่ควรเป็นแค่บางสิ่งที่เราทำ แต่ควรเป็นสิ่งที่ออกมาจากตัวตนของเรา โดยพระกำลังของพระเจ้าเราสามารถดำเนินชีวิตที่สำแดงถึงพระวจนะของพระองค์แก่โลกนี้ได้

พระเจ้าทรงใส่ใจในรายละเอียด

หลานสาวฉันเป็นนักศึกษาปีหนึ่งที่กำลังวุ่นกับการเรียนและปรับตัวกับหอพักใหม่ ไม่นานมานี้มีปัญหาเรื่องความปลอดภัย มหาวิทยาลัยจึงกำหนดให้ต้องมีบัตรผ่านสำหรับรถยนต์ และการยื่นคำขอนี้เป็นอีกงานหนึ่งในรายการยาวเหยียดที่เธอต้องทำ ฉันจึงอาสาที่จะช่วย “ขอบคุณค่ะ!” เธอกล่าว ในภายหลังด้วยความประหลาดใจที่ฉันใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีที่สำนักงานของมหาวิทยาลัย

สิ่งที่เธอไม่รู้ก็คือ งานที่ง่ายอย่างนี้ต้องใช้เวลาครึ่งวันในการประสานกับสำนักงาน แก้ไขจุดผิดเล็กๆในใบสมัคร และรวบรวมเอกสารที่ไม่คิดว่าต้องใช้ แต่ฉันไม่ได้บอกเธอเรื่องนี้ ฉันแค่ตอบว่า “ได้ทุกเมื่อเลย!”

ความรักนั้นสอดแทรกอยู่ในรายละเอียด ณ ที่นี้คือการใส่ใจในรายละเอียดที่หลานสาวของฉันไม่รู้ พระคัมภีร์บอกเราเกี่ยวกับความรักของพระเจ้า ที่เห็นได้ในรายละเอียดที่ดูเหมือนเล็กน้อยสองประการในชีวิตคนอิสราเอลในถิ่นทุรกันดาร นั่นคือ เสื้อผ้าและรองเท้าของพวกเขา ตลอดสี่สิบปีในการเดินเท้า “เสื้อผ้าของเจ้ามิได้ขาดวิ่นไปจากเจ้า และรองเท้าไม่ได้ขาดหลุดไปจากเท้าของเจ้า” (ฉธบ.29:5) ที่จริงแล้วเท้าของพวกเขาไม่บวมเลยด้วยซ้ำ! (8:4)

ประชากรนี้ไม่สัตย์ซื่อต่อพระเจ้า แต่พระองค์ทรงแสดง “พระกรุณาซับซ้อน” โดยไม่ละทิ้งพวกเขา (นหม.9:19) “และเขามิได้ขาดสิ่งใดเลย” (ข้อ 21) พระเจ้าประทานสิ่ง “ยิ่งใหญ่” ได้แก่ การทรงสถิต พระวิญญาณผู้ให้คำปรึกษา ตลอดจนอาหารและน้ำ (ข้อ 19-20) และสิ่ง “เล็กๆน้อยๆ” แต่จำเป็น เช่น เสื้อผ้าและรองเท้า

พระเจ้าทรงแสดงความรักของพระองค์ในรูปแบบที่เราอาจมองข้ามหรือไม่รู้ตัว ความรักของพระองค์เป็นเช่นนั้น พระองค์ทรงมองเห็นทุกรายละเอียดในชีวิตของเรา

จดจ่อที่พระเจ้า

อย่างน้อยเขาก็สอบผ่าน เจสคิดในใจขณะถือผลการสอบไว้ในมือ เขาช่วยลูกชายในวิชาคณิตศาสตร์ แต่ด้วยงานบ้านและงานพิเศษจากหัวหน้างานในช่วงนี้ การทบทวนวิชาด้วยกันจึงเป็นเรื่องยาก เจสรู้สึกท้อแท้และคิดถึงภรรยาที่เสียชีวิตไปแล้ว ลิซ่าคุณคงรู้ว่าต้องทำอย่างไร ผมดูแลบ้านไม่เก่งเท่าคุณ

นี่อาจเป็นความท้อแท้ที่เกิดขึ้นกับเศ​รุบ​บาเบล แต่ในระดับที่ใหญ่ขึ้น ผู้ว่า​ราชการ​เมือง​ยูดาห์ท่านนี้ได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้าให้นำคนอิสราเอลสร้างพระวิหารขึ้นใหม่หลังการตกเป็นเชลยในบาบิโลน​ เมื่อพวกเขาวางรากฐานเสร็จแล้ว “​คน...​เป็น​อัน​มาก...​ผู้​ได้​เห็น​พระ​วิหาร​หลัง​ก่อน...ได้​ร้องไห้​ด้วย​เสียง​ดัง” (อสร.3:12) ความทรงจำถึงพระวิหารอันรุ่งโรจน์ของซาโลมอนผุดขึ้นในใจพวกเขาอีกครั้ง ในขณะที่เริ่มก่อสร้างพระวิหารที่มีขนาดเล็กกว่าเดิม พระวิหารของเราไม่ดีเท่าเดิม ทุกคนรวมทั้งเศ​รุบ​บาเบล​คงคิดเช่นนั้น

พระเจ้าตรัสว่า “เศ​รุบ​บาเบล​เอ๋ย แม้​กระนั้น​ก็​ดี จง​กล้า​หาญ​เถิด” และกับที่ทรงตรัสกับทุกคนที่เกี่ยวข้องว่า “​เรา​อยู่​กับ​เจ้า...วิญญาณ​ของ​เรา​อยู่​ท่ามกลางเจ้า อย่า​กลัว​เลย​”(ฮกก.2:4-5) เศ​รุบ​บาเบล​ได้รับการหนุนใจขึ้นในการทรงนำของพระเจ้าโดยพระสัญญาที่ทรงให้ไว้กับพวกเขา (ข้อ 5) นอกจากนี้ พระเจ้าตรัสอีกว่า “สง่า​ราศี​ของ​พระ​นิเวศ​ครั้ง​หลัง​นี้​จะ​ยิ่ง​กว่า​ครั้ง​เดิม​นั้น” (ข้อ 9) โดยทรงชี้ไปถึงเวลาที่พระเยซูจะเสด็จมาเยือนพระวิหารด้วยพระองค์เอง (ยน.2:13-25)

เราอาจรู้สึกท้อแท้ในงานที่พระเจ้าทรงเรียกให้เราทำ โดยเปรียบเทียบผลงานของเรากับผลงานในอดีต แต่ขอให้เรามุ่งความสนใจไปที่แผนการของพระองค์ในปัจจุบัน เพราะการงานและจุดประสงค์ของงานนั้นเป็นของพระเจ้า ไม่ใช่ของเรา

ขอบคุณพระเจ้าสำหรับของขวัญ

ชายชราใช้เวลาเลือกกระเป๋าเป้เด็กในร้านอยู่นาน เขาบอกฉันว่า “วันนี้เป็นวันเกิดของหลานสาวผม ผมหวังว่าเธอจะชอบของขวัญนี้” ที่จุดชำระเงิน เขาถือกระเป๋าเป้สีชมพูลายการ์ตูน เขาดูตื่นเต้นมาก

ต่อมาในร้านอาหาร ฉันเห็นเขาอีกครั้งกับเด็กผู้หญิงตัวน้อยและพ่อแม่ของเธอ เมื่อเด็กหญิงแกะของขวัญ เธอพูดว่า “หนูไม่ชอบการ์ตูนตัวนี้! และหนูเกลียดสีชมพู!” พ่อแม่บอกให้เธอขอโทษ แต่เธอก็ยังคงบ่น ฉันใจสลายแทนคุณปู่ของเธอ

ฉันหวนคิดถึงวิธีที่ฉันตอบสนองต่อของขวัญของพระเจ้าในบางครั้ง ฉันบ่นเพราะต้องการอย่างอื่น โดยมองไม่เห็นการอัศจรรย์ที่อยู่ตรงหน้า นั่นก็คือพระเจ้า พระองค์เองได้ประทานบางสิ่งให้ฉันด้วยความรัก ประชากรอิสราเอลได้ประพฤติตนในทำนองเดียวกัน พระเจ้าทรงรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับพวกเขา “เราจะให้อาหารตกลงมาจากท้องฟ้าดุจฝนสำหรับพวกเจ้า” (อพย.16:4) พระเจ้าทรงจัดเตรียมอาหารในถิ่นทุรกันดารอย่างสัตย์ซื่อ “กลางคืนเมื่อน้ำค้างตกมาเหนือค่าย มานาก็ตกลงมาด้วย” (กดว.11:9)

แต่แทนที่จะขอบพระคุณ คนอิสราเอลกลับพร่ำบ่นในของขวัญที่แสดงถึงความรักของพระเจ้านี้ “ไม่มีอะไรให้เราดูเลยนอกจากมานานี้” (ข้อ 6) แทนที่จะทูลขออาหารอื่นจากพระเจ้าด้วยใจถ่อม พวกเขากลับโอดครวญในเรื่องของขวัญของพระองค์

ฉันยังคงจำแววตาที่เจ็บปวดของคุณปู่ในวันนั้นได้ ซึ่งทำให้ฉันนึกถึงพระบิดาบนสวรรค์ของเราว่าพระองค์จะทรงรู้สึกอย่างไรเมื่อเราบ่น ขอให้เรามาแสดงความขอบคุณสำหรับของขวัญที่พระองค์ประทานให้เราด้วยกัน

ความรักมั่นคงของพระเจ้า

ในระหว่างที่เราไปทำพันธกิจคริสตจักรที่บ้านพักคนชรา ผู้สูงอายุคนหนึ่งเล่าให้ฉันฟังว่าลูกสาวของเขาขับรถพาเขามาที่นี่เมื่อหลายปีก่อนและทิ้งเขาไว้บนทางเท้า เอ๊ดซึ่งอยู่บนรถวีลแชร์ไม่สามารถลุกขึ้นวิ่งตามเธอไปได้ เธอกลับไปที่รถโดยไม่หันหลังกลับมามองและขับรถออกไป ก่อนหน้านั้นเธอบอกเขาว่า “หนูจะพาพ่อไปโรงแรมดีๆ” และนั่นเป็นวันสุดท้ายที่เขาได้เห็นเธอ

การกระทำที่โหดร้ายนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากประสบการณ์การดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวที่มีความรัก และสร้างบาดแผลทางจิตใจให้กับเอ๊ด เขายังคงฝันร้ายถึงเหตุการณ์ในวันนั้นอยู่จนทุกวันนี้

เมื่อหลายศตวรรษก่อนหน้านี้ ชายหนุ่มคนหนึ่งก็ต้องทนทุกข์จากบาดแผลทางจิตใจเช่นกัน (ปฐก.37:12-36) พี่ชายของโยเซฟโยนท่านลงไปในบ่อน้ำและขายท่านให้กับพ่อค้าที่กำลังเดินทางไปอียิปต์ แต่ “พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับโยเซฟ” (39:2)ในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย เมื่อท่านทำสิ่งที่ถูกต้องในสายพระเนตรของพระเจ้าอย่างกล้าหาญทั้งในบ้านของเจ้านาย (ข้อ 7-10) และในคุกโยเซฟตระหนักว่าพระเจ้า “ทรงสำแดงความรักมั่นคงแก่เขา” (ข้อ 21) แม้จะมีบาดแผลในอดีต แต่โยเซฟก็ประสบความสำเร็จได้ในทุกสิ่งที่กระทำเพราะพระเจ้าทรงช่วยท่าน (ข้อ 23) ในที่สุดท่านได้กลายเป็นผู้มีอำนาจรองจากฟาโรห์และยังได้สร้างครอบครัวของตัวเอง (41:41-52) ต่อมาท่านยังได้คืนดีกับพี่น้องของท่านด้วย (45:12-15)

ผู้คนอาจทำร้ายเราแต่พระเจ้าจะไม่มีวันทำเช่นนั้น แม้พระองค์อาจไม่ได้ช่วยเยียวยารักษาเราด้วยวิธีเดียวกันกับโยเซฟ แต่พระองค์ทรงสัญญาว่าจะรักเราด้วยความรักที่มั่นคงเช่นกัน ขอให้เราเดินตามการทรงนำของพระองค์ และวางใจว่าพระองค์จะทรงเยียวยารักษาใจของเรา

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา