ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Karen Huang

ขอบคุณพระเจ้าสำหรับของขวัญ

ชายชราใช้เวลาเลือกกระเป๋าเป้เด็กในร้านอยู่นาน เขาบอกฉันว่า “วันนี้เป็นวันเกิดของหลานสาวผม ผมหวังว่าเธอจะชอบของขวัญนี้” ที่จุดชำระเงิน เขาถือกระเป๋าเป้สีชมพูลายการ์ตูน เขาดูตื่นเต้นมาก

ต่อมาในร้านอาหาร ฉันเห็นเขาอีกครั้งกับเด็กผู้หญิงตัวน้อยและพ่อแม่ของเธอ เมื่อเด็กหญิงแกะของขวัญ เธอพูดว่า “หนูไม่ชอบการ์ตูนตัวนี้! และหนูเกลียดสีชมพู!” พ่อแม่บอกให้เธอขอโทษ แต่เธอก็ยังคงบ่น ฉันใจสลายแทนคุณปู่ของเธอ

ฉันหวนคิดถึงวิธีที่ฉันตอบสนองต่อของขวัญของพระเจ้าในบางครั้ง ฉันบ่นเพราะต้องการอย่างอื่น โดยมองไม่เห็นการอัศจรรย์ที่อยู่ตรงหน้า นั่นก็คือพระเจ้า พระองค์เองได้ประทานบางสิ่งให้ฉันด้วยความรัก ประชากรอิสราเอลได้ประพฤติตนในทำนองเดียวกัน พระเจ้าทรงรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับพวกเขา “เราจะให้อาหารตกลงมาจากท้องฟ้าดุจฝนสำหรับพวกเจ้า” (อพย.16:4) พระเจ้าทรงจัดเตรียมอาหารในถิ่นทุรกันดารอย่างสัตย์ซื่อ “กลางคืนเมื่อน้ำค้างตกมาเหนือค่าย มานาก็ตกลงมาด้วย” (กดว.11:9)

แต่แทนที่จะขอบพระคุณ คนอิสราเอลกลับพร่ำบ่นในของขวัญที่แสดงถึงความรักของพระเจ้านี้ “ไม่มีอะไรให้เราดูเลยนอกจากมานานี้” (ข้อ 6) แทนที่จะทูลขออาหารอื่นจากพระเจ้าด้วยใจถ่อม พวกเขากลับโอดครวญในเรื่องของขวัญของพระองค์

ฉันยังคงจำแววตาที่เจ็บปวดของคุณปู่ในวันนั้นได้ ซึ่งทำให้ฉันนึกถึงพระบิดาบนสวรรค์ของเราว่าพระองค์จะทรงรู้สึกอย่างไรเมื่อเราบ่น ขอให้เรามาแสดงความขอบคุณสำหรับของขวัญที่พระองค์ประทานให้เราด้วยกัน

ความรักมั่นคงของพระเจ้า

ในระหว่างที่เราไปทำพันธกิจคริสตจักรที่บ้านพักคนชรา ผู้สูงอายุคนหนึ่งเล่าให้ฉันฟังว่าลูกสาวของเขาขับรถพาเขามาที่นี่เมื่อหลายปีก่อนและทิ้งเขาไว้บนทางเท้า เอ๊ดซึ่งอยู่บนรถวีลแชร์ไม่สามารถลุกขึ้นวิ่งตามเธอไปได้ เธอกลับไปที่รถโดยไม่หันหลังกลับมามองและขับรถออกไป ก่อนหน้านั้นเธอบอกเขาว่า “หนูจะพาพ่อไปโรงแรมดีๆ” และนั่นเป็นวันสุดท้ายที่เขาได้เห็นเธอ

การกระทำที่โหดร้ายนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากประสบการณ์การดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวที่มีความรัก และสร้างบาดแผลทางจิตใจให้กับเอ๊ด เขายังคงฝันร้ายถึงเหตุการณ์ในวันนั้นอยู่จนทุกวันนี้

เมื่อหลายศตวรรษก่อนหน้านี้ ชายหนุ่มคนหนึ่งก็ต้องทนทุกข์จากบาดแผลทางจิตใจเช่นกัน (ปฐก.37:12-36) พี่ชายของโยเซฟโยนท่านลงไปในบ่อน้ำและขายท่านให้กับพ่อค้าที่กำลังเดินทางไปอียิปต์ แต่ “พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับโยเซฟ” (39:2)ในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย เมื่อท่านทำสิ่งที่ถูกต้องในสายพระเนตรของพระเจ้าอย่างกล้าหาญทั้งในบ้านของเจ้านาย (ข้อ 7-10) และในคุกโยเซฟตระหนักว่าพระเจ้า “ทรงสำแดงความรักมั่นคงแก่เขา” (ข้อ 21) แม้จะมีบาดแผลในอดีต แต่โยเซฟก็ประสบความสำเร็จได้ในทุกสิ่งที่กระทำเพราะพระเจ้าทรงช่วยท่าน (ข้อ 23) ในที่สุดท่านได้กลายเป็นผู้มีอำนาจรองจากฟาโรห์และยังได้สร้างครอบครัวของตัวเอง (41:41-52) ต่อมาท่านยังได้คืนดีกับพี่น้องของท่านด้วย (45:12-15)

ผู้คนอาจทำร้ายเราแต่พระเจ้าจะไม่มีวันทำเช่นนั้น แม้พระองค์อาจไม่ได้ช่วยเยียวยารักษาเราด้วยวิธีเดียวกันกับโยเซฟ แต่พระองค์ทรงสัญญาว่าจะรักเราด้วยความรักที่มั่นคงเช่นกัน ขอให้เราเดินตามการทรงนำของพระองค์ และวางใจว่าพระองค์จะทรงเยียวยารักษาใจของเรา

ใช้ชีวิตให้ดีได้อย่างไร

เปโดรเป็นสาวกของพระเยซูเมื่ออายุห้าสิบปี เขาเคยเป็นคนโมโหร้าย ผูกพยาบาทและทำร้ายคนรอบข้าง เมื่อคริสตจักรให้คำปรึกษาแก่เขา เขารู้สึกเสียใจอย่างมากกับสิ่งที่ทำไปในอดีต “เวลาที่เหลืออยู่ของผมตอนนี้ มีน้อยกว่าเวลาที่ผมใช้ชีวิตมา” เขากล่าว “ผมอยากใช้มันให้ดี แต่จะทำอย่างไร”

เปโดรพบคำตอบจากแหล่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ นั่นคือลำดับวงศ์ตระกูล เมื่อเขาอ่านเรื่องราวของโมเสสที่สืบเชื้อสายจากพงศ์พันธุ์ของอาดัม เขาสังเกตเห็นว่ามีประโยคหนึ่งกล่าวซ้ำเพื่อบรรยายถึงลูกหลานของอาดัม “รวมอายุของ [ชื่อ]ได้ [จำนวน]ปี จึงสิ้นชีวิต” (ดู ปฐก.5:8, 11, 14, 17, 20, 27, 31) แต่ชายคนหนึ่งได้รับการบรรยายต่างออกไป

เอโนคได้รับการบรรยายว่าเป็นคนที่ “ดำเนินกับพระเจ้า” (ข้อ 22, 24) ท่านใกล้ชิดกับพระเจ้าและนั่นคือวิธีที่ท่านใช้ชีวิตในโลกนี้ เพราะความเชื่อของเอโนค “มีผู้เป็นพยานว่าท่านเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า” (ฮบ.11:5) เอโนคมีความไว้วางใจอย่างแน่วแน่ว่าพระเจ้าทรงเป็นใคร และในสิ่งที่พระองค์จะทรงกระทำเพื่อทุกคนที่แสวงหาพระองค์ (ข้อ 6) ท่านแสดงความวางใจในองค์ผู้ทรงฤทธิ์สูงสุดโดยการดำเนินตามและเชื่อฟังพระองค์ และเพราะท่านมีความเชื่อ พระเจ้าจึงไม่ได้ให้ท่านประสบกับความตายฝ่ายร่างกาย (ข้อ 5)

“ผมจะใช้ชีวิตให้ดีได้อย่างไร” เป็นคำถามของเปโดร “โดยการดำเนินกับพระเจ้า”

ชีวิตของเราในโลกนี้ไม่จำเป็นต้องสรุปสาระสำคัญด้วยตัวเลขเท่านั้น แต่สรุปได้โดยความเชื่อของเรา ด้วยการยอมให้พระเจ้าทรงกระทำกิจในหลากหลายวิธีซึ่งเกินกว่าที่เราจะนับได้

พระเยซูทรงทำอะไรเพื่อเรา

แอนเดรสเจ้าของบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ มอบทริปท่องเที่ยวรีสอร์ทริมชายหาดหนึ่งวันให้กับพนักงานที่มียอดขายดีเด่น แอนเดรสยังพาจิมมี่ลูกชายวัยเจ็ดขวบไปด้วย ก่อนออกเดินทางเขาจับมือพ่ออย่างตื่นเต้น ขณะที่ทุกคนขึ้นรถตู้ “หนูจะไปกับเราด้วยหรือ หนูทำยอดขายได้เท่าไหร่ล่ะ” พนักงานคนหนึ่งแกล้งถามจิมมี่ “ไม่ได้เลย!” เขาตอบพลางชี้ไปที่พ่อของเขา “พ่อให้ผมไปด้วย!”

จิมมี่ไม่จำเป็นต้องทำงานเพื่อจะมีสิทธิ์เข้าร่วมทริปนี้ เพราะพ่อของเขาเป็นคนออกค่าใช้จ่ายให้ ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราเองก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งการกระทำดีเพื่อจะไปสวรรค์ เราได้รับสิทธิ์เข้าสวรรค์เพราะพระเยซูสิ้นพระชนม์และฟื้นคืนพระชนม์เพื่อเรา “เพราะว่าค่าจ้างของความบาปคือความตาย” (รม.6:23) และพระโลหิตของพระเยซูก็คือ “ค่าไถ่” ที่ปลดปล่อยเราจากการเป็นหนี้พระองค์ “ในพระเยซูนั้น เราได้รับการไถ่บาปโดยพระโลหิตของพระองค์ คือได้รับการอภัยโทษบาป” (อฟ.1:7) พระองค์ทรงเปิดหนทางให้กับใครก็ตามที่เชื่อในพระองค์ที่ “จะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” (ยน.3:16) พระราชกิจของพระคริสต์และความไว้วางใจที่เรามีต่อพระราชกิจนั้น ทำให้เราได้อยู่กับพระองค์ชั่วนิรันดร์

เมื่อเราเชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด เราก็ได้เป็นบุตรของพระเจ้านับเป็น “พระคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ ซึ่งทรงโปรดประทานแก่เรา” (อฟ.1:6) เช่นเดียวกับจิมมี่ เราสามารถมองดูพระบิดาบนสวรรค์และพูดอย่างมั่นใจว่า “พระองค์ทรงให้ฉันไปด้วย!”

ดำเนินในความสว่างของพระคริสต์

เมื่อตอนที่หลานสาวสองคนของฉันยังเด็ก พวกเขาจะคะยั้นคะยอชวนฉันเล่นเกมหลังอาหารเย็น พวกเขาจะปิดไฟทั้งหมดในบ้าน แล้วเราจะเดินสวนกันไปมาในความมืด คว้าตัวกันไว้แล้วก็หัวเราะ พวกเขาสนุกกับการทำให้ตัวเองกลัวด้วยการเลือกที่จะเดินในความมืด โดยที่รู้ว่าพวกเขาสามารถเปิดไฟได้ทุกเมื่อ

ในจดหมายถึงผู้เชื่อพระเยซูในยุคแรก อัครสาวกยอห์นพูดถึงการเลือกเดินในความมืดอีกแบบหนึ่ง 1 ยอห์น 1:6 เอ่ยถึงบาปว่าเป็น “ความมืด” การดำเนินในความมืดไม่ใช่การพลั้งเผลอชั่วครั้งชั่วคราว แต่เป็นการเลือกที่จะอยู่ในความผิดต่อไปเรื่อยๆ ยอห์นเตือนเราว่าพระเจ้าองค์บริสุทธิ์ของเรา “ทรงเป็นความสว่าง” และ “ความ​มืด​ใน​พระ​องค์​ไม่​มี​เลย​” (ข้อ 5) ดังนั้นเมื่อเราอ้างว่ามีความสัมพันธ์กับพระองค์แต่ยังคงตั้งใจทำบาปต่อไป “เรา​ก็​พูด​มุสา และ​ไม่ได้​ดำเนิน​ชีวิต​ตาม​ความ​จริง​” (ข้อ 6) พระเยซูผู้ทรงเป็นความสว่างของโลกเสด็จมาเพื่อที่ “ผู้​ที่​ตาม[พระองค์]มา​จะ​ไม่​เดิน​ใน​ความ​มืด แต่​จะ​มี​ความ​สว่าง​แห่ง​ชีวิต” (ยน.8:12)

โดยพระคุณของพระเจ้า หลังจากที่เราหลงไปในความมืดฝ่ายวิญญาณและกลับใจมาหาพระองค์แล้ว เราจะสามารถดำเนินในความสว่างของพระองค์ได้อีกครั้ง คือในเส้นทางและน้ำพระทัยของพระองค์ พระองค์จะ “ทรง​โปรด​ยก​บาป​ของ​เรา และ​จะ​ทรง​ชำระ​เรา​ให้​พ้น​จาก​การ​อธรรม​ทั้งสิ้น​” (1 ยน.1:9) เมื่อเราดำเนินชีวิตในการเชื่อฟังพระเจ้าเท่านั้น เราจึงได้ชื่นชมในพระพรแห่งการ​ร่วม​สามัคคี​ธรรม​กับพระองค์และผู้เชื่อคนอื่นๆอย่างเต็มเปี่ยม (ข้อ 7)

เรื่องบังเอิญและการดูแลของพระเจ้า

ละแวกบ้านของดันเต้ในกรุงมะนิลามีแนวโน้มที่จะเกิดน้ำท่วม ในวันฝนตกเด็กชายตัวน้อยไปโรงเรียนโดยข้ามสะพานไม้ชั่วคราวที่เพื่อนบ้านทำเอาไว้ “มิสเตอร์โทมัสช่วยให้คนในชุมชนไปไหนมาไหนได้” ดันเต้เล่า “เขาเดินนำผมบนสะพาน และช่วยบังฝนให้”

หลายปีต่อมา ดันเต้ไปร่วมกับคริสตจักรแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของกรุงมะนิลา ลีโอผู้นำชั้นเรียนพระคัมภีร์เป็นพี่เลี้ยงของเขา ในการพูดคุยกันถึงวัยเด็กของพวกเขา ดันเต้พบว่าลีโอเป็นลูกชายของมิสเตอร์โทมัส! “ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ” ดันเต้กล่าว “พระเจ้าทรงใช้ลูกชายของชายผู้เป็นพระพรให้ผม เพื่อมาช่วยผมเรื่องความเชื่อ”

หญิงคนหนึ่งจากเมืองชูเนมก็ได้พบกับการจัดเตรียมของพระเจ้าเช่นกัน เธอทำตามคำแนะนำของผู้เผยพระวจนะเอลีชาด้วยความเชื่อ โดยออกจากบ้านเพื่อหนีการกันดารอาหาร (2 พกษ.8:1-2) การทำเช่นนั้น ทำให้เธอสูญเสียสิทธิ์ในบ้านและที่ดินของเธอ ขณะที่เธอกำลังไปร้องอุทธรณ์ต่อพระราชาในเรื่องนี้ พระราชาก็กำลังตรัสถามเกหะซีคนใช้ของเอลีชาเกี่ยวกับตัวเธอพอดี

หลายปีก่อน เกหะซีได้เห็นบุตรชายของหญิงคนนี้กลับฟื้นคืนชีวิต และเกหะซีทูลว่า “ข้าแต่พระราชาเจ้านายของข้าพระบาท นี่เป็นนางคนนั้น และคนนี้แหละเป็นบุตรของนาง ซึ่งเอลีชาได้ให้กลับคืนชีวิตมา” (ข้อ 5) จากนั้นพระราชาจึง “ทรงตั้งเจ้าหน้าที่คนหนึ่งให้แก่นาง” (ข้อ 6) และให้จัดการคืนทุกสิ่งที่เป็นของนาง

เราไว้วางใจในพระเจ้าและในการดูแลของพระองค์ได้เสมอ แม้ในยามที่สิ่งต่างๆ อาจไม่เป็นไปตามที่เราวางแผนไว้

พระกำลังของพระเจ้า

การเสียชีวิตของสามีเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านในชีวิตของนอร่า เธอเข้ามาควบคุมธุรกิจฮาร์ดแวร์ของเขาและดูแลลูกสามคนด้วยตนเอง “เข้มแข็งไว้” เพื่อนมักบอกกับเธอ แต่นั่นหมายความว่าอะไร เธอเข้าใจว่า นั่นคือฉันต้องทำหน้าที่ให้สำเร็จโดยไม่ผิดพลาดหรือ

พระเจ้าทรงมอบความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่แก่โอทนีเอลในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านของชนชาติอิสราเอล เพื่อเป็นการตีสอนชนชาตินี้ที่บูชารูปเคารพ พระเจ้าจึงทรงมอบพวกเขา “ไว้ในมือคูชันริชาธาอิม...และคนอิสราเอลได้ปฏิบัติคูชันริชาธาอิมแปดปี” (วนฉ.3:8) ภายใต้กษัตริย์เมโสโปเตเมียผู้โหดร้ายนี้ คนอิสราเอล “ร้องทูลพระเจ้า” และ “พระเจ้าทรงให้เกิดผู้ช่วย” (ข้อ 9) ชื่อโอทนีเอล ซึ่งแปลว่า “พระกำลังของพระเจ้า”

ในฐานะผู้วินิจฉัยคนแรกของอิสราเอล โอทนีเอลไม่มีผู้อยู่ในตำแหน่งคนก่อนหน้าที่จะช่วยท่าน ผู้นำไพร่พลคนนี้ต้องนำคนอิสราเอลให้กลับมาดำเนินชีวิตตามพันธสัญญาของพวกเขากับพระเจ้าและปกป้องพวกเขาจากศัตรู แต่เพราะ “พระวิญญาณของพระเจ้าทรงสถิตกับโอทนีเอล” (ข้อ 10) ท่านจึงทำสำเร็จ ด้วยพระกำลังของพระเจ้าที่ค้ำจุนความเป็นผู้นำของโอทนีเอล “แผ่นดินจึงได้หยุดพักสงบอยู่สี่สิบปี แล้ว[เขา]ก็สิ้นชีวิต” (ข้อ 11)

เราจะ “เข้มแข็ง” อย่างแท้จริงได้อย่างไร ก็โดยการที่รู้ว่าเราอ่อนกำลังและด้วยการที่เราไว้วางใจพระเจ้าที่จะประทานกำลังของพระองค์แก่เรา “การที่มีคุณของ[พระองค์]ก็พอแก่ [เรา]แล้ว เพราะความอ่อนแอมีที่ไหนเดชของ[พระองค์]ก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น” (2 คร.12:9) พระกำลังของพระเจ้าทรงกระทำกิจผ่านเรา เพื่อช่วยเราให้ทำในสิ่งที่พระองค์เท่านั้นจะทำได้

พระเยซูทรงยื่นพระหัตถ์มาหาคุณ

เล็ตตี้เป็นพนักงานทำความสะอาดในอาคารสำนักงานแห่งหนึ่งที่ขึ้นชื่อในเรื่องการเดินเร็วที่เร็วมาก การเดินเร็วๆทำให้เธอหลบเลี่ยงจากผู้คนได้อย่างง่ายดาย เธอมีปมเรื่องความยากจนและเคยชินกับการถูกดูถูก เธอจึงเดินผ่านผู้คนโดยใช้มือข้างหนึ่งบังหน้าตัวเองไว้ เธอเล่าว่าเธออับอายมากที่ไม่สามารถเป็น “เหมือนคนทั่วไป สวย และมีการศึกษา” ได้ เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งในที่ทำงานแสดงความเป็นมิตรกับเธอ เล็ตตี้ก็เริ่มดีขึ้น

ชายโรคเรื้อนคนหนึ่งใช้ชีวิตด้วยความอับอายที่อาจจะฝังลึกยิ่งกว่าเล็ตตี้เสียอีก โรคนี้ทำให้เขาเป็นที่รังเกียจและเป็นมลทินตามธรรมบัญญัติของโมเสส ซึ่งแยกเขาออกจากสังคมของผู้คน บาดแผลของเขาไม่ได้เป็นเพียงบาดแผลทางกายเท่านั้น แต่ยังเป็นบาดแผลทางจิตใจและจิตวิญญาณอีกด้วย ด้วยบาดแผลนี้ชายโรคเรื้อนจึงเข้ามาหาพระเยซูและทูลวิงวอนว่า “เพียงแต่​พระ​องค์​จะ​โปรด ​ก็​จะ​ทรง​บันดาล​ให้​ข้า​พระ​องค์​หาย​โรค​ได้” (มก.1:40) เขากำลังพูดว่า โปรดรักษาข้าพระองค์ด้วยเถิด และโปรดขจัดความอับอายไปจากข้าพระองค์ด้วย

พระเยซูไม่ได้แสดงความรังเกียจแต่ทรงตอบเขาด้วยพระกรุณา พระองค์ตรัสว่า “เรา​พอใจ​แล้ว จง​หาย​เถิด” ขณะที่ทรงยื่นพระหัตถ์ถูกต้องชายคนนั้น (ข้อ 41) เช่นเดียวกับมิตรภาพที่เพื่อนร่วมงานมอบให้เล็ตตี้ ท่าทีของพระเยซูคือการแสดงความเห็นอกเห็นใจในความทุกข์ทั้งสิ้นของชายคนนั้น และแสดงถึงการยอมรับในตัวเขาอย่างที่เขาเป็น

เราอาจใช้ชีวิตโดยการซ่อนบางสิ่งที่แยกเราออกจากการเป็น “คนธรรมดา สวยงาม มีการศึกษา” ขอให้เรายอมให้พระเยซูทรงแตะต้องและไถ่ถอนสิ่งเหล่านี้ที่ทำให้เราอับอาย ขอให้เรารู้ว่าในฐานะลูกของพระองค์ เราได้รับการยอมรับและเป็นที่รัก

จัดที่ว่างสำหรับคนอื่น

ทุกปีครอบครัวของฉันจะออกแบบปฏิทินติดผนังตามแบบของเราเอง แต่ในช่วงหลังๆปฏิทินเริ่มจะแน่นขึ้น เราตกแต่งปฏิทินแต่ละเดือนด้วยรูปถ่ายที่เราชอบจากปีก่อนหน้าและเน้นวันที่สำคัญๆ เมื่อครอบครัวของเรามีคู่แต่งงานใหม่และมีเด็กเกิดใหม่ เราจึงต้องวางรูปถ่ายเบียดกันมากขึ้นเพื่อให้ทุกคนได้มีรูปอยู่บนปฏิทิน ตอนนี้เรามีคนที่เกิดวันเดียวกันถึงสองวัน และวันหยุดบางวันก็ถูกปิดทับด้วยวันครบรอบต่างๆ แต่แทนที่สิ่งนั้นจะทำให้ปฏิทินลดคุณค่าลง สมาชิกใหม่ทุกคนกลับทำให้ปฏิทินมีค่ามากขึ้นสำหรับฉัน

ในอาณาจักรของพระเจ้า การมีคนใหม่มาเข้าร่วมถือเป็นเรื่องที่ดีเสมอ พระคัมภีร์บอกเราว่า “พระ​เจ้า​ทรง​ให้​ผู้ว้าเหว่เดียวดายเข้าอยู่ในครอบครัว” (สดด.68:6 TNCV) ความรักและการปกป้องของพระองค์ถูกถ่ายทอดในบริบทของครอบครัว เพราะพระองค์เป็น “พระบิดาของคนกำพร้า” และ “ผู้​ป้องกัน​หญิง​ม่าย” (ข้อ 5) พระทัยของพระองค์คือการต้อนรับผู้โดดเดี่ยว ผู้อับอาย หรือผู้ถูกปรักปรำ ดังนั้นพระองค์จึง “ทรงนำผู้ถูกจองจำออกมาด้วยการร้องเพลง” (ข้อ 6)

ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราได้รับฐานะบุตรในครอบครัวของพระเจ้า (กท. 4:5) และเราได้รับพระบัญชาให้ส่งต่อคำเชื้อเชิญที่เปิดกว้างนี้แก่ผู้อื่น (2 คร. 5:20) เช่นเดียวกับปฏิทินครอบครัวของฉัน ยิ่งมีคนรับคำเชิญเข้าร่วมเป็นครอบครัวของพระเจ้ามากเท่าไร ปฏิทินก็จะยิ่งสวยงามมากขึ้นเท่านั้น เราไม่จำเป็นต้องกังวลว่าทรัพยากรที่จำกัดจะหมดลง เพราะจะมีที่ว่างเพียงพอสำหรับทุกคน และพระเจ้าทรงยินดีที่มีสมาชิกใหม่เข้ามา

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา