ความรักอันท่วมท้นของพระเจ้า
แดเนียลเกิดในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่ประเทศโรมาเนีย เป็นเวลาเจ็ดปีที่เขาได้ออกจากเปลแต่ตอนไปห้องน้ำเท่านั้น เมื่ออายุได้แปดขวบ ครอบครัวจากต่างประเทศรับเขาเป็นบุตรบุญธรรม พวกเขารู้ถึงปัญหาในการสร้างสายสัมพันธ์ ซึ่งแดเนียลอาจมีต่อพวกเขาในฐานะพ่อแม่ แดเนียลเริ่มไว้ใจพวกเขาอย่างช้าๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเขาเริ่มเกรี้ยวกราดจนถึงจุดที่พ่อแม่ต้องจ้างบอดี้การ์ดมาคอยคุ้มกันจากการระเบิดอารมณ์ของแดเนียล พวกเขาตัดสินใจใช้วิธีบำบัดซึ่งยังมีข้อถกเถียงอยู่ โดยตลอดห้าปีถัดมา พวกเขาไม่เคยห่างแดเนียลเลยแม้เขาจะมีอาการคลุ้มคลั่ง ในวันเกิดครบรอบสิบสามปี แดเนียลก็ร้องไห้และบอกพ่อแม่เป็นครั้งแรกว่าเขารักพวกท่านมาก แม่ของเขาสรุปประสบการณ์นั้นไว้ว่า “การสร้างความรักให้เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่สำหรับคนอ่อนแอหรืออ่อนไหว ความรักคือสมรภูมิรบ”
เราทุกคนเกิดมาโดยรู้ว่ามีบางสิ่งหรือบางคนที่ขาดหายไป เช่นเดียวกับแดเนียล เราเองก็มีปัญหาเรื่องสายสัมพันธ์ แต่พระเจ้า “ทรงรักโลก” มากจนพระองค์ทรงเลือกทำสิ่งที่สุดขอบ คือ “ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์” (ยน.3:16) เพื่อมาพบเราในสมรภูมิของโลกซึ่งเราเรียกว่าการเสด็จมาบังเกิด “ความสว่างเข้ามาในโลกแล้ว” (ข้อ 19)
พระเจ้าทรงใช้วิธีการที่สุดขอบเพื่อสำแดงความรักยิ่งใหญ่ที่ทรงมีต่อโลก และต่อคุณ พระทัยอันแข็งแกร่งและมุ่งมั่นของพระบิดาเต้นแรงเมื่อได้ยินคำพูดจากเรา ซึ่งเป็นคำพูดที่พ่อแม่ของแดเนียลได้ยินในที่สุดว่า “ข้าพระองค์รักพระองค์มาก”
พระเยซูผู้เป็นตัวแทนของเรา
ขณะที่สงครามกลางเมืองของสหรัฐฯ (ค.ศ. 1861-1865) ยืดเยื้อออกไป ทั้งสองฝ่ายต่างใช้วิธีเกณฑ์ทหาร เพื่อเติมกำลังพลของตน ภายใต้กฎหมายของฝ่ายสมาพันธรัฐ ผู้ถูกเกณฑ์ทหารสามารถเลี่ยงการเกณฑ์นี้ได้โดยการจ้างชายที่ได้รับการยกเว้นให้มาแทนตนเอง ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นผู้ที่มีอายุต่ำกว่าหรือเกินกว่าเกณฑ์การคัดเลือก โดยทั่วไป “ผู้ว่าจ้าง” (คำเรียกผู้ที่เลี่ยงการเกณฑ์ทหาร) จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับรัฐบาล รวมถึงเงินอีกเป็นจำนวนมากแก่ผู้ที่มาเป็นตัวแทนของตน มีเพียงคนร่ำรวยเท่านั้นที่สามารถจ้างตัวแทนได้
อัครทูตเปาโลเขียนเกี่ยวกับสงครามในโลกฝ่ายวิญญาณไว้ว่า “ทุกคนทำบาปและเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า” (รม.3:23) และ “ค่าจ้างของความบาปคือความตาย” (6:23) ไม่มีข้อกำหนดหรือช่องโหว่ใดๆที่จะให้ผู้มี “ฐานะ” มีทางเลี่ยงอื่นได้ แล้วการหาผู้ที่มาเป็นตัวแทนพวกเราทุกคนล่ะ ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูสรรเสริญพระเจ้าผู้เมตตาอย่างหาที่สุดมิได้ที่ทรงส่งพระเยซูมาเป็นตัวแทน ให้รับโทษทัณฑ์แห่งความผิดบาปที่เราสมควรได้รับ และทรงชดใช้แทนเราโดยการทรงสละ “พระกายของพระเยซูคริสต์เพียงครั้งเดียวเท่านั้น” เพื่อเราจะ “ได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์” ผ่านการทรงเสียสละแทนเรา (ฮบ.10:10) เรา “ตายแล้วกับพระคริสต์” และวันหนึ่ง “เราจะมีชีวิตอยู่กับพระองค์ด้วย” (รม.6:8)
นี่คือข่าวดี พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อคุณและเพื่อผม ทรงเป็นตัวแทนของเรา บัดนี้เราเป็นมากกว่าผู้ที่รอดชีวิตจากสงคราม เราได้กลายมาเป็นบุตรชายและบุตรสาวของพระเจ้า
พระวจนะของพระเจ้ายั่งยืนเป็นนิตย์
ช่วงต้นทศวรรษ 1900 ชาร์ลส์ ชวาบนักธุรกิจเหล็กกล้าผู้ประสบความสำเร็จ ตัดสินใจสร้างคฤหาสน์ที่อาจจะหรูหราที่สุดในนิวยอร์ก ซึ่งสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1906 บนถนนริเวอร์ไซด์ไดรฟ์ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากปราสาทในฝรั่งเศส มันครอบคลุมพื้นที่ทั้งย่านของเมือง มีสวนที่เขียวชะอุ่ม ห้องโถงขนาดใหญ่และตกแต่งภายในอย่างหรูหรา คฤหาสน์นี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับตึกสูงระฟ้าซึ่งจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของแมนฮัตตันในไม่ช้า แม้จะมีความยิ่งใหญ่อลังการ แต่หลังจากชวาบเสียชีวิต คฤหาสน์นี้ก็ประสบปัญหาในการหาผู้ซื้อ มันใหญ่โตเกินไป แพงเกินไปและไม่สอดคล้องกับความนิยมในเวลานั้น สิ่งปลูกสร้างบนถนนริเวอร์ไซด์ไดรฟ์นี้ถูกรื้อถอนในปี ค.ศ. 1948 ทั้งคฤหาสน์และตัวเขาต่างก็เลือนหายไป
ไม่ยากที่เราจะเห็นความเป็นจริงในฝ่ายโลก เช่น ความมั่งคั่ง ความทะเยอทะยานและคฤหาสน์ที่ถูกกำหนดให้เลือนหายไป ถ้อยคำในอิสยาห์ 40 เตือนเราว่า “บรรดามนุษย์และสัตว์ก็เป็นเหมือนต้นหญ้า และความงามทั้งสิ้นของมันก็เหมือนดอกไม้แห่งทุ่งนา” (ข้อ 6) อิสยาห์บอกประชาชนให้อดทนต่อการตีสอนของพระเจ้าเพราะความไม่สัตย์ซื่อของพวกเขา เมื่อทรงตีสอนแล้ว พระองค์จะทรงปลอบโยนพวกเขา (ข้อ 1-2) สิ่งที่ผู้เผยพระวจนะกล่าวเกี่ยวกับมนุษย์ ต้นหญ้า และดอกไม้นั้นคือความจริง (ข้อ 6-7) แล้วความจริงเกี่ยวกับพระเจ้าล่ะเป็นอย่างไร ความจริงนั้นจะยั่งยืนกว่าบรรดามนุษย์ คฤหาสน์ ความมั่งคั่ง ความทะเยอทะยาน ตลอดจนเกียรติยศทั้งหลาย ใช่แล้ว “พระวจนะของพระเจ้าของเราจะยั่งยืนอยู่เป็นนิตย์” (ข้อ 8)
เป็นการดีที่จะระลึกเสมอว่าเราเปราะบางเพียงใด และเป็นการฉลาดที่จะจดจำว่าพระวจนะของพระเจ้านั้นยั่งยืนเป็นนิตย์
ทรงกริ้วช้า
“รายการโทรทัศน์แบบเนิบช้า” เป็นชื่อที่ใช้เรียกรายการถ่ายทอดสดแบบมาราธอนจากเหตุการณ์จริง รายการประเภทนี้ได้รับความนิยมมากขึ้นในปี 2009 หลังจากบริษัทนอร์วีเจียน บรอดคาสติ้งได้ถ่ายทอดสดการเดินทางบนรถไฟความยาวเจ็ดชั่วโมง ใช่แล้วเจ็ดชั่วโมงบนรถไฟ ฟังดู...น่าเบื่อ แต่กลับมีผู้ชมเพิ่มมากขึ้นที่หลงใหลในทัศนียภาพอันงดงามของการเดินทาง
แนวคิดของรายการทีวีนี้คือการนำเสนอเนื้อหาที่ดำเนินไปตามจริง ไม่มีการตัดต่อเพื่อเร่งเร้าอารมณ์ผู้ชมเหมือนละคร โดยจะดำเนินเรื่องไปตามการเปลี่ยนผ่านและการเคลื่อนไปของสถานการณ์จริง รายการทีวีแบบเนิบช้าเป็นการก้าวเข้าสู่การดื่มด่ำกับทุกช่วงเวลาของชีวิตแทนการมานั่งนับเวลาในแต่ละนาที
กวีฟรานซิส ทอมป์สันได้เขียนถึง “ย่างก้าวที่ไม่เร่งรีบ” ของพระเจ้า ทอมป์สันหมายความว่าพระเจ้าทรงเคลื่อนไปด้วยความอดทนและมีระบบ ทรงคำนวณและมีเป้าหมายในทุกย่างก้าว เราเห็นความเนิบช้านี้ในการแสดงอารมณ์ของพระเจ้าเช่นกัน ในพระธรรมโยเอลผู้เผยพระวจนะร้องเรียกชนชาติยูดาห์ให้กลับใจบนหลักความจริงว่าพระเจ้าของเรา “ทรงกริ้วช้า” (ยอล.2:13) ต่างจากเรื่องราวที่เร้าอารมณ์ของเราซึ่งมักเต็มไปด้วยความโกรธและความเห็นแก่ตัว พระเจ้าทรงใช้วิธีที่แตกต่างกัน พระองค์ทรงกริ้วช้า พระเจ้าตรัสกับผู้ที่ดื้อรั้นต่อพระองค์ว่า “จงฉีกใจของเจ้า มิใช่ฉีกเสื้อผ้าของเจ้า จงหันกลับมาหาพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย” (ข้อ 13)
พระพิโรธของพระเจ้าไม่เหมือนกับของเรา พระองค์ทรงกริ้วช้า นี่เป็นความจริงที่ช่วยเราให้สามารถหันกลับมาหาพระองค์ได้ด้วยสุดใจของเรา
เหนือกว่าความเศร้าหมอง
กอร์ดอน ไลท์ฟุตนักร้องและนักแต่งเพลงชาวแคนาดาเป็นที่รู้จักดีจากผลงานอมตะหลายบทเพลง แต่หนึ่งในเพลงของเขาที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักมีชื่อว่า “The Minstrel of the Dawn” (คำว่า minstrel หมายถึงกวีนักดนตรีที่นำบทกวีของตนมาขับขาน) กวีนักดนตรีในเพลงของไลท์ฟุตก็เหมือนกับเราที่ปรารถนาจะ “มีความสุขมากกว่าเศร้าหมอง” แม้ว่าจะมีเรื่อง “เศร้าหมอง” ให้คิดหรือคำนึงถึงอยู่เสมอ กวีนักดนตรีจะเลือกให้ความสำคัญกับสิ่งที่เบิกบานใจยามเมื่อรุ่งอรุณของวันใหม่มาถึง แล้วจึงร้องเพลงถึงสิ่งเหล่านั้น
ดาวิดก็เป็นกวีนักดนตรีแห่งพระธรรมสดุดีที่ได้ประพันธ์ประโยคที่คล้ายกันว่า “ข้าพระองค์จะร้องเพลงถึงความรักมั่นคงของพระองค์ในเวลาเช้า” (สดด.59:16) ดาวิดมีเรื่อง “เศร้าหมอง” มากมายให้ครุ่นคิด ตั้งแต่ศัตรูที่พร้อมจะโจมตีท่านไปจนถึงคนร้ายกาจที่รวมหัวกันต่อสู้ท่าน (ข้อ 1-3) ท่านขับร้องว่า “เขากลับมาทุกเย็น หอนอย่างสุนัข และตระเวนไปทั่วนคร” (ข้อ 14) แต่เมื่อวันใหม่มาถึง ท่านเลือกที่จะมุ่งสนใจทั้งในเรื่องที่เบิกบานใจ และพระเจ้าผู้ดีเลิศ แล้วจึงร้องเพลงถึงความรักมั่นคงของพระองค์ “ทรงเป็นป้อมปราการของข้าพระองค์ เป็นที่ลี้ภัยในยามทุกข์ของข้าพระองค์” (ข้อ 16) เป็น “ผู้ทรงสำแดงความรักมั่นคงแก่ข้าพระองค์” (ข้อ 17)
คุณอาจไม่ได้เป็นนักร้องหรือนักแต่งเพลง แต่คุณสามารถเป็นกวีนักดนตรีแห่งรุ่งอรุณได้ คุณบอกพระเจ้าได้เช่นเดียวกับดาวิดว่า “ข้าพระองค์จะร้องเพลงถึงอานุภาพของพระองค์ ข้าพระองค์จะร้องเพลงถึงความรักมั่นคงของพระองค์ในเวลาเช้า” (ข้อ 16)
ตัวตนไร้กังวล
จากหนังสือ รุ่นสู่รุ่น (Generation to Generation) ในปีค.ศ. 1985 ของเอ็ดวิน ฟรีดแมน นักจิตบำบัดครอบครัวและรับบีในศาสนายิวได้ริเริ่มใช้คำว่า “ตัวตนไร้กังวล” วิทยานิพนธ์ของฟรีดแมนซึ่งต่อมาได้ถูกกล่าวถึงในหนังสือ ความล้มเหลวทางใจ (A Failure of Nerve) กล่าวว่า “บรรยากาศของอเมริกาในปัจจุบันมีความวิตกกังวลเรื้อรังมากเสียจนสังคมของเราเข้าสู่ภาวะถดถอยทางอารมณ์ซึ่งเป็นพิษต่อการเป็นผู้นำที่ดี” ฟรีดแมนมุ่งเน้นถึงวิธีที่ความวิตกกังวลเรื้อรังแพร่กระจายไปในระบบ ทั้งในครอบครัว ที่ทำงาน และชุมชน แต่ในทำนองเดียวกัน ผู้นำสามารถแสดงถึงภาวะของตัวตนที่ไร้กังวลซึ่งจะแพร่กระจายไปทั่วทั้งระบบได้เช่นกัน โดยการเป็นคนที่มีสันติสุขในท่ามกลางพายุ
สดุดีบทที่ 4 เป็นเพลงสดุดีของดาวิดซึ่งเขียนขึ้นท่ามกลางหนึ่งในมรสุมแห่งชีวิตของท่าน ดาวิดตกอยู่ในความวิตกกังวล ท่านจึงร้องทูลต่อพระเจ้าว่า “เมื่อข้าพระองค์จนตรอก ขอพระองค์ประทานช่องทางให้ ขอทรงเมตตาแก่ข้าพระองค์และทรงฟังคำอธิษฐานของข้าพระองค์” (ข้อ 1) ขณะที่ท่านหวาดกลัวเรื่องชีวิตของท่าน ท่านก็ตระหนักดีว่าผู้ติดตามของท่านก็กลัวเช่นกัน “มีคนเป็นอันมากกล่าวว่า ‘โอ เราอยากเห็นสิ่งดีๆบ้าง’” (ข้อ 6)
การตัดสินใจของดาวิดที่จะไว้วางใจในพระเจ้าทำให้เกิดปรากฏการณ์ตัวตนไร้กังวลในท่ามกลางความวิตกกังวล! ท่านกล่าวว่า “ข้าพระองค์จะเอนกายลงนอนหลับในความสันติ” ดาวิดสามารถพักสงบได้เพราะ “พระองค์เท่านั้นที่ทรงกระทำให้ข้าพระองค์อาศัยอยู่อย่างปลอดภัย” (ข้อ 8)
เราเองก็สามารถพักสงบได้ในภาวะการเป็นตัวตนไร้กังวลที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้เรา เราสามารถเผยแพร่สันติสุขของพระองค์ได้ในทุกที่ที่เราไป
สิ่งทรงสร้างอันงดงามของพระเจ้า
สำหรับพ่อแม่แล้ว การเสียชีวิตของลูกทำให้หัวใจแหลกสลาย แต่การสูญเสียลูกสองคนนั้นเป็นเรื่องที่ไม่อาจจินตนาการได้! นั่นคือประสบการณ์ของนิค เคฟ ผู้เป็นนักดนตรี นักเขียน และนักแสดงชาวออสเตรเลีย ในปี 2015 ลูกชายวัยสิบห้าปีของเขาตกจากหน้าผาและเสียชีวิต ไม่กี่ปีต่อมาลูกคนโตของเคฟก็เสียชีวิตลงอีก ในท่ามกลางความโศกเศร้าที่ท่วมท้น เคฟและภรรยาจะใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างไร แล้วคุณล่ะ
เคฟพยายามหาการปลอบประโลมใจจากโลกรอบตัว “โลกนี้ช่างกล้าหาญที่จะยังคงความงดงามต่อไป…แม้ในช่วงเวลาแห่งความทุกข์แสนสาหัส นั่นคือโลกที่ผมเห็น” เขากล่าว “มันก็เพียงแต่ดำเนินต่อไปอย่างงดงามตามแบบแผน”
พระเยซูตรัสถึงความงดงามเช่นเดียวกันนี้ และทรงมองเห็นอย่างแท้จริงว่าความงามนั้นคือการทรงสร้างของพระเจ้า พระดำรัสของพระองค์ที่มักอ้างถึงในลูกา 12 “จงพิจารณาดูดอกไม้” (ข้อ 27) นั้นไม่ใช่เป็นการมองข้ามความทุกข์ยากในชีวิตของเรา แต่เป็นการให้เกียรติถึงโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่เราเผชิญด้วยการมอบยาถอนพิษให้กับสถานการณ์ที่เลวร้ายนั้น โดยให้เราหยุดและพิจารณาดอกไม้หรือนกในอากาศ (ข้อ 24) หรือพระอาทิตย์ขึ้น พระคริสต์ทรงสอนเราว่า “แม้ว่าพระเจ้าทรงตกแต่งหญ้าในทุ่งนาอย่างนั้น...พระองค์จะทรงตกแต่งท่านมากยิ่งกว่านั้น” (ข้อ 28)
เมื่อเผชิญกับความโศกเศร้าและการสูญเสีย มุมมองของโลกนี้ไม่อาจช่วยได้พระเยซูทรงหนุนใจเราให้ระลึกถึงพระเจ้าองค์พระผู้สร้าง ผู้ทรงค้ำจุนสรรพสิ่งที่ทรงสร้างซึ่งยืนหยัดอย่างกล้าหาญเข้าไว้ด้วยกัน และพระองค์ทรงห่วงใยเราอย่างลึกซึ้ง
อธิษฐานสิ่งที่อยู่ในใจ
เบร็นดาและเอ็ดดี้ขึ้นรถและเริ่มต้นกิจวัตรประจำเย็นวันพฤหัสของพวกเขา “คุณอยากกินอะไร” “โอ้ เอ็ดดี้ ฉันยังไงก็ได้ที่ไหนก็ได้” เอ็ดดี้เคยเจอสถานการณ์นี้มาแล้ว “โอเค ร้านกังหันลมไหม” เบร็นดาขมวดคิ้ว “ไม่ ที่ไหนก็ได้ยกเว้นที่นั่น” เอ็ดดี้ถอนหายใจ “แล้วที่ไหนล่ะ” เบร็นดายืนยัน “ที่ไหนก็ได้จริงๆ”
นี่เป็นเหมือนมุขของละครตลกที่มองย้อนไปแล้วก็ขำ แต่เรารู้ดีว่ามันน่าหงุดหงิดแค่ไหนในเวลานั้น
บางครั้งชีวิตแห่งการอธิษฐานของเราก็เป็นแบบนั้นด้วย คือเราคลุมเครือเกินไป ตรงกันข้ามกับคำอธิษฐานในดาเนียล 9 ที่เผยให้เห็นว่าดาเนียลเอ่ยถึงสิ่งที่ท่านต้องการอย่างกล้าหาญ โดยเริ่มต้นด้วยการสารภาพบาปของประชาชนของท่าน “ข้าพระองค์ทั้งหลายได้กระทำบาป และได้กระทำความผิด” (ข้อ 5) จากนั้นท่านก็ทูลขอว่า “ฉะนั้น ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอพระองค์ทรงสดับคำอธิษฐานของผู้รับใช้ของพระองค์ และคำวิงวอนของเขา” (ข้อ 17) “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอทรงฟัง ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอทรงให้อภัย ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอทรงใส่พระทัยและทรงกระทำ” (ข้อ 19) พระเจ้าไม่ได้ทรงติดหนี้อะไรดาเนียล แต่เพราะท่านไว้วางใจใน “พระกรุณายิ่งใหญ่” ของพระเจ้า (ข้อ 18) ท่านจึงกล้าที่จะทูลสิ่งที่อยู่ในใจทุกอย่างต่อพระองค์
การอธิษฐานว่า “อย่าให้เป็นตามใจปรารถนาของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์” นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอ ดังเช่นที่พระเยซูอธิษฐานต่อพระบิดาในคืนก่อนจะทรงถูกตรึงกางเขน (มธ.26:39) แต่บางครั้งเราก็ควรจะบอกถึงสิ่งที่เราต้องการ พระเจ้าทรงให้คุณค่ากับความกล้าหาญของเราเมื่อเรามาเฝ้าพระองค์ด้วยใจที่สำนึกผิด ดังนั้นจงกล้าหาญอธิษฐานถึงสิ่งที่อยู่ในใจของคุณ และมอบสิ่งนั้นไว้กับพระเจ้าผู้ทรงพระกรุณายิ่งใหญ่
พระคุณพระเจ้าที่มีเพียงพอ
แมรี่ แฟลนเนอรี โอคอนเนอร์คือชื่อโดยกำเนิด แต่เธอเป็นที่รู้จักดีในชื่อแฟลนเนอรี โอคอนเนอร์ หนึ่งในนักเขียนที่มีชื่อเสียงทางตอนใต้ของอเมริกา เรื่องราวของเธอเต็มไปด้วยการทนทุกข์และพระคุณ เมื่ออายุสิบห้าพ่อที่เธอรักก็เสียชีวิตด้วยโรคแพ้ภูมิตัวเอง โอคอนเนอร์ที่ใจสลายจึงทุ่มเทให้กับการเขียนนวนิยายเรื่องแรก ต่อมาไม่นานเธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองที่ไม่มีทางรักษา ซึ่งคร่าชีวิตเธอไปเมื่ออายุสามสิบเก้าปี งานเขียนของเธอสะท้อนถึงความเจ็บปวดทางร่างกายและจิตใจ อลิซ แมคเดอร์มอตต์นักเขียนนวนิยายกล่าวว่า “ฉันคิดว่าความเจ็บป่วยทำให้เธอเป็นนักเขียนอย่างที่เธอเป็น”
เราไม่รู้ว่า “หนามใหญ่” ของอัครทูตเปาโลคืออะไร (2 คร.12:7) แม้หลายคนเสนอข้อสรุปจากการคาดคะเน แต่เรารู้จากเปาโลว่า “ข้าพเจ้าวิงวอนองค์พระผู้เป็นเจ้าถึงสามครั้ง เพื่อขอให้มันหลุดไปจากข้าพเจ้า” (ข้อ 8) เรายังรู้อีกว่าพระเจ้าไม่ทรงอนุญาต (ข้อ 9) เรื่องนี้ทำให้เปาโลถ่อมใจและเห็นว่าสิ่งนี้ทำให้ท่าน “ไม่ยกตัวเกินไป” (ข้อ 7) หนามใหญ่ของเปาโลก่อตัวขึ้นและทำให้ท่านเป็นอัครทูตอย่างที่ท่านเป็น แต่หนามนั้นก็ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะว่ามันมาพร้อมกับพระคุณที่เพียงพอและฤทธิ์เดชอันเต็มขนาดของพระเจ้า เพื่ออัครทูตที่ทุกข์ทรมานคนนี้จะประกาศว่า “ข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อใด ข้าพเจ้าก็จะแข็งแรงมากเมื่อนั้น” (ข้อ 10)
หนามใหญ่ในชีวิตของเราไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ล้วนช่วยสร้างเราขึ้น มันทำให้เราเป็นเรา แต่หนามนั้นก็ไม่ใช่ทั้งหมดที่เป็น ดังที่เปาโล แฟลนเนอรีและคนอื่นๆอีกนับไม่ถ้วนได้เป็นพยานมาในตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษยชาติว่า พระคุณของพระเจ้านั้นมีเพียงพอสำหรับเรา