ดินแข็งและความกรุณาอันอ่อนโยน
ตอนที่เจมส์อายุหกขวบ เดวิดพี่ชายของเขาเสียชีวิตในอุบัติเหตุจากสเก็ตน้ำแข็งเพียงหนึ่งวันก่อนวันเกิดอายุครบสิบสี่ปี หลายปีหลังจากนั้นเจมส์พยายามอย่างมากที่จะปลอบโยนมาร์กาเร็ตมารดาผู้ทุกข์ระทมที่คอยเตือนตนเองว่าลูกชายคนโตของเธอจะไม่ต้องเผชิญกับความท้าทายในการโตเป็นผู้ใหญ่ ความคิดแบบเดียวกันนี้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้จินตนาการอันบรรเจิดของเจมส์ แบร์รี่ ในหลายสิบปีต่อมา ก่อให้เกิดตัวละครที่ไม่มีวันแก่ในนิทานยอดนิยมของเด็กชื่อ ปีเตอร์ แพน ดอกไม้งอกขึ้นผ่านบาทวิถีได้ฉันใด สิ่งดีก็งอกงามขึ้นได้จากดินแข็งแห่งจิตใจที่เจ็บปวดเกินจินตนาการฉันนั้น
เราอบอุ่นหัวใจเมื่อคิดว่าพระเจ้าทรงสามารถให้เกิดสิ่งดีได้อย่างสร้างสรรค์ไร้ขีดจำกัดจากเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ตัวอย่างอันงดงามคือเรื่องของนางรูธในพันธสัญญาเดิม นาโอมีสูญเสียลูกชายทั้งสองที่เป็นที่พึ่งไป สะใภ้หม้ายคือ นางรูธ เลือกที่จะอยู่ดูแลนาโอมีและรับใช้พระเจ้าของแม่สามี (นรธ.1:16) ในตอนท้าย การจัดเตรียมของพระเจ้ามอบความสุขยินดีเกินคาดคิดแก่พวกเธอ นางรูธแต่งงานใหม่และมีลูก “เขาตั้งชื่อเด็กคนนั้นว่าโอเบดผู้เป็นบิดาของเจสซีซึ่งเป็นบิดาของดาวิด” (4:17) ชื่อของเขาจะอยู่ในรายชื่อบรรพบุรุษของพระเยซู (มธ.1:5)
พระกรุณาอันอ่อนโยนของพระเจ้าเอื้อมออกมาไกลเกินกว่าที่เราจะเข้าใจและมาพบกับเราในที่แห่งความประหลาดใจ จงคอยเฝ้าดู! คุณอาจจะได้เห็นในวันนี้ JBB
ที่ลี้ภัยของผู้ถูกปฏิเสธ
จอร์จ วิทฟิลด์ (ค.ศ. 1714-1770) เป็นนักเทศน์ที่มีของประทานและมีความสามารถที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ ท่านนำคนเป็นพันๆมาเชื่อพระเยซู แต่ชีวิตท่านก็ยังมีคนไม่เห็นด้วย วิธีประกาศกลางแจ้งของท่าน (เพื่อรองรับคนจำนวนมาก) บางครั้งก็ถูกวิจารณ์จากผู้ที่สงสัยในแรงจูงใจของท่านและคิดว่าท่านควรพูดในที่มิดชิดภายในคริสตจักรเท่านั้น คำจารึกที่หลุมฝังศพของท่านคือท่าทีตอบสนองต่อคำวิจารณ์เหล่านั้น “ข้าพเจ้าพอใจที่จะรอจนถึงวันแห่งการพิพากษาเพื่อจะแก้ข้อสงสัยเกี่ยวกับชีวิตของข้าพเจ้า และหลังจากที่ข้าพเจ้าตายไปแล้ว ข้าพเจ้าไม่อยากได้คำจารึกที่หลุมฝังศพนอกจากที่ว่า ‘นี่คือจอร์จ วิทฟิลด์ เขาเป็นคนเช่นไร ก็จะได้ประจักษ์ในวันอันยิ่งใหญ่นั้น’”
ในพันธสัญญาเดิม เมื่อดาวิดเผชิญกับคำต่อว่าที่รุนแรง ท่านได้มอบตัวเองให้พระเจ้าเช่นกัน เมื่อถูกซาอูลกล่าวร้ายว่าเป็นผู้นำกบฏและต้องซ่อนตัวในถ้ำจากกองทัพของซาอูลที่ใกล้เข้ามา ดาวิดบรรยายถึงการอยู่ “ท่ามกลางเหล่าสีหราช” ท่ามกลางผู้ที่ “ฟันของเขาทั้งหลายคือหอกและลูกธนู ลิ้นของเขาคือดาบคม” (สดด.57:4) แม้ในสถานการณ์ย่ำแย่ ท่านหันไปหากำลังใจจากพระเจ้า “เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ใหญ่ยิ่งถึงฟ้าสวรรค์ ความสัตย์สุจริตของพระองค์สูงถึงเมฆ” (ข้อ 10)
เมื่อผู้อื่นเข้าใจผิดหรือปฏิเสธเรา พระเจ้าทรงเป็น “ที่ลี้ภัย” (ข้อ 1) ขอให้พระองค์ทรงเป็นที่สรรเสริญตราบนิรันดร์ในความรักเมตตาที่ไม่มีวันสูญสิ้น!
ปกปักรักษา
ขณะที่ผมกำลังจัดระเบียบสวนเพื่อเตรียมปลูกพืชของฤดูใบไม้ผลิ ผมดึงวัชพืชฤดูหนาวกอใหญ่ออก... แล้วกระโดดตัวลอย! งูพิษคอปเปอร์เฮทซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ด้านล่างมือผม ถ้าต่ำกว่านี้อีกนิ้วเดียว ผมอาจพลาดไปจับโดนมันเข้า ผมเห็นลายหลากสีสันของมันทันทีที่ดึงวัชพีชขึ้น ลำตัวส่วนที่เหลือนั้นขดอยู่ในดงวัชพืชระหว่างเท้าของผม
ตอนที่เท้าของผมเหยียบไปบนพื้นห่างออกไปไม่กี่ฟุต ผมขอบคุณพระเจ้าที่ไม่โดนกัด และผมนึกประหลาดใจว่ามีอีกกี่ครั้งที่พระองค์ได้ทรงช่วยผมไว้จากอันตรายที่ผมไม่รู้ว่าอยู่ตรงนั้น
พระเจ้าทรงเฝ้าระวังอยู่เหนือคนของพระองค์ โมเสสบอกคนอิสราเอลก่อนพวกเขาจะเข้าไปยังดินแดนแห่งพระสัญญา “ผู้ที่ไปข้างหน้าคือพระเจ้า พระองค์ทรงสถิตอยู่ด้วย พระองค์จะไม่ทรงปล่อยท่านให้ล้มเหลวหรือทอดทิ้งท่านเสีย อย่ากลัวและอย่าขยาดเลย” (ฉธบ.31:8) พวกเขามองไม่เห็นพระเจ้า ถึงกระนั้นพระองค์ทรงอยู่กับเขา
บางครั้งความลำบากเกิดขึ้นโดยที่เราไม่เข้าใจ แต่เราสามารถระลึกถึงเหตุการณ์ในหลายๆครั้งที่พระเจ้าทรงปกป้องเราโดยที่เราไม่รู้ตัวได้!
พระคัมภีร์ย้ำเตือนเราว่าการจัดเตรียมที่สมบูรณ์ของพระองค์นั้นมีสำหรับประชากรของพระองค์ทุกวัน พระองค์ทรงอยู่กับเราเสมอ (มธ.28:20)
รอคอยพระพร
ร้านอาหารยอดนิยมในกรุงเทพเสิร์ฟน้ำซุปที่ทำจากน้ำต้มกระดูกซึ่งผ่านการปรุงรสมาเป็นเวลานานถึง 45 ปี และมีการเติมใหม่ทุกวัน กรรมวิธีในการตุ๋นหรือเคี่ยวอย่างต่อเนื่องยาวนานนี้มีมาตั้งแต่สมัยยุคกลาง เช่นเดียวกับที่ “ของเหลือ” บางอย่างมักมีรสดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป เวลาในการปรุงที่ยาวนานก็จะช่วยผสมผสานและสร้างรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ให้กับอาหาร ร้านแห่งนี้ชนะรางวัลน้ำซุปที่อร่อยที่สุดในประเทศไทยหลายรางวัลด้วยกัน
สิ่งดีมักต้องใช้เวลา แต่ธรรมชาติมนุษย์มักมีปัญหาเรื่องความอดทน คำถามที่ว่า “อีกนานแค่ไหน” จึงปรากฏอยู่ทั่วพระคัมภีร์ ตัวอย่างเช่นผู้เผยพระวจนะฮาบากุกผู้เริ่มต้นหนังสือของท่านด้วยคำถามที่ว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์จะร้องทุกข์นานสักเท่าใด และพระองค์มิได้ทรงฟัง” (ฮบก.1: 2) ฮาบากุก (แปลว่า “นักสู้”) ได้พยากรณ์ถึงการที่พระเจ้าทรงพิพากษาประเทศของท่าน (ยูดาห์) โดยการรุกรานจากอาณาจักรบาบิโลน ท่านปล้ำสู้กับการที่พระเจ้าทรงปล่อยให้คนชั่วเจริญขึ้นโดยการหาประโยชน์จากผู้อื่น แต่พระเจ้าสัญญาว่าความหวังและการฟื้นฟูจะมาในเวลาของพระองค์ “เพราะว่านิมิตนั้นยังรอเวลาของมันอยู่...ถ้าดูช้าไป ก็จงคอยสักหน่อย มันจะบังเกิดขึ้นเป็นแน่ คงไม่ล่าช้านัก” (2:3)
ชาวยิวตกเป็นเชลยในบาบิโลนถึง 70 ปี ซึ่งอาจดูว่านานในสายตาของมนุษย์ แต่พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อและรักษาพระดำรัสของพระองค์
พระพรที่ดีที่สุดบางอย่างอาจต้องรอนานกว่าจะได้รับ แม้พระพรนั้นดูเหมือนช้า แต่จงมองไปที่พระองค์! พระองค์ทรงเตรียมพระพรทุกประการด้วยสติปัญญาและการดูแลที่สมบูรณ์แบบ และพระองค์ทรงควรค่าแก่การรอคอยเสมอ
รอยพระบาทของพระเจ้า
“ผมรู้ว่าพระเจ้าอยู่ที่ไหน” หลานชายวัยสี่ขวบบอกแครี่ภรรยาของผม “ที่ไหนหรือจ๊ะ” เธอถามด้วยความอยากรู้ “พระองค์อยู่ในป่าข้างบ้านของย่าฮะ” เขาตอบ
แครี่เล่าสิ่งที่คุยกับหลานให้ผมฟัง เธอสงสัยว่าอะไรทำให้เขาคิดเช่นนั้น“ผมรู้” ผมตอบ “ตอนที่เราเข้าไปเดินเล่นในป่ากับเขาคราวก่อน ผมบอกเขาว่าแม้เราจะมองไม่เห็นพระเจ้า แต่เรามองเห็นสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำได้” “หลานเห็นรอยเท้าของปู่ไหม” ผมถามหลานชายตอนที่เราย่ำลงบนพื้นทรายริมแม่น้ำ “สัตว์ต่างๆ ต้นไม้ และแม่น้ำ ก็เป็นเหมือนรอยเท้าของพระเจ้า เรารู้ว่าพระองค์ทรงอยู่ที่นี่เพราะเราเห็นสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง”
ผู้เขียนสดุดี 104 ชี้ให้เห็นพระเจ้าผ่านสิ่งที่ทรงสร้างเช่นกัน ท่านร้องว่า“ข้าแต่พระเจ้า พระราชกิจของพระองค์มากมายจริงๆ พระองค์ทรงสร้างการงานนั้นทั้งสิ้นด้วยพระปัญญา แผ่นดินโลกมีสิ่งที่ทรงสร้างเต็มหมด” (ข้อ 24) คำว่าพระปัญญาในภาษาฮีบรูในที่นี้มักใช้บ่อยครั้งในพระคัมภีร์เพื่อบรรยายถึงงานฝีมือชั้นเยี่ยม พระราชกิจของพระเจ้าในธรรมชาติประกาศถึงการมีอยู่ของพระองค์และทำให้เราอยากสรรเสริญพระองค์
สดุดี 104 เริ่มและจบด้วยประโยค “จงถวายสาธุการแด่พระเจ้า” (ข้อ 1, 35) จากมือของทารกถึงดวงตาของนกอินทรี ผลงานขององค์พระผู้สร้างที่อยู่รอบตัวเราบอกถึงฝีพระหัตถ์อันยอดเยี่ยมของพระองค์ ขอให้เราชื่นชมอย่างอัศจรรย์ใจในวันนี้ และสรรเสริญพระองค์!
พระเจ้าผู้ไม่มีตัวตน
“บางครั้งฉันรู้สึกเหมือนไร้ตัวตน แต่ฉันก็อยากให้พระเจ้าใช้ฉันเหมือนกัน” ผมได้คุยกับแอนขณะที่เธอเก็บกวาดห้องออกกำลังกายในโรงแรมที่ผมไปใช้บริการ จากการสนทนาผมค้นพบเรื่องราวอันน่าอัศจรรย์ของเธอ
“ฉันเคยติดยาและขายตัวอยู่ข้างถนน” เธอเล่า “แต่ฉันรู้ว่าพระเจ้าต้องการให้ฉันเลิกยาและเดินไปกับพระองค์ วันหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน ฉันคุกเข่าลงที่พระบาทของพระเยซู และพระองค์ทรงปลดปล่อยฉันให้เป็นอิสระ”
ผมขอบคุณแอนที่แบ่งปันเรื่องราวที่พระเจ้าได้ทรงกระทำเพื่อเธอและยืนยันว่าเธอไม่ได้ไร้ตัวตน พระเจ้าทรงใช้เธอในการสนทนานี้ด้วยวิธีที่งดงาม เพื่อเตือนผมถึงฤทธานุภาพในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของพระองค์
พระเจ้าทรงรักที่จะใช้บุคคลที่มักถูกมองข้าม อัครทูตอันดรูว์ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักดีเท่ากับเปโตรพี่ชายของเขา แต่พระคัมภีร์บันทึกว่า “แล้วอันดรูว์ก็ไปหาซีโมน[เปโตร]พี่ชายของตนก่อน และบอกเขาว่า ‘เราได้พบพระเมสสิยาห์แล้ว’...อันดรูว์จึงพาซีโมนไปเฝ้าพระเยซู” (ยน.1:41-42)
เปโตรได้พบพระเยซูผ่านอันดรูว์ เมื่ออันดรูว์ซึ่งเป็นศิษย์คนหนึ่งของยอห์นผู้ให้บัพติศมาได้รู้จักพระเยซูผ่านยอห์น เขาติดตามและเชื่อในพระองค์ และเขาบอกกับพี่ชายของเขาทันที ความสัตย์ซื่ออย่างเงียบๆของอันดรูว์ได้สร้างผลกระทบที่เขย่าโลกนี้
พระเจ้าทรงให้คุณค่าการรับใช้ที่สัตย์ซื่อมากกว่าชื่อเสียง พระองค์ทรงใช้เราได้อย่างทรงพลานุภาพในทุกที่ที่เราอยู่ แม้กระทั่งในยามที่ไม่มีใครเห็น
เมื่อเกิดสันติสุข
ในคืนก่อนคริสต์มาสอันหนาวเย็นที่เบลเยียมในปี 1914 เสียงร้องเพลงดังมาจากสนามเพลาะที่ทหารอยู่ เนื้อร้อง “ราตรีสงัด” ดังออกมาเป็นภาษาเยอรมันสลับกับภาษาอังกฤษ ทหารที่ยิงต่อสู้กันเมื่อตอนกลางวันวางอาวุธลงและออกมาจากสนามเพลาะเพื่อจับมือกันใน “เขตแดนไร้เจ้าของ” ที่อยู่ระหว่างพวกเขา แลกเปลี่ยนคำอวยพรคริสต์มาสและของขวัญเท่าที่มีซึ่งไม่ได้เตรียมไว้ล่วงหน้า การหยุดยิงดำเนินต่อไปถึงวันรุ่งขึ้น ทหารได้พูดคุยและหัวเราะด้วยกัน จนถึงขั้นจัดการแข่งขันฟุตบอลกัน
การหยุดยิงในวันคริสต์มาสปี 1914 ช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งซึ่งเกิดขึ้นตลอดแนวรบที่เรียกว่าเวสเทิร์นฟรอนต์ แสดงให้เห็นสันติสุขที่ทูตสวรรค์กล่าวถึงในคืนก่อนคริสต์มาสแรกเมื่อนานมาแล้ว ทูตสวรรค์องค์หนึ่งกล่าวกับคนเลี้ยงแกะที่หวาดกลัวว่า “อย่ากลัวเลย เพราะเรานำข่าวดีมายังท่านทั้งหลาย คือความปรีดียิ่งซึ่งจะมาถึงคนทั้งปวง เพราะว่าในวันนี้พระผู้ช่วยให้รอดของท่านทั้งหลาย คือพระคริสตเจ้ามาบังเกิดที่เมืองดาวิด” (ลก.2:10-11) จากนั้นทูตสวรรค์อีกหมู่หนึ่งปรากฏขึ้น “สรรเสริญพระเจ้าว่า ‘พระสิริจงมีแด่พระเจ้าในที่สูงสุด ส่วนบนแผ่นดินโลก สันติสุขจงมีท่ามกลางมนุษย์ทั้งปวง ซึ่งพระองค์ทรงโปรดปรานนั้น’” (ข้อ 13-14)
พระเยซูคือ “องค์สันติราช” ที่ช่วยเราให้รอดจากบาปของเรา (อสย.9:6) ด้วยการเสียสละบนกางเขน พระองค์หยิบยื่นการอภัยโทษและสันติสุขร่วมกับพระเจ้าให้แก่ทุกคนที่วางใจในพระองค์
คริสต์มาสอยู่กับเรา
“ไม่มีผู้ใดได้ยินเสียง เมื่อพระองค์เสด็จมา คนผิดคนบาปที่สารภาพ พระองค์จะทรงเมตตา” เนื้อร้องจากบทเพลงสรรเสริญอันเป็นที่รักของคนทั่วโลกโดยฟิลิปส์ บรู๊คที่ชื่อว่า “มีบ้านหมู่น้อยชื่อเบธเลเฮม” บอกถึงหัวใจของคริสต์มาส พระเยซูเสด็จเข้ามาในโลกที่แตกสลายเพื่อช่วยกู้เราจากความผิดบาป และประทานให้ทุกคนที่เชื่อในพระองค์ได้มีความสัมพันธ์แห่งชีวิตใหม่กับพระบิดา
หลายสิบปีหลังจากเขียนเพลงนี้ บรู๊คเขียนจดหมายถึงเพื่อนบรรยายผลลัพธ์ของความสัมพันธ์นี้ในชีวิตของเขาว่า “ผมบอกคุณไม่ได้ว่าความสัมพันธ์นี้เติบโตขึ้นในตัวผมอย่างไร พระองค์ทรงอยู่ที่นี่ ทรงรู้จักผมและผมรู้จักพระองค์ นี่ไม่ใช่คำพูดลอยๆ แต่เป็นเรื่องจริงที่สุดในโลก และเป็นจริงยิ่งขึ้นทุกวัน และเป็นความพิศวงอันน่ายินดีว่าความสัมพันธ์นี้จะเติบโตไปเป็นแบบใดเมื่อเวลาผ่านไป”
ความเชื่อมั่นในการสถิตอยู่ของพระเจ้าในชีวิตของบรู๊คสะท้อนถึงพระนามหนึ่งของพระเยซูตามที่อิสยาห์ได้พยากรณ์ไว้ว่า “หญิงสาวคนหนึ่งจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชายคนหนึ่งและเขาจะเรียกนามของท่านว่า อิมมานูเอล” (อสย. 7:14) พระกิตติคุณมัทธิวได้ให้ความหมายชื่อภาษาฮีบรูนี้ไว้ว่า “พระเจ้าทรงอยู่กับเรา” (1:23)
พระเจ้าเสด็จมาใกล้เราโดยทางพระเยซูเพื่อเราจะรู้จักกับพระองค์เป็นการส่วนตัว และอยู่กับพระองค์ตลอดไป การทรงสถิตอยู่กับเราด้วยความรักเป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
พระเจ้าทรงได้ยินทุกสิ่ง
หนึ่งในความล่าช้าที่สุดของการส่งไปรษณีย์ที่มีบันทึกไว้ใช้เวลายาวนานถึง 89 ปี ในปี 2008 เจ้าของบ้านในประเทศอังกฤษได้รับบัตรเชิญงานเลี้ยงซึ่งถูกส่งมาให้กับเจ้าของบ้านคนก่อนตั้งแต่ปี 1919 บัตรเชิญถูกส่งตรงจากไปรษณีย์ของราชวงศ์มาถึงตู้จดหมาย แต่สาเหตุของความล่าช้ายังคงเป็นปริศนา
แม้แต่ความพยายามในการสื่อสารที่ดีที่สุดของมนุษย์ยังทำให้เราผิดหวังได้ในบางครั้ง แต่พระคัมภีร์บอกเราอย่างชัดเจนว่าพระเจ้าไม่เคยพลาดที่จะได้ยินประชากรผู้สัตย์ซื่อของพระองค์ ใน 1 พงศ์กษัตริย์ 18 เอลียาห์แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างที่น่าตื่นตะลึงระหว่างพระบาอัลกับพระเยโฮวาห์ ในการเผชิญหน้าเพื่อสำแดงว่าใครคือพระเจ้าผู้เที่ยงแท้ หลังจากผู้เผยพระวจนะของพระบาอัลสวดอ้อนวอนหลายชั่วโมง เอลียาห์เยาะเย้ยพวกเขาว่า “ร้องให้ดังๆซี เพราะท่านเป็นพระเจ้าองค์หนึ่ง ท่านกำลังติดธุระอยู่ หรือท่านกำลังไปทุ่ง หรือท่านไปเที่ยว หรือชะรอยท่านกำลังหลับอยู่และจะต้องปลุก” (ข้อ 27) แล้วเอลียาห์ก็อธิษฐานขอให้พระเยโฮวาห์ทรงตอบเพื่อประชากรของพระองค์จะกลับมีความเชื่อ และฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าได้สำแดงให้เห็นอย่างชัดเจน
ขณะที่คำอธิษฐานของเราอาจจะไม่ได้รับคำตอบทันทีเหมือนของเอลียาห์ แต่เรามั่นใจได้ว่าพระเจ้าทรงได้ยิน (สดด.34:17) พระคัมภีร์ย้ำเตือนเราว่าพระองค์ให้ความสำคัญกับคำอธิษฐานของเรามากจนใส่มันไว้ใน “ขันทองคำ” ต่อหน้าพระพักตร์พระองค์เหมือนเครื่องหอม (วว.5:8) พระเจ้าจะทรงตอบทุกคำอธิษฐานตามพระปัญญาและวิธีที่สมบูรณ์แบบของพระองค์ ไม่มีจดหมายฉบับใดหายในแผ่นดินสวรรค์